INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ลัทธิซูฟี กับบทบาทนักเผยแผ่อิสลาม


ลัทธิซูฟี กับบทบาทนักเผยแผ่อิสลาม

โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

ผู้เขียนใคร่ที่จะนำเสนอต่อท่านผู้อ่านถึงเรื่องราวหนึ่งของลัทธิซูฟี ที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยมีใครได้พูดถึงบทบาทของพวกเขา นั่นคือบทบาทของสำนักซูฟีต่อการเผยแพร่และเผยแผ่อิสลามแก่ศาสนิกอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็น บทบาทสำคัญหนึ่งของลัทธิซูฟีที่ได้สร้างคุณูปการให้กับโลกอิสลามไว้อย่างมากมายทีเดียว
หนึ่งจากพลังดึงดูดที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากทั้งในอดีตและปัจจุบันหันเข้ามายอมรับอิสลามหรือหันมาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับอิสลาม เนื่องจากคำสอนที่น่าสนใจและน่าสืนค้นของสำนักซูฟี นั่นก็คือเป็นคำสอนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง สอนให้รู้จักตัวเอง สอนให้เข้าใจตัวตน และมีเป้าหมายสูงสุดคือพระเจ้า โดยปรารถนามุ่งเน้นให้ตัวเองบรรลุสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยการผ่านกระบวนการแห่งการปฏิบัติธรรมและแนวทางความคิดที่อยู่บนพื้นฐานอัลกรุอานและอัลฮะดีษ
ตัวอย่างของบทบาทเหล่าซูฟีชนคือการทำหน้าที่เผยแผ่อิสลามแก่ชาวฮินดูในประเทศอินเดีย ประวัติศาสตร์ได้บับทึกให้เห็นได้ชัดเจนคือการยอมรับอิสลามของชาวอินเดีย(ที่เป็นชาวฮินดู) โดยเหตุผลของการยอมรับอิสลามของพวกเขาไม่ใช่ได้มาจากการเป็นเชลยหรือเป็นเมืองขึ้นประเทศอิสลาม แต่ด้วยกับความงดงามและคุณค่าทางคำสอนของสำนักซูฟีที่เข้าไปมีบทบาทต่อชาวฮินดู ไม่ว่าจากบทบาทของสำนักญัชนียะฮ หรือสำนักกุบรอวียะฮ์ หรือสำนักนักชะบันดียะฮ (อ้างจากหนังสือ “ตารีกตะซัววุฟอิสลาม ของท่าน ดร. อับดุรเราะฮบัดวี หน้า 46)
บทบาทของสำนักซูฟีในอินเดียมีมากทีเดียว ถือว่าเป็นการนำภาพลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างประนีประนอมและสมานฉันท์ และด้วยกับความละเอียดอ่อนของคำสอนและรูปแบบที่เป็นอัตลักษณ์ของสำนักซูฟี ทำให้ศาสนาสิกข์เกิดความนิยมและชอบในลัทธิซูฟีเป็นอย่างมากทีเดียว ถึงกับมีบางคนกล่าวว่าบางคำสอนในศาสนาสิกข์ ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิซูฟีของอิสลาม
มีนักเขียนที่เป็นมุสลิมและนักบูรพาคดีบางคน ได้เขียนถึงเรื่องราวของลัทธิซูฟีในมุมบวกโดยได้นำข้อมูลที่สร้างสรรค์ของสำนักซูฟีมากล่าวให้ชาวโลกได้รู้ว่า บทบาทของสำนักซูฟีต่อการเผยแพร่ศาสนาอิสลามมีสูงทีเดียว ทั้งๆที่ว่าข้อมูลเหล่านั้นได้ถูกปิดบังมาช้านาน จนทำให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสนั้นในการโจมตีหรือกล่าวประณามต่อพวกเขาและมองสำนักซูฟีด้วยความอคติและไม่มีความเป็นธรรมสำหรับพวกเขา นักเขียนกล่าวว่า…
“จากแบบฉบับที่ดีงามและอันทรงคุณค่าของสำนักซูฟีมุสลิม ไม่ว่าสำนักญัชนียะฮ หรือสำนักชัตตอรียะฮหรือสำนักนักชะบันดียะฮ ได้มีบทบาทในการเผยแพร่อิสลาม ซึ่งพวกได้ศึกษาภาษาพื้นเมืองของประชาชนหรือได้อยู่กับประเพณีของชนเผ่านั้น ๆ และได้อาศัยใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา จนทำให้ชาวฮินดูและชาวแอฟริกาหรือชาวมาลายูจำนวนมากเข้ารับอิสลาม”
อีกบทบาทหนึ่งของกลุ่มซูฟีมุสลิม คือการปกป้องมาตุภูมิจากการรุกรานของพวกจักรวรรดิ โดยได้จับดาบจับปืน หรือเดินเข้าสู่สมรภูมิรบเหมือนดั่งนักรบผู้กล้า เช่นบทบาทของนักซูฟีในประเทศตูนีเซีย ที่อาสาในการปกป้องประเทศชาติโดยการออกไปสู่สมรภูมิรบ หรือในประเทศซีเรีย เช่นท่านนูรุดดีน ซันกี ปี ค.ศ. 1148 หรือท่านอิบนุอะรอบี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสู้รบสงครามครูเสด (อ้างจากหนังสือตารีกตะซัววุฟอิสลาม ดร. อับดุรเราะฮมาน บัดวี หน้า 48)

สำนักซูฟีถือว่าเป็นสำนักคิดหนึ่งของอิสลามที่มีผู้สนับสนุนทั้งที่มาจากนักซูฟีเอง และมาจากผู้ที่ไม่ใช่นักซูฟี และมุมตรงกันข้ามก็มีผู้ต่อต้านพวกเขาอย่างรุนแรงก็มีให้เห็นทั้งในอดีตและปัจจุบัน
นักซูฟีมีคุณลักษณะเฉพาะของพวกเขาคือ พวกเขานั้นไม่ใช่นักเหตุผลนิยม แต่พวกเขาจะเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นด้วยกับการรู้แจ้งเห็นจริงทางจิตวิญญาณ ดังนั้นการถกเถียงหรือโต้ตอบของนักซูฟีจะไม่ค่อยพบเห็น เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นด้วยตาทิพย์นั้น ย่อมเป็นของแท้และชัดยิ่งกว่าเห็นด้วยเหตุผล ดังนั้นหนทางของสำนักซูฟีในการค้นพบความจริงอยู่ที่การรู้แจ้งเห็นจริง (ชุฮูด) และสิ่งที่พิเศษสำหรับพวกเขาคือว่า สิ่งที่พวกเขานั้นไม่ใช่ว่าจะพิสูจน์ด้วยเหตุผลไม่ได้ ดังนั้นศาสตร์แห่งอิรฟานหรือตะเซาวุฟจึงได้ถูกพัฒนาเป็นรูปแบบแห่งการเรียนรู้เป็นตำราสามารถพิสูจน์ได้นั้นเอง ไม่ว่าเรื่องของพระเจ้า หรือเรื่องของมนุษย์ หรือสิ่งเร้นลับทั้งหลาย อิมามฆอชาลีหลังจากที่ได้ละทิ้งตำแหน่งต่าง ๆ ทางสำนักการเมือง แล้วมุ่งสู่การพัฒนาจิตเข้าหาความเป็นซูฟี เขาได้กล่าวประโยคหนึ่งที่น่าทึ่งว่า…
“ในขณะที่ฉันได้วิเวกอยู่อย่างโดเดี่ยวนั้น ฉันได้เห็นและประจักษ์สิ่งต่าง ๆ มากมายที่เป็นความรู้ ซึ่งสิ่งที่ฉันเห็นนั้น จะอาศัยการร่ำเรียนหรือใช้เหตุผลนั้นย่อมไม่มีทางเกิด และการที่จะให้บุคคลอื่นรับรู้สิ่งที่ฉันเห็นนั้น ได้แค่เพียงเตือนหรือบอกกล่าวเขาแค่นั้น ซึ่งฉันจะบอกว่า แท้จริงฉันได้มั่นใจแล้วในทางแห่งสัจธรรมในการค้นหาความจริง คือการดำเนินตามแนวทางแห่งซูฟี แบบฉบับของพวกเขาดีที่สุด และทางของพวกเขาเร็วกว่าหนทางอื่น ๆ มารยาทพวกเขาที่ดีกว่ามารยาทของกลุ่มอื่น ๆ ดังนั้นต่อให้นักปรัชญา นักเทววิทยาจะพยายามสักเท่าไหร่ในการจะไปถึงความจริงแท้เหมือนกับพวกเขา ก็ไม่มีทางจะเหมือนกับพวกเขาได้เลย และจากคำสอน การเป็นอยู่ วิถีแห่งธรรมะของพวกซูฟีได้รับจากรัศมีแห่งศาสดา ดังนั้นจึงไม่มีหนทางใดมาเปรียบกับพวกเขาได้เลย” (อัลมุนกิซ มินัฏฏอลาน หน้า 75 อ้างจากหนังสือฟัลซะเฟะอิรฟาน หน้า 98 ดร.ยัซริบี)
มุลลาศ็อดรอ(นักปรัชญามุสลิมนิกายชีอะฮ์ สำนักฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์) กล่าวว่า…
“จากหนทางทางแห่งความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า องค์สัมบูรณ์สูงสุดนั้นที่ทรงมอบให้รับรู้ความจริงด้วยการเห็นแจ้งแห่งจิตเทวา ซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธสิ่งนั้นได้เลย และถือว่าไม่มีคุณค่าใดๆอื่นอีกจะเทียบเท่ากับการได้รับพรอันประเสริฐนั้นจากพระเจ้าในการเข้าถึงความจริงด้วยกับการเห็นแจ้งทางจิต ซึ่งทำให้ฉันรู้แจ้งเห็นจริง ได้ประจักษ์เห็นความลี้ลับต่าง ๆ และรัศมีต่าง ๆ ซึ่งในขณะที่บุคคลอื่นยังไม่ได้รับเห็นสิ่งนั้นมาก่อนเลย” (มุก๊อดดีมะฮ อิกมะตุลมุตะอาลียะฮ เล่ม 1 หน้า 8)
มุญุดดีน อิบนิอะรอบี กล่าวไว้ว่า…
“ฉันได้เห็นศาสดามุฮัมมัดได้มาบอกข่าวดีแก่ฉัน ซึ่งในมือของท่านนั้นมีหนังสือ “ฟุซูซุลฮิกัม”(ตำราด้านซูฟีของ อิบนุ อะรอบี) แล้วกล่าวว่า จงนำหนังสือเล่มนี้ไปยังหมู่บ้านของเจ้าเถิดและกล่าวสอนแก่ประชาชน เพื่อว่าพวกเขาจะได้รับประโยชน์จากตำรานั้น” (อ้างจากหนังสือ ฟัลซะเฟะอิรฟาน หน้า 100)
อะบูอะลี อิบนิสีน่า ถึงแม้ว่าเขาจะโดดเด่นทางศาสตร์ปรัชญาและอภิปรัชญาก็ตาม แต่เมื่อพูดถึงแนวทางแห่งตะเซาวุฟหรืออิรฟาน เขาก็ยังได้ถูกกล่าวยกย่องต่อสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างหน้าทึ่งทีเดียว ซึ่งจากผลงานอันทรงคุณค่าของอิบนุสีน่า จากหนังสือ “อัลอิชารอต วัตตันบีฮาด” ในบทที่ 9 เขายังได้กล่าวถึงฐานภาพและแนวทางของอาริฟและอิรฟานไว้อย่างล้ำลึกทีเดียว
นี่เป็นเพียงคำยืนยันของนักอาริฟและนักปราชญ์ระดับแนวหน้าของอิสลามที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของศาสตร์แห่งตะเซาวุฟและศาสตร์ด้านการรู้แจ้งเห็นจริงทางจิต และเป็นไปได้ที่มีเหตุผลมากมายที่ทำให้ต้องสนับสนุนศาสตร์แห่งตะเซาวุฟนี้มีหลายประการต้องนำมาเสนอต่อท่านผู้อ่านดังนี้

๑. หนทางแห่งการค้นหาความจริงของมนุษย์ที่ดีที่สุดคือทางแห่งการรู้แจ้งเห็นจริง
จากการค้นหาความจริงหรือรับรู้สิ่งที่มีนั้น มีหลายวิธีหรือมีหลายรูปแบบ เช่น ด้วยประประสาทสัมผัสทั้งห้า เมื่อเราเห็นไฟ เราก็รู้ว่านั่นคือ ไฟ เมื่อเราได้ยินเสียงร้องของเด็ก เราก็เข้าใจว่า มีเด็ก เมื่อเราได้สัมผัสกับไฟ ก็จะรู้ว่ามันร้อนอะไรทำนองนั้น ทั้งหมดนี้สามารถกล่าวได้ว่ามีอยู่จริง แต่ความบกพร่องของวิธีนี้จะพบเจออยู่บ่อย ๆ ดังที่เป็นจุดอ่อนของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามกล่าวว่า สิ่งที่พวกเขาเชื่อว่ามีนั้น คือสิ่งที่พวกเขาต้องพิสูจน์ได้จากห้องทดลองเท่านั้น
หนทางที่สองด้วยหลักปัญญา เช่นประโยค 1+1=2 หรือเมื่อเราเห็นควันไฟแสดงว่ามีไฟ ในวิธีที่สองนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการหาความจริง แต่ก็มีจุดอ่อนตรงที่ว่าความจริงบางอย่างนั้น ด้วยกับปัญญาและเหตุผลนั้นบางครั้งไม่สามารถรู้แจ้งเห็นจริงได้ เช่นโลกวิญญาณ สติปัญญาสามารถพิสูจน์ได้ว่า วิญญาณมี แต่ไม่สามารถรู้แจ้งว่ามีอย่างไร ดังนั้นหนทางที่สามคือ หนทางแห่งการรู้แจ้ง การประจักษ์แจ้งแห่งจิต นั่นก็คือ หนทางแห่งการทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ สามารถรู้และเห็นแจ้งเห็นจริงของความจริงนั้น ไม่ใช่แก่รู้ แต่เป็นการประจักษ์แจ้ง
๒. พื้นฐานคำสอนของสำนักซูฟีมาจากตัวบททางศาสนาอิสลาม
กล่าวคือ แก่นแท้และเนื้อหาของคำสอนของสำนักซูฟี เน้นในเรื่อง “อะกีกัต” นั่นก็คือ ความจริงแท้ของสิ่งต่าง ๆ และอาศัยคำสอนทางศาสนาในเรื่องนี้เป็นขั้นตอนในการนำมาสอนและยึดถือปฏิบัติ นั่นก็คือว่า แท้จริงแล้ว คำสอนของอิสลามต่อเรื่องการทำจิตใจให้สะอาดเพื่อมุ่งสู่ความใกล้ชิดต่อพระผู้สร้าง และเข้าถึงความจริงแท้ทั้งหลายนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่อิสลามสนับสนุนและไม่ได้ขัดแย้งกับอัลกุรอานหรือซุนนะฮ์ศาสดา

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *