INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประเทศกูมี : ปรากฏการณ์ปกติที่ไม่ธรรมดา


คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

ประเทศกูมี : ปรากฏการณ์ปกติที่ไม่ธรรมดา

พลันที่มีอุบัติการณ์เพลงแร็ปร่วมสมัยที่เป็นที่นิยมของคนหนุ่มสาว ชื่อ ประเทศกูมี ซึ่งมีเนื้อหาประชดประชันสภาพของสังคมในยุคนี้ ก็เกิดกระแสตื่นตัว และแพร่กระจายออกไปอย่างที่เรียกว่า ระเบิดเถิดเทิง มีคนเข้าชมล่าสุด 16 ล้านวิว และคงเพิ่มอีกมาก

ในทางตรงข้ามก็มีกระแสคัดค้านไม่เห็นด้วย รับไม่ได้ ด่าทอ ถึงขนาดจะขับไล่ให้คณะนักร้อง ผู้ผลิต ผู้แต่ง ออกไปนอกประเทศ ขณะเดียวกันก็เกิดการประดิษฐ์คลิปในท่วงทำนองแร็ปตอบโต้ เช่น ประเทศกูไม่มี หรือพวกที่ออกมาในแนวประเทศเราก็มีดีอะไรหลายอย่าง ไม่เห็นด้วยกับการออกมาประจานความไม่ดีของประเทศ ซึ่งตอนนี้กระแสการต่อต้านก็เริ่มมาแรงขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นฝ่ายเจ้าหน้าที่ และรัฐบาลก็พลอยออกมาเต้นตอบโต้ และยัดเยียดข้อหาทั้งเรื่องการผิด พรบ.ความมั่นคง และพรบ.คอมพิวเตอร์ พอฝ่ายบ้านเมืองออกอาการอย่างนี้ก็มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย รวมทั้งนักกฎหมายออกมาตั้งคำถามหลายประการ เช่น เนื้อหาของเพลงประเทศกูมี นั้นมันเป็นปรากฏการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มิได้มีการบิดเบือน หรือยุยงใดๆ แล้วมันผิดความมั่นคง ก็เกิดประเด็นคำถามว่า ความมั่นคงของใคร ของรัฐ หรือของรัฐบาล ถ้าเป็นเรื่องของรัฐบาล ก็ต้องกลับไปพิจารณาตัวเองว่าเป็นผู้สร้างอุบัติการณ์เหล่านั้นหรือไม่ ถ้าใช่ก็ต้องแก้ไข ถ้าไม่ใช่ก็ต้องหาทางปัดเป่า ทุกข์ให้ประชาชน เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐบาล

แต่ยิ่งรัฐบาลออกมาเต้น ก็ทำให้ความขัดแย้งบานปลายออกไป เพราะไปเข้าทางพรรคการเมืองต่างๆ ที่ต่างก็มีสมาชิกของตนไม่มากก็น้อย ออกมาเต้น ในวาระที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง พรรคที่สนับสนุนรัฐบาลก็ออกมาประณามคลิปประเทศกูมี ส่วนพรรคที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลก็ออกมาสนับสนุนและเปิดแผลรัฐบาลมากขึ้น สมาชิกพรรคแต่ละฝ่ายต่างก็โหมกระพือความขัดแย้งให้ระบาดไปทั่ว

แต่ถ้าเรามีสติมานั่งพิจารณาดู เพลงประเทศกูมีนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย มันเป็นความคิดความเห็นหนึ่ง ของคนกลุ่มหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ที่อาจไม่ใช่ตัวแทนกลุ่มหนุ่มสาวทั้งหมด ส่วนพวกที่ค้านและรับไม่ได้ส่วนหนึ่งที่สังเกตก็จะเป็นผู้สูงอายุที่ไม่ชอบไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ที่ตนเคยชิน แต่ก็มิได้หมายความว่าคนสูงอายุทั้งหมดจะต่อต้านมองไปแล้วมันก็เป็นเพียงความคิดเห็นหนึ่งเท่านั้น ไม่เห็นต้องมาขัดแย้งขยายความกันใหญ่โต

คนที่เขาชอบก็อาจเพราะสะใจ และอัดอั้นตันใจต่อสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ ส่วนคนที่ไม่ชอบก็อาจเป็นเพราะพอใจในสภาพที่มองดูว่าสงบเงียบเรียบร้อย ไม่ต้องการความขัดแย้งวุ่นวาย แต่ลืมไปว่าเราได้นำตัวเราไปสู่ความขัดแย้งวุ่นวายเสียแล้ว

ยิ่งโต้แย้งก็ยิ่งบานปลาย แถมยังมีนักวิชาการออกมาสนับสนุนทั้ง 2 ฝ่าย ด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้ความขัดแย้งดูน่าเชื่อถือ กลายเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอะไร ไม่สำคัญเท่าเรื่องปากท้องที่คนรากหญ้ากำลังมีปัญหาหนักหน่วง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงกระแสของความรู้สึกของคนในประเทศไทยนั้น มันมีอารมณ์ของความขัดแย้ง และแบ่งขั้วเกิดขึ้นกันมาพอควรแล้ว ก็ราว 10 ปี ที่ผ่านมานี้

ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ที่มีคนคอยสุมขอนให้คุกรุ่นอยู่ตลอด ตอนนี้ก็เกิดภาวะที่ชะงักงัน สับสน บางพวกก็เรียกหาประชาธิปไตย ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจระบอบนี้เท่าไร บางหมู่ก็เรียกร้องเผด็จการ เพราะเข้าใจว่าจะนำมาซึ่งความสุขสงบ ครั้นปรากฏว่ามันกลายเป็นระบบที่เกิดการสมคบคิดระหว่างนายทุน-ขุนศึก ก็เริ่มหงุดหงิด สับสน ไม่รู้จะไปทางไหน จะเลือกประชาธิปไตย ก็นึกว่ามันคือการเลือกตั้งที่ได้แต่นักการเมืองขี้ฉ้อเข้ามาปกครอง ครั้นหวังพึ่งพาเผด็จการก็พบว่ามีความเลวร้ายไม่ต่างกัน ความสับสนจึงทำให้เกิดความพลุ่งพล่าน ต้องหาทางระบายออก

ตอนนี้สังคมจึงสับสนมากในเรื่องการเมือง และระบอบการปกครองบ้างก็ต้องการประชาธิปไตย บ้างก็เผด็จการ บ้างก็ราชาธิปไตย แต่ก็ไม่มีใครตอบได้ หรือยืนยันได้ว่าระบอบการปกครองไหนจะดีกว่ากัน ระบอบไหนจะนำความผาสุกมาสู่ประชาชนโดยถ้วนหน้า หรือก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม แม้ว่าโดยหลักการแล้ว ระบอบประชาธิปไตยจะถือหลักว่าอำนาจอธิไตยเป็นของประชาชน แต่ถ้าไม่มีธรรมมาคอยกำกับ ประชาชนยังไม่มีความรับผิดชอบ ไม่เข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ระบอบนี้ก็อาจสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายได้ ส่วนระบอบเผด็จการนั้น อำนาจเป็นของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลเท่านั้น โอกาสที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อประโยชน์ส่วนตนก็มีมาก มิหนำซ้ำยังไม่มีการตรวจสอบทานอำนาจ โบราณกาลเข้าจึงบอกว่าผู้ปกครองต้องมีทศพิธราชธรรม หรือรัฐในอุดมคติของเพลโต The Republic ก็มีการพูดถึงกษัตริย์ นักปราชญ์ที่มีธรรมเป็นที่ตั้ง

แต่ในยุคปัจจุบันทั่วโลกการหาผู้นำที่มีธรรม คิดถึงส่วนรวม คิดถึงประเทศชาติ และประชาชนเป็นที่ตั้ง นั้นช่างหายากเย็นเสียนี่กระไร เมืองไทยจึงอยู่ในความสับสนด้วยเหตุนี้ แต่ความขัดแย้งมิได้แค่บริบททางการเมือง ความขัดแย้งในเรื่องศาสนาก็มีความรุนแรง สับสนไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างศาสนา และภายในศาสนาเดียวกัน

ความขัดแย้งในทางวัฒนธรรมก็ทวีความรุนแรง ตลอดจนความขัดแย้งทางอารยธรรม อย่างที่ HUNTINGTON กล่าวถึง THE CLASH OF CIVILIZATION คือการปะทะกันทางอารยธรรม ระหว่างค่านิยมของตะวันตก และตะวันออกก็ยิ่งก่อตัวชัดเจนขึ้น

แท้ที่จริงแล้ว ความขัดแย้งทั้งหลายมันเกิดจากการเปลี่ยนแลง ซึ่งมีมาโดยตลอด แค่เรามีวันที่เปลี่ยนแปลง เราก็มีแนวคิด และมุมมองที่เปลี่ยนไป คนสูงวัยมักจะรับไม่ได้กับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่วัยเยาว์ เพราะเขาเกิดมาในสภาวะแวดล้อมที่ต่างจากคนสูงวัย แต่คนสูงวัยไม่ได้ตระหนักว่าเวลาผ่านไปผ่านไป มันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โลกไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มันเคลื่อนตัวเปลี่ยนผ่านไปตลอด

การเปลี่ยนผ่านนี่เอง คือต้นเหตุของความขัดแย้ง เพราะคนจำนวนมากในแต่ละช่วงไปยึดติดกับสภาพที่ตนเคยชิน โดยไม่ยอมรับว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง

แต่โลกในยุค 50 ปีมานี้ มันเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากและรวดเร็ว ทำให้เกิดความพลุ่งพล่านทางอารมณ์ของสังคม ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ได้เคยทำนายไว้ตั้งแต่ปี 1970 ในหนังสือชื่อ FUTURE SHOCK ซึ่ง ทอฟฟ์เลอร์ อธิบายว่าในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มากมายในช่วงเวลาสั้นๆ จะทำให้เกิดการปะทะกันทางอารมณ์ของคนกลุ่มใหญ่ในสังคม

แม้ว่าในยุคที่ทอฟฟ์เลอร์เขียนหนังสือนี้คือปี 1970 ความเปลี่ยนแปลงของโลกยังไม่รวดเร็วเท่านี้ ล่วงมายุค 2000 ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ทำให้ความเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างก้าวกระโดดด้วย เมื่อความเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ความสับสนของสังคมก็ยิ่งมีมาก เพราะมันเป็นการยากและต้องใช้เวลาที่จะทำให้มีการปรับตัวทางสังคม ซึ่งแต่เดิมเป็นไปอย่างช้าๆ จึงค่อยๆปรับตัว ความขัดแย้งทางสังคม อันเกิดจากความสับสนและการไม่สามารถปรับตัวเอง จึงไม่มีมากเพราะการเปลี่ยนแปลงมันเกิดอย่างช้าๆ

แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดการช๊อคในสังคม ยิ่งเป็นสังคมเปิดก็ยิ่งมีผลกระทบมาก อย่างในยุคโลกาภิวัฒน์ ประเทศต่างๆจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้ ยิ่งเป็นสังคมงมงาย เสพข่าวสารแบบไม่ไตร่ตรองมีสติ ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมปรับตัวเอง ก็จะทำให้แรงกระทบแรงช็อคของสังคมมีมากทวีคูณ

ฉะนั้นเรื่องประเทศกูมี แม้จะไม่ใช่เรื่องที่มีสาระสำคัญเทียบเท่ากับปัญหาอื่นๆ โดยเฉพาะปากท้องก็พลันกลายเป็นตัวจุดชนวนความขัดแย้งให้เกิดขึ้น แต่สักพักมันก็จางไปแล้ว คนไทยก้จะหาเรื่องมาทะเลาะกันใหม่ ซึ่งทำให้ความโกรธ ความเกลียด การแบ่งข้าง แบ่งพวก ยิ่งมีแรงประทุสะสมแรงขึ้นจนอาจกลายเป็นนิวเคลียร์ที่ทำร้ายทำลายชาติในที่สุด

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *