INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

Silicon Valley

เมื่อ ค.ศ 1965 กอร์ดอน มัวร์ ประธานบริษัทอินเทล ได้อธิบายกฏของเทคโนโลยีว่า : จำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปเพิ่มสองเท่าทุก 18 เดือน กฏ
ของมัวร์ได้ช่วยพยุงขึ้นมา ที่จริงแล้วชิปปัจจุบันนี้รวดเร็วกว่า 500 เท่าชิปของไอยีเบ็มใช้กับพีซีเริ่มแรกเมื่อ ค.ศ 1981 แม้ว่าการเพิ่มพลังการประมวลข้อมูลของชิปเป็นความประหลาดใจทางวิศวกรรม การเพิ่มมูลค่าตลาดของอินเทลเทียบเคียงได้กับความประหลาดทางการเงิน การลงทุน 1,000 เหรียญกับหุ้นของอินเทล ณ วันของ ไอบีเอ็ม พีซี และชิป 8086 ของอินเทล มีค่ามากกว่า 30,000 เหรียญ ณวันนี้
ภายในหนังสือเล่มใหม่ แอนดี้ โกรฟ ได้สะท้อนประสบการณ์ของเขาในฐานะที่เป็นผู้นำอินเทล ชื่อหนังสือเป็นคำพังเพยทางการบริหารที่มืชื่อเสียงในขณะนี้ของแอนดี้ โกรฟ : Only the Paranoid Survive เราอาจจะเรียกว่ากฏการบริหารของแอนดี้ โกรฟ ประวัติความสำเร็จของอินเอทลสามารถเรียนรู้ได้มากจากความกระวนกระวายของแอนดี้ โกรฟ
เมื่อ ค,ศ 1985 กำไรต่อหุ้นของบริษัทหนึ่งเพ็นนีเท่านั้น เมื่อ ค.ศ 1986 อินเทลขาดทุน 173 ล้านเหรียญ บริษัทได้เลิกจ้างบุคคล ปิดโรงงาน ลดเงินเดือน ที่จริงแล้วอินเทลเป็นผู้รอดชีวิตไม่กี่รายจากยุคคอมพิวเตอร์เริ่มแรก เราอาจจะจำชื่อบริษัทที่เลิกไปนานแล้วไม่ได้ เหตุผลเพียงพอที่แอนดี้ โกรฟ จะสัมผัสกับความกระวนกระวาย
ณ อินเทล แอนดี้ โกรฟ ได้เผชิญกับวิกฤตและความไม่สงบ และอยู่รอดได้ เขาได้นำอินเทลออกไปจากธุรกิจชิปหน่วยความจำ เข้าไปสู่ไมโครโพรเซสเซอร์ การวางเดิมพันกับชิปเทคโนโลยี การยึดครองตลาดชิปก่อนด้วย Intel Inside อย่างยากลำบาก เขามองว่า ความสำเร็จคือ ความหายนะได้ผ่านพ้นพ้นไปแล้วเท่านั้น และะความหายนะที่อาจจะเป็นไปได้ กำลังค่อยปรากฏขึ้นมาบนขอบฟ้าอยู่เสมอ
Only the Paranoid Survive ได้ให้คำแนะนำที่ปฏิบัติได้ของการเชื่อมต่อเส้นที่แคบระหว่างความหายนะ และโอกาสได้อย่างไร
Onnly the Paranoid of Survive เป็นหนังสือที่ต้องการส่งเสริมแนวคิดของจุดผกผันทางกลยุทธ์ เวลาที่บริษัทต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงหรือตายไป แอนดี้ โกรฟ ได้กล่าวว่า บ่อยครั้งบนเส้นทางของการข้ามเหวแห่งความตาย บุคคลของเราได้สูญเสียความเชื่อมั่นต่อเราและระหว่างกัน และที่เลวร้ายคือ เราสูญเสียความเชื่อมั่นตัวเราเอง ณ บางเวลา เราได้รับรู้ภาพที่คลุมเครือของทิศทางใหม่ แต่กระนั้น ณ เวลานี้ บริษัทของเราได้ท้อแท้ ขวัญเสีย หรือเพียงแต่หมดแรง เราต้องใช้พลังอย่างมากหรือแม้แต่พลังสำรองที่เหลืออยู่ จูงใจตัวเราเอง และสำคัญที่สุดบุคคลที่ขึ้นอยู่กับเรา เราสามารถกลายเป็นสุขภาพดีขี้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เราและบริษัทของเราต้องดิ้นรนหรือไม่พังทลายไป เหมือนกับหุบเหวแห่งความตาย แอนดี้ โกรฟ ได้อธิบายว่าการผ่านจุดผกผันทางกลยุทธ์เหมือนกับการข้ามหุบเหวแห่งความตาย การผ่านจุดผกผันทางกลยุทธ์จะเข้มข้นและวุ่นวาย เราจะไม่มีกฏอีกแล้ว เพราะว่ากฏพื้นฐานตัวมันเองกำลังเปลี่ยนแปลง
เพื่อที่จะผ่านหุบเหวแห่งความตายได้สำเร็จ เราต้องสร้างภาพภายในใจว่าบริษัทควรจะดูคล้ายกับอะไรเมื่อเราไปอีกทางด้านหนึ่ง จุดหักเหทางกลยุทธ์ เมื่อ ค.ศ 1985/1986 ได้เกิดขึ้นเมื่อญีุปุ่นได้เข้ามาภายในธุรกิจชิปหน่วยความจำ คล้ายกับรถบดถนนที่กำลังกระแทกอินเทล และบริษัทอเมริกันอื่นต้องออก
ไปจากธุรกิจ วิสัยทัศน์ของแอนดี้ โกรฟ ไ้ด้ผุดขึ้น
มาภายในใจคือ อินเทล บริษัทไมโครโพรเซสเซอร์
ข้อมูลจะอยู่ที่หัวใจของปรัชญาการบริหารของ
แอนดี้ โกรฟ ภายในชีวิตการทำงานของเขา เขาได้รวบรวมและกรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เขาได้กระตุ้นบุคคลทุกคน ณ อินเทล ให้กระทำอย่างเดียวกัน เขาเชื่อมั่นต่ออารมณ์และความเชื่อภายในงานด้วย และได้กล่าวว่า สัญชาตญานสำคัญเหมือนกับการวิเคราะห์ การบริหารต้องมีความยืดหยุ่น ผู้บริหารมีเวลาและพลังที่จำกัด ดังนั้นพวกเขาควรจะมุ่งการทำสิ่งที่มีผลกระทบมากที่สุด
แอนดี้ โกรฟ ได้กล่าวว่าจุดหักเหทางกลยุทธ์คือ เหตุการณ์ที่รากฐานของการดำรงอยู่และการดำเนินงานของธุรกิจได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที บางครั้งไม่มีการเตือนให้เห็นชัดเจน การปรากฏให้เห็นของจุดหักเหทางกลยุทธ์ สามารถหมายถึงโอกาสใหม่ หรือสามารถหมายถึงการสิ้นสุดได้ ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจจะตอบสนองอย่างไร การวางแผนไม่สามารถคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ ดังนั้นผู้บริหารต้องสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดฝันไว้ ความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของจุดผกผันทางกลยุทธ์ บริษัทเหมือนเช่นไอบีเอ็มและดีอีซี ต้องปรับตัวหรือไม่ออกไปจากธุรกิจ
แอนดี้ โกรฟ เชื่อว่าความกลัวจูงใจได้มาก เขาเป็นบุคคลที่มีความเชื่อของตัวเอง จากการไม่เห็นด้วยกับหลักการของเอ็ดเวิรด เด็มมิ่ง นักวิชาการบริหาร เสนอแนะว่า ผู้บริหารที่ดีควรจะกำจัดความกลัวจากองค์การของพวกเขา แอนดี้ โกรฟ กล่าวว่า หลัการนี้ผิดอย่างแน่นอน ผมต้องการความกลัวภายในผู้บริหารทุกคน แต่เขายอมรับความแตกต่างระหว่างประเภทของความกลัว ความกลัวที่แอนดี้ โกรฟต้องการจากบุคคลของเขาที่จะต้องรู้สึกคือ ความกลัวการหลบซ่อนของปัญหาที่ยังไม่สามารถมองเห็น
เขาเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดความกลัวบางอย่างทำให้มีสุขภาพดี – โดยเฉพาะองค์การที่เคยมีประวัติของความสำเร็จมาแล้ว ความกลัวสามารถเป็นยาแก้พิษต่อความหลงพึงพอใจต่อความสำเร็จ การสัมผัสความกลัว – ความสงสัยว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงต่อต้านเรา – คือ สิ่งที่แอนดี้ โกรฟได้บัญญัติขึ้นมา
การตัดสินใจที่วิกฤติที่สุดของแอนดี้ โกรฟ ณ อินเทล อย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นจากการการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของญี่ปุ่นเมื่อกลาง ค.ศ 1980 ชิปหน่วยความจำคือธุรกิจต้นกำเนิดของอินเทล ชิวิตภายในธุรกิจชิปหน่วยความจำจะยาก เขาได้อธิบายว่า ผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ของญี่ปุ่นต้องการชนะธุรกิจนี้ด้วยกฏ 10% พวกเขาได้ตัดราคาอินเทล 10% ที่จะแย่งลูกค้า ถ้าอินเทลสู้ได้ พวกเขาจะตัดราคาอีก 10% จนกว่าพวกเขาจะแย่งลูกค้าได้สำเร็จ
การตัดราคาของผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากญี่ปุนได้สร้างวิกฤตหรือจุดผกผันทางกลยุทธ์แก่อินเทล อินเทลต้องตัดสินใจ ทางเลือกหลายอย่างได้ถูกเสนอแนะ เช่น การพัฒนาชิปหน่วยความจำรุ่นใหม่ที่เหนือกว่า หรือการสร้างโรงงานใหม่ที่ใหญ่โต ภายใต้การอภิปรายที่ท้อแท้นานเกือบปี แอนดี้ โกรฟ ได้รับรู้ว่าทางเลือกเหล่านี้ไม่ใช่คำตอบต่อปัญหาของอินเทล ที่จริงแล้วเราจะไม่พบข้อแก้ปัญหาต่อธุรกิจชิปหน่วยความจำเลย ไม่ง่ายเลยที่จะละทิ้งธุรกิจที่อินเทลได้เริ่มต้นขึ้นมา อินเทลเทียบเท่ากับชิปหน่วยความจำภายในจิตใจของเราทุกคน
ท่ามกลางความเงียบเหงาของ ค.ศ 1985 แอนดี้ โกรฟ ได้ถามคำถามเชิงสมมุติฐานแก่เพื่อนร่วมงาน กอร์ดอน มัวร์ ว่า ” ถ้าเราถูกเตะออกไป และคณะกรรมการบริษัทจ้างซีอีโอคนใหม่เข้ามา คุณคิดว่าเขาจะทำอะไร กอร์ดอน มัวร์ ตอบอย่างไม่ลังเลใจว่า ” เขาจะเอาเราออกไปจากธุรกิจชิปหน่วยความจำ แอนดี้ โกรฟ ได้ตอบสนองว่า “ทำไมคุณและผมไม่เดินออกประตูไป กลับเข้ามาและทำด้วยตัวเราเอง”

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *