INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

คนจนมีสิทธิไม๊ครับ : ป้าม่วยหญิงแกร่งแห่งบ้านเขาดิน

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

คนจนมีสิทธิไม๊ครับ : ป้าม่วยหญิงแกร่งแห่งบ้านเขาดิน

 

ทุกวันนี้เกิดเป็นคนจนนี่มันอยู่ยากเย็นเสียเหลือเกิน ยิ่งเกิดในประเทศไทยยุคที่บอกกันว่าเป็นไทยแลนด์ 4.0 ยิ่งลำบาก เพราะไหนจะไม่สามารถยกระดับความรู้ให้เท่าทันเทคโนโลยีที่พัฒนาไปรวดเร็วมาก ไหนจะต้องถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน นายทุนระดับชาติ และนายทุนข้ามชาติ

วิถีชีวิตความเป็นอยู่แค่มีรายได้พอกินไปวันๆก็หนักหนา แต่ก็พออยู่ได้ ถ้าไม่มีหนี้สิน เมื่อชักหน้าไม่ถึงหลังก็ต้องไปกู้เงิน กู้ในระบบก็แสนยาก จึงต้องกู้นอกระบบ ก็โดนขูดรีดจากดอกเบี้ยมหาโหด ไม่มีจ่ายก็ถูกข่มขู่ คุกคาม ถูกซ้อม ถูกฆ่า

รัฐบาลไทยก็ดีเหลือหลาย คอยประคับประคองเอาใจนายทุน ตั้งแต่ภายในจนถึงข้ามชาติ มีกฎหมายที่จะให้การคุ้มครองคนยากคนจนก็ไม่ได้ดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ เพราะข้าราชการที่ขี้ฉ้อคอยเป็นมือไม้ให้นายทุน นี่ยังไม่พอ รัฐบาลปัจจุบันยังออกกฎหมายที่จะเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนชาติและนายทุนข้ามชาติ คือ กฎหมาย EEC ทำให้คนยากคนจนได้รับความเดือดร้อนอย่างยิ่งในการถือครองที่ดิน หรือ เช่าที่ดินทำกิน ซึ่งคือสิ่งที่เกิดมาแล้ว และกำลังจะรุนแรงมากขึ้นในชนบท

และนี่คือตัวอย่างหนึ่งของชีวิตลำเข็ญของ “ป้าม่วย” หญิงแกร่ง แห่งบ้านเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ป้าม่วยเป็นคนลาดปลาเค้ากรุงเทพฯโดยกำเนิด เริ่มสร้างชีวิตด้วยการทำงานในรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งพนักงานเก็บเงินค่าโดยสาร และเลื่อนตำแหน่งเป็นพนักงานขับรถขสมก. สาย 25 ปากน้ำ-ท่าช้าง แต่ต่อมาเนื่องจากรายได้ไม่พอเพียง และต้องไปช่วยสามีขับรถบรรทุกน้ำมันจึงลาออก และเปลี่ยนงานหลายครั้ง ในฐานะพนักงานขับรถ ซึ่งเป็นชีวิตที่ต้องทำงานหนัก พักผ่อนน้อย หลายคนต้องพึ่งยา แต่ป้าม่วยไม่เคยแตะ คงอดทนตั้งหน้าตั้งตาทำงานรับผิดชอบ จนอายุมากเรี่ยวแรงถดถอย ประจวบกับได้ไปเห็นญาติทำนาเลี้ยงปลาอยู่แถวบางปะกง เห็นว่ามีบรรยากาศที่ดี เหมาะกับวิถีชีวิตที่รักสันโดษ และยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประกอบกับบริเวณพื้นมีทำเลที่อุดมสมบูรณ์ จึงได้รวบรวมเงินที่มีมาตั้งหลักด้วยการเช่าที่นา และเลี้ยงปลาที่บางปะกง ตลอดเวลา 20 ปี ของการเป็นเกษตรกรด้วยความขยันหมั่นเพียร จึงพอมีรายได้ส่งลูกหลานเรียนจนจบ และขณะเดียวกันก็เปิดร้านค้าเล็กๆขายของชำในพื้นที่

เมื่อเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ป้าม่วยจึงตัดสินใจกู้เงินลงทุนขยายกิจการเช่าที่ทำนาและเลี้ยงปลาเพิ่มขึ้น แต่พอลงทุนได้ไม่ถึงปีดี ก็เกิดนโยบาย EEC และพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราก็เป็นเขตที่จะมีการขยายโครงการมาครอบคลุมถึง ด้วยนโยบายดังกล่าวจึงมีนายทุนต่างชาติที่ได้รับความร่วมมือกับนายทุนไทย และข้าราชการเล็งผลเลิศ มาซื้อที่เพื่อทำโรงงานรอการประกาศพื้นที่ EEC

เจ้าของที่ดินที่ป้าม่วยเช่า และมีสัญญา 6 ปี ตัดสินใจขายเพราะได้ราคาดี โดยไม่บอกป้าม่วยสักคำ ทำให้ป้าม่วยแทบล้มทั้งยืน เพราะพึ่งลงทุนเป็นหนี้ และยังไม่ทันคืนทุนแม้แต่น้อย

ด้วยความที่ป้าม่วยเป็นคนชนบท ไม่มีการศึกษาสูง จึงไม่รู้ว่าที่เจ้าของที่ทำอย่างนั้นมันผิดกฎหมาย ตามพ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 กว่าจะรู้เมื่อมีคนมาแนะนำให้ไปปรึกษาสมาคมทนายความ ป้าม่วยก็ต้องเสียบ้านเสียบ่อปลา และแปลงนา เพราะมันถูกรื้อถอนและถมที่ไปแล้ว

ในสภาพที่พลัดที่นาคาที่อยู่ ป้าม่วยต้องไปอาศัยอยู่กับคนรู้จักที่เมตตาให้ที่อยู่ชั่วคราว ต้องทนทุกข์ทรมานทั่งร่างกายและจิตใจ นั่งสูดดมฝุ่นรถบรรทุกดินที่ขนไปถมที่ดินที่ตนเองทำนา ทำบ่อปลา และอยู่อาศัย ที่สำคัญต้องแบกหนี้อีก 500,000 บาท และยังไม่เห็นหนทางหารายได้มาใช้หนี้ได้เลย ป้าม่วยต้องช้ำชอกใจอยากมาก ด้วยมิได้ตั้งตัวเตรียมรับสถานการณ์เจ้าของนามาบอกกระทันหัน และต้องย้ายอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่โครงการพร้อมข้าราชการที่มาเจรจาก็เป็นระดับล่าง แต่อ้างว่าโครงการนี้อยู่ในแผน EEC ที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรม แต่ที่สำคัญพื้นที่บริเวณนี้ที่ป้าม่วยอาศัยอยู่พร้อมเพื่อนบ้านอีกหลายคน อยู่ในเขตผังเมืองสีเขียว แล้วบริษัทดังกล่าวหรือโครงการดังกล่าวมาจัดสร้างได้อย่างไร นอกจากนี้การมาอ้างว่าเป็นเขต EEC ก็ยังเป็นการผิดกฎหมาย EEC อีกด้วยเพราะยังมิได้มีการประกาศเขตพื้นที่ EEC ในบริเวณนี้แต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีการทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และมิได้มีการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการที่รัฐจักต้องทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิของประชาชน และชุมชนตามกฎหมาย

เมื่อรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ความคุ้มครองชุมชนก็ย่อมจะต้องออกมาปกป้องตนเอง โดยในขณะที่เขียนบทความนี้ ชาวบ้านเขาดิน บางปะกงได้รวมตัวกันคัดค้าน และร้องเรียนไปยังหน่วยราชการ โดยเฉพาะการผิดพ.ร.บ.ผังเมือง ขณะเดียวกันก็มีการตั้งเวทีเพื่อให้ชาวบ้านได้แสดงออกถึงสิทธิของตน ส่วนเรื่องความเสียหายที่ป้าม่วยได้รับนั้นก็กำลังได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย จากสมาคมทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม เพื่อเรียกร้องทวงถามสิทธิและการเยียวยาที่ควรได้รับ

ที่น่าวิตกกังวลมากก็คือ บริษัทดังกล่าวมีประธานที่มีอำนาจวาสนาสูง อาจจะมีอิทธิพลถึงขนาดให้รัฐบาลประกาศให้เขตพื้นที่นี้เป็นเขต EEC เพื่อจะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการละเมิดกฎหมายหลายประการดังที่ผู้เขียนได้เขียนเรื่องนี้ในชื่อเรื่องว่า “พ.ร.บ.EEC : ดีสุดขั้ว หรือชั่วสุดขีด” แต่โปรดบันทึกไว้เลยตรงนี้ว่าบริษัทดังกล่าวได้กระทำผิดกฎหมายไปแล้ว เพราะยังไม่มีการประกาศเขต EEC

แต่อย่างว่า ยุคนี้เกิดเป็นคนจนอยู่ยาก อยู่ในเมืองก็ถูกไล่ที่ทำกิน หาบเร่ แผงลอย ถูกไล่เลิกไปเป็นแถว แค่ทำมาหากินเล็กน้อย ควรจะจัดระเบียบมากกว่าให้เลิก ส่วนในภาคชนบทก็ถูกรุกไล่เรื่องที่ทำกิน แล้วถ้าคนยากจนไม่มีสิทธิในที่ดิน แต่ที่ดินส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือนายทุนชาติและนายทุนต่างชาติ เราจะมาปลุกระดมให้เขารักชาติรักแผ่นดินอย่างไร ในเมื่อรัฐบาลเองก็มิได้ให้ความคุ้มครอง คนยากคนจน แต่ไปเอาใจนายทุน อย่างนี้คำขวัญ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จะเกิดได้อย่างไร ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ประกาศใช้เป็นกฎหมายจะมิกลายเป็นแอกที่จะไปกดทับบนบ่าไหล่ของชาวไร่ชาวนาหรือแม้แต่คนยากจนในเมืองหรือ

ถ้ารัฐบาลยังไม่ให้ความคุ้มครองคนยากคนจน เอาแต่ขายฝันเรื่องความเติบโต และการก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในขณะที่ช่องว่างระหว่างคนยากจนห่างออกไปทุกที แม้ว่าจะมีการวางยุทธศาสตร์ไว้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เอาแค่ชะลอไว้ ทำอย่างอื่นๆก่อนคนจนก็คงล้มตายหมดแล้ว

บทพิสูจน์ของชาวบ้านที่เขาดิน บางปะกงจะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลจะดูแลประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจนตามที่พูดไว้หรือไม่ หรือเป็นแค่วาทกรรม หลอกประชาชนไปวันๆ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *