INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สบาย สบาย สไตล์เกษม: “ทรัมพ์-รูฮานี”แค่ทำ”สงครามปาก”


สบาย สบาย สไตล์เกษม
“ทรัมพ์-รูฮานี”แค่ทำ”สงครามปาก”
เกษม อัชฌาสัย

เมื่อระงับความขัดแย้งและความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือและรัสเซียไว้ชั่วคราว ได้แล้ว ท่ามกลางความงุนงงสงสัยว่า เกาหลีเหนือได้ทำอะไรไปบ้าง หลังประชุมสุดยอดเพื่อระงับโครงการนิวเคลียร์
ทั้งยังกังขาเป็นอันมาก ต่อการแสดงท่าทีเป็นมิตรอย่างโจ่งแจ้งและน่าเกลียดกับประธานาธิบดีรัสเซีย”วลาดิมีร์ ปูติน”ขณะเยือนกรุงมอสโก ทั้งๆก่อนหน้านี้สหรัฐกับรัสเซียขับเคี่ยวกันอย่าเอาเป็นเอาตาย ถึงกับใช้มาตรการ”บอยคอต”รัสเซีย เพื่อต่อต้านรัสเซียเข้าแทรกแซงยูเครน
ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์แห่งสหรัฐ ก็ต้อง”หัวเสีย”อย่างหนักและอดรนทนไม่ไหว จึงลงมือเขียน”ทวิตเตอร์”แพร่ข้อความเล่นงานอิหร่าน อย่างสาดเสียเท เสียเมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์(๒๒กค.)ว่า
”อย่าคุกคามสหรัฐอีก(นะเว้ย)ที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงและเอาความตายมาขู่กัน ระวังตัวเอาไว้ให้ดี”
เป็นการตอบโต้ของ”ทรัมพ์”ที่มีต่อประธานาธิบดีอิหร่าน”ฮัสซัน รูฮานี”ผู้ที่ออกมาแถลงต่อบรรดานักการทูตในกรุงเตหะราน เมื่อวันอาทิตย์(๒๒กค.)โดยเตือนสหรัฐว่า
“การทำสงครามกับอิหร่านนั้น จะเป็นแม่ของสงครามทั้งปวงและการมีสันติภาพกับอิหร่าน ก็จะเป็นแม่ของสันติภาพได้เช่นกัน”
ถ้อยคำต่อมาที่ทำให้”ทรัมพ์”โมโหโกรธาเป็นฟืนเป็นไฟ ในวาจาของ”รูฮานี”ก็คือถ้อยคำที่เขาเขียนขู่ว่า
“อย่ามาจับหางสิงโตเล่น ไม่เช่นนั้นแล้ว จะต้องเสียใจ ไปชั่วนิรันดร์”
ทั้งหมดนี้”ทรัมพ์”ในฐานะผู้นำชาติอภิมหาอำนาจที่ใหญ่โตคับโลก ถือว่าเป็นการท้าทาย จึงแสดงปฏิกิริยาออกมาอย่างรุนแรง ไม่แพ้กันกับผู้นำอิหร่าน
ก็นับได้ว่า “พอกัน”ทั้งสองฝ่าย
คงจะด้วยเกรงว่า ถ้อยคำของ”ทรัมพ์”จะไม่แรงพอ ทำเนียบขาวจึงออกมาแถลงผ่านทาง”ฟ็อกซ์ นิวส์”ตามหลังอีกทางหนึ่ง เป็นการย้ำท่าทีของสหรัฐ ด้วยการให้สัมภาษณ์ของเลขานุการทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐ”ซาราห์ แซนเดอร์ส“ว่า
“แน่นอนที่ถ้อยคำของท่าน(ทรัมพ์”)ใช้ภาษาที่รุนแรง แต่ท่านก็ไม่กังวล หากจะต้องใช้มาตรการอย่างเข้มข้นหากมีความจำเป็น”
ตรงนี้เอง ที่ทำให้นักสังเกตการณ์ทั่วโลก เกิดความรู้สึกครั่นคร้ามขึ้นมาว่า “หรือสงครามจะเกิดขึ้นมาจริง” แม้ทางหลายสำนักข่าว รวมทั้งซีเอ็นเอ็น ซึ่งปกติมักอยู่ตรงกันข้ามกับฝ่าย”ทรัมพ์”ออกมาแสดงความเห็นว่า น้ำเสียงของ”รูฮานี”ส่อนัย ที่ไม่ปฏิเสธการเจรจาต่อ เพื่อตกลงสันติภาพกับสหรัฐอีกครั้ง หลังพบว่ากับ”คิม จอง-อึน”ท้าทายกันจนเกือบ”ลงมือ” ก็ยังเจรจากันได้
ถ้าไม่เช่นนั้น “รูฮานี”คงไม่เอ่ยคำที่ว่า”แม่ของสันติภาพ”แน่ๆ
ความจริงในหลายเดือนมานี้ อิหร่านเงียบเฉย ไม่พูดจาอะไร หลังจากไม่พอใจกรณีที่”ทรัมพ์”ประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์(ของกลุ่มพันธมิตรแปดชาตินำโดยสหรัฐ)กับอิหร่าน ที่ทำกันไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาล”บารัก โอบามา” ซึ่งทำให้อิหร่านเสียประโยชน์อย่างสูง
เป็นข้อตกลงที่มีสาระสำคัญ ในการจำกัดปริมาณผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพื่อว่าสหรัฐจะได้กลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านทางการค้าได้ต่อไป
ซึ่งก็หมายความว่า อิหร่านจะไม่สามารถทำมาค้าขายกับธุรกิจเอกชนอเมริกันและทรัพย์สินของอิหร่านในสหรัฐก็จะถูก”อายัด”(หากยังมีอยู่ที่นั่น) ทั้งนี้ ชาติพันธมิตร เช่นฝรั่งเศสก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของ”ทรัมพ์”เพราะจะทำให้ไม่สามารถเฝ้าจับตาดูอิหร่านอย่างใกล้ชิดได้ แถมยังสูญเสียประโยชน์ในทางธุรกิจด้วย
ในการนี้ ”ทรัมพ์”ได้หยิบยกความชอบธรรมในการถอนตัว ด้วยการอ้างว่าเวลาที่ผ่านมา อิหร่านได้ละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ว่าไปแล้ว ทั้งยังไม่เลิกทดสอบขีปนาวุธ แถมยังสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลาง หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ สนับสนุนการก่อการร้าย (ในขณะอิหร่านอ้างความชอบธรรมสนับสนุนและช่วยกลุ่มกบฏ”ฮูธี”ในเยเมน ว่าถูกกดขี่ ไม่ได้รับความเป็นธรรม)
การท้าทายระหว่างอิหร่านและสหรัฐครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นคราวนี้ หากมองในแง่ลบ ก็นับได้ว่าเสี่ยงต่อการเกิดสงคราม หากเกิดอุบัติเหตุกระทบกระทั่งกันรุนแรงทางทหาร ในอาณาบริเวณอ่าวเปอร์เซีย
และถ้าเกิดก็จะมีผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง อาจลุกลามไปยังเยเมนและซาอุดีอาระเบีย(กับพันธมิตรรัฐอาหรับในอ่าว) ซึ่งหนุนหลังรัฐบาลเดิมของเยเมนอยู่ ก่อให้เกิดการสู้รบ มิรู้จักจบสิ้นในเวลานี้ สร้างความทุกข์ยากแก่ชาวเยเมนที่บริสุทธิ์เป็นอันมาก
นอกจากนั้น อิสราเอลซึ่งเวลานี้เป็นพันธมิตรกับซาอุดีอาระเบียไปแล้ว คงจะไม่อยู่เฉย ต้องทำอะไรกับอิหร่านค่อนข้างแน่และถ้าหากเชื่อว่าอิหร่านคุกคามความมั่นคงของตนโดยตรงเมื่อไร อิสราเอลก็พร้อมจะใช้ปรมาณูกับอิหร่าน ซึ่งอิหร่านก็ตระหนักอยู่แล้ว ว่าไม่มีทางสู้ได้ หากถูกรุม
อย่างไรก็ตาม นักสังเกตการณ์ปักใจว่า อุบัติเหตุที่จะทำให้เกิดสงครามในภูมิภาคอ่าวนั้น ยังไม่น่าจะมี การที่จะเกิดสงครามโดยตรงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านยิ่งไม่ปรากฏเบาะแสใดๆ
ดังนั้น หากจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น คาดว่าทุกฝ่ายยังจะพยายามหยุดยั้ง กันเอาไว้ มิให้ขยายวง อย่างน้อยก็ในตอนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลก ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก
จึงไม่น่าจะมีชาติใด ก่อเรื่องซ้ำเติมตัวเอง ด้วยการเปิดฉากทำสงครามยิง
ส่วนสงครามปากนั้น ยังจะมีต่อไปอีกนาน ไม่เหงาแน่ ตราบเท่าที่”ทรัมพ์”ยังอยู่ในอำนาจ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *