INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไม่เอาเมกาไม่ว่า แต่อย่าเปิดอ้าซ่าให้จีน

 

‘ภาพจาก shutterstock’

ช่วงปีใหม่นี้ความจริงอยากจะเขียนสิ่งที่อ่านแล้วรู้สึกกระชุ่มกระชวย หรือฝันถึงแต่สิ่งดีๆ แต่จากการวิเคราะห์แล้วประเทศไทยมีสภาวการณ์รุมเร้าที่ไม่น่ารื่นรมย์นัก ทั้งจากภายนอกและภายใน แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึก เพราะเราถูกครอบงำด้วยข่าวมอมเมาให้มองโลกสวย เอาเข้าจริงการที่ไม่เตรียมตัวเตรียมใจรับสถานการณ์ จะทำให้เราคนไทยทั้งหลายระส่ำระสาย จนตั้งตัวไม่ติดได้ การเตือนกันจึงน่าจะเป็นหนทางที่ดีเพื่อประโยชน์ของชาติ

ทั้งนี้คราวที่แล้วได้พูดถึงปัจจัยภายในที่คุณประยุทธ์ได้ก่อให้เกิดปมปัญหามากมาย เพื่อสืบทอดอำนาจ ซึ่งจะนำมาสู่การจราจลได้เพราะความตึงเครียดทางการเมือง ประสมกับวิกฤตกาลทางเศรษฐกิจ ที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจภายในที่ทำให้คนระดับรากหญ้ากำลังย่ำแย่ แต่แทนที่คุณประยุทธ์จะแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น กลับใช้วิธีเอางบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนไปแจกคนรากหญ้า เพื่อหาเสียงในการเลือกตั้งที่จะถึง แทนการสอนเขาจับปลา แต่กลับเอาปลาไปแจก ที่หนักหนาคือการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยและไม่จัดลำดับความจำเป็น ทำให้หนี้สาธารณะทะยานพุ่งขึ้น ในเวลาเดียวกันกับที่หนี้ครัวเรือนก็เพิ่มพูนมากขึ้น เพราะคนระดับล่างหากินไม่พอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะแก้ปัญหาคุณประยุทธ์กลับเทศนาให้ประชาชนรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ฟุ่มเฟือย ขยันทำงานเยี่ยงทาส ในขณะที่รัฐบาลกลับไม่เป็นตัวอย่างที่ดี ตรงข้ามใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเมื่อเกิดผลกระทบจากเศรษฐกิจภายนอก มันจะพังกันทั้งระบบ สัญญาณแรกตอนนี้คือรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกลดลงอย่างต่อเนื่องและเป็นนัยสำคัญ

กลับมาพูดถึงการคุกคามจากมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง ย่อมต้องพึ่งพาการดำเนินวิเทโศบายต่างประเทศ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและเอาตัวรอด ซึ่งในอดีตเราทำได้ดีพอควร เพราะรักษาดุลกับมหาอำนาจตะวันตกได้เหมาะสม ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 หรือแม้แต่มาถึงยุคเสรีไทย จอมพลป.พิบูลสงคราม

แต่พอมาถึงยุคจอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ ไทยก็เข้าอิงแอบใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู และเป็นอริกับจีนอย่างเปิดเผยตามสหรัฐฯ ด้วยเราเกรงการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์

พอมาในยุคปัจจุบันภายใต้รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศไทยกลับโผเข้าไปซบจีนอย่างไม่ลืมหูลืมตา รวมทั้งการแสดงออกที่ไร้ชั้นเชิงในทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น การที่อดีตรมว.ต่างประเทศของรัฐบาลนี้ได้ไปพูดอย่างเปิดเผย ในการประชุมรมต.ต่างประเทศที่สิงคโปร์กับจีน ว่าถ้าเป็นผู้หญิงจะกระโดดไปจูบปากกับจีน ซึ่งมันแสดงถึงวุฒิภาวะในการเดินงานการเมืองระหว่างประเทศ หรือเมื่อนายกประยุทธ์เดินทางไปต่างประเทศ แล้วมีผู้สื่อข่าวมาถามว่าระหว่างมิตรอเมริกากับจีน เราให้ความสำคัญกับใครมากกว่า นายกฯตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดว่าจีนอันดับหนึ่ง อันนี้ก็แสดงวุฒิภาวะในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศที่แย่มาก

ในด้านเศรษฐกิจเราก็ผูกพันกับจีนอย่างไม่สมเหตุสมผล ทั้งๆที่เราขาดดุลการค้าจีน ปีละ 2-3 แสนล้าน ในขณะที่เราเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 4-5 แสนล้าน

การทำโครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราลงทุนทำเองทั้งหมด และให้จีนมาก่อสร้าง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์เกือบทั้งหมด แถมกู้เงินจีนด้วยดอกเบี้ยที่เราสามารถกู้ได้จากแหล่งอื่นในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า ที่สำคัญรถไฟความเร็วสูงจากกทม. ถึงหนองคายนั้นมีเป้าหมายที่จะรับใช้ผู้โดยสารจีนที่จะเข้ามาผ่านสายรถไฟของสปป.ลาว

การซื้อเรือดำน้ำจีน ซึ่งก็ขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ทางทหารของชาติ ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือ การออกโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษชายฝั่งทะเลตะวันออก EEC ที่มีกฎหมาย EEC เป็นกุญแจสำคัญ เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการเช่า 99 ปี อันหลังนี้แม้แต่ชาวเวียดนามยังลุกขึ้นประท้วงรัฐบาลของเขา

ควรทราบด้วยว่าในขณะนี้จีนได้เข้าถือครองที่ดินในกัมพูชาเป็นจำนวนมาก จนชาวกัมพูชาที่มีกำลังซื้อน้อยไม่อาจแข่งขันได้ และไม่มีโอกาสจะซื้อที่ดินได้อีกแล้ว ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะยังมีอำนาจในการกำกับดูแลการถือครองที่ดินก็ตาม แต่ถามว่าถ้ารัฐบาลจะยึดที่ดินคืนจากจีน ในเงื่อนไขใดๆก็แล้วแต่ เช่น การใช้นอมินี หากจีนไม่พอใจ และคุกคามทางทหารกัมพูชาจะหันไปหาใครช่วย เพราะตอนนี้ก็มีความขัดแย้งกับสหรัฐฯอยู่ เนื่องจากนายกฮุนเซน กล่าวหาว่าสหรัฐฯกำลังแทรกแซงทางการเมืองภายในกัมพูชา ซึ่งก็มีส่วนจริง แต่ประเทศเล็กๆจะทำไงจึงจะเอาตัวรอด โดยไม่ถูกครอบงำ โดยเฉพาะกับจีนที่จะส่งคนเข้ามาเต็มประเทศ ส่วนสหรัฐฯก็เพียงแต่เข้ามากำกับชนชั้นปกครองเป็นหลัก

สำหรับประเทศไทยควรตระหนักไว้ว่าจีนใช้วิธีที่เนียนๆ แต่ลุกคืบ โดยใช้ชาวจีนโพ้นทะเลบางคนเป็นสะพานเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจ และในปีใหม่นี้รัฐบาลจีนก็มีนโยบายเอาใจชาวจีนโพ้นทะเล ให้เข้าไปอยู่ในจีนได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า เป็นเวลา 1 ปี เพื่อไปผสมผสานความสัมพันธ์ เพราะจีนตระหนักว่าชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยจำนวนมาก ได้มีการผสมกลมกลืนกับคนไทย จนมีความเป็นไทยสูง และรู้สึกไม่สบายใจนักกับการรุกคืบของคนจีน จากแผ่นดินใหญ่ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกันมาก ที่สำคัญคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ มีรัฐบาลจีนคอยเกื้อหนุนด้านต่างๆ เช่น เงินทุน และการคุ้มครอง ในขณะที่คนจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยต้องพึ่งตนเองและร่วมมือกับรัฐบาลไทยในฐานะคนไทยเชื้อสายจีน

อีกประเด็นที่ต้องเข้าใจ คือ ประเทศจีนมีประชากรจำนวนมากจนล้นประเทศ จึงมีนโยบายที่จะส่งคนออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในสมัยราชวงศ์ชิงก็มีการส่งคนจีนเป็นจำนวนมากออกนอกประเทศ โดยกองเรือของเจิ้งเหอ และยังมากับเรือสำเภาค้าขายอื่นๆ แต่ความแตกต่างระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ คือในสมัยราชวงศ์ชิง เมื่อส่งมาแล้วก็ขาดกันไป โดยรัฐบาลสมัยนั้นไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สมัยนี้รัฐบาลจะคอยชี้นำในเชิงนโยบาย ซึ่งถ้ามีคนจีนเข้ามาอยู่ในไทยมากๆก็เท่ากับว่าเราเป็นเมืองขึ้นไปโดยปริยาย

เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว กัมพูชา ส่วนพม่าก็กำลังระแวดระวังอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์กับจีน จนถึงต้องเปิดสัมพันธ์กับตะวันตก และญี่ปุ่น เพื่อไปถ่วงดุล อนึ่งเวียดนามนั้นประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับจีนอยู่แล้ว เพราะมีข้อพิพาทกันจนเกิดสงครามมาแล้ว แถมในอดีตก็เคยถูกจีนยึดครอง แต่ในเมื่อเป็นประเทสเล็กจึงต้องถ่วงดุลด้วยการกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา และในตอนนี้ก็เริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย ที่เคยมีความใกล้ชิดกันมาก่อน

ประเทศไทยควรดูบทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว ที่ให้จีนสร้างทางรถไฟจากยูนานเข้ามาในประเทศ และให้สิทธิในที่ดิน 2 ข้างทางรถไฟข้างละ 5 กม.เพื่อให้จีนพัฒนาที่ดินตามแนวรถไฟ ผลคือจีนตัดไม้ที่อุดมสมบูรณ์ตามแนวไปเรียบ และในแนวที่ได้รับสิทธินี้ จีนก็จะขยับเอาคนจีนเข้ามาทำธุรกิจ โรงงาน โดยมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต นอกจากนี้ในภาคเหนือของลาวจีนยังเข้ามาเช่าที่ดินหลายแสนไร่ทำการเกษตร แต่ระดมใช้สารเคมีเพื่อเร่งผลิตภัณฑ์จนดินเสียหายเป็นจำนวนมาก

ด้านพม่ามีตัวอย่างที่น่าคิด คือ ในแนวชายแดนแถบรัฐคะฉิ่นและฉานที่ติดกับจีน ก็มีการสนับสนุนติดอาวุธให้ว้าแดงโดยจีนมีการผลิตและค้ายา เสพติดกันเป็นล่ำเป็นสัน โดยรัฐบาลพม่าทำอะไรเกือบไม่ได้ อีกกรณีที่น่าพิจารณาคือ มีคนจีนกลุ่มหนึ่ง ลักลอบเข้าตัดไม้ในพม่า และถูกทหารพม่าจับตัวเพื่อตัดสินลงโทษขั้นสูง ปรากฏว่ารัฐบาลจีนประท้วงและเคลื่อนกำลังประชิดชายแดนเพื่อกดดัน จนรัฐบาลพม่าต้องลดโทษเป็นปรับแล้วปล่อยตัว

สิ่งเหล่านี้อย่าทำเป็นดูเบา เพราะมันมีโอกาสเกิดกับไทยอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย ขึ้นกับนโยบายของไทย ที่ชาญฉลาดพอหรือไม่ที่จะเอาตัวรอด หากเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวก็เท่ากับขายประเทศ สิ้นชาติแน่นอน

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *