INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

โลกทั้งผองพี่น้องกัน…(พระไพศาล วิสาโล)


พุทธศาสนาไม่เพียงมองว่า
สรรพชีวิตในโลกล้วนเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งนั้น
หากยังเห็นว่าสรรพชีวิตล้วนมีความเกี่ยวดองกันในฐานะญาติมิตร อย่างน้อยก็ในอดีต
ดังมีพุทธพจน์ตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายในสังสารวัฏ แทบไม่มีเลยที่ไม่เคยเป็น
มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ของกันและกันมาก่อน

ความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันของสรรพชีวิตตลอดจนสรรพสิ่งในโลกนี้
เป็นแนวคิดที่กำลังขยายตัวเข้าสู่แวดวงวิทยาศาสตร์มากขึ้น
อาทิเช่น ควอนตัมฟิสิกส์ ซึ่งศึกษาถึงความจริงในระดับที่เล็กกว่าอนุภาค
ก็พบว่า คุณสมบัติของอนุภาคใดอนุภาคอื่นนั้นไม่แยกจากอนุภาคอื่น
รวมทั้งไม่แยกจากวิธีการหรือความคิดของบุคคลที่เป็นผู้สังเกตด้วย
ทำนองเดียวกับที่สสารและพลังงานไม่อาจแยกจากกันได้อย่างเด็ดขาด

มีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อีกหลายสาขาที่กำลังมาถึงข้อสรุปดังกล่าว
อาทิเช่น ชีววิทยา ความรู้ด้านพันธุกรรมช่วยให้พบว่า
มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน แม้ไม่ต้องถึงกับตรวจยีน
วิชาการด้านชาติวงศ์วิทยา (geneology) ก็สามารถยืนยันในเรื่องนี้ได้
เมื่อสองปีที่แล้วมีบทความชื่อ “Royal We” ตีพิมพ์ในหนังสือ The Atlantic Monthly
ผู้เขียนคือสตีฟ ออลสันได้สรุปจากการค้นคว้าด้านชาติวงศ์วิทยาว่า
คนยุโรปทั้งหลายที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันล้วนมีบรรพบุรุษเป็นคน ๆ เดียวกัน
โดยสามารถย้อนกลับไปหาบุคคลผู้นั้นได้เพียงแค่ ๖๐๐ ปีเท่านั้น คือเมื่อราวค.ศ.๑๔๐๐
โดยไม่ต้องย้อนไปไกลถึงสมัยที่มนุษย์ยังอยู่ถ้ำ
หรือเพิ่งหัดเดิน ๒ ขาที่ทวีปอาฟริกาเมื่อล้านกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำ

เขายังบอกต่อไปด้วยเมื่อใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์มาประกอบจะพบว่า
ทุกคนที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวยุโรปล้วนสืบสายมาจากศาสดามะหะหมัด
นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าในอดีตมีการอพยพข้ามประเทศและ ข้ามทวีป
อันเป็นผลจากสงคราม ลัทธิอาณานิคม และความผันผวนทางการเมือง
สังคมในประเทศต่างๆ ก็พบว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ประชากรโลกทั้ง ๖,๐๐๐ ล้านคน
เวลานี้สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษคนเดียวกันเมื่อ ๒,๐๐๐ ปีที่แล้ว
นั่นหมายความว่าขงจื๊อ และบุคคลในประวัติศาสตร์อีกหลายคน
(ซึ่งย่อมรวมถึงพระพุทธเจ้าและโสกราตีส)ก็เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ทุกคนในเวลานี้ด้วย
แม้จะต่างสีผิว ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม แต่เราทุกคนเป็นญาติพี่น้องกันโดยสายเลือด
ไม่เว้นแม้กระทั่งยิวกับอาหรับที่กำลังรบกันอยู่ในเวลานี้

ที่จริงถ้าเราใช้หลักคณิตศาสตร์พื้นฐานก็พอมองเห็นเค้าอยู่
เพราะว่าบรรพบุรุษของเราแต่ละรุ่นจะมีจำนวนเพิ่มเป็น ๒ เท่าเมื่อย้อนขึ้นไปแต่ละรุ่น
เช่น เรามีพ่อแม่รวม ๒ คน มีปู่ย่าตายายรวม ๔ คน
ถ้าย้อนขึ้นไปอีกรุ่นก็เพิ่มเป็น ๘ คน แล้วก็ ๑๖ คน
จำนวนจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแบบที่เรียกว่า exponential
ทีนี้ถ้าย้อนขึ้นไปถึง ๔๐ รุ่น หรือประมาณ ๑,๒๐๐ ปี
บรรพบุรุษของเราถึงตอนนั้นจะมากมายอย่างคาดไม่ถึง
คือมีมากกว่า ๑ ล้านล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าจำนวนคนทั้งหมด
เท่าที่เคยเกิดมาในโลกนี้ทีเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าทุกคนที่มีชีวิตเมื่อพันปีที่แล้ว (ซึ่งมีไม่ถึงพันล้านคน)
ล้วนเป็นบรรพบุรุษของเราแต่ละคนในเวลานี้ทั้งนั้น

นอกจากวิชาการสมัยใหม่เช่น ชาติวงศ์วิทยาจะทำให้เราเห็นว่า มนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกัน
ต่างมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันโดยสายเลือดแล้ว
พันธุศาสตร์ยังช่วยให้เราเห็นว่า แม้กระทั่งกับสรรพสัตว์ในธรรมชาติ
เราก็โยงถึงกันได้ในทางพันธุกรรม เช่น รู้กันมานานแล้วว่าในเซลล์ของเราทุกเซลล์
มีชีวิตอื่นเข้ามาปะปนจนกลายเป็น ส่วนหนึ่งของเซลล์เรา
ที่เห็นชัดคือไมโตคอนเดรีย (mitochondria)

ไมโตคอนเดรียเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่เกิดมาเมื่อ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านปีที่แล้ว
มีลักษณะคล้ายแบคทีเรียโบราณ
จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม มันได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์เรา
และมีบทบาทสำคัญมากในการผลิตพลังงานให้แก่เซลล์ทุกเซลล์ในตัวเรา
มันมีธรรมชาติที่เป็นของมันเอง แต่ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว

ยิ่งกว่านั้นเป็นไปได้มากว่าในเซลล์ของเรา จะมียีนของสัตว์อื่นเข้ามาปะปนมากมาย
เช่นเดียวกับที่พบว่าในเซลล์ของแมวนั้น มียีนของหนูและลิงบาบูนเข้ามาผสมด้วย
ยีนของหนูยังพบได้ในเซลล์ของหมู แม้แต่ปลาเทร้าท์ก็ยังมียีนของนกมาปะปน
การที่ยีน “กระโดด” ข้ามสายพันธุ์นี้มิใช่ข้อยกเว้น
หากเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ
จนน่าจะกล่าวได้ว่าสัตว์ทุกชนิดในโลก (รวมทั้งมนุษย์) ล้วนเป็นญาติ
หรือมีความเกี่ยวดองกันทางพันธุกรรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ศาสตร์สมัยใหม่ ถ้าศึกษาอย่างจริงจัง
สามารถช่วยให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสรรพชีวิต และสรรพสิ่งได้
พูดอีกอย่างคือทำให้เราตระหนักว่า เราทั้งหมดล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน
ความรู้อย่างนี้แหละที่จะช่วยให้เราลดความอหังการลงไป
อ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น และรักกันมากขึ้นด้วย
แทนที่จะรังเกียจเดียดฉันท์เพราะความต่างทางด้านสีผิว เชื้อชาติ ภาษา หรือศาสนา
ความต่างเหล่านั้นแม้จะมีอยู่จริง
แต่ก็เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับความเหมือนและความคล้ายคลึง
ที่สำคัญก็คือ ความต่างนั้นเป็นสิ่งที่เราประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นส่วนใหญ่
ขณะที่สิ่งที่เรามีเหมือนกันนั้นฝังลึกอยู่ในสายเลือดอันมิอาจแปรเป็นอื่นได้

การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นโดยไม่เลือกสีผิว เชื้อชาติ ภาษาและประเทศ
จึงมิใช่แค่จริยธรรมแบบพุทธเท่านั้น
หากยังเป็นจริยธรรมสากลสำหรับโลกทุกยุคสมัยด้วย

ที่มา: http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=18798

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *