INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปมเงื่อนรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบิน 3 แห่ง

ปมเงื่อนรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบิน 3 แห่ง:
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการ กลุ่มธุรกิจ การบริหารทรัพย์สิน ในฐานะรักษาการ ผู้ว่าการรถไฟ แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการที่ รฟท เปิดขายซองประมูล โครงการรถไฟ ความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน คือดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา พบว่ามีเอกชน มาซื้อซองรวม 31 ราย โดยมีลักษณะเป็น ppp net cost คือการยกสัมปทาน ทั้งหมดให้เอกชน ทั้งการก่อสร้าง และการให้บริการ High Speed Train รวมไปถึง ธุรกิจสนับสนุน บริการรถไฟ เป็นระยะเวลา 50 ปี และมีการประเมินผลตอบแทน ต่อเศรษฐกิจ ตลอดอายุโครงการ 652,152ล้านบาท(ERR)
ซึ่งบริษัทที่มาซื้อซอง ประกอบด้วย บริษัทใหญ่ๆหลายบริษัท เช่น อิตาเลี่ยนไทย Development มหาชน ประเทศไทยจำกัด บริษัทซิโนไทย Engineering แอนด์คอนสตรัคชั่น มหาชนประเทศไทย จำกัด และยังมี บริษัทจากต่างชาติ เช่นจีน และญี่ปุ่น มาร่วมด้วยอีกหลายบริษัท แต่พอ ถึงวันยื่นประมูล คือวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 กลับเหลือเพียง 2 ราย คือกิจการร่วมค้าเจริญโภคภัณฑ์ และกิจการร่วมค้าบีทีเอส ทำให้เกิดข้อสังเกต จากภาคประชาสังคม หลายประการ คือ
1. เมื่อมีผู้ประมูลเพียง 2 ราย จะมีการฮั้วกันได้หรือไม่ และจะตรวจสอบกันได้อย่างไร
2. มูลค่าโครงการทั้งหมด 200,000 ล้านบาท รัฐลงทุน แสนสามหมื่นล้านบาท เอกชนลงทุน 7 หมื่นล้านบาท แต่เอกชน เป็นผู้บริหารจัดการโครงการและจัดเก็บรายได้แทนรัฐ
3. ได้มีการเตรียมการเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าหรือไม่ เพราะมีการปลดล็อคกฎหมายต่างๆไว้แล้ว ใช่หรือไม่ เช่น พรบฮั้ว พรบการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐพ. ศ. 2560 และพรบแข่งขันทางการค้า พ. ศ. 2561 แม้กระทั่งจะมีการอ้างถึง การครอบคลุมพรบ eec หรือไม่
4. ที่ผู้คนสนใจคือใครน่าจะได้โครงการนี้ ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง
จากการ จากการวิเคราะห์ ข้อสังเกตบางประการ พบว่า ในเรื่องการลงทุนที่รัฐได้จ่ายไปนั้นเป็นการลงทุนพื้นฐานคือการทำระบบราง เปรียบเหมือนการลงทุนทำถนน ซึ่งมีวงเงินประมาณ 60-65% ของมูลค่าทั้งหมด เพราะถ้าให้เอกชนลงทุนทั้งหมด ผลตอบแทนทางการเงินIRR จะต่ำมากไม่คุ้มค่าการลงทุน คืออย่างเก่งไม่เกิน 2-3% เท่านั้นจึงไม่คุ้มค่า แต่ถ้าเอาผลตอบแทนอื่นๆที่สังคมจะได้รับ เช่นการประหยัดเวลาในการทำงาน การลดปัญหารถติด ซึ่งคิดรวมเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ เราเรียกERR จะทำใหผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น12-13% จึงคุ้มค่าการลงทุน แต่ผลตอบแทนที่เติมเข้ามานี้เป็นของส่วนรวมไปเก็บเงินใครไม่ได้ รัฐจึงต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และให้เอกชนลงทุนระบบลัอเลื่อนและระบบสัญญานและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ และแบ่งกำไรกับรัฐ เช่นเดียวกับการดำเนินการของรถไฟใต้ดิน เมื่อรัฐได้ส่วนแบ่งจากกำไรก็สามารถนำไปชดเชยส่วนที่ลงทุนได้ คำถามคือแล้วทำไมไม่ใช้หลักการเดียวกันนี้กับรถไฟความเร็วสูง กทม.-โคราช ที่รัฐต้องแบกหนี้เป็นระยะเวลานานมาก
เรื่องอย่างนี้เขาทำกันทั่วไปในต่างประเทศ
ส่วนข้อสงสัยอื่นๆนั้น ขอสรุปรวมกันว่า ถึงวันนี้ ก็คาดได้ว่าใครจะประมูลได้ และที่จะเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ตั้งข้อสังเกตไว้นั้นเขาได้เปิดทางออกไว้หมดแล้ว นั่นคือเมื่อมีผู้มาประมูลเพียง 2 ราย รักอาจจะได้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่ตั้งเป้าไว้ จึงจำเป็นจะต้อง เรียกผู้ที่ประมูลได้มาเจรจาต่อรอง แล้วก็มีการพ่วงสิทธิ์อื่นๆให้เขาไป เพื่อให้เพิ่มผลตอบแทนให้รัฐ ซึ่งสิทธิดังกล่าวน่าจะเป็นสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินของรถไฟที่จะเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษEEC ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ประมูลได้มีผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกมาก งานเขียนแปะฝาไว้เลยว่า… จะได้งานแน่ และผู้ได้งานประมูลนี้ก็จะเปิดประตูกว้างให้จีนเข้ามามีส่วนถือครองที่ดินได้มากขึ้น ส่วนใครอยู่เบื้องหลังงานนี้ ถ้าไม่ใหญ่จริงทำไม่ได้

ทหารประชาธิปไตย

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *