INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สบาย สบาย สไตล์เกษม: ทุนดับเบิลยูพีไอ:จุดพลิกผันแห่งชีวิต ๕

ในอุโมงค์ขุดหาแร่ทองคำใต้ผิวโลกสี่กิโลเมตร

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ทุนดับเบิลยูพีไอ:จุดพลิกผันแห่งชีวิต ๕

มีบางชาติครับ ที่เชิญไปเยือนแต่ผมปฏิเสธทั้งๆที่อยากไป
ชาติแรกก็คืออิรักสมัย”ซัดดัม ฮุสเซน”เรืองอำนาจกับชาติที่ ๒ คือเกาหลีเหนือ ในยุคที่”คิม อิล-ซุง”ยังมีชีวิตอยู่
ตัวแทนของทั้งสองชาติ เสนอเงื่อนไขตรงกันว่า กลับมาแล้วต้องเขียนเชียร์เท่านั้น อย่าเขียนในเชิงลบ
เขาไม่รู้หรอกว่าผมเป็นนักข่าวที่รักอิสระเสรีมาก แม้จะอยู่ในระบอบเผด็จการมานาน จึงได้ปฏิเสธไป ในที่สุดนักข่าวสำนักอื่นได้ไปแทน ส่วนจะกลับมาเขียนเชียร์อย่างไร ผมไม่ได้ติดตามอ่านครับ
โดยเฉพาะในรายเกาหลีเหนือนั้น น่าสนใจมากจริงๆ เพราะเป็นครั้งแรก ที่เขาพยายามจะเข้ามาตั้งสำนักงานพาณิชย์ก่อนในกรุงเทพฯ นัยว่าจะใช้”สยามรัฐ”เป็นบรรได เพื่อออกข่าวดีๆ อันจะพัฒนาสำนักงานพาณิชย์ไปสู่การเปิดสถานเอกอัครราชทูตในไทย
แต่จนกระทั่งถึงขณะนี้ เกาหลีเหนือก็ยังไม่สามารถเปิดสถานเอกอัครราชทูตได้เต็มรูปแบบ แม้ที่ผ่านมา จะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับชั้นผู้ใหญ่มาแล้วลายครั้ง เพราะรัฐบาลไทยยังไม่ค่อยจะไว้วางใจในท่าที ความประพฤติของเกาหลีเหนือ
แถมเกิดตกใจในเหตุการณ์ล่าสุด กรณีลอบสังหาร”คิม จอง-นัม”พี่ชายต่างมารดาของท่านผู้นำ”คิม จอง-อึน”ในมาเลเซียเมื่อไม่นานมานี้ ส่งให้ความสัมพันธ์กับมาเลเซียเสื่อมทรามลงเป็นอันมาก ถึงกับต่างฝ่ายต่างเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับ
ก็เลยยิ่งทำให้ไทย ไม่กล้าสนิทชิดเชื้อกับเกาหลีเหนือด้วยหวั่นเกรงว่า จะดูแลในแง่ความมั่นคงไม่ไหว
ชาติที่ผมตัดสินใจรับคำเชิญไปเยือนทันที ก็คือ”อาฟริกาใต้”เพราะไม่ตั้งเงื่อนไขอะไรเลย
เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งสภาพบุรุษวัยเกินกลางคนแต่งตัวใส่สูทเรียบร้อย เปิดประตูห้องข่าว”สยามรัฐ”เข้ามาถามหาผม ก็เลยยกมือไหว้ก่อน พร้อมบอกว่า “ผมเองครับ”
เขานำแนะตัวว่าชื่อ”ประหยัด บุรารักษ์”เดิมทีเป็นข้าราชการในสงกัดสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ได้ออกมาทำธุรกิจติดต่ออยู่กับทางการอาฟริกาใต้มาพักใหญ่แล้ว จนลูกชายไปเรียนจบในมหาวิทยาลัยที่”โจฮันเนสเบอร์ก” ได้รับความไว้วางใจจากทางการอาฟริกาใต้ มอบหมายให้มาเชิญนักข่าวจากไทยไปเยือน เพื่อจะได้รู้ชัดเจนว่า ได้ผ่อนคลายนโยบายแบ่งแยกผิวไปได้มากแล้ว จึงหมายให้ไทยยกเลิกการ”บอยคอต”(ห้ามค้า)ตามมติของสหประชาชาติ ที่ต่อต้านการแบ่งแยกผิว จะได้เปิดสัมพัน์ทางการทูตระหว่างกัน ซึ่งจะได้ประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะสำหรับนักธุรกิจอย่างเขา
ที่สำคัญมาก(สำหรับผม) เขาย้ำว่าค่าใช้จ่ายทุกประการทางการอาฟริกาใต้รับผิดชอบทั้งหมด รวมทั้งการประกันชีวิตให้ระหว่างเดินทางไป-กลับราวหนึ่งสัปดาห์(ถ้าจำไม่ผิด)
ผมไม่ได้รับปากในทันที เพราะจะต้องปรึกษาบรรณาธิการใหญ่ก่อน เช่นเคย
หลังได้รับอนุญาตแล้ว “คุณประหยัด”ให้ผมช่วยเชิญนักหนังสือพิมพ์อีกหนึ่งคนจากฉบับอื่น ไปเป็นเพื่อนด้วย
ผมเชิญไปที่”สุทธิชัย หยุ่น”แต่เขาปฏิเสธ
จึงติดต่อไปยัง”สุนทร วาที”บรรณาธิการต่างประเทศ”ไทยรัฐ”ในขณะนั้น(ชื่อจริงคือ”สุนทร ทาซ้าย”-บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์”ไทยรัฐ”ในปัจจุบัน) ซึ่งรับคำเชิญ
การเดินทางต้องไปขึ้นเครื่องของสายการบิน”เซาธ์ อาฟริกัน แอร์เวยส์”ที่ท่าอากาศยานนานาชาติ”ชางงี”ในสิงคโปร์ไปยังเมือง”โจฮันเนสเบิร์ก”(หรือ”โจ’เบิร์ก)ใช้เวลาเดินทางเกือบ ๑๑ ชั่วโมง โดยแวะเติมน้ำมันที่”มาดากัสการ์”ด้วย
เรา(ผมกับ”พี่สุนทร”)เข้าไปยังห้องรับรองของท่าอากาศยานนานาชาติ”แจน สมัตต์”(ปัจจุบันใช้ชื่อ”โออาร์ ทัมโบ”)ที่”โจ’เบิร์ก”พบอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ”แผน วรรณเมธี”ที่ผมคุ้นเคยสมัยท่านทำงานกรมการเมือง กับภริยานั่งอยู่ จึงเข้าไปคารวะ ท่านบอกว่าได้รับเชิญมาเช่นกัน(คงนั่ง”เฟิร์สต์ คลาส”มาบนเที่ยวบินเดียวกัน) ช่วงนั้นดูเหมือนว่าท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภากาชาดไทยแล้วและไม่ใช่ตัวแทนรัฐบาล
คณะของ”คุณแผน”กับคณะของผม แยกกันไปคนละทางในการเยือนอาฟริกาใต้
ผมกับ”สุนทร วาที”อยู่ใน”โจ’เบิร์ก”ต่อ ใช้เป็นศูนย์กลางในการเยือน
ในช่วงแรก ไป”พรีทอเรีย”เมืองหลวงเพื่อการบริหาร พบกับรัฐมนตรีอะไรสักคนหนึ่งจำไม่ได้แล้ว เป็นชาวอาฟริกาใต้เชื้อสายอินเดีย เพื่อพูดคุยกันในเรื่องทั่วไป แต่เน้นด้านเศรษฐกิจและสังคม
เขาชมไทยว่าดีที่เป็นต้นแบบในพัฒนาการท่องเที่ยว ด้วยการทำ Visit Thailand’s Year เพื่อสร้างและกระจายรายได้ไปทั่วประเทศ
อยากให้ไทยช่วยแนะนำวิธีการให้บ้าง เพื่อการเรียนรู้ คงจะเป็นผลดีแก่ทุกๆ ฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะชาวบ้านอาฟริกาใต้ แล้วก็ว่าอยากให้คนไทยมาเที่ยวอาฟริกาใต้เพราะมีอะไรที่น่าสนใจให้ดูเยอะ อย่างเช่น”ซาฟารี”หรือสวนสัตว์เปิด เพื่อชมสัตว์ป่า หรือมาทำความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมพื้นเมืองของชาวซูลู เผ่านักรบผู้หาญกล้าในอดีต หรือแม้แต่ไปดูชีวิตความเป็นอยู่ของชนผิวดำตามชุมชนต่างๆ ว่าดีขึ้นแค่ไหนหรือไม่อย่างไร หลังจากที่อาฟริกาใต้ ยกเลิกการแบ่งแยกสีผิว
สำคัญที่สุด เขาบอกว่าที่ผ่านมา ตลอดเวลาที่ไทย”บอยคอต”อาฟริกาใต้ ไม่ทำมาค้าขายด้วยนั้น “เราแอบซื้อข้าวสารไทยปีหนึ่งๆ มหาศาล ผ่านทางสิงคโปร์ เพราะเป็นข้าวดี เป็นที่นิยมบริโภค ทั้งคนในหมู่คนพื้นเมือง คนเชื้อสายอินเดียและคนที่สืบเชื้อสายมลายู ซึ่งอังกฤษนำพามา ทำงานในไร่อ้อยในอาฟริกาใต้ แต่อดีตกาล”
ได้ฟังแล้วก็ตกใจ ถามว่า “สมคบกันลักลอบค้าข้าวเถื่อนหรือ ?”
“พ่อค้าสิงคโปร์ได้มาอย่างไรไม่ทราบ ใครรับซื้อไม่ทราบ แต่บ้านเราก็มีบริโภค เรื่องการซื้อขายไม่ใช่ปัญหาของเรา”
ฉุนสิครับฉุน สิงคโปร์เป็นเช่นนี้เองหรือ ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ ไม่รู้ว่ารัฐบาลสิงคโปร์แอบรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่
ตรงนี้เองครับ ที่ผมเขียน”โวย”ไว้ใน”สยามรัฐ”เมื่อกลับจากอาฟริกาใต้ บอกว่าจะยอมให้สิงคโปร์ชุบมือเปิบไม่ได้ต่อไป
ถึงเวลาแล้ว ที่ไทยจะต้องค้าข้าวอย่างถูกต้องกับตลาดข้าวซึ่งสำคัญที่สุดในอาฟริกาและต้องรีบยกเลิกการ”บอยคอต”แต่เนิ่นๆ
การเยือนอาฟริกาใต้ของคณะ”คุณแผน”และ”คณะผม” ส่งผลให้มีการพูดจาหารือกันจริงจังในรัฐบาล
และในสภา อันนำมาซึ่งการยกเลิกการ”บอยคอต”และรื้อฟื้นสัมพันธไมตรีกับอาฟริกาใต้ โดยมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปี ๒๕๓๖
ผมกับ”พี่สุนทร”ได้มีโอกาส ไปชมพิพิธภัณฑ์การบินของ”เซาธ์ อาฟริกัน แอร์เวยส์”แสดงความก้าวหน้าทางธุรกิจการบินของเขา เขามีโรงซ่อมบำรุงการบินที่ทันสมัย มีฝูงบินพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนธุรกิจการบินกับไทย
ไปชมอุตสาหกรรมผลิตไวน์ที่ฝรั่งเศสทิ้งเป็นมรดกไว้ในอาฟริกาใต้ จำเพาะที่ไร่องุ่น”สเตลเลบอช” อุตสาหกรรมนี้เจริญรุ่งเรืองมีหลายแห่งหลายยี่ห้อ ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ไกลจาก”เคป ทาวน์”
พาไปชมเหมืองทองคำของบริษัท”เดอ เบียร์ส”หนึ่งในเหมืองแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งมีอยู่มาก ช่วยสร้างตำแหน่งงานให้คนพื้นเมืองได้มีงานทำ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้จะเสี่ยงอันตรายจากเหมืองถล่มในแต่ละปีก็ตาม
ทำให้ผมกับ”พี่สุนทร”ได้มีโอกาสลงไปดูการขุดหาทองคำลึกใต้ผิวโลกราวสี่กิโลเมตร ด้วยความตื่นตาตื่นใจ
ที่น่าเป็นห่วงมากก็คือ การทำเหมืองขนาดใหญ่ก่อให้เกิดกองหินที่ขุดขึ้นมากองไว้เป็นภูเขาเลากา นับเป็นการทำลายภาวะแวดล้อมอย่างน่ากลัว หากไม่หยุดทำเหมืองในแบบนี้ ในเวลาอันเหมาะสม
อาฟริกาใต้จึงได้ชื่อว่า เป็นแหล่งส่งออกแร่ธาตุต่างๆ มากที่สุดชาติหนึ่งของโลก รวมทั้งทองคำและเพชร
ไปเยี่ยมดูเมือง”โซเวโต”ถิ่นพำนักของ”คนดำ”ที่ลุกขึ้นก่อความวุ่นวายบ่อยๆ เนื่องจากปัญหาสีผิวและการดำรงชีพจากการเอารัดเอาเปรียบของรัฐบาลผิวขาว ซึ่งสร้างความยากลำบากแร้นแค้น ดังเช่น ที่เขียนไว้ในนวนิยาย Cry the Beloved Country ของ “อลัน เพตัน” ซึ่งในวันที่ผมไปถึงนั้น รถยนตร์ที่เรานั่งไปถูกข้างขว้างปา จนต้องรีบหนี หลังจากไปเยี่ยมชมบ้านของ”เนลสัน มันเดลา” (ขณะนั้นถูกจำคุกบนเกาะ”รอบเบน”ในความผิดฐานนำการต่อต้านแบ่งแยกผิว)
พบว่าสภาพ”เมืองกระต๊อบ”(Shanty Town)หรือ”สลัม”ที่นั่น ดีขึ้นกว่าที่พรรณาไว้ในหนังสือของ”อลัน เพตัน”ไม่มากเท่าไร แม้มีตึกรามเพิ่มขึ้น
แต่ที่ประทับใจก็คือ ความพยายามของรัฐในการจัดหาทุนให้คนดำที่ไร้โอกาส ได้กู้ยืมรายวัน นำไปทำธุรกิจเล็กๆ น้อย ๆเพื่อการดำรงชีพ
การเยือนนี้นับว่าประสบความสำเร็จในแง่ส่งเสริมความเข้าใจและสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-อาฟริกาใต้
จึงต้องบันทึกเอาไว้ว่า งานสื่อมวลชนนั้น หากใช้อย่างถูกต้องแล้ว ก็สามารถช่วยชาติได้เช่นกัน

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *