INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

มองโลกมองเรา


คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

มองโลกมองเรา

โลกในยุค 1.0 นั้นเริ่มจากยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในยุโรป ทั้งนี้สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี นั่นคือ นวัตกรรมการกำเนิดเครื่องจักรไอน้ำ ผู้ที่ริเริ่มต้นแบบก็คือ นิวโคเมน ซึ่งผลิตเครื่องดูดน้ำออกจากเหมืองถ่านหินในราวปี ค.ศ.1705 และอีกหลายปีต่อมาก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนปี ค.ศ.1776 เจมส์ วัตต์ ได้พัฒนาจนสมบูรณ์และจดสิทธิบัตร ซึ่งผลจากการพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษและยุโรป และมีการประยุกต์ใช้เครื่องจักรไอน้ำในการทำรถจักรไอน้ำและเรือกลไฟ ซึ่งทำให้การขยายการผลิตของอุตสาหกรรม สามารถขยายตัวได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ในด้านสังคมโรงงานอุตสาหกรรมในเมือง หรือแหล่งวัตถุดิบพลังงาน เช่น เหล็ก และถ่านหิน มีความต้องการแรงงานจำนวนมาก ทำให้ต้องดึงดูดแรงงานจากภาคเกษตรเข้ามาทำงาน เกิดชุมชนและแหล่งสลัม เกิดชนชั้นแรงงานขึ้น

ในด้านการเมือง และการเมืองระหว่างประเทศ อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สเปน ปอร์ตุเกส ต่างก็มีนโยบายสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมด้วยการเอื้อประโยชน์ให้ด้วยนโยบายสนับสนุน และในทางตรงข้ามก็กดราคาพืชผลเกษตรด้วยนโยบายภาษีต่างๆ รวมทั้งภาษีที่ดิน ส่วนเรื่องนโยบายต่างประเทศนั้น เมื่อภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการวัตถุดิบในการผลิตมากขึ้นและต้องการระบายสินค้าออกขายจึงทำให้เกิดลัทธิล่าอาณานิคม โดยประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายทั้งเอเชีย อาฟริกา ต่างก็ตกเป็นเหยื่อตามๆกัน หากไม่เป็นเมืองขึ้นก็ต้องเปิดประเทศเพื่อซื้อสินค้า และมีการปลูกฝังลัทธิบริโภคนิยมตั้งแต่นั้น คือ นิยมของนอก และกระตือรือร้นที่จะนำเข้าเทคโนโลยีหรือเลียนแบบ ซึ่งก็ต้องใช้เงินลงทุนมาก

ยุค 2.0 โจเซฟ เฮนรี และ ไมเคิล ฟาราเดย์ ได้ริเริ่มต้นแบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในปีค.ศ.1820 จนปีค.ศ.1832 ชาวฝรั่งเศสชื่อ ฮิปโปไลท์ ฟิกซี่ ได้พัฒนาจนเต็มรูปแบบ ทำให้ขนาดของโรงงานและที่ตั้งของโรงงานสามารถกระจายตัวไปอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้แหล่งพลังงานอย่างถ่านหิน แต่ก็ยังต้องใช้พลังงานอื่นๆ เช่น น้ำมัน เป็นต้น จากการพัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จนกลายมาเป็นการสร้างโรงผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถเดินสายไฟฟ้ากระจายไปตามที่ต่างๆ ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านั้นก็ต้องใช้พลังงาน ถ่านหิน น้ำมัน พลังความร้อน พลังแสงอาทิตย์ พลังลม ตลอดจนพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องไฟฟ้าพัฒนาก้าวไกลไปอีกมาก มีความหลากหลายมากขึ้น และเหมือนเดิมคือประเทศด้อยพัฒนาก็กลายเป็นตลาดรองรับที่สำคัญ และกลายเป็นทาสในการรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีการเชื้อเชิญต่างชาติมาลงทุนหวังได้รับการถ่ายโอน แต่ในความเป็นจริงเราได้แต่ขายแรงงานในราคาถูก หรือวัตถุดิบอื่นๆ ส่วนเทคโนโลยีได้แบบงูๆปลาๆ นโยบายรัฐบาลก็ยังคงเหมือนเดิน คือหนุนอุตสาหกรรม กดภาคเกษตรเพื่อให้มาหล่อเลี้ยงภาคอุตสาหกรรม

ส่วนประเทศพัฒนาแล้วก็มีการปรับตัวในเชิงนโยบายใหม่ด้วย การพยุงภาคเกษตรกีดกันการนำเข้า ทำให้ประเทศด้อยพัฒนาอ่อนแอทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง  และการทหาร ซึ่งในประการหลังนี้การปลดปล่อยประเทศเมืองขึ้นก็ยังผูกปมปัญหาไว้เพื่อให้เกิดความขัดแย้งทั้งภายใน และประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อความขัดแย้งขยายตัวต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากประเทศพัฒนาและซื้ออาวุธมากขึ้น

ยุค 3.0 กำเนิดคอมพิวเตอร์ โดยการริเริ่มของตระกูลบับบาร์ด และชาร์ล บับบาร์ด ได้พัฒนาจนเต็มรูปแบบเมื่อค.ศ.1910 แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการจนถึงเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ.1991 ในยุคนี้เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งนี้เพราะนวตกรรมคอมมิวเตอร์มีส่วนช่วยอย่างมากในการพัฒนาวิชาการสาขาต่างๆ ทำให้เกิดวิวัฒนาการขั้นสูงในภาคส่วนของวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ และถูกนำมาใช้ในการนวตกรรมสินค้าและบริการเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง จนทำให้เกิดความเข้มแข็งในหมู่ประเทศพัฒนาอย่างที่สุด และเกิดช่องว่างอย่างมากระหว่างประเทศที่มีความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยี กับประเทศที่อ่อนด้อยในด้านนี้ จึงเกิดมหาอำนาจที่จะควบคุมโลก อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ยุโรป และตามมาด้วยจีน ประเทศในโลกที่ 3 ก็ยิ่งล้าหลังและไล่ตามได้อย่างยากลำบาก เพราะไม่มีต้นทุนทางความรู้ที่สะสมมาเพียงพออย่างเก่งก็แค่ลอกเลียนแบบ แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วก็ยิ่งไล่ตามไม่ทัน แม้จะพยายามทำการวิจัย หรือส่งเสริมนวตกรรม แต่เนื่องจากองค์ความรู้ของโลกที่ 3 สะสมไม่พอเพียง จึงไม่สามารถแข่งขันกับประเทศพัฒนาแล้วได้ ยิ่งพยายามก็ยิ่งเป็นทาส ต้องนำเข้าเทคโนโลยีด้วยเงินจำนวนมากแลกกับสินค้าอัตยาหกรรม หรือการเกษตรราคาถูกขาดอำนาจการต่อรองในการเมืองระหว่างประเทศ

ยุค 4.0 เป็นยุคที่เทคโนโลยีติดจรวดก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จากการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์จากแอนนาลอกไปสู่ดิจิตอล เครือข่ายอินเตอร์เน็ตพัฒนาในระดับสูง จนทำให้ข้อมูลข่าวสาร และการวิจัยพัฒนามีต้นทุนที่ถูกลง รวดเร็ว แม่นยำมากขึ้น ในยุคนี้เองมีการนำเอาระบบดิจิตอลมาประยุกต์หรือเกื้อหนุนความรู้ด้านฟิสิกส์ชีวภาพ ตลอดจนเคมีจนเกิดนวตกรรมและปรากฏการณ์ในการค้นคว้า จนทำให้ระบบต่างๆในโลกและวิถีชีวิตของมนุษย์ที่ตกอยู่ในวังวนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เกิดเครื่องมือเครื่องใช้ใหม่ๆขึ้นมาแทนแรงสมองหรือแรงงานมนุษย์ เช่น เครื่องกลที่สามารถคิดแทนมนุษย์ได้ (AI) รถยนต์ที่ขับเคลื่อนเองได้เพียงใช้โปรแกรม (AV) BITCOIN คือ ระบบที่จะทำให้การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศแน่นอน มั่นคง และเกือบไม่มีต้นทุนเลย BLOCK CHAIN ที่ทำให้การค้าขายหรือการเงินมีการตรวจสอบที่ชัดเจน และต้นทุนต่ำ จนทำให้ระบบการเงินต้องพัฒนาไปสู่ระบบ FINTECH การเก็บสะสมพลังงานเหลือใช้ (ENERGY STORAGE) ระบบ INTERNET OF THINGS (IOT) นั่นคือการสื่อสารอย่างเป็นระบบภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เครื่องจักรหรือหุ่นยนตร์ที่มีสมองและสามารถตอบสนองการสั่งงานจากมนุษย์ได้ (ROBOTICS) วิทยาศาสตร์ด้านวัตถุที่สามารถแปลงสภาพของโครงสร้างเชิงโมเลกุลของวัตถุให้มีคุณสมบัติตามที่เราต้องการได้ นาโนเทค (NANO TECH)เป็นเทคโนโลยีที่สามารถเจาะลึกลงไปในระดับโมเลกุลและอะตอมที่จะช่วยให้มีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งการแพทย์และระบบการพิมพ์แบบ 3 มิติ (3 D PRINTING) ซึ่งจะทำให้อาชีพหลายอย่างต้องเลิกล้มไป เช่น สถาปนิก วิศวกรรม หรือไม่ก็ต้องพัฒนาตนเองให้สามารถใช้เทคโนโลยีขึ้นสูงขึ้นไปอีก

ครับดูไปแล้วก็น่าตื่นตาตื่นใจแต่ปัญหาก็คือว่า ประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาทั้งหลายจะมีขีดความสามารถเพียงใดที่จะก้าวทันเทคโนโลยีเหล่านี้

ประการแรกเราขาดองค์ความรู้ที่สะสมมาเพียงพอ เช่น เราเชี่ยวชาญการทำโรงสี โรงทอผ้า จะให้เปลี่ยนมาทำโรงงานผลิตคอมพิวเตอร์ทั้งระบบคงยาก นอกจากสั่งชิ้นส่วนมาประกอบ เป็นต้น

ประการต่อมาการยกระดับการพัฒนาไปถึงขั้นนั้นได้ต้องใช้ทุนมหาศาล ต้องพัฒนาระบบทั้งยวง ต้องพัฒนาเครื่องจักรกล อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และที่สำคัญต้องพัฒนาคน ซึ่งต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยช่วงอายุคน ความหวังก็อยู่ที่การเชื้อเชิญต่างชาติมาลงทุน แต่จะแน่ใจอย่างไรว่าเขาจะถ่ายเทเทคโนโลยีให้ และถ้าเราต้องซื้อเทคโนโลยีเราก็เป็นเพียงแค่ผู้บริโภคเท่านั้น เอาแค่ซอฟแวร์โปรแกรมต่างๆก็มีราคาแพงลิ่ว สำหรับโปรแกรมขนาดใหญ่ แถมเราได้แค่ใช้ จะไปพัฒนาไม่ได้เขาจดสิทธิบัตรไว้

ประการต่อมาหากประเทศพัฒนาน้อยเหล่านี้จะก้าวเดินตามประเทศพัฒนาแล้ว ก็อาจจะกลายเป็นทาสทางเทคโนโลยีเหมือนยุคก่อนๆที่ผ่านมาที่ตกเป็นทาสการบริโภคสินค้าที่ผ่านกระบวนการทางเทคโนโลยีมาแล้ว และแน่นอนอาจมีบางภาคส่วนที่สามารถพัฒนาได้เร็ว เช่น กลุ่มอีลีท ก็จะเกิดการก้าวกระโดดในการหารายได้จนทำให้ภาคส่วนอื่นๆยิ่งถูกทิ้งห่าง และความเหลื่อมล้ำทางรายได้กว้างออกไปอีก

ทุกประเทศมีสิทธิจะฝันแต่เท้าต้องติดดิน คือต้องเข้าใจสภาพพื้นฐานของเราให้ถ่องแท้ เพราะทุกวันนี้เราต่างตกเป็นทาสทางเทคโนโลยีกันอย่างมาก ไม่ต้องดูอะไรไกลๆแค่ไฟฟ้าดับก็ไม่มีปัญญาหุงข้าวกินเองแล้ว เพราะเราติดกับหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ส่วนเรื่องการกระจายรายได้ไม่ต้องพูดถึงมันเกิดมาแล้วในอดีต และมันก็จะซ้ำรอยต่อไปแม้แต่ในประเทศพัฒนาแล้ว ชนชั้นล่างก็มีแต่เป็นเหยื่อชนชั้นอีลีทประเทศพัฒนาน้อยก็จะเป็นเหยื่อประเทศพัฒนาแล้วเฉกเช่นกัน

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *