INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีอีโอยอดเยี่ยม 7 คน ของโลก

ซีอีโอยอดเยี่ยม 7 คน ของโลก

What the Best CEO’s Know – 7 Exceptional Leaders and Their Lessons for Transforming any Business โดย เจฟฟรีย์ แครมส์
หนังสือเล่มนี้พิมพ์ 20 ครั้ง ระหว่าง ค.ศ 2003 และ 2006 และมีอยู 4 ภาษา
หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงผู้นำบริษัทที่ยอดเยียม 7 คน และค้นหาคุณลักษณะร่วมที่ทำให้บริษัทของพวกเขาบรรลุความสำเร็จ รายชื่อของเจฟฟรีย์ แครมส์
จะคล้ายคลึงกับรายชื่ออื่นเหมือนเช่น บริษัทที่ชื่นชอบมากที่สุด 10 ลำดับสูงสุดภายในอเมริกา และแม้แต่บริษัทที่ชื่นชอบมากที่สุดของโลก เขาได้ชี้ว่า ผู้นำที่บรรลุความสำเร็จอย่างมากไมใช่จะไร้ข้อบกพร่อง พวกเขาต้องกระทำผิดพลาด แต่พวกเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาด
โดยส่วนรวมพวกเขาคือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ขององค์การ พวกเขาได้สร้างโมเดลทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ อะไรทำให้หนังสือเล่มนี้มีเอกลักษณ์ นอกจากการค้นหาว่าพวกเขาได้ทำอะไร และทำไมพวกเขาได้ทำ หนังสื่อเล่มนี้ได้มองว่่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าพวกเขาได้ทำมันแตกต่างออกไป
รายชื่อสุดท้ายผู้นำที่ยอดเยี่ยม 7 คน ของเขาจะประกอบด้วย ไมเคล เดล ชีอีโอของเดล คอมพิวเตอร์ แจ็ค เวลซ์ ซีอีโอของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค
ลูว์ เกิรทเนอร์ ซีอีโอของไอบีเอ็ม แอนดี้ โกรฟ ซีอีโอของอินเทล บิลล์ เกตส์ ซีิอีโอของไมโครซอฟท์ เฮอร์เบิรต เคลลีเฮอร์ ซีอีโอของเซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ และแซม วอลตัน ซีอีโอของวอลล์ มาร์ท
เจฟฟรีย์ แครมส์ เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน เขาเขียนหนังสือ 5 เล่ม หนังสือของเขาได้ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากกว่า 36 ภาษา เขาเคยเป็นรองประธานบริษัทและผู้จัดพิมพ์ของหน่วยธุรกิจหนังสือทางธุรกิจของแมคกรอว์ ฮิลล์ สำนักพิมพ์ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของอเมริกา เขาได้เคยตรวจแก้ไขและพิมพ์หนังสือทางธุรกิจมากกว่า 1, 000 เล่ม รวมทั้งหนังสือที่ได้รางวัลชนะและขายดีที่สุด เช่น หนังสือของแจ็ค เวลซ์ ไมเคล เดลล์ ลูว์ เกิรทเน่อร์ เฮอร์เบิรต เคลลีเฮอร์ และบิลล์ เกตส์ เมื่อไม่นานมานี้ เจฟฟรี่ย์ แครมส์ ได้พิมพ์หนังสือเจ็ดเล่มของหนังสือทางธุรกิจที่ติดลำดับสูงสุด 35 เล่มแห่งปีของไลบรารี่ย์ เจอร์นัล
เจฟฟรี่ย์ แครมส์ เขียนหนังสือห้าเล่ม หนังสือสามเล่มจะมุ่งที่ซีอีโอก่อนหน้านี้ของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค แจ็ค เวลซ์ เขาได้เขียนหนังสือความเป็นผู้นำและซีอีโอ ไว้อย่างกว้างขวาง และหนังสือเล่มล่าสุดของเขาคือ Jack Welch and the 4E of Leadership วารสารเคอร์คัส รีวิว ได้กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าจะต้องกลายเป็นความเป็นผู้นำที่คลาสสิค
เจฟฟรีย์ แครมส์ จะเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีที่สุดคือ Jack Welch and the 4E ,The Welch Way, What the Best CEO Know และ The Rumsfeld Way เขาจะเป็นนักเขียนของนิวยอรค ไทม์ วอล สตรีท เจอร์นัล ลอสแอนเจลิส ไทม์ และชิคาโก ทรีบูน ด้วย

เจ็นเนอรัล อีเล็คทริค ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ ค.ศ 1892 โดย โทมัส อัลวา เอดิสัน นักประดิษฐ์และนักธุรกิจ รายได้รวมเมื่อ ค.ศ 2016 มากกว่า 123 พันล่านเหรียญ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทหลากหลายมาก เช่น แสงสว่าง เครื่องยนต์เครื่องบิน มอเตอร์ไฟฟ้า การดูแลสุขภาพ พลังงาน หัวรถจักร เป็นต้น การปฏิรูปบริษัทเจ็นเนอรัล อีเล็ตทริคได้เกิดขึ้น เมื่อแจ็ค เวลซ์ กลายเป็นซีอีโอหนุ่มที่สุดภายในประวัติของจีอี และได้ถูกยกย่องว่าเป็นผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 20 เมื่อ ค.ศ 1981 และได้กลายเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาของ MBA ของคณะบริหารธุรกิจจำนวนมาก เขาสามารถปฏิรูปจีอี บริษัทธรรมดา ให้กลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ กำไรได้เพิ่มสูงขึ้น 7.6% ต่อปี มูลค่าของผู้ถือหุ้นเพิ่มสูงขึ้นหกเท่าตัว แจ็ค เวลซ์ได้ใช้หลักการที่น่าสนใจภายในการปฏิรูปหกข้อคือ
1 การเผชิญกับความเป็นจริง แจ็ค เวลซ์ได้กล่าวว่า ค่านิยมคือพฤติกรรมที่พรรณา เนื่องจากค่านิยมไม่ใช่วัตถุ แต่ค่านิยมจะระบุว่าองค์การและบุคคลจะกลายเป็นอะไรในที่สุด ผู้นำต้องอธิบายและเป็นโมเดลของค่านิยม การเผชิญกับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ควรจะเป็น หรือเราอยากจะให้เป็น จะเป็นค่านิยมของจีอี ถ้าบุคคลไม่สามารถเผชิญกับความเป็นจริงได้ พวกเขาต้องออกไป เแจ็ค เวลซ์ มองจีอีว่าเหมือนกับเรือที่กำลังจม บริษัทกำลังสูญเสียมูลค่าตลาดและกลายเป็นระบบราชการเกินไป
2 การนำไม่ใช่การจัดการ ผู้นำจะต้องสัมผ้สจิตใจของบุคคล การช่วยให้บุคคลเจริญเติบโตและก้าวหน้า พวกเขาจะเดินไปทั่ว มือหนึ่งถือกระป๋องปุ๋ย และอีกมือหนึ่งถือเหยือกน้ำ พวกเขาจะใส่ปุ๋ยและรดน้ำดอกไม้(บุคคล) ภายในสวน(ธุรกิจ) บุคคลบางคนอาจจะถูกตัดออกไป แต่บุคคลทุกคนมีโอกาสที่จะก้าวหน้า
3 การจริงใจต่อบุคคลทุกคน ผู้นำมีข้อผูกพันที่จะต้องบอกบุคคลทุกคนว่า พวกเขากำลังทำได้แค่ไหน พวกเขายืนอยู่ตรงไหน ผลการปฏิบัติงานที่ไม่ชัดเจนจะไม่ยุติธรรมเลย เมื่อผู้นำจริงใจต่อบุคคล ความเปิดเผยจะกลับมายังผู้นำ เมี่อข่าวสารที่สับสนได้หมดไป บุคคลจะรวดเร็ว สร้างสรรค์ และกระตือรือร้นมากขึ้น
4 การเปลี่ยนแปลงก่อนที่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
ผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจะทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนบุคคล ผู้นำต้องรับเอาและเสริมแรงการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ ถ้าโลกภายนอกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าบุคคลถายในแล้ว บริษัทจะกลายเป็นล้าหลังทันที แม้ว่าว่าจีอีจะยังคงเข้มแข็งอยู่ แจ็ค เวลซ์เชื่อว่าจีอีต้องเปลี่ยนแปลงก่อนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะตอบสนองต่อการแช่งขันในอนาคต
5 การควบคุมโชคชะตาของตัวเอง หน่วยธุรกิจที่ได้ชัยชนะต้องเป็นหมายเลข 1 หรือ 2 ภายในตลาด หมายเลข 1 หรือ 2 สามารถป้องกันส่วนแบ่งตลาดได้ด้วยนวัตกรรมและการกำหนดราคา หมายเลขอื่นไม่สามารถทำได้ และต้องเผชิญกับความยากลำบากเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำด้วย ทำไมเราต้องขายธุรกิจหมายเลข 3 ที่มีกำไรไป เมื่อธุรกิจหมายเลขหนึ่ง 1 จาม หมายเลข 1 จะเป็นโรคปอดอักเสบ หมายเลข 1 ควบคุมโชคชะตาตัวเองได้
6 ถ้าเราไม่มีข้อเปรียบทางการแข่งขัน อย่าไปแข่งขันเลย แจ็ค เวลซ์มองว่าจีอีต้องทำให้ดีกว่าดีที่สุด เมื่อตื่นนอนทุกวันถ้าเรารู้ว่าใครกำลังทำได้ดีกว่าเราแล้ว เราต้องกระตุ้นบุคลคลของเราให้ค้นหาวิถีทางที่ดีกว่า เนื่องจากจีมีหน่วยธุรกิจถึง 150 หน่วย แจ็ค เวลซ์ ได้กำหนดให้หน่วยธุรกิจทุกหน่วยของจีอีต้องมีส่วนแบ่งตลาดเป็นหมายเลข 1 หรือ 2 ถ้าเป็นไม่ได้ หน่วยธุรกิจเหล่านี้จะต้องถูกแก้ไข ขาย หรือเลิกไป
ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปจะเป็นรากฐานการปฏิรูปเจ็นเนอรัล อีเล็คทริคทุกอย่างของของ แจ็ค เวลซ์ อดีตซีอีโอที่ยิ่งใหญ่ เมื่อ ค.ศ 1981
ก่อนที่แจ็ค เวลซ์ ได้กลายเป็นซีอีโอของจีอี
บริษัททำกำไรต่ำและเจริญเติบโตช้า อัตราการเจริญเติบโตประมาณใกล้เคียงก้บผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น จนจีอีได้ถูกเรียกกันว่าเป็นบริษัท GNP เขาได้ใช้เวลาสิบสองปี ปฏิรูปจีอีจนกลายบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดของอเมริกา
ณ เวลานั้นเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค เป็นสัตว์ใหญ่มหึมาที่เซื่องซึมที่มีธุรกิจมากกว่าร้อยอย่าง และกลายเป็นระบบราชการที่ล่าช้า ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ของบุคคล แจ็ค เวลซ์ ได้ปฏิรูปจีอี ด้วยการทำลายระบบราชการ การลดขนาดขององค์การลงด้วยการลดระดับการบริหาร การขายธุรกิจไปหลายอย่าง และการเลิกจ้างบุคคลจำนวนมาก เพื่อที่จะสร้าง
ความคล่องตัวแก่องค์การ
แจ็ค เวลซ์ ต้องการปฏิรูปจีอีให้กลายเป็นบริษัทที่ “ไร้พรมแดน” บริษัทที่ไร้พรมแดนเป็นถ้อยคำที่สร้างขึ้นมาโดยแจ็ค เวลซ์ เมื่อเขาได้เขียนภายในรายงานประจำปี 1990 ของ
จีอีว่า ” ความฝันของเราสำหรับ ค.ศ 1990 คือ บริษัทที่ไร้พรมแดน เราได้ทำลายพรมแดนที่แยกพวกเราออกจากกันภายใน และแยกพวกเราออกจากลูกค้าภายนอก บริษัทที่ไร้พรมแดนหมายความว่าบุคคลภายในแผนกงาน/หน่วยธุรกิจหนึ่งพูดคุยกับบุคคลภายในแผนกงาน/หน่วยธุรกิจอื่นได้ เพื่อที่จะร่วมความคิด ทรัพยากร และความเข้าใจ เขาต้องการยกเลิกพรมแดนตามแนวนอนระหว่างแผนกงานและหน่วยธุรกิจ และพรมแดนตามแนวดิ่งระหว่างสายการบังคับบัญชา แม้แต่พรมแดนระหว่างบริษัทและลูกค้าด้วย การใช้โครงสร้างแบบแนวนอน/ทีม สามารถกำจัดพรมแดนเหล่านี้ได้ แจ็ค เวลซ์ ยืนยันว่าเราไม่ต้องการระบบราชการที่อ้วนใหญ่ เราต้องการการไร้พรมแดน พรมแดนของบริษัททุกอย่าง
เป็นประตูที่ต้องเสียค่าผ่านทาง สิ่งที่ขัดขวางความรวดเร็ว ความรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จภายในทศวรรษนี้ การระเบิดพรมแดนจะนำไปสู่การทำกำไร ส่วนแบ่งตลาด และการตอบสนองลูกค้ามากขึ้น
แจ็ค เวลซ์ ได้ปรากฏตัวเป็นประจำ ณ ศูนย์การประชุมผู้บริหารของจีอี การพูดคุยกับผู้บริหารจีอีหลายคนพร้อมกัน เขาได้ถอดเสื้อแจ็คเก็ตออก และม้วนแขนเสื้อของเขาขึ้นมา การส่งสัญลักษณ์ว่า เราทุกคนอยู่ด้วยกัน และต้องลงมือทำแล้ว
แจ็ค เวลซ์จะพูดและฟัง เขากระตุ้นให้ผู้บริหารพูดอย่างเสรี การร่วมความกลัว ความห่วงใย และความรู้ ผู้บริหารมองเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และเต็มใจร่วมการเดินทางเพื่อการค้นพบของเขา ภายใต้การรับฟังผู้บริหาร แจ็ค เวลซ์ ได้มองเห็นจุดอ่อนและโอกาสของจีอี และสามารถเจรจาต่อรอง เพื่อที่จะลดการต่อต้านการปฏิรูปจีอีของเขาลงได้
แจ็ค เวลซ์ ได้ใช้ความเป็นผู้นำแบบ 4 E’s ภายในการปฏิรูปจีอี คือ
พลัง บุคคลที่มีพลังชอบที่จะ “ไป ไป ไป”ก้าวไปข้างหน้าให้รวดเร็วกว่าบุคคลอื่น บุคคลเหล่านี้มีพลังที่ไร้ขอบเขต ตื่นขึ้นมาทุกวันพร้อมที่จะไปทำงาน พวกเขาวิ่ง 95 ไมล์ต่อชั่วโมงภายในโลกที่หมุน 55 ไมล์ต่อชั่วโมง
ผู้สร้างพลัง ผู้สร้างพลังคือบุคคลที่รู้ว่าจะกระตุ้นบุคคลอื่นให้ทำงานอย่างไร พวกเขาสร้างวิสัยทัศน์ และบันดาลใจบุคคลให้ดำเนินตามวิสัยทัศน์
การแข่งขัน บุคคลมีวิญญานที่มุ่งการแข่งขัน พวกเขารู้ว่าจะตัดสินใจที่ยุ่งยากอย่างแท้จริงได้อย่างไร ปีเตอร์ ดรัคเกอร์เรียกว่า การตัดสินใจเป็นหรือตาย และไม่ยอมให้ความยุ่งยากขัดขวางพวกเขาเลย
การกระทำ การลงมือทำเพื่อที่จะสร้างผลลัพธ์ การทำงานให้บรรลุความสำเร็จ E สามตัวแรกจะสำคัญ แต่ถ้าปราศจากผลลัพธ์ที่วัดได้ E ตัวอื่นจะใช้ได้น้อย ผู้นำที่ดีรู้ว่าจะเปลี่ยนพลังและการแข่งขันให้เป็นการกระทำและผลลัพธ์ได้อย่างไร

แจ็ค เวลซ์ ได้มรดกเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค เมื่อ ค.ศ 1981 บุคคล 404,000 คน รายได้รวม 25 พันล้านเหรียญ กำไร 1.5 พันล้านเหรียญ บุคคลหลายคนเรียก
จีอีว่า ” เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ ” เข้มแข็งและมั่นคงภายในทิศทาง แจ็ค เวลซ์ ได้ตัดสินใจทันทีที่จะทำให้บริษัทเป็น “เรือยนตร์ความเร็วสูง ” รวดเร็ว คล่องตัว และพลิกผันตามสถานการณ์ เขาได้ปฏิรูปจีอีจากโกไลแอธที่อุ้ยอ้าย ให้เป็นเดวิดที่คล่องแคล่ว
แจ็ค เวลซ์ จะไม่มีทักษะทางซีอีโอจากภายนอก แต่ผมรู้สิ่งที่ผมต้องการให้ ” รู้สึก ‘” คล้ายกับ ผมจะเรียกมัน ว่าวัฒนธรรม ณ เวลานั้น การเปลี่ยนแปลงจะไม่ง่ายเลย ที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงคือสงคราม เราได้ประกาศสงครามกับระบบราชการ และตั้งชื่อว่า วัฒนธรรม ณ
จีอี ผมได้โยนระเบิดมือลงไปที่ประเพณีและขนบธรรมเนียมปฏิบัติที่สกัดกั้นเรา
เราจะมีระดับการบริหารหลายระดับ ระหว่างซีอีโอและคนงาน ระดับการบริหารเหล่านี้ได้แยกตัวผู้บริหารจากลูกค้า เหมือนกับบุคคบที่ใส่เสื้อกันหนาวหลายตัวเกินไป เมื่อเราออกไปข้างนอก และใส่เสื้อกันหนาวสี่ตัว เราจะไม่รู้เลยว่าอากาศเย็นแค่ไหน แจ็ค เวลซ์ ได้ลดระดับการบริหารลงครึ่งหนึ่ง และสร้างวัฒนธรรมที่มุ่งการปฏิบัติงานและการแข่งขัน เขายืนยันว่าบุคคลที่มีผลงานดี จะได้รางวัลอย่างงดงาม และบุคคลที่มีผลงานไม่ดีจะถูก
ไล่ออกอย่างแน่นอน
ผลิตภัณฑ์ของบริษัทหลากหลายมาก เช่น แสงสว่าง เครื่องยนต์ไอพ่น มอเตอร์ไฟฟ้า พลังงาน หัวรถจักร เป็นต้น การปฏิรูปบริษัทเจ็นเนอรัล อีเล็ตทริคได้เกิดขึ้น เมื่อแจ็ค เวลซ์ กลายเป็นซีอีโอหนุ่มที่สุดภายในประวัติของจีอี และได้ถูกยกย่องว่าเป็นผู้บริหารยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 20 เมื่อ ค.ศ 1981 และได้กลายเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาของ MBA ของคณะบริหารธุรกิจจำนวนมาก
แจ็ค เวลซ์ สามารถปฏิรูปจีอี บริษัทธรรมดา ให้กลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ กำไรได้เพิ่มสูงขึ้น 7.6% ต่อปี มูลค่าของผู้ถือหุ้นเพิ่มสูงขึ้นหกเท่าตัว แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่า อย่าเชื่อว่าบริษัทมีสุขภาพที่ดี เราต้องพิจารณาด้วยสายตาที่สดใส
เมื่อเขาได้เข้าร่วมจีอี เขาได้พบเรือที่กำลังจม สูญเสียมูลค่าตลาด และจ้างบุคคลมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงสามารถหมายถึงโอกาสได้ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจะกลายเป็นมูลค่าตลาด เขาได้กระตุ้นบุคคลให้คาดหวังความคาดไม่ถึง และก้าวไปอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะนำหน้า
แจ็ค เวลซ์ เป็นซีอีโอของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริคตั้งแต่ ค.ศ 1981 – 2001 ระหว่างที่เขาเป็นซีอีโออยู่ มูลค่าบริษัทได้เพิ่มสูงขึ้น 4000% และได้สร้างผู้บริหารหลายคนที่ได้กลายเป็นซีอีโอ 500 ของวารสารฟอร์จูน
อะไรทำให้แจ็ค เวลซ์ เป็นซีอีโอยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างแท้จริง
คำตอบคือ แจ็ค เวลซ์ เป็นผู้นำที่ฉลาด รู้ข้อเท็จจริง กล้าตัดสินใจ และแข่งขัน นอกเหนือจากคุุณสมบัติเหล่านี้แล้ว แจ็ค เวลซ์ ยังมีนิสัยที่แม่ของเขาได้ปลูกฝังเขาตั้งแต่วัยเด็กด้วย นิสัยของการเผชิญกับข้อเท็จจริงอยู่เสมอ นิสัยนี้ได้นำเขาไปสู่การพัฒนาคุณสมบัติบางอย่างตามที่กล่าวมา นิสัยที่ทำให้เขาแตกต่างจากซีอีโอคนอื่น แจ็ค เวลซ์ ได้เขียนเรื่องนี้เกี่ยวกับแม่ของเขาภายในหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาชื่อ Jack : Straight from the Gut
แจ็ค เวลซ์ ได้เล่าให้ฟังว่า พ่อของผมเป็นผู้ควบคุมรถไฟ ทำงานหนัก เขาต้องทำงานตีห้า กลับบ้านทุ่มครึ่ง แม่และผมจะขับรถไปสถานีรถไฟที่ซาเล็ม แมทซาจูเสตต์ เพื่อที่จะรับเขากลับบ้าน บ่่อยครั้งรถไฟจะมาช้า ดังนั้นเราได้นั่งคุยกันเป็นชั่วโมง ผมได้ไกล้ชิดกับเธอมาก เธอจะคิดอยู่เสมอว่าผมสามารถทำอะไรก็ได้ แม่ของผมอบรมและสอนผมถึงความเป็นจริงแห่งชีวิต เธอต้องการให้ผมพึ่งพาตัวเอง ควบคุมชะตาชีวิตของตัวเอง เธอมีความคิดอยู่เสมอ มองความเป็นจริง ไม่พูดอ้อมแอ้ม ทุกครั้งที่ผมออกนอกลู่นอกทาง เธอจะตีผมอย่างแรง แต่เป็นทางบวกและสร้างสรรค์อยู่เสมอ
เธอยืนยันอยู่เสมอต่อการเผชิญกับข้อเท็จจริงของสถานการณ์ การแสดงออกอย่างหนึ่งของเธอคือ อย่าหลอกตัวเอง มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละ ถ้าเราไม่ศึกษา เธอมักจะเตือนอยู่เสมอ เราไม่มีอะไรเลย แน่นอนไม่มี
อะไรเลย เราจะไม่มีทางลัด อย่าหลอกตัวเอง การเผชิญ
กับความเป็นจริงได้กลายเป็นความเชื่อทางการบริหารอย่างหนึ่งของแจ็ค เวลซ์
ครั้งหนึ่งแจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่า ศิลปของการบริหารและการนำได้ถูกถ่ายทอดเป็นสิ่งที่เรียบง่าย การพิจารณาและการเผชิญกับความเป็นจริงเกี่ยวกับบุคคล สถานการณ์ ผลิตภัณฑ์ และกระทาอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วกับความเป็นจริง แจ็ค เวลซ์ กล่าวว่า แม่ของเขาได้สอนบทเรียนที่สำคัญสามอย่างแก่เขา : การสื่่อสารอย่างจริงใจ การเผชิญความเป็นจริง และการควบคุมชะตาชีวิตของตัวเอง
ภายในโลกของธุรกิจ เราจะมีตัวอย่างของความคิดที่กำเนิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นทางการ เหมือนเช่นตัวอย่างของแจ็ค เวลซ์ ครั้งหนึ่งเขาได้พาภรรยาไปทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ณ คอนเนตติคัท เขาไ้ด้อธิบายกลยุทธ์แก่ภรรยาของเขาด้วยการวาดวงกลมสามวงตัดกันบนผ้าเช็ดปาก วงกลมสามวงหมายถึงสิ่งที่แจ็ค เวลซ์ มองว่าเป็นอนาคตที่สดใสของ
จีอี เขาได้แบ่งกลุ่มธุรกิจของบริษัทเป็นสามกลุ่มคือ ธุรกิจแกน ไฮเทคโนโลยี และการบริการ
แจ็ค เวลซ์ ได้วางหน่่วยธุรกิจของจีอีที่เป็นหมายเลข 1
หรือ 2 ภายในตลาดของพวกเขาเท่านั้นภายในวงกลม บริษัทมีหน่วยธุรกิงเพียงกำมือเท่านั้นจาก 350 หน่วยที่เป็นหมายเลข 1 หรือ 2 เช่น แสงสว่าง เครื่องยนต์ไอพ่น ระบบการแพทย์ พลาสติค และมอเตอร์ เขาได้กำหนดว่าหน่วยธุรกิจที่ถูกวางภายนอกวงกลม จะมีชะตาชีวิตอยู่สามทางคือ ” ปรับปรุง ขาย หรือปิด ” เท่านั้น
การแข่งขันระหว่างประเทศ ได้ยึดครองส่วนแบ่งตลาดภายในอุตสาหกรรมเช่น รถยนต์ และเหล็ก
อุตสาหกรรมที่ถูกยึดครองโดยอเมริกามายาวนาน ธุรกิจกำลังก้าวไปทั่วโลก การแข่งขันจะเร่าร้อนมาก ดังนั้นเราจำเป็นต้องเขย่าหน่วยธุรกิจของเรา จีอีไม่ได้เป็นบริษัทใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของโลกเท่านั้น จีอีเป็นบริษัทที่มีความผิดปรกติด้วย จีอี เป็นบริษัทเก่าแก่ที่สุด และกระจายธุรกิจมากที่สุดบริษัทหนึ่งของโลก
แจ็ค เวลซ์ มักจะสื่อสารการริเริ่มการกระทำของเขาภายในการปฏิรูปเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค ด้วยการใช้สำนวนเช่น หมายเลข 1 หรือ 2 บริษัทที่ไร้พรมแดน ความรวดเร็ว ความเรียบง่าย หรือความเชื่อมั่นตนเอง อยู่เสมอ แจ็ค เวลซ์ ได้ถูกระบุว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เขาได้ถูกเรียกชื่อเล่่นว่า นิวตรอน แจ็ค เขาเป็นนายที่ทรหดที่สุดของโลก และวารสารฟอร์จูน ได้เรียกเขาว่า ผู้บริหารแห่งศตวรรษ เขาเป็นผู้นำธุรกิจที่น่าเกรงขามมาจากการเริ่มต้นที่เรียบง่าย เขาเป็นเรื่องราวความสำเร็จของชาวอเมริกันอย่างแท้จริง
แจ็ค เวลซ์ กล่าวว่า เขาไม่ชอบชื่อเล่นนี้ แต่เขาไม่ชอบระบบราชการมากกว่า เขาได้สร้างชื่อของเขาจากการลดขนาดของบริษัทอย่างไม่ย่อท้อ ก่อนที่เจ็นเนอรัล อีเล็คทริค จะกลายเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของโลก การถอนตัวของเขาภายหลังจากยี่สิบปี ด้วยความเสียใจอย่างหนึ่งที่เขายังทรหดไม่พียงพอ
เมื่อ ค.ศ 1970 บริษัทอเมริกันจะมุ่งที่ การบังคับบัญชาและการควบคุม เป็นวิถีทางของการบริหาร แต่แจ็ค เวลซ์ ได้ใช้วิถีทางของการบริหารที่แตกต่างกัน ผมได้พยายามสร้างความไม่เป็นทางการของร้านขายของชำเพื่อนบ้านภายในวิญญานของบริษัทใหญ่ ผมได้ทำลายระบบราชการด้วยการโยนระเบิดมือลงใส่ประเพณีและขนบธรรมเนียมการปฏิบัติที่สกัดกั้นพวกเรา การสร้างวัฒนธรรมใหม่ท่ามกลางบุคคลจำนวนมากของบริษัท
เมื่อกลาง ค.ศ 1980 แจ็ค เวลซ์ ได้ลดกำลังงานของบริษัทลงประมาณ 25% จนทำให้เขามีชื่อเล่นว่า นิวตรอน แจ็ค – บุคตลได้ถูกระเบิดออกไป แต่อาคารจะคงที่อยู่ ถ้า
จีอีจะก้าวไปข้างหน้าได้ เราต้องใช้เงินมากขึ้นกับจำนวนบุคคลที่น้อยลง
การริเริ่มของแจ็ค เวลซ์ จะมีทั้งการใช้คุณภาพ ” Six Sigma” : ข้อบกพร่อง 3.4 ต่อหนึ่งล้านภายในการผลิต บรรทัดฐานคือ 35,000 โลกาภิวัฒน์ ไม่เพียงแต่การซื้อธุรกิจเพิ่มขึ้นจากทั่วโลก เราได้พัฒนาบุคคลที่มีความสามารถภายในท้องที่ด้วย และธุรกิจอีคอมเมิร์ช แต่แจ็ค เวลซฺ์ จะมีความขัดแยังกันอย่างหนึ่งคือ เขาจะมองญี่ปุ่นว่าเป็นคู่แข่งขัน หุ้นส่วน เพื่อน และศัตรู พร้อมกัน ตัวอย่างที่ดีของการไม่ถูกบังคับให้มีการคิดแบบเลือกย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อแจ็ค เวลซ์ ไปท่องเที่ยวโรงงายผลิตของญี่ปุ่น เขาได้ถูกกระตุ้นด้วยการกระทำแต่เริ่มแรกและเชิงรุกในขณะที่บริษัทยังคคงมีสุขภาพดีและทำกำไรอยู่ ประสิทธิภาพที่เหลือเชื่อของชาวญี่ปุ่นทั้งน่ากลัวและน่าตื่นเต้น ชาวญี่ปุ่นได้ประโยชน์จากค่าเงินเยนที่อ่อนและเทคโนโลยีที่ดี กำลังเพิ่มการส่งออกของพวกเขามายังธุรกิจกระแสหลักของเรา ตั้งแต่รถยนต์ ไปถึงคอนซูมเมอร์ อีเล็คโทรนิค แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่า ผมต้องการเผชิญกับความเป็นจริงเหล่านี้
แจ็ค เวลซ์ ได้ถูกบันดาลใจให้เขียนหนังสือบันทึกความทรงจำ ชื่อ Jack : Straight from the Gut ภายหลังจากที่เขาได้รับจดหมายหลายร้อยฉบับจากบุคคล บุุคคลทุกคนรู้สึกว่าชีวิตการทำงานของพวกเขาถูกกดดันให้ปรับตาม แต่ถ้าเป็นแจ็ค เวลซ์ แล้วไม่ได้เป็นบุคคลที่ปรับตาม เขาจะกำหนดบริษัทที่ทำงานอยู่ ไม่ยอมให้บริษัทกำหนดเขา

แจ็ค เวลซ์ และซูซี่ เวลซ์ เป็นคู่สามีภรรยาไอคอนของโลกธุรกิจ เขาเป็นซีอีโอที่ยาวนานของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค เธอเป็นนักหนังสือพิมพ์ธุรกิจและบรรณาธิการของฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว ทั้งสองได้เขียนหนังสือด้วยกันเล่มหนึ่งที่ติดลำดับยอดขายสูงสุดคือ Winning
อะไรก็ตามที่เราต้องการรู้เกี่ยวกับแจ็ค เวลซ์ นั่นคือ เขาคือทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับการได้ชัยชนะ ถ้าหน่วยธุรกิจของเจ็นเนอรัล ไม่ำป็นลำดับหนึ่งหรือสองภายในอุตสาหกรรม หน่วยธุรกิจต้องถูกขายหรือปิด แจ็ค เวลซ์ เชื่อว่า การได้ชัยชนะและการทำกำไร เป็นความรับผิดชอบทางสังคมหมายเลขหนึ่งของบริษัท เขายืนยันว่าบริษัทที่ได้ชัยชนะสามารถให้คืนกลับแก่สังคมได้มากที่สุด และบุคคลของบริษัทจะมีความสุขมากที่สุด
ดังนั้นเนื่องจากความลุ่มหลงของเขาต่อการได้ชัยชนะ จนกลายเป็นที่มาของหนังสือเล่มหนึ่งของเขาชื่อ Winning ภายในหนังสือเล่มนี้ แจ็ต เวลซ์ ได้กล่าวว่า เราจะเป็นบริษัทที่มุ่งการแข่งขันมากที่สุดภายในโลก ด้วยการเป็นหมายเลข 1 หรือ 2 ภายในทุกตลาด
Winning เป็นหนังสือการบริหารและธุรกิจ ผู้เขียนคือ แจ็ค เวลซ์ และซูซี่ เวลซ์ ภรรยาของเขา หนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง ยอดขายมากกว่า 400, 000 เล่มภายในหกเดือนแรก แจ็ค เวลซ์ ได้รับค่าเขียนล่วงหน้า 4 ล้านเหรียญ ลดลงมาจาก 7. 1 ล้านเหรียญที่เขาได้เคยรับค่าเขียนจากหนังสือเล่มแรกของเขาคือ Jack : Straight from the Gut
แจ็ค เวลซ์ ใช้เวลามากกว่า 40 ปี ณ เจ็นเนอรัล อีเล็คทริค ระหว่างเวลานี้เขาไดสร้างชื่อเสียงและปรัชญชาของเขาอย่างต่อเนื่อง เขาได้เรียนรู้ว่าการบริหารเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สามารถถูกใช้ทั้งสร้างและรื้อบริษัทได้ และเขาได้รับรู้ว่าแม้แต่บุคคลที่เป็นคนใช้จะมีความสำคัญต่อความสำเร็จโดยส่วนรวม ดังนั้นปรัชญาการบริหารของเขาจะมองที่ทั้งผู้บริหารและไม่ใช่่ผู้บริหารสามารถทำให้บริษีทดีขึ้นได้อย่างไร
ภายหลังจากที่แจ็ค เวลซ์ ได้เกษียณจากจีอี เขาได้กลายเป็นผู้เขียนหนังสือการบริหารขายดีที่สุด เช่น Winning และหนังสือชีวประวัติมากขึ้นของเขา Jack : Straight from the Gut ความทรงจำของเขา ณ เวลาที่อยู่จีอี มีคุณค่าต่อผู้นำธุรกิจทุกคน แนวคิดของปรัชญาทางธุรกิจ ความเป็นผู้นำ และการบริหาร ของเขา สามารถประยุกต์ใช้ได้กับบริษัททุกขนาด
เมื่อเราถามว่าทรัพย์สินยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัทคืออะไร แจ็ค เวลซ์ จะตอบว่า ทีมของเรา เกมของธุรกิจทั้งหมดจะมุ่งที่สิ่งหนึ่งคือ เราสร้างทีมที่ดีที่สุด เราจะชนะ ทีมที่มีผู้เล่นที่ดีที่สุดจะชนะ มันคือความจริงของกีฬา และมันคือความจริงของธุรกิจ เราต้องดึงดูดและรักษาผู้เล่นที่ดีที่สุดไว้กับทีมของเรา และผู้นำทีมควรจะใช้พลังและเวลาของพวกเขาประเมิน ฝึกสอน และสร้างความเชื่อมั่นตนเองแก่สมาชิกของทีม
แจ็ค เวลซ์ ได้สร้างชื่อตัวเองจากการสร้างและการนำทีม ณ จีอี มานานกว่า 20 ปี เขาได้เขียนหนังสือที่ขายดีที่สุดไว้หลาบเล่ม และเมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ก่อตั้งสถาบันการบริหาร แจ็ค เวลซ์ : โครงการ MBA ออนไลน์ ภูมหลังของแจ็ค เวลซ์ ไม่ได้มาจากการเงินและการบริหาร แต่เป็นวิศวกรรมเคมี เขาได้กล่าวว่า สาขาวิชานี้เหมือนเช่นวิศวกรรมได้ช่วยเขาภายในการตัดสินใจอยู่เสมอ เรากำลังทำงานอยู่บนเส้นทางที่ไม่รู้ และค้นหาคำตอบ การคิดจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการบริหาร แจ็ค เวลซ์จะเป็นผู้รับคำปรึกษาจากปีเตอร์ ดรัคเกอร์ บิดาของการบริหารสมัยใหม่ ด้วย ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้ศึกษาจีอีอยู่หลายปี และให้คำปรึกษาแก่แจ็ค เวลซ์
แจ็ค เวลซ์ ชอบที่จะพูดว่า เราต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ความเป็นจริงที่ควรจะเป็น หรือความเป็นจริงที่อยากจะให้เป็น เขาได้จัดการความเป็นจริงของจีอี ด้วยการมองอย่างใกล้ชิด ณ การดำเนินงานทุกอย่าง และทำการเปลี่ยนแปลงทันที เขาอาจจะมองไม่เห็นความเป็นจริงตามที่เขาอยากจะให้เป็น แต่เขาจะกำหนดความเป็นจริงของจีอีให้เป็นภาพความคิดของเขาเอง
ต้นกำเนิดของการเผชิญกับความเป็นจริงของแจ็ค เวลซ์ สามารถย้อนหลังกลับไปยังวัยเด็กของเขา แม่ของเขาจะกระตุ้นเขาอยู่เสมอ แจ็ค อย่าหลอกตัวเอง มองอะไรตามที่พวกมันเป็นอยู่ ไม่ใช่ตามที่เราอยากจะให้เป็น แจ็ค เวลซ์ไม่เคยลืมบทเรียนนี้เลย การเผชิญความเป็นจริงได้มีบทบาทที่ล้ำค่าต่อความสำเร็จของเขา แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่าธุรกิจเหมือนกับชีวิต ลดลงมาให้เป็นสิ่งเดียวคือ การเผชิญกับความเป็นจริง และทำการตัดสินใจอย่างถูกต้องบนความเป็นจริงนั้น
เมื่อแจ็ค เวลซ์ กลายเป็นซีอีโอของจีอี บุคคลส่วนใหญ่คิดว่าจีอีเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ แต่เขามองว่าจีอีกำลังยุ่งยาก บริษัทกำลังสูญมูลค่าตลาดอย่างมาก และกำลังจมด้วยน้ำหนักของระบบราชการของตัวเอง แม้ว่าบุคคลส่วนใหญ่คิดว่าเขาควรจะเคารพบริษัทและประวัติของบริษัท แจ็ค เวลซ์ ได้ตัดสินใจเริ่มต้นการปฏิรูป และการสร้างบริษัทขึ้นมาใหม่จากบนลงล่าง
ณ หัวใจของการปฏิรูปของแจ็ค เวลซ์ คือ การเผชิญกับความเป็นจริง ตั้งแต่วันแรกของการเป็นซีอีโอ เขาต้องแน่ใจอยู่เสมอที่จะมองอะไรที่เป็นจริง เขาไม่เคยหลอกตัวเองด้วยการคิดว่าอะไรจะดีขึ้นด้วยตัวมันเอง เมื่อเขาได้รับรู้ความเป็นจริงแล้ว เขาจะต้องดำเนินกลยุทธ์ที่ทำให้อะไรดีขึ้น
การเผชิญกับความเป็นจริงมักจะหมายความถึงการพูดและการทำอะไรที่ไม่เป็นที่นิยม ใครต้องการได้ยินว่าธุรกิจไม่ดี หรืออะไรไม่ดีขึ้น แต่แจ็ค เวลซ์ เชื่อว่า การยึดอยู่กับความเป็นจริงเท่านั้น จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ถ้าเราเพียงแต่อยู่บนเส้นทาง การบอกว่าบุคคลต้องเผชิญกับความเป็นจริงเท่านั้น
แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่าเราจะมีถ้อยคำสองคำเท่านั้นของผู้นำคือ Truth and Trust : ความจริงและความไว้วางใจ แจ็ค เวลซ์ เป็นกูรูของความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ดังนั้้นอะไรที่เขาพูดคือหัวใจของความเป็นผู้นำที่บรรลุความสำเร็จ ความลับที่จะบันดาลใจแและจูงใจบุคคลให้กระทำอย่างดีที่สุด ถ้าบุคคลของเราไว้วางใจเรา พวกเขาจะบอกความจริงแก่เรา และเมื่อเราได้ความจริง เราต้องทำตามอย่างรวดเร็ว
การบริหารคือการได้ความไว้วางใจ เพราะว่าส่วนประกอบที่สำคัญของความสำเร็จคือ การมีทีมที่ยิ่งใหญ่ ความสำเร็จของเรามาจากความสำเร็จของทีมของเรา เราต้องบันดาลใจพวกเขาให้สามารถทำงานด้วยกัน และเพื่อที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้ พวกเขาต้องไว้วางใจว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง
ตามมุมมองของแจ็ค เวลซ์แล้ว การสร้างความไว้วางใจจะมาจากการทำสามสิ่งต่อไปนี้คือ 1 เราต้องตรงไปตรงมา ความจริงใจจะสำคัญต่อการสร้างความไว้วางใจ เราต้องสร้างความชัดเจนต่อบุคคลภายในทีมของเราว่า พวกเขา
กำลังทำได้ดีแค่ไหน และพวกเขาต้องปรับปรุงอะไร 2 เราต้องกำหนดวิสัยทัศน์ ทีมของเราต้องการรู้ว่าบริษัทพวกเขาจะไปที่ไหนในอนาคต 3 เราต้องสนุกสนาน แจ็ค เวลซ์มีความสนุกสนานภายในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ เขารักงานของเขา เขาชอบฉลองความสำเร็จ แม้แต่การฉลองความสำเร็จภายในครอบครัว เขาได้ฉลองความสำเร็จทีมโครงการอยู่เสมอ
เมื่อ ค.ศ 1999 ฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว ได้ถามแจ็ค เวลซ์ ว่า อะไรสร้างผู้บริหารที่ดี เขาได้สรุปมุมมองของเขา
ต่อคำถามว่า ผมชอบถ้อยคำว่า “ผู้นำธุรกิจ” ผู้นำธุรกิจที่ดีจะสร้างวิสัยทัศน์ ลุ่มหลงตัวเองกับวิสัยทัศน์ และขับเคลื่อนอย่างไ่ม่ย่อท้อที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ เหนือสิ่งอื่นใด ผู้นำที่ดีต้องเปิดกว้าง พวกเขาจะขึ้นไป ลงมา และวนเวียน รอบองค์การ เพื่อที่จะเข้าหาบุคคล พวกเขาจะไม่ยึดอยู่กับช่องทางที่กำหนดไว้ พวกเขาจะไม่เป็นทางการ พวกเขาจะตรงไปตรงมากับบุคคล พวเขาจะไม่เคยเบื่อหน่ายกับการเล่าเรื่องราวของพวกเขา
ภายในหนังสือ Jack : Straight from the Gut แจ็ค เวลซ์ เป็นทั้งนักเล่าเรื่องราวและผู้ฝึกสอน ด้วยการใช้ประสบการณ์ทางอาชีพของเขา เป็นฉากหลัง เพื่อที่จะร่วมความคิดของเขาต่อสิ่งที่
ทำให้เรากลายเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่
ภายในการอ่าน 451 หน้าของ Straight from the Gut แจ็ค เวลซ์ ได้อ้างถึง ความลุ่มหลง ว่าเป็นคุณสมบัติหมายเลขหนึ่งที่เขาต้องการจากบุคคล เขาได้ยกย่องความลุ่มหลงจากความก้าวหน้าของเขาเองภายใน
จีอี เขาได้สร้างความชัดเจนว่าความลุ่มหลงคือแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังความสำเร็จทุกอย่าง
โมเดลทางธุรกิจของจีอี ได้ใช้การเรียงลำดับ A , B และ C แก่บุคคลทุกคน เพื่อการพิจารณาว่าใครจะอยู่บน ” รายการเจับตามอง ” ของการเลื่อนตำแหน่ง ด้วยคำพูดของแจ็ค เวลซ์ A คือบุคคลที่มีความลุ่มหลง ผูกพันกับการ
กระทำ และเปิดรับความคิดใหม่จากทุกที่ พวกเขามีความสามารถกระตุ้นไม่เพียงแต่ตัวเอง แต่บุคคลทุกคนที่ติดต่อกับพวกเขา พวกเขาจะมุ่งทั้งประสิทธิภาพและความสนุกสนานภายในการทำธุรกิจ
แจ็ค เวลซ์ เชื่อว่าการว่าจ้างบุคคลที่ดีที่สุด เราจะได้ความคิดที่ดี่สุด และถ้าความคิดเหล่านี้สามารถไหลเวียนได้อย่างเสรีภายในสภาพแวดล้มที่ื ” ไร้พรมแดนแล้ว ” แล้ว เราจะเป็นสถานที่ของการทำงานที่ดีที่สุดภายในโลก เขาได้ใช้เวลาอย่างมากกับการประเมิน การกำจัดบุคคลที่เป็นไม้ตายซาก และการระบุคคลที่เป็นดาวรุ่งของบริษัท
แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่า แม่ของเขาได้ให้ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างเดียวแก่เขาคือ ความเชื่อมั่นตนเอง ความเชื่อมั่นตนเองคือสิ่งที่ผมได้ค้นหาและพยายามสร้างภายในผู้บริหารทุกคน ความเชื่อมั่นตนเองจะทำให้เรากล้าหาญ กล้าเสี่ยงภัย และบรรลุสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ การสร้างความเชื่อมั่นตนเองจะเป็นส่วนสำคัญของความเป็นผู้นำ การให้โอกาสและความท้าทายแก่บุคคลทำสิ่งที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะทำได้ และการให้รางวัลแก่พวกเขาภายหลังความสำเร็จแต่ละครั้งด้วยวิถีทางทุกอย่างที่เป็นไปได้
แม่ของผมไม่เคยจัดการบุคคล แต่เธอรู้เกี่ยวกับการสร้างความเชื่อมั่นตนเอง ผมพูดติดอ่างตั้งแต่เด็ก บางครั้งอาจจะเป็นความตลก ครั้งหนึ่ง ณ มหาวิทยาลัย ผมมักจะสั่ง
แซนวิสทูนาวันศุกร์ คาทอลิกกินเนื้อวันนี้ไมได้ พนักงานบริการกลับมาด้วยทูน่าแซนวิสคู่ไม่ใช่ชิ้นเดียว เพราะว่าเธอได้ยินผมพูดว่า ” Tu – Tuna Sanwiches ”
แม่ของผมจะเป็นข้อแก้ตัวที่ดีมากต่อการพูดติดอ่างของผม เธอจะพูดว่า เนื่องจากเธอฉลาดมาก ไม่มีลิ้นของใครจะตามทันสมองของเธอได้ ที่จริงแล้วผมไม่เคยกังวลใจกับการพูดตะกุกตะกักของผมเลย ผมเชื่อต่อสิ่งที่เธอบอกผมว่า ความคิดของผมทำงานรวดเร็วกว่าปากของผม
แจ็ค เวลซ์ ได้เคยเล่าเรื่องตลกของเขาว่า เขาเป็นเพื่อนกับเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ วันหนึ่งแนนซี่ คิสซิงเจอร์ ได้โทรศัพท์มาหาเขาที่จะให้ช่วยซ่อมแซมเครื่องใช้ภายในบ้าน เขาได้บอกแก่เธอว่า คุณคิดว่าผมเป็นอะไร ช่างซ่อมแซมหรือ ครั้งหนึ่ง เมื่อแจ็ค เวลซ์ได้ถูกถามว่า เขาเห็นด้วยหรือไม่ เขาและอัลเฟรด สโลน อดีตซีอีโอที่เป็นตำนานของเจ็นเนอรัล มอเตอร์ เป็นผู้บริหารบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองคนแห่งศตวรรษ แจ็ค เวลซ์ ได้ตอบว่า ผมไม่รู้จักอัลเฟรด สโลน

แนวคิดทางวิชาการของกลยุทธ์ทางธุรกิจกำเนิดขึ้นมาเมื่อ ค.ศ 1950 และ ค.ศ 1960 นักวิชาการหลายคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดตอนนั้นคือ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ อิกอร์ แอนซอฟท์ ฟิลิป เซลซ์นิค และอัลเฟรด ชานด์เลอร์ ก่อนหน้า ค.ศ 1960 คำว่ากลยุทธ์ได้ถูกใช้เกี่ยวกับสงครามและการเมื
ประวัติของกลยุทธ์สามารถย้อนหลังกลับไปยังการทหารยุคโบราณได้ เรื่องราวของการทำสงครามระหว่างทหารกรีซและโรมันได้แสดงความสำคัญของกลยยุทธ์เป็นอย่างดี การคิดเชิงกลยุทธ์มีต้นกำเนิดมาจากกลยุทธ์การรบ ความหมายที่เป็นทางการคือ สาขาวิชาศาสตร์ทางทหารเกี่ยวกับการบังคับบัญชาทางทหาร การวางแผนการรบ และการรบทางหาร
เรามีความแตกต่างพื้นฐานระหว่างกลยุทธ์ทางธุรกิจและกลยุทธ์ทางทหารคือ กลยุทธ์ทางธุรกิจได้ถูกกำหนด กระทำ และประเมิน บนสมมุติฐานของการแข่งขัน แต่กลยุทธ์ทางทหารอยู่บนสมมุติฐานของความขัดแย้ง
ข้อเขียนเกี่ยวกับกลยุทธ์เริ่มแรกมีมานานแล้ว ซุนวู นักยุทธศาสตร์ชาวจีน ได้เขียนตำราพิชัยสงครามชื่อ The Art of War ขึ้นมาเมื่อประมาณหกร้อยปีก่อนคริสตกาล ตำราพิชัยสงครามเล่มนี้ได้ถูกแปลเป็นหลายภาษาทั่วโลก
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ นักยุทธศาสตร์ชาวปรัสเซีย ได้เขียนตำราพิชัยสงครามชื่อ On War เมื่อ ค.ศ 1832
เขาได้เขียนไว้ว่า ยุุทธวิธี หมายถึงการใช้กำลังทหารถืออาวุธภายในการต่อสู้ กลยุทธ์หมายถึง การใช้การต่อสู้เพื่อวัตถุประสงค์ของการทำสงคราม คำว่า Strategy มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ Strategie หมายถึงศาสตร์และศิลปของการบัญชาการกองทัพหรือการเป็นแม่ทัพ
ตำราพิชัยสงครามของซุุนวู ตำรายุทธศาสตร์ทางทหารเก่าแก่ที่สุดของโลก มีอิทธิพลอย่างมากทั้งโลกตะวันออกและตะวันตก การนำไปใช้อย่างกว้างขวางทั้งกลยุทธ์ทางทหารและกลยุทธ์ทางธุรกิจ แม้แต่นโปเลียน โบนาร์พาร์ตแห่งฝรั่งเศส ได้นำยุทธศาสตร์ของซุนวูไปใช้กับการทำสงครามอยู่เสมอ ต้นฉบับของตำราเล่มนี้ถูกเขียนบนไม้ไผ่ และมีทั้งหมด 13 บท
บทเรียนแพร่หลายที่สุดของซุนวูคือ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง การได้มาซึ่งชัยชนะร้อยครั้งไม่ใช่สิ่งที่เลอเลิศ แต่การได้ชัยชนะข้าศึกด้วยการไม่ทำสงครามจะประเสริฐสุด ไม่รู้เขา รู้แต่เรา อาจจะรบแพ้บ้าง ชนะบ้าง นอกจากนี้ซุนวูได้สอนว่ายุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแต่การวางแผน เพื่อการกำหนดสิ่งที่จะกระทำเท่านั้น แต่ยุทธศาสตร์ยังต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็ว และเหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสถานการณ์ด้วย
ผู้บริหารทั่วโลกได้ใช้ตำราพิชัยสงครามของซุนวูอย่างกว้างขวางภายในโลกธุรกิจ เพื่อที่จะสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน การมองการแข่งขันเหมือนกับการทำสงคราม เนื่องจากเราไม่ได้มีการผูกขาด หลักสูตรของคณะบริหารธุรกิจหลายมหาวิทยาลัยได้กำหนดให้นักศึกษาต้องอ่านตำราพิชัยสงครามของซุนวูด้วย
เรื่องราวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของกลยุทธ์สมัยโบราณคือ ม้าโทรจันแห่งสงครามกรุงทอย ม้าโทรจันเป็นเรืองราวของกลยุทธ์และเพทุบาย กรุงทอยได้ตกอยู่ภายใต้การล้อมของกองทัพกรีซนานถึงเก้าปี
ตามตำนานทหารกรีซต้องการบุกเข้าเมืองทรอยที่มีป้อมปราการแข็งแรงมาก โอดิสเชียส แม่ทัพกรีซ ได้ใช้กลอุบายด้วยการสร้างม้าไม้ขนาดใหญ่ไว้หน้ากำแพงเมืองทรอย และซ่อนทหารกรีซไว้ 30 คน ไว้ข้างใน ทหารกรีซแสร้งทำเป็นล่าถอยแล่นเรือกลับออกทะเลไป ชาวเมืองทรอยเข้าใจว่าม้าโทรจันเป็นบรรณาการ รางวัลแห่งชัยชนะ
และได้ลากม้าไม้เข้ามาภายในเมือง เมื่อถึงตอนดึก ทหารกรีซได้คลานออกมาจากม้าไม้ เปิดประตูให้กองทัพกรีซเข้ามา เผาและยึดเมืองทรอยได้สำเร็จ

คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้สร้างแนวคิดทางยุทธศาสตร์ของสงครามเบ็ดเสร็จที่ช่วยให้รัสเซียตีกลับนโปเลียนที่ไม่มีทางแพ้ได้ เขาได้สรุปยุทธศาสตร์สงครามเบ็ดเสร็จไว้ภายในหนังสือคลาสสิคของเขาชื่อ On War
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้ถูกรับรู้อย่างกว้างขวางว่าเป็นนักยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก หนังสือของเขาได้ถูกอ่านโดยผู้นำหลายคน เช่น ดไวต์ ไอเซนฮาวด์ จอร์จ แพตตัน เฮนรี่ คิสซินเจอร์ เหมา เจ่อตุง และผู้นำคนอื่นหลายคน ภายในหนังสือเล่มนี้ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ็ป บริษัทที่ปรึกษาแนวหน้า ได้ตัดตอนบางส่วนที่เกี่ยวพันกับทางธุรกิจมาจากหนังสือคลาสสิคเล่มนี้ของคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ หนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาจะเป็นผลงานทางยุทธศาสตร์โดยทั่วไป ประยุกต์ใช้ได้ และยืนนานมากที่สุดภายในตะวันตกสมัยใหม่ แหล่งที่มาของความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อลักษณะของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะอยู่ภายในสนามรบหรือห้องประชุมคณะกรรมการบริษัท คา์รล วอน เคลาเซวิทย์ ได้พูดจากใจของผู้บริหาร การแสดงให้เห็นเหตุผลที่น่าสนใจภายในการคิดทางกลยุทธ์และการปฏิบัติที่หาค่าไม่ได้ เขาได้นำเสนอแนวคิดที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง เช่น มุมมองของความฝืด – ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นภายในแผนและสิ่งที่เกิดขึ้นภายในความเป็นจริง – ส่วนที่มองไม่เห็นของยุทธ์ศาสตร์ หนังสือของเขาได้เสนอกรอบข่ายเพื่อการศึกษาด้วยตัวเอง วิถีทางเพื่อการฝึกอบรมการตัดสินใจทางยุทธ์ศาสตร์ของผู้นำ
เมื่อ ค.ศ 1981 แจ็ค เวลซ์ ได้ประกาศสงครามเบ็ดเสร็จ เขาได้บอกแก่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของวอล สตรีท ว่า กลยุทธ์ของเขาในฐานะซีอีโอของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริคคือ การสร้างจีอีขึ้นมาใหม่ สงครามเบ็ดเสร็จแป็นแนวคิดที่ แจ็ค เวลซ์ ได้อ้างอิงมาจากคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ไม่ได้เป็นแผนการกระทำที่เป็นคำพูดยืดยาว มันเป็นวิวัฒนาการของความคิดศูนย์กลาง วิวัฒนาการของสถานการณ์ที่กำล้งเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และท้าทายผู้บริหาร
ดังนั้นแจ็ค เวลซ์ ได้ตอบสนองต่อสิ่งที่เขาได้อ่านจากหนังสือเล่มนี้ของคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ด้วยการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง ณ เจ็นเนอรัล อีเล็คทริค เขาได้กำจัดผู้บริหารหลายพันคน
เราพบว่าด้วยระดับการบริหารที่น้อยลง เราจะมีขนาดของการบริหารที่กว้างขึ้น เราไม่ได้บริหารดีขึ้น เรากำลังบริหารน้อยลง และนั่นคือดีขึ้น
มันเป็นการอยู่รอดอย่างเหมาะสม ความเหมาะสมของการบริหาร ความเหมาะสมของการนำ แม้แต่ธุรกิจที่ไม่ดีด้วยความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะชนะธุรกิจที่ดีด้วยความเป็นผู้นำที่ไม่ดี แจ็ค เวลซ์ ได้สอนผู้บริหารที่อยู่รอดของเขาว่า พวกเขาต้องเชื่อว่าบุคคลที่ยิ่งใหญ่จะสร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ เขาได้สอนจีอีให้กระทำเหมือนกับบริษัทเล็กที่สามารถก้าวไปได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้จิตวิญญานของผู้นำทางทหารที่ยิ่งใหญ่ของโลก นายพลดักกลาส แมคอาร์เธอร์ ได้เคยกล่าวว่า ทหารแก่ไม่มีวันตาย เพียงแต่จะค่อยเลือนหายไป แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่า ผู้นำตลาดจะไม่เคยตาย พวกเขาเพียงแต่จะค่อยเลือนหายไป ผู้นำตลาดจะ เสี่ยงภัย จากการโจมตีของคู่แข่งขัน ด้วยการใช้ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า แนวคิดทาวยุทธศาสตร์ของคารล วอน เคลาเซวิทย์ ได้กลายเป็นรากฐานทางแนวคิดของการปฎิรูปจีอีของแจ็ค เวลซ์ตลอดยี่สิบปี
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้กล่าวถีงแนวคิดที่สำคัญภายในหนังสือของเขาคือ เมฆหมอกและความฝืดแห่งสงคราม เขาได้ถูกยกย่องจากการสร้างถ้อยคำนี้ขึ้นมา เมฆหมอกแห่งสงครามคือ ความไม่แน่นอนภายในความตระหนักทางสถานการณ์ที่เผชิญโดยผู้เข้าร่วมภายในการปฏิบัติการทางทหาร ถ้อยคำนี้
จะมุ่งที่ความไม่แน่นอนของความสามารถของฝ่ายตนเอง และความสามรถของฝ่ายตรงกันข้าม และเจตนาของฝ่ายตรงข้าม ระหว่างการสู้รบ การปฏิบัติการ และการรณรงค์ กองทัพได้พยายามจะลดเมฆหมอกแห่งสงครามด้วยการสอดแนมทางทหาร
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า เมฆหมอกแห่งสงครามโดยตรง แต่เขาจะพูดถึงเมฆหมอกเป็นถ้อยคำเปรียบเทียบของความคลุมเครือของสงคราม เปรียบเทียบด้วยถ้อยคำคล้ายคลึงกันหลายคำ เช่น พลบค่ำ และแสงจันทร์ อธิบายการขาดความชัดเจน เมื่อการรบได้เริ่มต้น ข้อมูลทางยุทธวิธีสามารถกลายเป็นความสับสนและแม้แต่บิดเบือนได้ เนื่องจากความยุ่งยากของการมองเห็นแบบแผนท่ามกลางเมฆหมอก – ตัวอย่างเช่น การแยกสัญญานออกจากเสียงรบกวน – ผู้นำทางยุทวิธืต้องถูกยอมให้กระทำ เป็นอิสระจากแผนปฏิบัติการ ดไวต์ ไอเซนฮาวด์ ได้เคยกล่าวว่า ภายในการตระเตรียมการรบ ผมได้พบอยู่เสมอว่าแผนจะไม่มีประโยชน์ แต่การวางแผนจะขาดไม่ได้
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้เขียนไว้ว่า ความไม่แน่ใจอย่างยิ่งต่อข้อมูลภายในยามสงครามจะเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากการตัดสินใจทุกอย่างต้องอยู่ภายในขอบเขตที่แน่นอน แผนจะต้องมีความพิดพลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ิ ซุนวู ได้รับรู้ถึงความสำคัญของการตัดสินใจโดยสัญชาตญานภายในหนังสือ The Art of War ของเขา เราจะมีโอกาสที่คำสั่งของผู้มีอำนาจสูงสุดไม่ต้องถูกเชื่อฟัง เมื่อมันเป็นความได้เปรียบภายในการปฏิบัติการ ผู้นำต้องไม่ถูกจำกัดด้วยคำสั่ิงของผู้มีอำนาจสูงขึ้นไป เมื่อเรามองเห็นการกระทำที่ถูกต้อง เราจะกระทำไม่ต้องรอคำสั่ง
ภายใต้ความรู้ที่ได้มาจากการเป็นนักบินเครื่องบินรบ นายเรืออากาศเอก จอห์น บอยด์จากกองทัพอากาศอเมริกา ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญมากที่สุดคนหนึ่งของของยุทธวิธีการรบของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เขาได้พัฒนาโมเดลการตัดสินใจของการต่อสู้ขึ้นมาเรียกว่าวงจร OODA : Observe มองเห็น Orient ทำความเข้าใจ Decide ตัดสินใจ Act กระทำ
วงจรโอโอดีเอได้ถูกใช้เป็นประจำวันโดยนักยุทธวิธีทางทหารและธุรกิจ แม้ว่าคารฺ์ล วอน เคลาเซวิทย์ จะมองว่าเมฆหมอกแห่งสงครามจะเป็นอุปสรรคต่อการได้ชัยชนะ แต่จอห์น บอยด์ ได้รับรู้ว่าเมฆหมอกสามารถถูกใช้เป็นข้อได้เปรียบได้
ผู้นำตัองใช้ความสามารถของเขาควบคุมสถานการณ์เป็นข้อได้เปรียบของเขาเมื่อโอกาสกำหนดให้ เขาจะไม่ผูกมัดยู่กับกระบวนการ
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้ใช้ถ้อยคำ เมฆหมอก อธิบายความไม่แน่นอนที่ผู้บัญชาการทหารต้องเผชิญภายในการรบ เขามองว่านายทหารที่ค้นพบเมฆหมอกสามารถลดความไม่แน่นนอน และชนะข้าศึกอยู่เสมอ แม้ว่าข้าศึกจะมีจำนวนมากกว่า
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้แนะนำแนวคิดของความฝืดภายในสงครามว่าเป็นอุปสรรคของการปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ เขาได้อธิบายความฝืดของสงครามว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เป็นแบบแผนและคาดคะเนไม่ได้ภายในสงครามมันเป็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงและวางแผนไม่ได้ มันค่อนข้างจะเป็นเหตุการณ์ที่ซับซ้อนตามธรรมชาติ และทำให้ผู้นำตัองใช้เวลากับการตัดสินใจที่คาดไม่ถึง
ตัวอย่างเช่น เราสามารถวางแผนให้กองทหารเดินแถวจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง แต่ถ้าทหารหกสิบแต่ละคนหยุดหนึ่งนาทีผูกเชือกรองเท้า ทำให้แถวทหารข้างหลังพวกเขาต้องหยุดเดิน ทหารคนสุดท้ายจะมาสายหนึ่งชั่วโมง เนื่อจากการสะสมของความล่าช้า เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงจะทำให้เกิดความฝืดที่สร้างความล่าช้าอยู่เสมอ คารฺล วอน เคลาเซวิทย์ ได้กล่าวถึงความฝืดภายในสงครามว่า
เป็นแนวคิดเดียวเท่านั้นที่แบ่งแยกระหว่างถ้อยคำสงครามทางทฤษฎีและประสบการณ์ทางสงครามจริง การแบ่งแยกระหว่างสงครามจริงและสงครามบนกระดาษ สิ่งที่น่าประหลาดใจที่ได้เกิดขึ้นระหว่างเวลาสงครามทำให้แม้แต่สิ่งที่ง่ายที่สุดยุ่งยากได้
โรเบิรต แมคนามารา ได้อ้างถ้อยคำของคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ว่า สงครามอยู่ภายในดินแดนแห่งความไมแน่นอนภายในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง
The Fox of War : Eleven Lessons from The Life of Robert McNamara
เมฆหมอกแห่งสงคราม บทเรียนชีวิตสิบเอ็ดบทของโรเบิรต แมคนามารา ชื่อของภาพยนตร์จะได้มาจากแนวคิดเมฆหมอกแห่งสงครามของทหาร พรรณาความยุ่งยากของการตัดสินใจท่ามกลางความขัดแย้ง เดอะ ฟอกซ์ ออฟ วอร์ จะเป็นถาพยนตร์สารคดีเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและช่วงเวลาการทำงานของ
โรเบิรต แมคนามารา รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมก่อนหน้านี้ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี้ และลินดอล จอห์นสัน ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะครอบคลุมเหตุการณ์ที่สำคัญเหมือนเช่น สงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเวียตนาม วิกฤตขีปนาวุธคิวบา และเหตุการณ์อื่นที่รู้เห๊นโดยโรเบิรต แมคนามารา
ด้วยมูลค่า 380 พันล้านเหรียญ เจ็นเนอรัล อีเล็ึทริค จะเป็นบริบัทที่มีมูลค่าและชื่นชอบมากที่สุดของโลก สภานภาพนี้จะยังคงเนื่องมาจากความเป็นผู้นำ 20 ปีของซีอีโอ แจ็ค เวลย์ ตั้งแต่ ค.ศ 1981 – 2000 ระหว่างช่วงเวลานั้น มูลค่าตลาดของจีอีได้เพิ่มสูงขึ้น 3213% ณ อัตราการเจริญเติบโตต่อปี 20.4%
ภายหลังสองปีจากการเกษียณของแจ็ค เวลซ์ มูลค่าตลาดของจีอี ได้ลดลง 45% ตัวเลขเหล่านี้ได้นำไปสูข้อสรุปว่าความสำเร็จของจีอีจะเกิดขึ้นจากความเป็นผู้นำของแจ็ค เวลซ์ และผู้สืบทอดของเขา เจฟฟ์ อิมเมลท์ ไม่สามารถรักษาแรงขับเคลื่อนของผู้มาก่อนของเขาไว้ได้
แจ็ค เวลซ์ ได้สร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ของโลก ข้อผิดพลาดอย่างเดียวคือ การเลือกผู้สืบทอดที่อ่อนแอที่สุด
เมื่อแจ็ค เวลซ์ ส่งมอบเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค แก่เจฟฟรีย์ อิมเมลท์ เมื่อ ค.ศ 2001 จีอีจะเป็นบริษัทที่มีการบริหารดีและกำไรที่ถูกชื่นชมมากที่สุด ความสามารถทางการบริหารที่ยอดเยี่ยม และนวัตกรรมทางการปฏิบัติ
นานกว่า 16 ปีต่อมา ภายหลังจากที่เจฟฟรี่ย์ อิม
เมลท์ ขึ้นมาเป็นซีอีโอ เขาได้ทำลายบ้านที่แจ็ค เวลซ์ สร้างอย่างสิ้นเชิง บุคคลบางคนได้ถามว่า ใครควรจะถูกตำหนิ แจ็ค เวลซ์ ควรจะร่วมภายในความหายนะหรือไม่ ความผิดพลาดอย่างเดียวที่แจ็ค เวลซ์ ได้กระทำคือ การเลือกผู้สืบทอดอ่อนแอที่สุดจากผู้สืบทอดสามคน ข้อผิดพลาดยิ่งใหญ่ที่สุดภายในความเป็นผู้นำของแจ็ค เวลซ์
การซื้อบริษัทส่วนใหญของเจฟฟรีย์ อิมเมลท์ 175 ล้านเหรียญ ไม่บรรลุความสำเร็จเลย บริษัทหลายบริษัทได้กลายเป็นความหายนะแก่จีอี
เค็น แลนกอน คณะกรรมการบริษัทก่อนหน้านี้ของจีอี และผู้ก่อตั้งร่วมโฮม ดีโปท์ ได้กล่าวแก่ซีเอ็นเอ็น ว่า ความหายนะ ณ เจ็นเนอรัล จะเป็นความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ ภายในความเป็นผู้นำของคณะกรรมการบริษัท สิ่งหนึ่งที่ผมจะต่อสู้จนตายคือ นี่ไม่ควรจะวางอยู่บนแจ็ค เวลซ์ และยอมรับว่าเขาลงคะแนนให้เจฟฟรีย์ อิมเมลท์ เป็นผู้สืบทอดแจ็ค เวลซ์ บนกระดาษแล้วเจฟฟรีย์ อิมเมลท์ ดูแล้วเหลือเชื่อ เขาทำได้อย่างแท้จริง และเราไม่สามารถเอาออกไปจากเขาได้ เราต้องดูที่ความสำเร็จที่เขาได้สร้าง ณ จีอี ก่อนที่เขาจะกลายเป็นซีอีโอ แต่ความคิดว่า จีอีได้ถูกปฏิรูปภายหลังจากแจ็ค เวลซ์ ได้มีความหมายเหมือนกันกับการทำลายล้างไปแล้ว เขาเชื่อว่าเราจะมีความเสี่ยงที่จีอีอาจจะถูกทำลายได้
ทำไมบุคคลหลายคนเชื่อว่าเจ็นเนอรัล อีเล็คทริคจะเป็นบริษัทที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดภายในโลก จีอีเป็นบริษัทเดียวที่อยู่สิบลำดับสูงสุดของรายชือฟอร์จูน 500 ตั้งแต่ ค.ศ 1896 ถึง 2016 อยู่ตำแหน่งนี้นานกว่าศตวรรษ จีอีจะเป็นบริษัทเดียวที่เป็นผู้ชนะโนเบิล ไพรซ์ สองครั้ง เคมี ค.ศ 1932 และฟิสิกส์ ค.ศ 1973 ประการสุดท้ายจีอีได้ถูกก่อตั้งโดยนักคิดค้นที่มีประสิทธิผลมากที่สุด ว้ดด้วยจำนวนสิทธิบัตร ภายในประวัติศาสตร์ – โทมัส อัลวา เอดิสัน
ระหว่าง ค.ศ 1980 และ 1990 เมื่อแจ็ค เวลซ์ เป็นซีอีโอ มูลค่าตลาดของจีอี ได้เพิ่มสูงขึ้น 4000% เขายังคงเป็นซีอโอที่แสดงการทำกำไรรายไตรมาสติดต่อกันมากที่สุดภายในประวัติศาสตร์
ดังนั้นเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค ได้กระทำอะไรที่ทำให้บริษัทต้องเชิญกับการตกต่ำและความท้าทายปัจจุบันนี้ภายใต้ความเป็นผู้นำของเจฟฟรีย์ อิมเมลท์ เจฟฟรีย์ อิมเมลท์ ได้กระทำความผิดพลาดยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ต่อไปนี้

คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้สร้างแนวคิดทางยุทธศาสตร์ของสงครามเบ็ดเสร็จที่ช่วยให้รัสเซียตีกลับนโปเลียนที่ไม่มีทางแพ้ได้ เขาได้สรุปยุทธศาสตร์สงครามเบ็ดเสร็จไว้ภายในหนังสือคลาสสิคของเขาชื่อ On War
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้ถูกรับรู้อย่างกว้างขวางว่าเป็นนักยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก หนังสือของเขาได้ถูกอ่านโดยผู้นำหลายคน เช่น ดไวต์ ไอเซนฮาวด์ จอร์จ แพตตัน เฮนรี่ คิสซินเจอร์ เหมา เจ่อตุง และผู้นำคนอื่นหลายคน ภายในหนังสือเล่มนี้ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ็ป บริษัทที่ปรึกษาแนวหน้า ได้ตัดตอนบางส่วนที่เกี่ยวพันกับทางธุรกิจมาจากหนังสือคลาสสิคเล่มนี้ของคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ หนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาจะเป็นผลงานทางยุทธศาสตร์โดยทั่วไป ประยุกต์ใช้ได้ และยืนนานมากที่สุดภายในตะวันตกสมัยใหม่ แหล่งที่มาของความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อลักษณะของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะอยู่ภายในสนามรบหรือห้องประชุมคณะกรรมการบริษัท คา์รล วอน เคลาเซวิทย์ ได้พูดจากใจของผู้บริหาร การแสดงให้เห็นเหตุผลที่น่าสนใจภายในการคิดทางกลยุทธ์และการปฏิบัติที่หาค่าไม่ได้ เขาได้นำเสนอแนวคิดที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง เช่น มุมมองของความฝืด – ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นภายในแผนและสิ่งที่เกิดขึ้นภายในความเป็นจริง – ส่วนที่มองไม่เห็นของยุทธ์ศาสตร์ หนังสือของเขาได้เสนอกรอบข่ายเพื่อการศึกษาด้วยตัวเอง วิถีทางเพื่อการฝึกอบรมการตัดสินใจทางยุทธ์ศาสตร์ของผู้นำ
เมื่อ ค.ศ 1981 แจ็ค เวลซ์ ได้ประกาศสงครามเบ็ดเสร็จ เขาได้บอกแก่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของวอล สตรีท ว่า กลยุทธ์ของเขาในฐานะซีอีโอของเจ็นเนอรัล อีเล็คทริคคือ การสร้างจีอีขึ้นมาใหม่ สงครามเบ็ดเสร็จแป็นแนวคิดที่ แจ็ค เวลซ์ ได้อ้างอิงมาจากคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ไม่ได้เป็นแผนการกระทำที่เป็นคำพูดยืดยาว มันเป็นวิวัฒนาการของความคิดศูนย์กลาง วิวัฒนาการของสถานการณ์ที่กำล้งเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และท้าทายผู้บริหาร
ดังนั้นแจ็ค เวลซ์ ได้ตอบสนองต่อสิ่งที่เขาได้อ่านจากหนังสือเล่มนี้ของคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ด้วยการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง ณ เจ็นเนอรัล อีเล็คทริค เขาได้กำจัดผู้บริหารหลายพันคน
เราพบว่าด้วยระดับการบริหารที่น้อยลง เราจะมีขนาดของการบริหารที่กว้างขึ้น เราไม่ได้บริหารดีขึ้น เรากำลังบริหารน้อยลง และนั่นคือดีขึ้น
มันเป็นการอยู่รอดอย่างเหมาะสม ความเหมาะสมของการบริหาร ความเหมาะสมของการนำ แม้แต่ธุรกิจที่ไม่ดีด้วยความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะชนะธุรกิจที่ดีด้วยความเป็นผู้นำที่ไม่ดี แจ็ค เวลซ์ ได้สอนผู้บริหารที่อยู่รอดของเขาว่า พวกเขาต้องเชื่อว่าบุคคลที่ยิ่งใหญ่จะสร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ เขาได้สอนจีอีให้กระทำเหมือนกับบริษัทเล็กที่สามารถก้าวไปได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้จิตวิญญานของผู้นำทางทหารที่ยิ่งใหญ่ของโลก นายพลดักกลาส แมคอาร์เธอร์ ได้เคยกล่าวว่า ทหารแก่ไม่มีวันตาย เพียงแต่จะค่อยเลือนหายไป แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่า ผู้นำตลาดจะไม่เคยตาย พวกเขาเพียงแต่จะค่อยเลือนหายไป ผู้นำตลาดจะ เสี่ยงภัย จากการโจมตีของคู่แข่งขัน ด้วยการใช้ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า แนวคิดทาวยุทธศาสตร์ของคารล วอน เคลาเซวิทย์ ได้กลายเป็นรากฐานทางแนวคิดของการปฎิรูปจีอีของแจ็ค เวลซ์ตลอดยี่สิบปี
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้กล่าวถีงแนวคิดที่สำคัญภายในหนังสือของเขาคือ เมฆหมอกและความฝืดแห่งสงคราม เขาได้ถูกยกย่องจากการสร้างถ้อยคำนี้ขึ้นมา เมฆหมอกแห่งสงครามคือ ความไม่แน่นอนภายในความตระหนักทางสถานการณ์ที่เผชิญโดยผู้เข้าร่วมภายในการปฏิบัติการทางทหาร ถ้อยคำนี้
จะมุ่งที่ความไม่แน่นอนของความสามารถของฝ่ายตนเอง และความสามรถของฝ่ายตรงกันข้าม และเจตนาของฝ่ายตรงข้าม ระหว่างการสู้รบ การปฏิบัติการ และการรณรงค์ กองทัพได้พยายามจะลดเมฆหมอกแห่งสงครามด้วยการสอดแนมทางทหาร
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า เมฆหมอกแห่งสงครามโดยตรง แต่เขาจะพูดถึงเมฆหมอกเป็นถ้อยคำเปรียบเทียบของความคลุมเครือของสงคราม เปรียบเทียบด้วยถ้อยคำคล้ายคลึงกันหลายคำ เช่น พลบค่ำ และแสงจันทร์ อธิบายการขาดความชัดเจน เมื่อการรบได้เริ่มต้น ข้อมูลทางยุทธวิธีสามารถกลายเป็นความสับสนและแม้แต่บิดเบือนได้ เนื่องจากความยุ่งยากของการมองเห็นแบบแผนท่ามกลางเมฆหมอก – ตัวอย่างเช่น การแยกสัญญานออกจากเสียงรบกวน – ผู้นำทางยุทวิธืต้องถูกยอมให้กระทำ เป็นอิสระจากแผนปฏิบัติการ ดไวต์ ไอเซนฮาวด์ ได้เคยกล่าวว่า ภายในการตระเตรียมการรบ ผมได้พบอยู่เสมอว่าแผนจะไม่มีประโยชน์ แต่การวางแผนจะขาดไม่ได้
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้เขียนไว้ว่า ความไม่แน่ใจอย่างยิ่งต่อข้อมูลภายในยามสงครามจะเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากการตัดสินใจทุกอย่างต้องอยู่ภายในขอบเขตที่แน่นอน แผนจะต้องมีความพิดพลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ิ ซุนวู ได้รับรู้ถึงความสำคัญของการตัดสินใจโดยสัญชาตญานภายในหนังสือ The Art of War ของเขา เราจะมีโอกาสที่คำสั่งของผู้มีอำนาจสูงสุดไม่ต้องถูกเชื่อฟัง เมื่อมันเป็นความได้เปรียบภายในการปฏิบัติการ ผู้นำต้องไม่ถูกจำกัดด้วยคำสั่ิงของผู้มีอำนาจสูงขึ้นไป เมื่อเรามองเห็นการกระทำที่ถูกต้อง เราจะกระทำไม่ต้องรอคำสั่ง
ภายใต้ความรู้ที่ได้มาจากการเป็นนักบินเครื่องบินรบ นายเรืออากาศเอก จอห์น บอยด์จากกองทัพอากาศอเมริกา ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญมากที่สุดคนหนึ่งของของยุทธวิธีการรบของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เขาได้พัฒนาโมเดลการตัดสินใจของการต่อสู้ขึ้นมาเรียกว่าวงจร OODA : Observe มองเห็น Orient ทำความเข้าใจ Decide ตัดสินใจ Act กระทำ
วงจรโอโอดีเอได้ถูกใช้เป็นประจำวันโดยนักยุทธวิธีทางทหารและธุรกิจ แม้ว่าคารฺ์ล วอน เคลาเซวิทย์ จะมองว่าเมฆหมอกแห่งสงครามจะเป็นอุปสรรคต่อการได้ชัยชนะ แต่จอห์น บอยด์ ได้รับรู้ว่าเมฆหมอกสามารถถูกใช้เป็นข้อได้เปรียบได้
ผู้นำตัองใช้ความสามารถของเขาควบคุมสถานการณ์เป็นข้อได้เปรียบของเขาเมื่อโอกาสกำหนดให้ เขาจะไม่ผูกมัดยู่กับกระบวนการ
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้ใช้ถ้อยคำ เมฆหมอก อธิบายความไม่แน่นอนที่ผู้บัญชาการทหารต้องเผชิญภายในการรบ เขามองว่านายทหารที่ค้นพบเมฆหมอกสามารถลดความไม่แน่นนอน และชนะข้าศึกอยู่เสมอ แม้ว่าข้าศึกจะมีจำนวนมากกว่า
คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้แนะนำแนวคิดของความฝืดภายในสงครามว่าเป็นอุปสรรคของการปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ เขาได้อธิบายความฝืดของสงครามว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เป็นแบบแผนและคาดคะเนไม่ได้ภายในสงครามมันเป็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงและวางแผนไม่ได้ มันค่อนข้างจะเป็นเหตุการณ์ที่ซับซ้อนตามธรรมชาติ และทำให้ผู้นำตัองใช้เวลากับการตัดสินใจที่คาดไม่ถึง
ตัวอย่างเช่น เราสามารถวางแผนให้กองทหารเดินแถวจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง แต่ถ้าทหารหกสิบแต่ละคนหยุดหนึ่งนาทีผูกเชือกรองเท้า ทำให้แถวทหารข้างหลังพวกเขาต้องหยุดเดิน ทหารคนสุดท้ายจะมาสายหนึ่งชั่วโมง เนื่อจากการสะสมของความล่าช้า เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงจะทำให้เกิดความฝืดที่สร้างความล่าช้าอยู่เสมอ คารฺล วอน เคลาเซวิทย์ ได้กล่าวถึงความฝืดภายในสงครามว่า
เป็นแนวคิดเดียวเท่านั้นที่แบ่งแยกระหว่างถ้อยคำสงครามทางทฤษฎีและประสบการณ์ทางสงครามจริง การแบ่งแยกระหว่างสงครามจริงและสงครามบนกระดาษ สิ่งที่น่าประหลาดใจที่ได้เกิดขึ้นระหว่างเวลาสงครามทำให้แม้แต่สิ่งที่ง่ายที่สุดยุ่งยากได้
โรเบิรต แมคนามารา ได้อ้างถ้อยคำของคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ว่า สงครามอยู่ภายในดินแดนแห่งความไมแน่นอนภายในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง
The Fox of War : Eleven Lessons from The Life of Robert McNamara
เมฆหมอกแห่งสงคราม บทเรียนชีวิตสิบเอ็ดบทของโรเบิรต แมคนามารา ชื่อของภาพยนตร์จะได้มาจากแนวคิดเมฆหมอกแห่งสงครามของทหาร พรรณาความยุ่งยากของการตัดสินใจท่ามกลางความขัดแย้ง เดอะ ฟอกซ์ ออฟ วอร์ จะเป็นถาพยนตร์สารคดีเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและช่วงเวลาการทำงานของ
โรเบิรต แมคนามารา รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมก่อนหน้านี้ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี้ และลินดอล จอห์นสัน ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะครอบคลุมเหตุการณ์ที่สำคัญเหมือนเช่น สงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเวียตนาม วิกฤตขีปนาวุธคิวบา และเหตุการณ์อื่นที่รู้เห๊นโดยโรเบิรต แมคนามารา
ด้วยมูลค่า 380 พันล้านเหรียญ เจ็นเนอรัล อีเล็ึทริค จะเป็นบริบัทที่มีมูลค่าและชื่นชอบมากที่สุดของโลก สภานภาพนี้จะยังคงเนื่องมาจากความเป็นผู้นำ 20 ปีของซีอีโอ แจ็ค เวลย์ ตั้งแต่ ค.ศ 1981 – 2000 ระหว่างช่วงเวลานั้น มูลค่าตลาดของจีอีได้เพิ่มสูงขึ้น 3213% ณ อัตราการเจริญเติบโตต่อปี 20.4%
ภายหลังสองปีจากการเกษียณของแจ็ค เวลซ์ มูลค่าตลาดของจีอี ได้ลดลง 45% ตัวเลขเหล่านี้ได้นำไปสูข้อสรุปว่าความสำเร็จของจีอีจะเกิดขึ้นจากความเป็นผู้นำของแจ็ค เวลซ์ และผู้สืบทอดของเขา เจฟฟ์ อิมเมลท์ ไม่สามารถรักษาแรงขับเคลื่อนของผู้มาก่อนของเขาไว้ได้
แจ็ค เวลซ์ ได้สร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ของโลก ข้อผิดพลาดอย่างเดียวคือ การเลือกผู้สืบทอดที่อ่อนแอที่สุด
เมื่อแจ็ค เวลซ์ ส่งมอบเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค แก่เจฟฟรีย์ อิมเมลท์ เมื่อ ค.ศ 2001 จีอีจะเป็นบริษัทที่มีการบริหารดีและกำไรที่ถูกชื่นชมมากที่สุด ความสามารถทางการบริหารที่ยอดเยี่ยม และนวัตกรรมทางการปฏิบัติ
นานกว่า 16 ปีต่อมา ภายหลังจากที่เจฟฟรี่ย์ อิม
เมลท์ ขึ้นมาเป็นซีอีโอ เขาได้ทำลายบ้านที่แจ็ค เวลซ์ สร้างอย่างสิ้นเชิง บุคคลบางคนได้ถามว่า ใครควรจะถูกตำหนิ แจ็ค เวลซ์ ควรจะร่วมภายในความหายนะหรือไม่ ความผิดพลาดอย่างเดียวที่แจ็ค เวลซ์ ได้กระทำคือ การเลือกผู้สืบทอดอ่อนแอที่สุดจากผู้สืบทอดสามคน ข้อผิดพลาดยิ่งใหญ่ที่สุดภายในความเป็นผู้นำของแจ็ค เวลซ์
การซื้อบริษัทส่วนใหญของเจฟฟรีย์ อิมเมลท์ 175 ล้านเหรียญ ไม่บรรลุความสำเร็จเลย บริษัทหลายบริษัทได้กลายเป็นความหายนะแก่จีอี
เค็น แลนกอน คณะกรรมการบริษัทก่อนหน้านี้ของจีอี และผู้ก่อตั้งร่วมโฮม ดีโปท์ ได้กล่าวแก่ซีเอ็นเอ็น ว่า ความหายนะ ณ เจ็นเนอรัล จะเป็นความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ ภายในความเป็นผู้นำของคณะกรรมการบริษัท สิ่งหนึ่งที่ผมจะต่อสู้จนตายคือ นี่ไม่ควรจะวางอยู่บนแจ็ค เวลซ์ และยอมรับว่าเขาลงคะแนนให้เจฟฟรีย์ อิมเมลท์ เป็นผู้สืบทอดแจ็ค เวลซ์ บนกระดาษแล้วเจฟฟรีย์ อิมเมลท์ ดูแล้วเหลือเชื่อ เขาทำได้อย่างแท้จริง และเราไม่สามารถเอาออกไปจากเขาได้ เราต้องดูที่ความสำเร็จที่เขาได้สร้าง ณ จีอี ก่อนที่เขาจะกลายเป็นซีอีโอ แต่ความคิดว่า จีอีได้ถูกปฏิรูปภายหลังจากแจ็ค เวลซ์ ได้มีความหมายเหมือนกันกับการทำลายล้างไปแล้ว เขาเชื่อว่าเราจะมีความเสี่ยงที่จีอีอาจจะถูกทำลายได้
ทำไมบุคคลหลายคนเชื่อว่าเจ็นเนอรัล อีเล็คทริคจะเป็นบริษัทที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดภายในโลก จีอีเป็นบริษัทเดียวที่อยู่สิบลำดับสูงสุดของรายชือฟอร์จูน 500 ตั้งแต่ ค.ศ 1896 ถึง 2016 อยู่ตำแหน่งนี้นานกว่าศตวรรษ จีอีจะเป็นบริษัทเดียวที่เป็นผู้ชนะโนเบิล ไพรซ์ สองครั้ง เคมี ค.ศ 1932 และฟิสิกส์ ค.ศ 1973 ประการสุดท้ายจีอีได้ถูกก่อตั้งโดยนักคิดค้นที่มีประสิทธิผลมากที่สุด ว้ดด้วยจำนวนสิทธิบัตร ภายในประวัติศาสตร์ – โทมัส อัลวา เอดิสัน
ระหว่าง ค.ศ 1980 และ 1990 เมื่อแจ็ค เวลซ์ เป็นซีอีโอ มูลค่าตลาดของจีอี ได้เพิ่มสูงขึ้น 4000% เขายังคงเป็นซีอโอที่แสดงการทำกำไรรายไตรมาสติดต่อกันมากที่สุดภายในประวัติศาสตร์
ดังนั้นเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค ได้กระทำอะไรที่ทำให้บริษัทต้องเชิญกับการตกต่ำและความท้าทายปัจจุบันนี้ภายใต้ความเป็นผู้นำของเจฟฟรีย์ อิมเมลท์ เจฟฟรีย์ อิมเมลท์ ได้กระทำความผิดพลาดยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ต่อไปนี้

คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ของสงครามเบ็ดเสร็จที่ช่วยให้รัสเซียตีกลับนโปเลียนจนแพ้สงครามได้ เขาจะเป็นผู้สนับสนุนสงครามเบ็ดเสร็จที่ถูกใช้กับการโฆษณาชวนเชื่อของอาณาจักรไรซ์ที่สามของเยอรมัน เมื่อ ค.ศ 1940
เขาได้สรุปยุทธศาสตร์ภายในหนังสือคลาสสิคของเขาว่า บุคคลไม่สามรถลดยุทธศาสตร์ให้เป็นสูตรได้ การวางแผนรายละเอียดได้ล้มเหลวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการเผชิญกับความฝืดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุการณ์โดยบังเอิญ ความไม่สมบูรณ์ของการปฏิบัติการ และความมุ่งมั่นเป็นเอกราชของข้าศึก องค์ประกอบทางมนุษย์ ความเป็นผู้นำ ขว้ญกำลังใจ
พวกเขาไม่ได้คาดหวังแผนปฏิบัติการที่จะรอดชีวิตเลยพ้นไปจากการปะทะครั้งแรกกับข้าศึกได้ พวกเขาจะกำหนดวัตถุประสงค์กว้างที่สุดเท่านั้น และมุ่งเน้นการฉวยโอกาสที่คาดไม่ถึงเมื่อเกิดขึ้นมา ยุทธศาสตร์ไม่ได้เป็นแผนปฏิบัติการที่ยืดยาว มันเป็นวิวัฒนาการของความคิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
แจ็ค เวลซ์ ซีอีโอของเจ็น อีเล็คทริค ได้ประยุกต์ใช้มุมมองทางยุทธศาสตร์ทางทหารของของคารล วอน เคลาเซวิทย์ กับ จีอี ผลลัพธ์คืออะไร
เขาได้นำจีอีไปสู่ตำแหน่งหมายเลขหนึ่งหรือสองภายในแต่ละตลาดของบริษัท
เขาไม่ได้วางแผนทีละขั้นตอน
แนวคิดทางยุทธศาสตร์ของคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้กลายเป็นรากฐานทางแนวคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงจีอีของแจ็ค เวลซ์ เขาได้เพิ่มมูลค่าของผู้ถือหุ้นจาก 12 พันล้านเหรียญ ค.ศ 1981 เป็น 480 พันล้านเหรียญ ค.ศ 2001 เขาได้รื้อฟื้นการกำหนดเป้าหมายของจีอี เพื่อการยึดครองส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจ ถ้าธุรกิจไม่บรรลุสองลำดับสูงสุดภายในส่วนแบ่งตลาด เขาจะขายหรือเลิกธุรกิจเหล่านี้ทันที
เมื่อแจ็ค เวลซ์ กลายเป็นซีอีโอ ของจีอี เขาได้เริ่มต้นที่จะทำให้จีอีเป็นบริษัทที่แข่งขันได้มากที่สุดของโลก แต่กระนั้นบริษัทจะเป็นการผสมกันที่สับสนของธุรกิจหลายอย่าง ธุรกิจบางอย่างจะไม่เกี่ยวพันกันเลย ธุรกิจหลายอย่างไม่ทำกำไร และธุรกิจบางอย่างใกล้จะล้มเหลว แจ็ค เวลซ์ จากปริญญาทางวิศวกรรม ไปสู่ปริญญาทางปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เนื่องจากเขาไม่ได้จบทางการบริหาร แต่ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ จะเป็นที่ปรึกษาของจีอี เขาจะเป็นผู้รับคำปรึกษาของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ปีเตอร์ ดรัคเกอร ศึกษาจีอีอยู่หลายปี
และได้กลายเป็นที่ปรึกษาของจีอี ตั้งแต่ ค.ศ 1950 ระหว่างการประชุมครั้งแรกของเขากับแจ็ค เวลซ์ ซีอีโอคนใหม่ เมื่อ ค.ศ 1981 ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้ถามคำถามต่อไปนี้ว่า ถ้าเราไม่พร้อมภายในธุรกิจนี้ เราควรจะเลือกเข้าไปสู่ธุรกิจใน
ขณะนี้หรือไม่ และถ้าคำตอบคือไม่ เราจะกระทำอะไรเกี่ยวกับธุรกิจนี้ ด้วยคำถามนี้ได้ทำให้แจ็ค เวลซ์ เริ่มต้นกระบวนการของการกำจัดหน่วยธุรกิจ
ของจีอีทันที
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้สนับสนุนแนวคิดของการยกเลิกที่วางแผนไว้ เขาได้เสนอแนะว่าผู้บริหารควรจะประเมินอยู่เสมอว่าองค์การกำลังกระทำอะไรอยู่ และพิจารณาว่าการกระทำคุ้มค่าหรือไม่ แจ็ค เวลซ์ ได้อ้างถึงการใช้การยกเลิกที่วางแผนของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ณ จีอี เรื่องราวที่ไ้ด้ถูกบอกเล่าคือ
ปีเตอร์ ดรักเกอร ได้แนะนำแจ็ค เวลซ์ เมื่อเขาได้กลายเป็นซีอีโอของจีอี ประเมินหน่วยธุรกิจแต่ละหน่วยของจีอี ถ้าหน่วยธุรกิจไม่สามารถเป็นหมายเลข 1 หรือ 2 ภายในอตสาหกรรมได้ และไม่สามารถปรับปรุงโครงสร้างให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้ หน่วยธุรกิจควรจะขายออกไป แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวถึงคำแนะนำนี้ภายในหนังสือของเขา Jack : Straight from the Gut
แจ็ค เวลซ์ ยืนยันว่าภายในตลาดหลายตลาด ธุรกิจหมายเลขสาม สี่ ห้า หรือหก จะเสียหายจากการตกต่ำทางเศรษฐกิจ แต่ธุรกิจหมายเลขหนึ่งหรือสองสามารถป้องกันส่วนแบ่งตลาดของพวกเขาได้ด้วยวิธืการกำหนดราคาที่แข่งขันได้ หรีอการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ วิธืการของแจ็ค เวลซ์ จะแสดงการปรากฏขึ้นของผู้ผลิตน้อยรายภายในอุตสาหกรรม
ภายในการอธิบาย การเรียงลำดับความสำคัญใหม่ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้เขียนหนังสือ Post Capitalist Society ค.ศ 1993 เพื่อที่จะฟื้นฟูสถาบันอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ สหภาพแรงงาน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หรือรัฐบาลจะต้องใช้ขั้นตอนสามขั้นที่เหมือนกัน
1 การยกเลิกสิ่งทีไม่บรรลุความสำเร็จ สิ่งที่ไม่เคยบรรลุความสำเร็จ สิ่งที่มีอายุยาวนานกว่าประโยชน์ของมัน
2 การมุ่งสิ่งที่บรรลุความสำเร็จ สิ่งที่สร้างผลลัพธ์ สิ่งที่ปรับปรุงความสามารถขององค์การ
3 การวะเคราะห์ความสำเร็จครึ่งหนึ่ง ความล้มเหลวครึ่งหนึ่ง การฟื้นฟู้
ต้องการยกเลิกอะไรก็ตามที่ไม่บรรลุความสำเร็จ

แจ็ค เวลซ์ ได้สร้างชื่อเสียงจากระบบการสร้างความแตกต่าง 20-70-10 ของเขา บุคคลของจีอีจะถูกรวมกลุ่มเป็นสามระดับ สูง 20% กลาง 70% และต่ำ 10% ทุกปี เขาจะเรียกว่าโมเดลพลังแห่งชีวิต โมเดลนี้ได้ถูกบุกเบิกขึ้นมาโดยเมื่อ ค.ศ 1980 การใช้เส้นโค้งรูประฆังแบ่งระดับ
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคคลด้วยระบบ 20-70-10 แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่า บุคคที่อยู่ลำดับสูงสุด 20% ของกำลังงานจะเป็นผู้ปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงสุด พวกเขาควรจะถูกยกย่องและได้รับวางวัลทางการเงินอย่างมากมาย
ถูกเลื่อนตำแหน่งไปสู่งานที่เหมาะสมกับจุดแข็งของพวกเขา แจ็ค เวลซ์ ยืนยันว่าการโปรยปรายรางวัลทางการเงินแก่บุคคลจำนวนมากจะเป็นความผิดพลาด

70% จะเป็นผู้ปฏิบัติงานพอเพียง การช่วยให้พวกเขาบรรลุศักยภาพได้ดีขึ้น
การให้คำแนะนำ การฝึกอรมรม และการกำหนดเป้าหมายแก่พวกเขา ด้ายการมองที่จะให้โอกาสแก่พวกเขาก้าวสูงขึ้นไป การสร้างแรงจูงใจแก่พวกเขาจะเป็นงานที่ยุ่งยากต่อผู้บริหาร แจ็ค เวลซ์ กล่าวว่า เราไม่ต้องการสูญเสียระดับกลางจำนวนมาก 70% ของเรา เราต้องปรับปรุงพวกเขา
และ 10% จะเป็นผู้ปฏิบัติงานที่ขาดประสิทธิภาพ การสร้างความชัดเจนแก่พวกเขาว่าอนาคตของพวกเขาอาจจะอยู่ที่อื่น เราจะไม่มีการเคลือบด้วยน้ำตาล พวกเขาจะต้องออกไป
ณ แกนของระบบการสร้างความแตกต่าง หรือกฏ 20-70-10 การสร้างความแตกต่างจะต้องโปร่งใส การให้คำแนะนำ และการให้รางวัล ตามมุมมองของแจ็ค เวลซ์ แล้ว การกระจายไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้บนก้อนหิน ภายใต้การให้คำแนะนำอย่าสม่ำเสมอ บุคคลภายในแต่ละกลุ่มเหล่านี้มีโอกาสที่จะถามคำถาม ได้รับคำแนะนำ และเรียนรู้จะปรับปรุงอย่างไร
บุคคลทุกคนจะมีเครื่องมือ เป้าหมาย และเวลาเพียงพอที่จะยกมาตรฐานให้สูงขึ้น หรือบางครั้งแสวงหาตำแหน่งที่เหมาะสมกว่ากับทักษะของพวกเขา ภายหลังจากช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ถ้าบุคคลไม่สามารถปรับปรุงหรือใช้ความพยายามได้มากพอ พวกเขาจะต้องถูกออกไปจากงาน
การใช้การสร้างความแตกต่างจะกำหนดให้ผู้บริหารต้องยุ่งเกี่ยวมากขึ้นกับกระบวนการประเมิน โดยทั่วไปบุคคลจะตอบสนองอย่างดีต่อผู้บริหารที่มีส่วนร่วม พวกเขาจะรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้นถ้าผู้บริหารของพวกเขาได้ตระหนัก
และลงทุนภายในความสำเร็จของบุคคล มันได้ช่วยรักษาผู้ปฏิบัติงานดาวรุ่งไว้ด้วยการระบุลำดับสูงสุด 20% และให้รางวัลแก่พวกเขาด้วยการเลื่อนตำแหน่ง
ภายในหนังสือ Jack : Straight from the Gut แจ็ค เวลซ์ ได้ขอให้หนวยธุรกิจแต่ละหน่วยของจีอีเรียงลำดับผู้บริหารระดับสูงของพวกเขา ผู้บริหารระดับสูงจะถูกแบ่งเป็นผู้เล่น A B และ C แต่เขายอมรับว่าดุลบพินิจจะไม่ถูกต้องเสมอไป
ตามมุมมองของแจ็ค เวลซ์ ผู้เล่น A ควรจะมีคุณลักษณะต่อไปนี้ พวกเขาควรจะมีบารมี ความลุ่มหลงต่อธุรกิจ เปิดรับความคิดจากทุกที่ บริหารธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ และแสดง 4 E ของความเป็นผู้นำ ผู้เล่น B อาจจะไม่มีวิสัยทัศน์หรือแรงขับเคลื่อนมากที่สุด แต่จะสำคัญมาก เพราะว่าพวกเขาเป็นส่วนใหญ่ของกลุ่ม ผู้เล่น C จะขาดประสิทธิภาพ พวกเขาน่าจะไร้พลังแทนที่จะเป็นแรงกระตุ้น ผล้ดวันประกันพรุ่ง และไม่ทำตามสัญญา

ก่อนที่แจ็ค เวลซ์ จะกลายเป็นซีอีโอ เจ็นเนอรัล อีเล็คทริค จะทำกำไรและเจริญเติบโตช้าแต่ละปี แจ็ค เวลซ์ ได้ปฏิรูปจีอีด้วยการปลูกฝังการเปลี่ยนแปลงให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีอี และการผลักดันจีอีไปสู่องค์การเรียนรู้และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การคิดอย่างไร้พรมแดนจะเป็นส่่วนที่สำคัญของวัฒนธรรมจีอี แจ็ค เวลซ์ ได้บุกเบิกการปรับปรุงคุณภาพเรียกว่า ซิกซ์ ซิกซ์ม่า ที่คล้ายคลึงกับการปรับปรุงคุณภาพของโมโตโรล่า เป้าหมายของซิกซ์ ซิกซ์ม่า ตือ การระบุและการกำจัดแหล่งที่มาของข้อบกพร่องทุกอย่าง บุคคลทุกคนของจีอีจะต้องถูกฝึกอบรมซิกซ์ ซิกซ์ม่า จนกระทั่งพวกเขาจบการศึกษาด้วย สายดำ ภายในการปรับปรุงคุณภาพ มรดกที่ยั่งยืนที่สุดที่
แจ็ค เวลซ์ ทิ้งไว้แก่จีอีและผู้บริหารคือ ความต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ แจ็ค เวลซ์ เชื่อว่าบริษัทจะต้องเรียนรู้และสร้างแหล่งที่มาของข้อได้เปรียบทางการแข่งขันใหม่ ธุรกิจจะต้องเปลี่ยนแปลงและสร้างตัวเองใหม่ให้รวดเร็วกว่าคู่แข่งขัน
แจ็ค เวลซ์ ยืนยันว่าการลดขนาดจะจำเป็นต่อสุขภาพโดยส่วนรวมของบริษัท เขาชี้ให้เห็นว่า การมีบุคคลมากเกินไปและการขาดความสามารถ ไม่เพียงแต่ไม่ดีต่อบริษัทเท่านั้น แต่จะทำให้งานทุกอย่างต้องเสียหายด้วย แม้ว่าแจ็ค เวลซ์ จะปลดบุคคลออกจากงานจำนวนมาก แต่เขาจะทำให้การปลดออกจากงาน เป็นการบินลงอย่างนิ่มนวล แจ็ค เวลซ์ ได้กล่าวว่า เราจะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งต่อความสามารถแข่งขันในระยะยาวของบริษัท แต่เราสามารถมีจิตใจที่อ่อนโยนต่อบุคคลที่เราให้ออกจากงานได้ หลักฐานการดูแลบุคคลอย่างดีคือ ระหว่างสี่ปีแรกของการปลดบุคคลออกจากงานจำนวนมาก การปิดโรงงาน และการขายทรัพย์สิน พวกเราจะไม่มีการนัดหยุดงานเลย จีอีจะประกาศการปลดออกจากงานอย่างรอบคอบ และการปิดโรงงานล่วงหน้าอย่างดี และการช่วยเหลือบุคคลหางานใหม่
แจ็ค เวลซ์ มองว่าธุรกิจส่วนใหญ่จะถูกบริหารมากเกินไปและถูกนำน้อยเกินไป เขาต้องการให้ผู้บริหารจีอีออกไปจากวิถีทางนี้ แจ็ค เวลซ์ ได้ดำเนินการฝึกอบรมความเป็นผู้นำอย่างกว้างขวาง เพื่อที่จะช่วยให้ผู้บริหารจีอีเรียนรู้และปฏิบัติทักษะใหม่ของความเป็นผู้นำ แจ็ค เวลซ์ จะเรียกผู้บริหารว่า ผู้นำ นับตั้งแต่เขาเชื่อว่าผู้บริหารจะต้องถ่ายทอดวิสัยทัศน์ไปยังบุุคคลของพวกเขา และจัดสรรทรัพพยากรอย่างเคร่งครัด นี่คือวิถีทางของงานของผู้นำ
ณ เวลาหนึ่ง แจ็ค เวลซ์ มองเห็นว่าผู้บริหารอาวุโสส่วนใหญทำหน้าที่อย่างจำกัด พวกเขาเฝ้ามอง ควบคุม ออกคำสั่ง แยกตัวจากบุคคล ผู้บริหารระดับสูงเหล่่านี้ไม่บันดาลใจและยอมให้บุุคลริเริมการกระทำที่ไม่ได้ถูกสั่งการจากบนลงล่าง เขาจะเกลียดชังวิธีการเหล่านี้ เขามักจะพูดว่าเขาต้องการให้ผู้บริหารระดับสูงของเขานำไม่ใช่บริหาร ผู้บริหารจะควบคุม พวกเขาไม่ได้อำนวยความสะดวก ผู้บริหารสร้างความซับซ้อน ไม่ใช่ความเรียบงาย ทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัทคืออะไร ผลิตภัณฑ์ของเรา เทคโนโลยีของเรา ตราสินค้าของเรา ถ้าเป็นแจ็ค เวลซ์ แล้ว คำตอบจะเป็นอย่างเดียงกันต่อธุรกิจทุอย่างคือ ทีมของเรา
แจ็ค เวลซ์ ต้องการให้ผู้บริหารทุกคนนำด้วยการกระตุ้นไม่ใช่การควบคุม เขาจะเรียกความเป็นผู้นำของเขาว่า การไร้พรมแดน หมายถึงการผ่อนคลายแบบแผนที่ตายตัว การทำให้บุคคลอื่นรู้ว่าความพยายามของพวกเขา
มีส่วนช่วยต่อบริษัทอย่างไร และการส่งบันทึกที่เขียนด้วยมือแก่เพื่อนร่วมงานและลูกค้า แจ็ค เวลซ์ จะต่อต้านประเพณี เขาจะกระตุ้นบุคคลให้สงสัยต่อพฤติกรรมของบริษัททุกด้าน และการแสดงความคิดต่อการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญ ณ จีอี
แจ็ค เวลซ์ ยืนยันว่าระบบราชการจะสร้างความสูญเสีย การตัดสินใจล่าช้า และทำให้บริษัทแข่งขันได้น้อยลง ดังนั้นเขาจะสนับสนุนการทำให้งานเรียบง่ายมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ การสร้างความไม่เป็นทางการแก่สถานที่ทำงาน การยกเลิกงานที่ไม่จำเป็น และการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อที่จะทำให้การตัดสินใจคล่องตัว แจ็ค เวลซ์ มองว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถหมายถึงโอกาส ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจะกลายเป็นค่านิยมของบริษัทอย่างหนึ่งภายใต้แจ็ค เวลซ์ เขาได้กระตุ้นบุคคลให้คาดหวังความไม่คาดฝัน และก้าวไปอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะนำหน้าได้
แจ็ค เวลซ์ ได้สร้างถ้อยคำว่า “กบต้ม” ขึ้นมา โนเอล ทิชี ที่ปรึกษาคนหนึ่งคนหนึ่งของจีอี กล่าวถึงแจ็ค เวลซ์ หลีกเลี่ยงอาการกบต้ม ว่า ถ้าเราใส่กบภายในหม้อน้ำเย็นและเพิ่มความร้อนทีละน้อย กบจะรู้สึกสบายและตายใจแม้ว่าน้ำจะค่อยร้อนขึ้นและไม่ยอมกระโดดออกมา จนกระทั่งน้ำเดือดจนกบได้เสียชีวิตเนื่องจากกระโดหนีไม่ทัน แต่ถ้าเราใส่กบภายในหม้อน้ำเดือด กบจะกระโดดออกมาทันทีที่สัมผัสน้ำเดือด ด้วยสัญชาตญานของการเอาตัวรอด และรอดชีวิต เรื่องราวสอนใจของอาการกบต้นคือ บุคคลจะไม่รู้สึกถึงความสำคัญที่
จะต้องเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะไม่ออกไปจากบริเวนที่สบายของพวกเขา และเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พวกเขากระทำอยู่ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะต้องชักจูงบุคคลให้เปลี่ยนแปลง

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *