INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความบิดเบี้ยวของเศรษฐกิจโลก


คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
ความบิดเบี้ยวของเศรษฐกิจโลก

ผู้เขียนได้อ่านบทความที่ไม่ใช่บทความทางวิชาการ แต่เป็นบทความที่ประชดประชันระบบเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยวแต่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด และเข้าใจกันว่าบทความนี้เป็นของ Prof.Dr.JAGDISH BHAGWATI นักเศรษฐศาสตร์เชื้อสายอินเดีย และอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศในสหรัฐฯ บทความดังกล่าวเริ่มดังนี้
ญี่ปุ่นออมอย่างมาก และใช้จ่ายน้อย นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังส่งออกมากกว่าการนำเข้าหลายเท่านัก ดุลการค้าของญี่ปุ่นเกินดุลประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี แต่กลับพบว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบันอ่อนแอและใกล้พังคลืน
สหรัฐฯใช้จ่ายมาก ออมเพียงเล็กน้อย สหรัฐฯนำเข้ามากแต่ส่งออกน้อย และมีดุลการค้าขาดดุลการค้ากว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี แต่เศรษฐกิจอเมริกาถูกมองและเชื่อว่าเข้มแข็ง
แล้วสหรัฐฯเอาเงินที่ไหนมาซื้อสินค้า อ้อก็กู้ยืมมาจากญี่ปุ่น จีน และแม้กระทั่งอินเดีย
กล่าวอีกนัยคือ ประเทศอื่นๆออมเพื่อให้อเมริกันใช้จ่าย ซื้อสินค้าเพราะส่วนใหญ่ลงทุนในสหรัฐฯในรูปพันธบัตรหรือเงินดอลลาร์
แม้แต่อินเดียก็ยังเก็บเงินสำรองเพื่อเป็นกองทุนเงินตราระหว่างประเทศของตนในรูปพันธบัตรกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ จีนมีสำรองมากกว่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์ในรูปพันธบัตร ญี่ปุ่นมีเป็นล้านๆ(ในปัจจุบันจีนมีพันธบัตรสหรัฐเป็นอันดับ 1 แซงญี่ปุ่นแล้ว) ผลคือสหรัฐฯได้เงินไป 5 ล้านๆดอลลาร์จากทั่วโลก ซึ่งก็เท่ากับว่าโลกได้ออมเงินเพื่อสหรัฐฯ ทำให้คนอเมริกันใช้จ่ายกันอย่างเสรี และเพื่อให้การบริโภคของสหรัฐฯเติบโต ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯทำงานได้ดี ประเทศอื่นๆจะต้องผันเงินให้สหรัฐฯหนึ่งแสนแปดหมื่นล้านดอลลาร์ทุกๆ 3 เดือน ซึ่งเท่ากับสองพันล้านต่อวัน
นักเศรษฐศาสตร์ชาวจีนได้ถามคำถามที่ละเมียดละมัยว่าใครลงทุนมากกว่ากัน สหรัฐฯลงทุนในจีน หรือจีนลงทุนในสหรัฐฯ คำตอบคือ สหรัฐฯลงทุนในจีนน้อยกว่าจีนเกือบเท่าตัว
ในอินเดียก็เช่นกัน อินเดียลงทุนในสหรัฐฯกว่าห้าหมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะที่สหรัฐฯลงทุนน้อยกว่าสองหมื่นล้านดอลลาร์ในอินเดีย
ทำไมทั้งโลกต้องตามสหรัฐฯ :
ความลับก็คือ สหรัฐฯจ่ายมากและยากที่จะออม โดยความจริงที่ว่าสหรัฐฯจ่ายโดยใช้บัตรเครดิตจากรายได้ในอนาคต ทำให้การใช้จ่ายของสหรัฐฯได้รับการจูงใจให้มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ นั่นทำให้สหรัฐฯนำเข้ามากกว่าส่งออก ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน
ผลที่เกิดขึ้น : โลกทั้งผองต้องขึ้นอยู่กับการบริโภคของอเมริกันเพื่อให้ประเทศตนเติบโต ด้วยนิสัยที่บริโภคจากเงินในอนาคตนี่เอง ทำให้ทั้งโลกต้องไปจุนเจือการบริโภคของอเมริกัน แล้วสหรัฐฯจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายในการบริโภค สหรัฐฯก็เอาเงินจากทั้งโลกมาจุนเจือ ด้วยการออกพันธบัตร และพิมพ์ธนบัตรโดยไม่ต้องมีสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
ถ้าจะอธิบายง่ายๆก็เหมือนกับเจ้าของร้านค้าที่ให้ลูกค้ายืมเงินมาซื้อสินค้าของตน ถ้าไม่ให้ยืมลูกค้าไม่มีเงินมาซื้อของ ร้านค้าก็เจ๊ง ต้องปิดกิจการ สหรัฐฯจึงเหมือนลูกค้าที่โชคดี ส่วนทั้งโลกเป็นเจ้าของร้านที่ช่วยตัวเองไม่ได้ต้องให้ลูกค้ายืมเงินเพื่อให้ร้านค้าของตนอยู่ได้
เจ้าของร้านที่โชคร้ายรายใหญ่ของสหรัฐฯ ก็คือญี่ปุ่น ซึ่งในขณะนี้ถือว่าญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยนักเศรษฐศาสาตร์ยุคใหม่กล่าวกันว่า ญี่ปุ่นต้องใช้จ่ายให้มากเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต ดังนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นจึงพยายามกระตุ้นให้คนญี่ปุ่นใช้จ่ายและลดการออมลง เช่น การลดดอกเบี้ยเงินฝากจนเหลือศูนย์ และปัจจุบันติดลบนั่นคือคิดค่าฝากเงินแต่กระนั้นก็ตามชาวญี่ปุ่นก็ยังไม่ลดการออม เพราะนิสัยมันเปลี่ยนยาก แค่เงินออมในไปรษณีย์ของญี่ปุ่นก็ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ดังนั้นการออมของญี่ปุ่นแทนที่จะดีกลับกลายเป็นความเจ็บปวด
ดังนั้นบทเรียนคืออะไร :
ประเทศจะเติบโตไม่ได้ถ้าประชาชนไม่ใช้จ่าย แทนการออม แต่การใช้จ่ายต้องมาจากการกู้เงินแล้วใช้จ่าย นั่นคือเอารายได้ในอนาคตมาใช้จ่าย
ดังนั้นหากประเทศใดต้องการเติบโตก็ต้องกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่าย แทนการออม ขยายการนำเข้าแทนการมุ่งเน้นการส่งออก และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนค้าขายในประเทศ เพราะยอดลงทุนของตลาดที่เติบโตขึ้น แต่การที่จะทำอย่างนี้ได้ก็ต้องหาไอ้โง่สักประเทศที่จะทำการออมแล้วมาให้เรายืมมาใช้จ่าย
บทความนี้จริงๆแล้วก็ตั้งอยู่บนแนวคิดของเคนส์นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษที่ถือว่าเป็นบิดาของเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ ที่เน้นกระตุ้นการบริโภคเพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ต้องแยกแยะประเด็นของการที่กระตุ้นประชาชนให้บริโภคกับการใช้จ่ายขาดดุลของรัฐาบาล เพื่อกรุต้นการบริโภค กรณีของญี่ปุ่นเวลานี้รัฐบาลจ่ายงบขาดดุลจนหนี้สาธารณะมีจำนวนสูงกว่า 200% ของ GDP แต่นิสัยของคนญี่ปุ่นนั้นมัธยัสจึงไม่ยอมเพิ่มการบริโภคมาก แม้รัฐบาลจะกระตุ้นด้วยวิธีการต่างๆ แถมพยายามกดดันให้การออมลดลง เช่น การคิดค่าฝากเงิน หรือในอนาคตอาจเก็บภาษีการฝากเงินทั้งๆที่ไม่มีดอกเบี้ยเงินได้
แต่สำหรับรัฐบาลไทยการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายขาดดุลจนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆเกิน 50% ของ GDP แล้ว แต่การบริโภคไม่กระเตื้องเพราะคนรากหญ้าซึ่งจะเป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่ที่สุดในการบริโภค และมีอัตราการบริโภคต่อการเพิ่มของรายได้สูงนั้น ไม่ได้รับการกระจายได้จากการเติบโตทางเศรษฐกิจมากนัก รายได้จากการเติบโตไปกระจุกตัวอยู่ที่คนที่มีระดับรายได้สูงในส่วนบน การบริโภคโดยรวมจึงไม่กระเตื้องเหมือนการกระตุ้นรายได้
ดังนั้นแม้เศรษฐกิจจะโตแต่การบริโภคโดยรวมไม่สูงในที่สุด เราก็จะติดอยู่ในกับดักของรายได้ปานกลางต่อไปไม่อาจก้าวขึ้นไปได้ มิหนำซ้ำภาระจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงไปเรื่อยๆก็จะเป็นตัวทำให้เกิดภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจในที่สุด
ส่วนเศรษฐกิจโลกนั้นในตอนนี้ลูกค้ารายใหญ่อย่างจีนไม่ได้เป็นหมูอย่างญี่ปุ่น ยิ่งสหรัฐฯประกาศสงครามการค้ากับจีนก็จะมีผลทำให้จีนตอบโต้ด้วยการเทดอลลาร์ และพันธบัตรของสหรัฐฯออกมา นั่นคือไม่ให้ลูกค้ายืมเงินไปซื้อของร้านตนอีกต่อไป
แต่จีนจะหาทางไปลงทุนในประเทศอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในโครงการ ONE BELT ONE ROAD ซึ่งจีนจะต้องใช้กลวิธีต่างๆเพื่อเรียกลูกค้าใหม่ๆให้มาซื้อสินค้าในร้านของตน
ดังนั้นลูกค้าที่ฉลาดก็ต้องต่อรองหาเงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับตน นอกจากลูกค้าที่มีผู้ปกครองที่เห็นแก่ตัวรับสินบนขายชาตินั่นแหละ ประเทศเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเหยื่อของร้านค้านหน้าเลือดไปอย่างช่วยไม่ได้ และสุดท้ายก็จะจมปลักอยู่ในความยากจน เพราะจะไม่ได้อะไรจากพ่อค้าหน้าเลือด นอกจากเป็นหนี้กับการเสียสิทธิในผืนแผ่นดินให้พวกพ่อค้าหน้าเลือดมาตักตวงเอาผลประโยชน์กลับไปประเทศของตน

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *