INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อิหร่านกับวรรณคดีเปอร์เซีย


บทความ
อิหร่านกับวรรณคดีเปอร์เซีย

โดย ศ.(กิตติมศักดิ์) ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ผู้อำนวยการศูนย์อิหร่านศึกษาและภาษาเปอร์เซีย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

อิสลามได้กระตุ้นในด้านการศึกษาและการเรียนรู้และได้ให้การเคารพนับถือผู้รู้ ปราชญ์และยังถือว่าความรู้คือขุมทรัพย์มิมีวันหมดสิ้น ฉะนั้นจะเห็นว่าบรรดาคอลีฟะฮ์โลกอิสลามให้การสนับสนุนต่อการเรียนรู้และการศึกษาหาความรู้ในด้านต่างๆ อีกทั้งยังให้การช่วยเหลือปวงปราชญ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทองของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ บรรดาคอลีฟะฮ์ให้การช่วยเหลือนักปราชญ์ชาวเปอร์เซียในการขยายความรู้สาขาวิชาต่างๆ โดยได้ให้การค้ำชูอุปถัมในการการแปลตำราต่างๆ เช่นตำราของชาวเปอร์เซีย จากภาษาเปอร์เซียเดิม มาเป็นภาษาอาหรับ และจากโอกาสนั้นทำให้ชาวอิหร่านได้ใช้โอกาสในการักษาภาษาเปอร์เซียเอาไว้ได้อย่างเข้มแข็ง และในราชสำนักของคอลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ ได้มีนักปราชญ์มุสลิมชาวอิหร่านเข้าไปมีบทบาทในด้านวิชาการ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกวีประจำราชสำนัก โดยได้รับเงินสนับสนุนอย่างดี
นักปราชญ์หรือนักการศาสนาที่ได้เขียนตำราเป็นภาษาเปอร์เซียและมีความชำนาญในภาษาเปอร์เซีย ทำให้เกิดโอกาสที่ดีและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในด้านภาษาเปอร์เซีย เพราะว่าภาษาอาหรับและวรรณกรรมอาหรับได้ใหล่บ่าเข้าสู่วรรณคดีเปอร์เซียและยังได้เข้ามามีบทบาทในภาษาเปอร์เซียอย่างมากทีเดียว จะเห็นได้ว่าภาษาอาหรับหลายพันคำทีเดียวถูกนำไปใช้ในภาษาเปอร์เซีย ทำให้ภาษาเปอร์เซียเพิ่มความเข้มข้นและเข้มแข็งไปอีกระดับหนึ่ง จนปรากฏเกิดวรรณคดีเปอร์เซียที่น่าทึ่งและน่าสนใจทีเดียว และต่อมาทำให้วรรณคดีเปอร์เซียได้รับการสนอกสนใจจากนักปกครองและจากชาวต่างชาติ เพราะว่าได้พัฒนาตัวเองถึงขั้นสูงส่งกว่าวรรณคดีอาหรับ เพราะเหตุว่ารูปแบบและการวางตัวอักษรและการเขียนบกวีเปอร์เซีย นั้นมีความอ่อนโยนและได้รับการขัดเกลาทางภาษามาเป็นเวลาช้านาน จึงทำให้ภาษาเปอร์เซียมีท่วงทำนองทีไพเราะและหวานซึ้ง จนต่อมากลายเป็นวรรณคดีที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติเลยทีเดียว
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวไว้ ณ ตรงนี้ว่า ภาษาเปอร์เซียได้รับใช้ศาสนาอิสลามมาเป็นอย่างมาก เพราะศาสนาอิสลามได้ผ่านการเผยแพร่ไปในอนุทวีปอินเดีย จีน และบางส่วนของเอเชีย หรือ ประเทศไทย ที่ได้มีชาวเปอร์เซีย นามว่า เฉก อะหมัด กูมี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยผ่านสื่อของภาษาเปอร์เซียในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนต่างๆ จนปรากฏเห็นในสังคมไทยจนถึงวันนี้
วรรณคดีเปอร์เซียมีความน่าสนใจทั้งรูปลักษณ์และเนื้อหา ชาวเปอร์เซียได้นำรูปลักษณ์แบบ”ฆาซัล”(เป็นรูปแบบที่อาหรับได้ใช้ในการเขียนบทกวี) โดยที่ปราชญ์เปอร์เซียได้นำมาพัฒนาและสร้างความก้าวหน้า จนกลายเป็นรูปแบบที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง บทกวีที่เขียนออกมาในลักษณะ”ฆาซัล” จะรำพันถึงลำนำแห่งความรักเป็นบทสั้นๆ หรือเป็นบทกวีที่แสดงออกถึงด้านอภิปรัชญา(Meta-Physics)และด้านรหัสยนัย(Mystics)ด้านซูฟีและการจาริกสู่พระเจ้า หรือการรำพันค่ำครวญถึงเรื่องการจากไปของกาลเวลา หรือการจากไปของคนรัก ซึ่งจะประจักษ์พยานจากบทกวีใน “ดีวาน ฮาฟิซ”
ผลของวรรณคดีเปอร์เซียที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีบทบาทในเชิงบวกตลอดมา กล่าวกันว่าในอินเดียสมัยการปกครองราชวงศ์โมกุลได้นำภาษาเปอร์เซียมาเป็นภาษาราชการในราชสำนัก และยังคงใช้เป็นภาษาราชสำนักจนจนกระทั่งปลายคริสตศักราชที่๑๙ หรือแม้แต่วรรณคดีตุรกี โดยเฉพาะในบทกวีนับว่าได้รับอิทธิพลจากกวีเปอร์เซียอย่างมากทีเดียว
อายาตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คามาเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน คนปัจจุบันได้กล่าวว่า”ภาษาเปอร์เซียเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่ของเรา คือ ประชาชนผู้ที่พูดภาษาเปอร์เซียทั้งหลาย เนื่องด้วยหลายเหตุผลหลายประการ หนึ่งในนั้นคือ ภาษานี้กลายเป็นภาษาทางการอยู่ในประเทศที่มันถือกำเนิดขึ้น รวมทั้งในส่วนอื่น บางส่วนของโลกมาเป็นเวลาหลายร้อยปี หรืออย่าน้อยก็เป็นสื่อแห่งการแสดงออกของความคิดเกี่ยวกับศาสตร์ต่างๆ ศิลปะและวรรณกรรม”
หนึ่งจากวรรณกรรมเปอร์เซียที่โด่งดังจนถึงทุกวันนี้ คือ “ดีวาน ฮาฟิซ” เป็นบทกวีนิพนธ์ของ ชัมซุดดีน มุฮัมมัด ฮาฟิซ ในช่วงศตวรรษที่๑๔(ค.ศ.) ท่านฮาฟิซเป็นบุคคลโดยส่วนตัวแล้ว มีความสนใจต่อบทกวีนิพนธ์อย่างมาก เขาได้อุทิศชีวิตของตนไปในทางของศาสนาและการเขียนบทกวีนิพนธ์ โดยมิสนใจต่อชีวิตทางโลกหรือชื่อเสียงเกียรติยศ เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษตั้งแต่วัยหนุ่ม โดยสนใจต่อเรื่องการปฏิบัติธรรมทางศาสนาและการจาริกสู่พระเจ้า มีความมุ่งมั่นต่อการขัดเกลาจิตใจ และจากการที่เขารักในการถือสันโดษจึงไม่นิยมชมชอบในพิธีการต่างๆและความฉาบฉวยฟุ่มเฟือย แม้จะเสนอเงินทองและสิ่งมีค่าให้กับเขา เขาก็ไม่ยอมรับ ฮาฟิซมีลักษณะเป็นผู้แสวงหาความอิสรภาพและสันติภาพ เขาเป็นผู้ขัดเกลาตนเองในฐานะ”ซูฟี” เป็นผู้มุ่งมั่นต่อการค้นหาความจริงแท้ เขาให้เกียรติกับเพื่อนมนุษย์ทุกศาสนา ทุกลัทธินิกาย
ฮาฟิซ ดำรงชีวิตดั่งอาริฟ แต่ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้มนุษย์รู้จักกับความจริงสูงสุด เขาศึกษาตนเองและประจักษ์แจ้งในพระเจ้า ฮาฟิซเขาได้เขียนบทกวีนิพนธ์ในรูปแบบฉันทลักษณ์ (ฆาซัล) ภาษาเปอร์เซียที่เขาได้นำมาเรียบเรียงนั้นเป็นภาษาที่สูงมาก มีความไพเราะ
ท่านอายาตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คามาเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน(คนปัจจุบัน) ได้กล่าวว่า”ฮาฟิซ เป็นเสมือนดวงดาวที่เจิดจ้าที่สุดของวัฒนธรรมเปอร์เซีย เขาเป็นกวีของทุกๆศตวรรษ แม้ว่าจะมีหนังสือมากมายหลายร้อยเล่มเขียนเกี่ยวกับอัตชีวะประวัติของเขาหรือรวบรวมบทกวีของเขา แต่ทว่าก็ยังไม่รู้จักตัวตนของเขา เราไม่เพียงแต่ให้การเคารพต่อ ท่านฮาฟิซในฐานะเป็นบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ทว่าท่านผู้นี้ได้นำสาส์นหนึ่งและวัฒนธรรมหนึ่งมาเสนอต่อโลก อัลกุรอานนั้นเป็นคำสอนและบทเรียนอันยิ่งใหญ่ตลอดกาลของมนุษยชาติ และบทกวีของฮาฟิซตั้งอยู่บนพื้นฐานของอัลกุรอาน ฉะนั้นบทกวีของฮาฟิซ ได้นำศิลปะกรรมเปอร์เซียให้ขึ้นสู่จุดสูงสุด”
อายาตุลลอฮ์ อะลี คามาเนอีได้กล่าวอีกว่า…”ในทัศนะของข้าพเจ้า ฮาฟิซมีโลกทัศน์ไปในทางปรัชญาศาสนาซึ่งเน้นในเรื่องพระผู้เป็นเจ้า ตัวของเขาเองเป็นผู้ศรัทธาในหลักเอกานุภาพของพระเจ้า ซึ่งไม่เกินเลยที่กล่าวว่า บทกวีของฮาฟิซมีความสัมพันธ์กับศาสนา เกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้า การรักในพระเจ้า”

ฮาฟิซกล่าวว่า
“ ดวงตาที่พร่ามัว ไม่อาจเห็นใบหน้าของผู้เป็นที่รักนั้น จับจ้องสายตาของท่านไปยังผู้นั้น เมื่อกระจกของท่านใสสะอาด”
“ฉันล้างตาของฉันให้สะอาดด้วยน้ำตาของฉันเอง เหมือนผู้เห็นอย่างชัดแจ้งกล่าวว่า จงชำระตัวเองของท่านให้สะอาดเสียก่อน แหละแล้วจะมองเห็นไปยังความสะอาดนั้น”
“โอ้ฮาฟิซ จงยื่นถ้วยส่งไปรอบๆ อันเป็นถ้วยแห่งความรักในพระผู้เป็นเจ้า เพราะภาระหนักในความรักนั้น ดูเหมือนจะง่ายดายในตอนแรกๆ แต่บัดนี้สิ ได้บังเกิดความยากลำบากขึ้นมามากมายแล้ว”

(หมายเหตุ อ้างอิงและเรียบเรียงจากหนังสือ อิหร่าน อู่อารยธรรม โดย ดร.ไรน่าน อรุณรังสี)

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *