INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จากเชียงใหม่ กลับกรุงเทพฯ ( กค. ๖๑ )

คิดอิจฉาคนที่มีหลักแหล่งอยู่เชียงใหม่ ไม่ต้องมากรุงเทพฯ เพราะทุกครั้งที่ครบกำหนดต้องกลับกรุงเทพฯ รู้สึกไม่อยากกลับเลย อยู่ที่เชียงใหม่มีแต่ความสงบ ไปไหนก็ได้ แต่งตัวตามสบาย ผมนุ่งกางเกงยีน ใส่เสื้อยืดทุกวัน เพราะซักง่าย ไม่ต้องรีด แม้กางเกงยีน จะทำให้เห็นขาโก่งของผมอย่างชัดเจน ก็ไม่ต้องไปสนใจ เพราะยังไงผมก็เดินเองได้ และไม่มีใครรู้จักว่าผมเป็นใคร มาจากที่ใด
พูดถึงเรื่องขาโก่งนี้ ผมโดนล้อมาตั้งแต่เล็กๆ และตลอดมา แม้กระทั่งในกิจกรรมเลี้ยงเพื่อนร่วมรุ่น ที่ผ่านมา ๓-๔ ปีนี้ ก็ยังมีเพื่อนล้อผมเรื่องขาโก่ง ถึงจะต้องยอมรับ ก็รู้สึกว่าเป็นปมด้อยอันหนึ่ง ความจริงตามศูนย์การค้า หรือตลาดที่มีสถานที่จอดรถให้คนพิการ ผมน่าจะมีสิทธิ์จอดด้วย เพราะพิการ ที่มีขาโก่งไม่ปกติมาตั้งแต่เกิด เรื่องขาโก่ง นี้ ตั้งแต่มีลูก ผมเคร่งครัดเรื่องดัดขาลูกตอนเกิดใหม่ๆ ให้ขาตรงให้ได้ และพอมีหลาน ก็เตือนลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ดัดขาหลาน เพราะไม่ต้องการให้โดนล้อ เหมือนกับ พ่อ หรือ ตาของเขา ที่โดนล้อมาโดยตลอด
ผมยังจำ เมื่อประมาณ ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ไปเดินอยู่แถวกรุงเวียนนา (คงจะนุ่งยีนอีกเหมือนเคย) เดินสวนกับวัยรุ่นฝรั่งคู่หนึ่ง ซึ่งฝ่ายชายเขาเดินทำขาโก่งๆล้อผม แล้วก็หัวเราะกัน เขาคงไม่รู้หรอกว่าคนที่ถูกล้อมีความรู้สึกยังไง สำหรับผม ที่โดนล้อประจำ เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นปมด้อยของเพื่อนๆ ผมจะไม่ล้อเด็ดขาด ยกเว้นเรื่อง เส้นผมบนศรีษะ บางครั้งก็ล้อเพื่อให้เห็นความสนิทสนมที่มีมาแต่ดั้งเดิม
ขับรถกลับกรุงเทพฯด้วยความระมัดระวังเหมือนเดิม ไม่อยากจะเกิดอุบัติเหตุ แต่บางครั้งก็อดพลั้งเผลอออกซ้ายขวา ตามประสาคนแก่ไม่ได้ มีข้อสังเกตว่า การตั้งด่านตรวจรถบนถนนนั้น จะมีบนถนนรถล่องกรุงเทพฯ มากกว่ารถขึ้นเชียงใหม่ คงจะตรวจตราเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมาย เช่นยาเสพติด หรือแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามา สรุปแล้ว ใช้เวลาเดินทางแต่ละเที่ยว ร่วม ๑๐ ชั่วโมง ถ้าไม่เจอปัญหาเรื่องรถติดเพราะอุบัติเหตุ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน มาเจอใบสั่ง ตำรวจที่ ขับรถเร็ว เหตุเกิดที่ ศูนย์จราจร อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปางเวลาประมาณ ๕ โมงเย็นเศษๆ เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ขับรถขึ้นเชียงใหม่ ความเร็วที่จับได้ คือ ๑๑๘ กม./ชม. ขณะที่กฎหมายกำหนดไว้ ๙๐ กม./ชม. ต้องไปเสียค่าปรับ ๕๐๐ บาททางธนาคารกรุงไทย ซึ่งสะดวกมาก
ผมได้ไปจ่ายเงินตามใบสั่ง และทำจดหมายไปถึงผู้บังคับการตำรวจจราจร และศูนย์ควบคุมจราจรที่เกาะคา รวม ๒ ฉบับ ชี้แจงเหตุผลว่า ทำไมถึงต้องขับรถเร็ว ถึง ๑๑๘ กม.ต่อชม. ทั้งนี้ เพราะมาจากกรุงเทพฯ จะไปเชียงใหม่ ต้องใช้เวลาเดินทางร่วม หรือเกือบ ๑๐ ชั่วโมงในขณะที่ขับภายใน ๑๒๐ กม./ชม. และที่ขับเร็วหน่อย เพราะอยากจะขับรถขึ้นขุนตาล ตอนยังไม่มืดเพราะเส้นทางบนเขานั้นมีโค้งเยอะ และบางจุดก็ค่อนข้างแคบ ถ้าจะใช้ความเร็ว ๙๐ กม./ชม. คงต้องใช้เวลาเดินทางมาก และถนนในปัจจุบันก็ค่อนข้างดี บางช่วงรถว่าง อยากจะขอผ่อนผันให้รถนั่งส่วนบุคคลใช้ความเร็วบนถนนหลวงสายหลักๆ ที่ติดต่อระหว่างจังหวัดให้ได้ใช้ความเร็วสูงสุดได้ถึง ๑๒๐ กม./ชม. (ปกติ วิ่ง ๑๐๐ เดียว แต่บางครั้งต้องแซง หรือวิ่งลงเนิน จึงมีแรงส่ง ) อันที่จริงก็พอจะรู้ว่าเขียนจดหมายไปหาเจ้าพนักงานตำรวจ คงจะไม่ได้รับความสนใจอะไร แต่ก็อยากทำตามที่ใจคิด
เรื่องกล้องถ่ายรูปที่ติดตั้งเพื่อจับผิดคนขับรถตามท้องถนนทำให้ผมเครียดมากๆ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เพราะการขับรถ บางครั้งไม่ได้ ตามกฎจราจรได้เสมอไป น่าจะมีข้อยกเว้นบ้าง เช่น รถวิ่งไปสี่แยก กำลังไฟเขียว ก็พยายามเร่งความเร็ว เพื่อให้ผ่านไฟเขียวนี้ แต่ปรากฏว่าพอถึงเส้นจอด ไฟเหลืองแดงทันที เบรคไม่ทัน ทำให้ต้องฝ่าไฟแดง เรื่องที่ ๒ คือเส้นทึบบนถนนซึ่งยาวมาก อยากจะเปลี่ยนเลน ก็เปลี่ยนไม่ได้ จนบางครั้งต้องตัดสินใจเปลี่ยนเลน ทั้งๆที่เป็นเส้นทึบอยู่ เพราะจวนถึงจุดหมายที่ต้องการไป รู้สึกเครียดไม่สบายใจมากๆ กับกล้องจับผิดที่มีอยู่ทั่วๆไป ผมจึงเป็นคนหนึ่งที่ได้ใบสั่งเสมอๆ ทั้งๆที่พยายามจะรักษากฎระเบียบอย่างเต็มที่ แล้วก็ไปจ่ายเงินค่าปรับทุกครั้ง ไม่อยากติดค้างอยู่ในใจ
ระหว่างอยู่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะกลับกรุงเทพฯ เที่ยวนี้ ผมได้ไปร่วมงานแต่งงานหลานที่ อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เป็นอำเภอชายแดนที่ติดกับลาว โดยเดินทางผ่านอำเภอเชียงคำไปไม่นานก็ถึง จึงพักค้างกันที่โรงแรมในเชียงคำ เป็นบุญตาที่ได้เห็นประเพณีแต่งงานทางเหนือ ซึ่งก็คล้ายๆกับภาคอื่น แต่มีประเพณีที่ดูมีความหมายดี ยกตัวอย่าง เช่น พิธีผูกข้อมือ สู่ขวัญในพิธีการด้วย
ถ้าหลานไม่ได้รักและแต่งงานกับสาวที่นี่ ผมคงไม่รู้จัก และไม่ได้มาภูซางเพราะไกลมากและไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน เป็นบุญที่ได้มาเห็น ธรรมชาติงดงาม โดยเฉพาะมีน้ำตกภูซาง และอุทยานให้เดินพักผ่อน เย็นสบาย แต่ต้องเสียค่าจอดรถริมถนน ที่น้ำตก ๓๐ บาท สำหรับเชียงคำนั้น เมื่อหนุ่มๆเคยมาเมาที่นี่ และขากลับเชียงใหม่ในเวลานั้นขับรถกลับตอนกลางคืน ความเมามากๆได้ท้าทายให้ขับรถฝ่าเส้นทางในป่าและลำธาร ยังโชคดีที่ไปถึงเชียงใหม่เอาตอนรุ่งเช้า ซึ่งปัจจุบัน เส้นทางนั้น คือ ถนน แม่สรวย เวียงป่าเป้า ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ นั่นเอง สำหรับการเดินทางไปร่วมงานแต่งงานครั้งนี้ สิ่งที่โรงแรมที่เชียงคำมอบให้ผม คือ นั่งผิดท่าในห้องโรงแรม ทำให้เจ็บปวดกระดูกสันหลังมาก และเป็นเวลานาน ซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อีก ๒-๓ วันนี้ต้องไปเข้าอุโมงค์ ทำ MRI ให้คุณหมอได้วินิจฉัย เพราะกระดูกเสื่อมมานานแล้ว ทั้งนี้ ขอเตือนรุ่นหลานๆ ที่กำลังวิ่งออกกำลังกายว่าอย่าออกกำลังกายหักโหมเหมือนผม ซึ่งเคร่งในเรื่องโรคหัวใจมาก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาเรื่องกระดูกเข้ามาแทน
พูดถึงการออกกำลังกายนั้น ผมเคยติดตามเพื่อนๆที่เป็นสมาชิกเข้าไปเที่ยวใน โปโลคลับ และสปอร์ตคลับ ซึ่งทั้ง ๒ แห่งมีบรรยากาศที่ดีมาก ถ้าเป็นสมาชิกคงจะต้องไปทุกๆวัน แต่คิดว่าค่าสมาชิกคงจะแพง ไม่เหมาะสำหรับผม ทำให้ คิดถึงที่เชียงใหม่ที่มี สนามกีฬา ๗๐๐ ปี และ ห้วยตึงเฒ่า ที่มีคนไปออกกำลังกันมาก ไม่ว่าจะวิ่ง ขี่จักรยาน หรือเดินเร็วๆ นอกจากนั้น ยังมีสถานที่อื่นๆ ที่สามารถไปออกกำลังกันได้อีก เช่นที่บริเวณรอบๆ พืชสวนโลก แม่เหียะ และที่อื่นๆ ซึ่งในต่างจังหวัดอีกหลายๆจังหวัดก็มีสถานที่ออกกำลังกายให้ผู้คนในท้องถิ่น เป็นที่คึกคัก โดยเฉพาะตอนเช้าๆเย็นๆ ข้อดีของการอยู่ต่างจังหวัด ก็คือ สถานที่ออกกำลังกายสำหรับคนทั่วไป เป็นสนามกีฬา หรือสวนสาธารณะ ที่สามารถเดินทางไปได้ง่ายๆ แต่ที่กรุงเทพฯ มีรถบนถนนหนาแน่น รถติดไม่เคลื่อนเลย จะไปออกกำลัง ณ สถานที่ไกลๆคงจะลำบาก แต่ถ้า เวลารถติดมากๆ ก็ได้ออกกำลังเหมือนกัน คือลงรถเมล์มาเดินตามทางเท้า( footpath) อาจจะถึงบ้านเร็วกว่าด้วยซ้ำ หรืออย่างน้อยก็เป็นโอกาสให้เดินชมทัศนียภาพรอบข้าง ซึ่งถ้าอยู่บนรถ คงไม่ได้เห็นอะไรมากนัก เรื่องนี้ การเดิน จากเซ็นทรัล ลาดพร้าว กลับไปบ้านที่อยู่เลยเกษตรไปนิดหน่อย นั้น ผมทำเป็นประจำ
ผมอยากไปเชียงใหม่อีกเร็วๆ แต่ก็ต้องรอหมอตรวจสุขภาพ และรักษาที่เจ็บป่วยให้เรียบร้อยก่อน ไว้พบกันใหม่ สวัสดีครับ

จากบู๊ คนเคยหนุ่ม ( ๒๙ กค. ๖๑ )

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *