INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สองคำที่ต้องจำให้ขึ้นใจ : ธรรมาภิบาลและ ความละอายต่อการทำบาป

103183

คืออะไรคอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
สองคำที่ต้องจำให้ขึ้นใจ : ธรรมาภิบาลและ
ความละอายต่อการทำบาป
            มาทำความคุ้นเคยกับคำๆแรกก่อนนั่นคือ ธรรมาภิบาล หรือ GOOD GOVERNANCE มันคืออะไรกันแน่ เพราะมีการเผยแพร่กันมาอย่างเอิกเกริกในโลกยุคศตวรรษที่ 21 นี้ แต่ตอนนี้ชักจะเลือนๆกันไปจึงต้องฟื้นความรู้กันใหม่
            หลักธรรมาภิบาลหมายถึงแนวทางในการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ทั้งนี้ต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องเป็นธรรม โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
            1.หลักนิติธรรม คือปฏิบัติตามหลักกฎหมาย และข้อบังคับต่างๆที่เป็นธรรม
            2.หลักคุณธรรม คือ ยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม นั่นคือหลักการของศาสนา
            3.หลักความโปร่งใส คือ สุจริต สามารถตรวจสอบได้
            4.หลักการมีส่วนร่วม คือ ให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการบริหาร และตัดสินใจ
            5.หลักความรับผิดชอบ คือ การตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ทั้งของตนเองและผู้เกี่ยวข้อง
            6.หลักความคุ้มค่า คือ ผลสัมฤทธิ์ต้องคุ้มกับทรัพยากรที่เสียไป
            ตอนนี้ก็พอจะฟื้นความจำกันได้แล้ว สำหรับคำว่าธรรมาภิบาล จึงต้องพิจารณาอีกคำคือ ความละอายต่อการทำบาป ถ้าพิจารณาตามหลักพุทธศาสนา นั่นคือ หิริโอตัปปะ ซึ่งเกิดจากจิตสำนึกของคนที่ใฝ่ดี ยึดมั่นในหลักศาสนาพุทธนั่นคือ ละเว้นการทำชั่ว ทำแต่ความดี และทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ถ้าเป็นความเชื่อของศาสนาอื่น เช่น อิสลาม หรือคริสต์ นั่นคือการเคารพนบน้อมต่อพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยการทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว และผลตอบแทน คือสรวงสวรรค์ เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว สองคำนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งยวดต่อการดำรงอยู่ และความเจริญรุ่งเรืองของชาติ ส่วนปัจจัยอื่นๆนั้นเป็นปัจจัยรอง
โดยหากจะพิจารณาในกรณีของประเทศไทยนั้นจะเห็นได้ว่าเรามีของดีหลายหลากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้ง ซึ่งอยู่ระหว่างสองมหาสมุทร เหมาะในการสัญจรและทำมาค้าขาย น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ราบเหมาะสมในการทำการเกษตร มีทรัพยากรมีค่าหลากหลาย แม้แต่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ประชาชนก็เป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นมิตรกับคนต่างชาติ จึงประสบความสำเร็จอย่างดีด้านการท่องเที่ยว ส่วนศิลปวัฒนธรรมก็อ่อนโยน นิ่มนวล ลึกซึ้ง แถมยังเปิดกว้างในเรื่องการนับถือศาสนา ทำให้ประชาชนมีทางเลือก และเสรีภาพสูง นอกจากนี้คนไทยโดยพื้นฐานยังเป็นคนรักอิสระ จึงไม่ยึดติดกับกรอบความคิดที่คับแคบ
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองทั้งทางวัตถุและด้านจิตใจ แต่บุญมีก็เหมือนมีกรรมมาบัง เพราะเรากลับถูกครอบงำโดยระบอบที่ผู้ปกครองเห็นแก่ตัว ซึ่งถ้าผู้ปกครองขาดซึ่งธรรมาภิบาล และขาดหิริโอตัปปะแล้วทุกอย่างก็จบกัน อย่าไปหวังอะไรมาก นอกจากก้มหน้าก้มตาหาทางเอาชีวิตรอดไปวันๆ นั่งดูเขาผลาญทรัพยากรของชาติ ซึ่งเราทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของโดยไม่อาจทัดทานอะไรได้
ในอดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น ซึ่งถ้าเรามีธรรมาภิบาลและหิริโอตัปปะ ที่ครอบคลุมทั้งตัวผู้นำ บริวาร ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า เหตุการณ์เหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น
            ตัวอย่างของความไม่มีธรรมาภิบาล และความไม่มีหิริโอตัปปะ ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีมานี้ พอจะหยิบยกเป็นประเด็นได้ดังต่อไปนี้
            1.เรื่องของบ่อนที่ชายแดนไทยเขมร ซึ่งในข้อเท็จจริงมันอยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อน แต่ไทยไปลงทุน และเทศบาลตำบลจันทบเพชรเอาเงินไปก่อสร้างตลาดในเขตอุทยาน แถมตัดถนนเดินน้ำ-ไฟส่งเสริม พอมีเรื่องเป็นข่าวผู้ใหญ่ก็ออกมาปฏิเสธว่าเป็นบ่อนในเขมร แล้วเรื่องก็ดูจะเงียบๆไป อย่างนี้มันสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนนะ
            2.เรื่องการซื้อเรือดำน้ำมูลค่า 13,500 ล้านบาท ก็ออกมาให้ข่าวว่าเป็นความลับทางทหาร แต่พอถูกซักไซ้มากๆ ก็มาเปิดเผยว่าจะซื้อเรือดำน้ำจีนหนึ่งลำมูลค่า 13,500 ล้านบาท แถมปรารถว่าถ้าซื้อ 2 ลำจะได้แถม 1 ลำปูทางไว้ก่อน แต่ที่ไม่บอกประชาชน คือเรือดำน้ำ 1 ลำมันทำงานไม่ได้ ต้องมี 3-5 ลำ และต้องมีฐานทัพให้เรือดำน้ำจอดเพื่อเติมการส่งกำลังบำรุง และอู่ซ่อม ซึ่งต้องใช้งบอีกมาก ที่สำคัญมันมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้เรือดำน้ำในภารกิจที่กำหนด ด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และต้นทุนที่เหมาะสมไม่บานปลาย
            3.ในระหว่างปี 57-60 ทั้งสามเหล่าทัพเร่งระดมจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เป็นเงินจำนวนมาก เช่น
            -กองทัพบกใช้งบประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท
            -กองทัพเรือใช้งบประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท
            -กองทัพอากาศใช้งบประมาณ 3-3.5 หมื่นล้านบาท
            ในขณะที่เศรษฐกิจของไทยกำลังอยู่ในระยะขาลง และเราจะต้องลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคอีกมากเพื่อสร้างฐานและกระตุ้นเศรษฐกิจ
            4.โครงการรถไฟความเร็วสูง 1.79 แสนล้านโดยฝ่ายไทยออกเงินลงทุนทั้งหมด จากการกู้เงินภายในประเทศ ส่วนจีนรับดำเนินการทั้งหมด ตั้งแต่ออกแบบ ก่อสร้าง จัดหาขบวนรถ และใช้วิศวกรจีนทั้งหมด ก็ยังออกข่าวว่าจะมีการถ่ายเทความรู้และเทคโนโลยี แต่ลองมาดูโครงการนี้ จากกรุงเทพ-โคราช มี 6 สถานี เงินค่าใช้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยประมาณ 4,000 ล้านต่อปี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประมาณ 1,000 ล้านต่อปี รายได้ที่คาดว่าจะได้รับสูงสุดคือ มีผู้โดยสาร 6,600 คน/วัน และนั่งตลอดสายทั้งหมด ซึ่งค่าโดยสารต่อคน 535 บาท จะมีรายได้ 3.5 ล้านบาท/วัน หรือ 1,290 ล้านบาท/ปี เอามาคิดกับรายจ่ายจะขาดทุน 3,700 บาท /ปี ซึ่งคาดว่าถ้าสร้างทางรถไฟต่อไปยังหนองคายจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะจะเชื่อมกับรถไฟจีนที่เข้ามายังเวียงจันทน์ สปปล. แต่ที่ไม่อธิบายและไม่ให้ข้อมูลคือ ค่าก่อสร้างอีกเท่าไรไปหนองคาย และรถไฟที่มาจากจีนนั้นเท่าที่ทราบเขาขนสินค้าไม่ใช่รถไฟความเร็วสูงขนคน ที่สำคัญขนาดเห็นๆว่าจะขาดทุนยังลงทุนเป็นแสนล้าน มันคืออะไร แถมห้ามประท้วงอีก
            เอาละเรื่องบ้านเมืองก็พอเห็นกันจะๆว่าถ้าเรามีธรรมาภิบาล และผู้นำมีหิริโอตัปปะเหตุการณ์อย่างนี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้
            ทีนี้มามองดูฝ่ายศาสนาบ้าง ซึ่งโดยหลักการแล้วต้องมีทั้งธรรมาภิบาล และหิริโอตัปปะ เพราะเป็นผู้ได้รับการเพาะบ่ม เพียบพร้อมด้วยความรู้ในพระธรรม คำสั่งสอน แต่กลับมีเรื่องอื้อฉาวเรื่องเงินทอน นั่นคือเอาเงินหลวงมาอุดหนุนวัดแต่ขอเงินทอนด้วย เช่น เอามาหนึ่งล้าน ขอกลับ 5 แสน วัดก็ได้เพียง 5 แสน เท่ากับวัดครึ่งคนวิ่งเต้นครึ่ง และที่น่าสังเกต คือคนวิ่งเต้นเป็นพระ สมคบกับข้าราชการสำนักงานพุทธศาสนา พอมีเรื่องราวแทนที่จะเปิดให้ตรวจสอบเพื่อขจัดมารศาสนา กลับมาออกแถลงการณ์ต่อต้านหาว่าเข้าไปก้าวก่ายศาสนจักร และสำทับว่าต่อไปจะไม่ใช้เงินหลวง แต่เงินทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเงินหลวง หรือเงินที่ผู้มีจิตศรัทธาเขาบริจาคนั้นก็เพื่อทำนุบำรุงพระศาสนาไม่ใช่มาหยิบฉวยไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช่ว่าอาณาจักรสงฆ์ห้ามแตะ ซึ่งมันต้องแยกกันระหว่างการปฏิรูปพระธรรมคำสั่งสอน หรือปฏิรูปการปฏิบัติตนของสงฆ์ กับการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพย์สินของศาสนา เพราะเงินที่ได้มาเป็นเงินของประชาชนทั้งทางตรงทางอ้อม อุบาสก อุบาสิกา จึงต้องมีส่วนร่วม ซึ่งถ้ามีธรรมาภิบาล และหิริโอตัปปะแล้วไม่ควรจะมีเรื่องอย่างนี้ ในเมื่อพระสงฆ์เป็นผู้ละแล้วซึ่งกิเลส และเป็นผู้ทรงภูมิรู้ในทางธรรมเป็นอย่างยิ่ง เรื่องอย่างนี้ใช่ว่าในองค์กรศาสนาอื่นๆจะไม่มีการทุจริต เพียงแต่ฝียังไม่แตกเท่านั้น
          กลับมาเรื่องใกล้ตัวคือเรื่องในกทม.นั่นคือโครงการอื้อฉาว 3 โครงการ คือ ไอคอนสยาม หอชมเมือง และรถไฟสายสีทองที่เกี่ยวโยงเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนที่ลงทุนในโครงการไอคอนสยาม แต่รัฐเข้ามาอุ้มในโครงการหอชมเมือง และรถไฟสายสีทอง แม้เอกชนจะเป็นผู้ออกทุน แต่การที่รัฐเข้าไปอุ้มในฐานะโครงการประชารัฐ มันก็ทำให้ประชาชนคลางแคลงใจ
            นี่ก็ยังไม่ได้พูดถึงงานช้างอย่างเรื่องที่เกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านๆที่ไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้
          ดังนั้นธรรมาภิบาล และหิริโอตัปปะจึงเป็นหัวใจที่จะทำให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองได้อย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องพยายามพิสูจน์ตนเองให้ได้
ภาคผนวก:
กองทัพหลากหลายเฉพาะที่นึกออกหน้าจะมีมากกว่านี้
ปี 2557 BTR-3 จำนวนรวมกันทั้งหมด 233 คัน
รวมมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์ ราว 9,500 ล้าน
ปี 2557 ฮ.AW139 จาก Augusta Westland อิตาลี จำนวน2 ลำ
เพื่อมาเป็น ฮ.Vip 1,350ล้านบาท
ปี 2558 โครงการจัดซื้อรถถังหลัก VT-4 จากจีน ไม่ระบุจำนวน รวมมูลค่า 4,985 ล้านบาท
ปี 2559 โครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ Mi7VS จากรัสเซีย จำนวน 2 ลำ รวมมูลค่า 1,698 ล้านบาท
ปี 2559 โครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์จากรัสเซีย ไม่ระบุรุ่น จำนวน 4 ลำ รวมมูลค่า 3,385 ล้านบาท
ปี 2560 โครงการจัดซื้อรถถังหลัก VT-4 จากจีน ไม่ระบุจำนวน รวมมูลค่า 2,017 ล้านบาท
ปี 2560 ฮ.AW139 จาก Augusta Westland อิตาลี จำนวน 10 ลำ
ราคาไม่เปิดเผย
ปี 2560 โครงการซื้อ ฮ.แบล็กฮอว์ก เพิ่มอีก 4 ลำ ราคาไม่เปิดเผย
ปี 2560 ทบ.เคาะซื้อรถถังจีน VT-4 28 คัน วงเงินกว่า 2 พันล้านบาท
ปี 2560 ทบ.ซื้อ”รถเกราะจีน 34 คัน มูลค่า 2.3 พันล้าน
#กองทัพเรือ
ปี 2558 โครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ไม่ระบุรุ่นและจำนวน มูลค่า 2,850 ล้านบาท
ปี 2558 โครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ไม่ระบุรุ่น จำนวน 4 ลำ รวมมูลค่า 490 ล้านบาท
ปี 2558 โครงการเรือ ฟริเกต’ สมรรถนะสูงจากเกาหลีมูลค่า 1.46 หมื่นล้าน
ปี 2559 โครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ไม่ระบุรุ่น จำนวน 5 ลำ รวมมูลค่า 627 ล้านบาท
ปี 2559 กองทัพเรือ ซื้อ ฮ.ใหม่ EC 645 T2 5 ลำ มูลค่า 2.5 พันล้าน
ปี 2559 ฮ.ลายพรางราชนาวีไทย H145M สุดทันสมัย จากแอร์บัสฯ
ราคาไม่เปิดเผย คาดว่าราว 2500 ล้าน
ปี 2560 โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T จากจีน จำนวน 1 ลำ มูลค่า 13,500 ล้านบาท
#กองทัพอากาศ
ปี 2558 ทัพฟ้าไทยสั่งซื้อ EC725 “ซูเปอร์คูการ์” 4 ลำแรก 2500 ล้าน
ปี 2558 กองทัพอากาศไทยสั่งซื้อ Sukhoi Superjet-100 จำนวน 3 ลำ
มูลค่าเกิน 3000 ล้าน (ไม่เปิดเผยราคา)
ปี 2559 ทัพฟ้าไทยซื้อ T-50 “อินทรีทอง” จากเกาหลี 4 ลำ 3,850 ล้าน
ปี 2559 ทัพฟ้าไทยสั่งซื้อ EC725 “ซูเปอร์คูการ์” 8 ลำๆ
ปี 2560 โครงการจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่เบื้องต้นจากเกาหลีใต้ จำนวน 8 ลำ รวมมูลค่า 8,997 ล้านบาท

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *