INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การปฏิวัติอิหร่าน

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

การปฏิวัติอิหร่าน

น้อยคนที่จะทราบว่าก่อนมีการปฏิวัติใหญ่ในปี ค.ศ. 1978-1979 ที่เรียกว่า “การปฏิวัติอิสลาม” นั้นได้เกิดความพยายามในการปฏิวัติมาก่อน โดยเกิดจากการรวมตัวกันของผู้รู้ทางศาสนา (นักบวช) เจ้าของที่ดิน ปัญญาชนและพ่อค้าเพื่อเรียกร้องให้มีการ “ปฏิวัติรัฐธรรมนูญ” ค.ศ.1905-11 เนื่องจากความพยายามในการปฏิรูปล้มเหลว จึงเกิดความตึงเครียดในสังคม และเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงจากภายนอก ทั้งจากรัสเซีย สหราชอาณาจักร และต่อมาสหรัฐฯก็เข้าร่วมด้วย

อังกฤษนั้นได้ช่วยสนับสนุน เรซา ชาห์ ปาเลวี ซึ่งเป็นผู้บังคับการทหารที่เข้าทำการยึดอำนาจจากผู้ปกครองอิหร่าน และตั้งตนเป็นกษัตริย์ในปีค.ศ.1921 แต่ชาร์ปาเลวีก็ล้มเหลวในการปกครองจนเกิดการลุกฮือต่อต้านจากประชาชน และอังกฤษก็กดดันให้เรซา ชาห์ สละราชสมบัติพร้อมกับลี้ภัยไปต่างประเทศ จากนั้นก็สนับสนุนให้มูฮัมหมัด เรซาห์ ปาเลวี ขึ้นครองราชย์ในฐานะที่ทรงเป็นพระโอรสของเรซา ชาห์

ครั้นลุเข้าปี 1953 นายกรัฐมนตรีมูฮัมหมัด มูซาเดค ซึ่งมีหัวสังคมนิยมได้ทำการยึดกิจการน้ำมันของอังกฤษ คือ แองโกร-อิราเนียน ออยเพราะเห็นว่าเป็นการเบียดบังทรัพยากรของชาติ ซึ่งควรเป็นของประชาชน นอกจากนี้รัฐบาลและปวงชนจำนวนมากยังร่วมกันขับไล่ มูฮัมหมัด เรซา ชาห์ ออกนอกประเทศในปีค.ศ.1953

อย่างไรก็ตามในเวลาอันไม่นาน ด้วยการสนับสนุนของ CIA รัฐบาลสหรัฐฯและหน่วย MI6 ของอังกฤษได้ร่วมกันล้มรัฐบาลมูซาเตค และเชิญ ชาร์กลับมาครองอำนาจ

หลายปีต่อมามูฮัมหมัด เรซา ชาห์ ก็สั่งยุบสภา ด้วยการทำสิ่งที่เรียกว่า “การปฏิวัติขาว” นั่นคือย้อนกลับไปใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเร่งรัดที่จะพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ด้วยอภิมหาโปรเจกต์ต่างๆ จึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และไปกระทบต่อทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์ของเจ้าของที่ดินและกลุ่มผู้นำทางศาสนา โครงการเหล่านี้ยังเป็นการทุบทำลายระบบเศรษบกิจในชุมชนท้องถิ่น สร้างระบบเมืองขึ้น แต่ก็เป็นการไปกระตุ้นแนวคิดประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เพราะได้ก่อให้เกิดชนชั้นกลาง และกลุ่มอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก

แม้โครงการเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การกระจายรายได้กลับแย่ลง ชาวบ้านที่เคยอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ต้องทุกข์ยากมากขึ้นจากการเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพา

ฝ่ายต่อต้านชาห์เริ่มสบโอกาสในการคัดค้านนโยบายต่างๆของชาร์ในปี 1970’s เมื่อเกิดวิกฤติทางการเงิน และความผันผวนในการบริโภคน้ำมันของโลกตะวันตก เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ อิหร่านซึ่งอาศัยรายได้หลักจากการขายน้ำมัน จึงประสบปัญหางบประมาณที่ต้องทุ่มเทลงไปกับโครงการขนาดใหญ่ ตลอดจนการทุ่มเทขยายการใช้จ่ายด้านการทหารที่ต้องซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามามากมาย โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ

ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาออยช๊อค คือ ประเทศผู้ผลิตพากันลดการผลิตน้ำมันและขึ้นราคาขาย ก็นำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อย่างรุนแรง ทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านเกิดการรชะงักงัน แต่ผลกระทบนั้นเกิดอย่างรุนแรงกับคนรากหญ้านั่นคือ การว่างงานมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปัญหาเงินเฟ้อทำให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น

ในเรื่องการต่างประเทศ อิหร่านไม่สามารถผูกสัมพันธ์ที่แนบแน่นได้กับกลุ่มประเทศอาหรับ ส่วนหนึ่งมาจากการที่อิหร่านมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายชีอะฮ์ ในขณะที่อาหรับส่วนใหญ่นับถืออิสลามนิกายซุนหนี่ อีกส่วนหนึ่งอิหร่านมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แนบแน่นกับอิสราเอล และสหรัฐฯ ครั้นเมื่อเกิดสงครามยิว-อาหรับ อิหร่านจึงมิได้เข้าช่วยกลุ่มมุสลิมอาหรับเลย เมื่อเกิดความไม่สงบขึ้นภายในประเทศ มูฮัมหมัดชาห์ ก็ใช้วิธีการปราบปรามรุนแรงและใช้ตำรวจลับซาลัคคอยสอดส่อง จับกุมและเข่นฆ่าผู้ที่คัดค้านชาห์หรือกลุ่มคนที่เห็นว่าเป็นปรปักษ์กับชาห์

นอกจากนี้เพื่อปกปิดความยากจนในนครหลวงเตหะราน ชาห์ยังได้สั่งให้สร้างกำแพงล้อมรอบสลัมในนครหลวงอีกด้วย

อย่างไรก็ตามในช่วงนั้นการต่อต้านทางการเมืองยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะพรรคการเมืองหลายพรรคถูกทำให้เป็นพรรคที่ผิดกฎหมาย หรือมีบทบาทน้อย เช่น พรรคแนวหน้าแห่งชาติ ที่เป็นความร่วมมืออย่างหลวมๆ ระหว่างกลุ่มชาตินิยม กลุ่มนักบวช และกลุ่มฝ่ายซ้ายที่มิใช่คอมมิวนิสต์ก็ยังอ่อนแอในขณะที่พรรคทูเดห์ ที่นิยมโซเวียดก็ผิดกฎหมาย

เกือบครึ่งศตวรรษที่ประชาชนชาวอิหร่านต้องถูกกดขี่ขูดรีดภายใต้ระบบของมูฮัมหมัด ชาห์ จนในที่สุดกลุ่มปัญญาชนที่ไม่ใช่นักการศาสนาเริ่มมีความเห็นคล้อยตามแนวคิดของอายะตุลลอฮ์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี ที่เคยเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่เมืองกุมอันเป็นศูนย์กลางในการสอนศาสนาและวิทยาการต่างๆ เหมือนตักศิลา

โคมัยนี ได้แสดงสุนทรพจน์ ปาฐกฐา และแสดงธรรมหลายครั้งในการต่อต้านการประพฤติปฏิบัติของชาห์ที่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย กดขี่ ขูดรีด เข่นฆ่าประชาชน และความไม่ใส่ใจในหลักศาสนา ตลอดจนโครงการต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนรากหญ้า และกลุ่มศาสนากับเจ้าของที่ดิน แต่ได้ประโยชน์กับนายทุนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งชาห์ จนในที่สุดถูกคุมขังและถูกเนรเทศไปตุรกีและลี้ภัยไปอยู่อิรัก และต่อมาย้ายไปอยู่ปารีส เพื่อความปลอดภัย แต่คำสั่งสอน เทศนาธรรมและคำบรรยายต่างๆของโคมัยนี ถูกอัดเป็นเทปหรือพิมพ์และลักลอบนำเข้ามาในอิหร่านตลอดเวลาหลายปี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชนโดยทั่วไปเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ

กระแสของมวลชนที่เลื่อมใสศรัทธาในโคมัยนี ทำให้กลุ่มการเมืองต่างๆและปัญญาชนเริ่มรวมตัวกันกับนักการศาสนา และเดินตามแนวทางของโคมัยนี เพื่อทำการปฏิวัติสังคมนำประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนปลอดจากการแทรกแซงและเอารัดเอาเปรียบจากต่างชาติ ซึ่งตัวการสำคัญก็คือ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ

ด้วยกระแสการปฏิวัติที่ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ภายในประเทศที่เกิดการชะงักทางเศรษฐกิจ การว่างงาน เงินเฟ้อ ตลอดจนเกิดการหลั่งไหลของคนชนบทที่ถูกทำลายระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง เข้ามาในเมืองต่างๆโดยเฉพาะเมืองหลวงเตหะราน และมูฮัมหมัด ชาห์ก็มิได้แก้ไขอย่างเป็นนัยสำคัญร่วมกับการคอร์รัปชั่นที่แพร่ระบาดในหมู่ข้าราชการ การกระจายรายได้ที่แตกต่างกันมากระหว่างชนชั้นปกครองกับผู้ใต้ปกครอง ที่ขยายตัวออกไปทุกที

ด้วยปัจจัยทั้งหมดดังกล่าวแล้วจึงเกิดการลุกฮือของประชาชนและถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจากมูฮัมหมัด ชาห์ และทหารของพระองค์

ในเดือนมกราคม ค.ศ.1978 กลุ่มนักศึกษาเริ่มออกประท้วงตามถนนในช่วงนั้นจะได้ยินการร้องตะโกนว่าไทยแลนด์ ไทยแลนด์ สลับกับการกล่าวโจมตีระบอบชาห์ เป็นระยะเหตุที่มีการพาดพิงถึงประเทศไทยเพราะก่อนหน้านั้นหลายปี ขบวนการนักศึกษาและประชาชนในประเทศไทย สามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการถนอม ประกาส ลงได้ เมื่อ 14 ตุลาคม 1973 ซึ่งนับเป็นปรากฎการณ์ที่ลือลั่นไปทั่วโลก นักศึกษาชาวอิหร่านจึงยึดถือเป็นโมเดลในการโค่นล้มรัฐาลชาห์ รัฐบาลก็เริ่มทำการปราบปรามแต่ยิ่งปราบและเข่นฆ่า ก็มีประชาชนมาร่วมมากขึ้นด้วยความโกรธแค้น แม้จะมีคนถูกเข่นฆ่าจำนวนมากก็ตาม ทั้งนี้เพราะตามแนวคิดอิสลาม โดยเฉพาะนักคิดชีอะฮ์ การต่อสู้กับทรราชย์ที่กดขี่ขูดรีด หากเสียชีวิตก็จะได้ขึ้นสวรรค์ จึงทำให้มีผู้คนออกมาประท้วงมากขึ้นและเพิ่มขึ้น

จนในที่สุดทหารตำรวจก็ทนไม่ได้ที่จะเข่นฆ่าประชาชนต่อไป และทหารอากาศเริ่มหันเข้ามาสนับสนุนประชาชน จนในที่สุดทหาร ตำรวจทั้งหลายก็เข้าร่วมในการต่อต้านชาห์ ทำให้มูฮัมหมัด ชาห์ ต้องวางมือและลี้ภัยไปต่างประเทศ โดยในคราวแรกออกข่าวว่าไปพักผ่อน รักษาตัว เพราะตอนนั้นท่านประชวรเป็นมะเร็งอยู่แล้ว

ความเป็นเอกภาพของประชาชนในช่วงนั้น ไม่ว่าจะมาจากภาคส่วนใด หรืออยู่ปีกความคิดด้านไหน ล้วนอยู่ภายใต้การนำของคณะผู้รู้ทางศาสนา นิกายชีอะฮ์ เสียงตะโกนก้องกล่าวพระนามพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ กระหึ่มไปทั่วนครเตหะราน และตามเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น อิสฟาฮาน มัชฮัจย์ ที่เป็นศูนย์กลางการประท้วง

ในช่วงที่มีการลุกฮือด้วยกระแสปฏิวัตินั้น ทั้งขณะที่ชาห์ยังประทับอยู่ในประเทศหรือเสด็จออกไปแล้ว รัฐบาลพยายามประกาศกฎอัยการศึก และสั่งยิงประชาชน แต่ยิ่งทำก็ยิ่งสร้างความโกรธแค้น และบ้าคลั่งของฝูงชนที่ทยอยออกมาเรื่อยๆ อนึ่งการประท้วงครั้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพแรงงานที่พากันนัดหยุดงานทั่วประเทศ ที่สำคัญในวันที่ 31 ตุลาคม กรรมกรที่เป็นลูกจ้างของรัฐในอุตสาหกรรมน้ำมันก็พากันนัดหยุดงาน ซึ่งก่อให้เกิดภาวะล้มเหลวของรัฐบาลที่จะรักาสถานการณ์ต่อไป

ด้วยจำนวนผู้ประท้วงหลายล้านคนตามเมืองใหญ่ๆทั่วไป ก็ได้มีการเรียกร้องให้เชิญอิหม่ามโคมัยนีให้เดินทางกลับประเทศ และมาเป็นผู้นำในการปฏิวัติอิสระ ทำให้รัฐบาลที่ชาห์แต่งตั้งภายใต้นายกรัฐมนตรีชาปู บักเตีย จำต้องส่งมอบอำนาจให้กับคณะผู้บริหารที่เป็นแกนนำการประท้วงใหญ่ครั้งนี้ และเดินทางลี้ภัยไปต่างประเทศ

ในวันที่ 1 เมษายน ด้วยการสนับสนุนอย่างท่วมทันเกิดประชามติแห่งชาติ โคมัยนีประกาศให้อิหร่านเป็น “สาธารณรัฐอิสลามอิหราน”

และด้วยเวลาอันไม่นานกลุ่มนักการศาสนาก็ได้เข้ายึดครองอำนาจการปกครองโดยกีดกันแนวร่วมต่างๆออกไป ไม่ว่าจะเป็นพวกชาตินิยม พวกฝ่ายซ้าย ตลอดจนปัญญาชน เช่น บาซากัน และบานีซาร์ด ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ และเพื่อปกป้องการปฏิวัติอิสลาม จึงได้มีการจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์ การปฏิวัติอิสลามขึ้น ซึ่งก็เป็นการปกป้องที่ได้ผล เนื่องจากมีความพยายามของสหรัฐฯโดย ซีไอเอ ที่จะโค่นรัฐบาลปฏวัติเหมือนเมื่อครั้งที่ได้ทำการโค่นล้มโมซาเด็กในอดีต

หลังจากนั้นก็ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่จัดรูปแบบการปกครองในรูปแบบที่ให้การนำอยู่ที่ผู้นำสูงสุด และการปรึกษาหารือกับสภาผู้รู้ทางศาสนาที่จะผ่านขั้นตอนการเฟ้นตัวมาตามลำดับชั้น คณะผู้นำทางศาสนานี้จะเป็นผู้ชี้นำในเชิงนโยบาย และหลักการศาสนาแต่การบริหารนั้นจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี และผู้แทนราษฎรที่ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย ซึ่งฝ่ายบริหารจะดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติที่มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เวลาของการปฏิวัติอิสลามผ่านมา 40 ปี แล้ว และสถานการณ์ทั้งภายในและระหว่างประเทศก็มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร รัฐบาลอิหร่านและด้วยความเห็นชอบของผู้นำสูงสุดก็ได้มีการผ่อนปรนความเข้มงวดต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีความพยายามที่จะโค่นล้มกระแสการปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่าน เช่น กลุ่ม MKO ที่เป็นแนวมาร์กซีส แต่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯและซาอุดิอารเบีย หรือการบีบคั้นทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯด้วยการหาเหตุแซงชั่น ปิดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น เพื่อให้เกิดความระส่ำระสายภายในประเทศ อันอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในครั้งใหญ่ได้

อิหร่านจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการก้าวเดินต่อไปด้วยแนวทางการปฏิวัติอิสลาม ที่มีองค์ประกอบสำคัญคือผู้นำสูงสุด อายะตุลลอฮ์ สภาอุลามา(ผู้รู้ทางศาสนา) รัฐบาลและที่สำคัญกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม

            ข้อสังเกตอันหนึ่งที่เป็นนัยสำคัญก็คือ การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนไปทั่วในหมู่ประเทศมุสลิมทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการปกครองในระบอบเผด็จการ หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนทำให้เกิดความกลัวในหมู่ผู้นำว่าจะเกิดการปฏิวัติอิสลามและโค่นล้มอำนาจของตน

            ดังนั้นจึงเกิดกระแสต่อต้านในระยะต่อมา ว่าการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านนั้นเป็นแนวคิดของสำนักคิดชีอะฮ์ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของชาวซุนหนี่ทำให้กระแสปฏิวัติอิสลามของอิหร่านซาลงไปในระยะต่อมา

            หากว่าการปฏิวัติอิสลามเกิดขึ้นในประเทศมุสลิมซุนหนี่แล้วไซร้ กระแสอาจแพร่กระจายออกไปกว้างขวางกว่านี้ และไม่แน่ว่าการเกิดอาหรับสปริง คือการลุกฮือของประชาชนในประเทศอาหรับ-อาฟริกาเหนือ อาจกลายเป็นการปฏิวัติอิสลามก็ได้ และรูปแบบการปกครองแบบอิหร่านก็อาจกลายเป็นรูปแบบปกครองในรัฐอิสลามที่อาจจะเรียกว่าการปกครองในระบอบ “ธรรมาธิปไตย”

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *