สบาย สบาย สไตล์เกษม: สามัคคีเกิดได้ ต้องไร้อคติ

สบาย สบาย สไตล์เกษม
สามัคคีเกิดได้ ต้องไร้อคติ
เกษม อัชฌาสัย
ภารกิจที่ไม่น่าเป็นไปได้ ปรากฏผลลุล่วงสำเร็จไปแล้ว โดยการอำนวยการของศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย(ศอร.)ในวนอุทยานเขาหลวง นำเอาตัวนักฟุตบอลเยาวชนทีม”หมูป่า อะคาเดมี”จำนวน ๑๒ คนกับโค้ชหนึ่งคน หลุดพ้นจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน หลังจากติดอยู่ในนั้นราว ๑๗ วัน
การช่วยเหลือด้วยความร่วมมือของฝ่ายต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมทั้งจากนานาชาติเสร็จสิ้นไปเมื่อค่ำวันอังคารที่ ๑๐ กรกฎาคม ท่ามกลางการเอาใจช่วย(”ลุ้น”)อย่างสุดๆ ของชาวโลกอย่างใจจดใจจ่อ แทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ โดยเฉพาะคนไทยทั้งชาติ ที่เฝ้าติดตามผ่านสื่อทุกชนิด ทั้งสื่อในและนอกประเทศ ซึ่งพากันระดมนักข่าวไปรายงาน ณ ที่เกิดเหตุนับร้อยนับพัน สู่สายตาสาธารณชน
เพราะเป็นการทำงานแข่งกับเวลาและอากาศ(อ็อกซีเยน”)ที่จะหายใจภายในถ้ำก็จะลดลง จนน่าจะเป็นอันตราย หากเลยขีดกำหนดที่มนุษย์จะดำรงชีพอยู่ได้
ในแง่หนึ่ง เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนการแข่งขันกันสุดเหวี่ยง ในหมู่หน่วยงานสื่อ(ใช้”โดรน”บินถ่ายภาพและการดักฟังวิทยุสื่อสาร)เพื่อให้ได้ภาพและข้อมูลที่ดีกว่า แม้จะถูกประณามกันขรมในสื่อสังคม
กรณีเด็กติดถ้ำ จึงกลายเป็นข่าวโด่งดัง กลบกระแสความคลั่งใคล้ ที่เคยมีต่อการแข่งขันฟุตบอลโลก ได้แทบไม่น่าเชื่อ
สิ่งที่จะต้องบันทึกไว้เป็นเบื้องแรกก็คือการวางแผนของ ศรอ.อย่างรอบคอบและรอบด้านนำโดยนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีตผู้ว่าชการจังหวัดเชียงรายที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการพะเยา นั้นเปรียบเสมือน”เสื้อวิเศษไร้ตะเข็บ” คือหัวใจแห่งความสำเร็จนี้ โดยไม่อาจปฏิเสธได้
ยังดีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีย้ำยืนกราน ว่าจะยังไม่ให้ไปไหน จนกว่าภารกิจช่วยเด็กที่”ขุนน้ำนางนอน”จะแล้วเสร็จ “ไม่เปลี่ยนม้ากลางลำธาร”ที่เชี่ยวกราก จึงทำให้ปฏิบัติการช่วยชีวิตเด็กถ้ำ เดินหน้าไปได้ ต่อเนื่อง ไม่สะดุดหยุดอยู่
แต่ถ้าหากเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการ ศอร.กลางคัน ก็ไม่แน่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นเช่นที่เป็นหรือไม่
คงไม่ลืมว่า ศอร.กำหนดแผนปฏิบัติงานเป็นสามระยะ คือ ๑ ค้นหาที่ตั้งซึ่งเด็กๆหลบภัยอยู่ ๒ หากพบแล้วจึงขนย้ายออกจากถ้ำ พาไปตรวจร่างกายและรักษาและ ๓ ส่งตัวกลับบ้าน
จะพบว่าขั้นตอนที่ยากมากก็คือการค้นหา ซึ่งใช้เวลานานเก้าวัน จึงไปพบที่”เนินนมสาว”เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ไกลไปจาก”หาดพัทยา” ซึ่งคาดการณ์ไว้แต่แรก เนื่องจากหาดถูกน้ำท่วมหมด
การพบนั้นเป็นเหตุบังเอิญ โดยทีมดำน้ำล่วงหน้าต่างชาติ ซึ่งกำลังวางสายเชือกใช้นำการดำ โผล่ขึ้นไปเหนือน้ำ เพราะสายเชือกหมดลงตรงนั้นพอดี หมายความว่าหากสายเชือกสั้นไป หรือยาวไป ก็ไม่มีทางเจอเด็กๆ เหล่านั้น
จึงนำมาถึงคลิปดัง ที่นักดำน้ำอังกฤษถ่ายไว้ขณะคุยกับเด็กเป็นภาษาอังกฤษ
สร้างความดีอกดีใจไปทั่วประเทศไทยว่าเจอเด็กแล้ว ไม่ต้องเสียเวลา ไปค้นหาที่อื่น ด้วยความกังวลใจอีกต่อไป
ถามว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความอัศจรรย์หรือไม่ เป็นไปตามเสียงวอนขอของคนทั่วโลก ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ห รือไม่
คำถามนี้ ไม่อาจตอบได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ นอกจากจะบอกว่าเป็น”ความพอดี”หรือ”บังเอิญ”เท่านั้นเอง
ความดีใจมีอยู่ไม่นาน เมื่อมาถึงขั้นต้องเดินแผนต่อในลำดับที่ ๒ คือการนำตัวเด็กๆ ออกจากถ้ำ ด้วยเกิดปัญหาที่ว่า เด็กๆ ว่ายน้ำไม่เป็น แล้วจะว่ายน้ำหรือดำน้ำออกไปได้อย่างไร จะฝ่าฟันช่องระหว่างผนังถ้ำที่คับแคบ อย่างไร จึงจะทันกับเวลา ซึ่งกำลังจะหมดไปเพราะน้ำที่ไหลเข้ามาสะสมอย่างหนึ่งและด้วยอากาศที่หายใจจะลดปริมาณลง อีกอย่างหนึ่ง
การคาดหมายที่จะให้เด็กๆ อยู่นานเป็นเดือน ตามกระแสข่าว เพื่อรอน้ำลด หรือเพื่อรอการเจาะถ้ำดึงตัวขึ้นไป ไม่มีทางทำได้ทันการณ์แน่ ๆ
ทางที่ดีที่สุดซึ่งทาง ศอร.กระทำได้ ก็คือชะลอการขึ้นของระดับน้ำแข่งกับฝนที่เทลงมา ด้วยการระดมเครื่องสูบน้ำ ในการระบายน้ำออกและกันน้ำซึมเข้าถ้ำ
ขณะเดียวกันก็เร่งหาทางเจาะเขา เข้าไปหาเด็ก ด้วยการปูพรม ส่งทั้งกำลังตำรวจ ทหารและพลเรือน เข้าค้นหาโพรงที่ใกล้”เนินนมสาว”ที่สุด เพื่อหาทางส่งของและส่งคนลงไปช่วย
คาดว่า ในการระดมกำลังเช่นนี้ มีอาสาสมัครเข้าร่วมงานราว ๑๐,๐๐๐ คน จากทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยงานและเอกชนต่างชาติ ซึ่งส่วนมากมาด้วยความปรารถนาดี พร้อมเครื่องไม้เครื่องมือ ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ
รวมทั้งเอกชนท้องถิ่น ที่ช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินและอำนวยความสะดวกอื่นๆ โดยไม่นัดหมายและจากพระบรมราชานุเคราะห์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ กับราชนิกูล
ทั้งนี้ จะต้องไม่ลืมรัฐบาล ที่สนใจติดตามให้การสนับสนุนอยู่อย่างเงียบๆ
นับเป็นการรวมพลังสามัคคีชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลกใบนี้ เป็นที่น่าพิศวง
เพราะเป็นการรวมพลังที่ ไม่มีขีดขั้นกำหนดจากทุกชนชั้น จากแทบทุกชนชาติ ไม่มีการแบ่งแยกความแตกต่างในลัทธิความเชื่อและเผ่าพันธุ์สีผิว
แต่ร่วมกันสามัคคีมา มาด้วยความเมตตากรุณา หวังช่วยเด็กๆ ให้ปลอดพันจากภัยธรรมชาติที่คุกคามชีวิต เป็นสำคัญ
นำไปสู่ความสำเร็จบรรลุเป้าหมายในการช่วยชีวิตเด็กๆ ๑๒ คนและโค้ชหนึ่งคนในที่สุด โดยผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามและเสี่ยงชีวิต ในทุกขณะจิต
แม้จะต้องสูญเสียชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่หน่วย”ซีล”คืออดีตจ่าเอก”สมาน กุนัน”ไปในขณะปฏิหน้าที่(ขอให้ไปสู่สุคติ)ก็ตาม
นี้เป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่ง ไม่เพียงเฉพาะสำหรับเมืองไทย แต่สำหรับโลกด้วย ว่าการร่วมมือกันโดยปราศจากเงื่อนไขเท่านั้น คือกุญแจที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา เป็นที่น่าอัศจรรย์
แต่จะมีใครบ้างเล่า ที่ตระหนักในความจริงข้อนี้







