INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีเรีย​-ปาเลสไตน์​ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณ​แห่งวันสิ้นโลก​ (31)

ซีเรีย​-ปาเลสไตน์​ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณ​แห่งวันสิ้นโลก​ (31)

โดย​ อดุลย์​ มานะจิตต์

“ทวยเทพจึงมาหาเขาขณะที่เขายืนละหมาดอยู่ ณ ห้อง ละหมาด” (3:38-39)

อิมาม ยะอฺฟัร อัศ ศอดิก กล่าวว่า การอ่านละหมาดถือเป็น หน้าที่ที่ต้องทำเพื่ออัลลอฮ์และถือเป็นหน้าที่ที่ดีสุด ด้วยเหตุนี้ ทวยเทพจึงแจงกับซะกะรียาว่า อัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวกับเขาในเรื่อง ของยะห์ยา ผู้ยืนยันวจนะหนึ่งจากอัลลอฮ์ มีเกียรติ และบริสุทธิ์ และเป็นศาสดาองค์หนึ่งจากในหมู่ผู้ทำความดี (3:39)

เขา(ซะกะรียา) กล่าวว่า พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ เมื่อใดข้าฯ จึงจะมีบุตรชายสักคนหนึ่งและข้าฯก็มีอายุมากแล้ว และ ภรรยาของข้าฯก็เป็นหมัน (ในขณะนั้นซะกะรียามีอายุ 120 ปี และภรรยาของเขาอายุ 98 ปี ตามการรายงานของอะลี บิน อิบรอฮีม ภรรยาของเขาเป็นคนชราจึงไม่มีรอบเดือน มันมิใช่เป็นเพราะปัญหา ของการที่จะไปขัดขืนกับพระประสงค์ ของอัลลอฮ์ แต่เขารู้สึกประหลาดใจที่จะต้องมีบุตรชายสักคน หนึ่งในวัยชรา)

ซะกะรียา กล่าวว่า ถึงกระนั้นอัลลอฮ์ทรงกระทำไปตามความ พอพระทัยของพระองค์ เขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้า พระองค์! โปรดได้ทรงให้มีสัญญาณหนึ่งแก่ข้าพระองค์ ด้วยเถิด พระองค์ตรัสว่า สัญญาณของเจ้านั้นคือ เจ้าจะไม่ สามารถพูด กับผู้คนเป็นเวลาสามวัน นอกจากด้วยการแสดงท่าทางเท่านั้น และจงรำลึกถึงพระเจ้าของเจ้ามาก ๆ และจงกล่าวสดุดีใน ความบริสุทธิ์ของพระองค์ ทั้งในยามเย็นและยามเช้า (โองการที่ 41)

ในซูเราะฮ์ มัรยัม อายะฮ์ที่ 2 ถึง 6 อัลลอฮ์ ตรัสว่า มีการ กล่าวถึงความเมตตาปรานีของพระผู้อภิบาลของเจ้าที่มีไปยัง ซะกะรียา ผู้เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ เมื่อเขาได้วิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของเขาด้วยกับความอ่อนน้อม เขากล่าวว่า พระผู้อภิบาล ของข้าพระองค์ โดยแน่แท้กระดูกของข้าฯ ก็อ่อนแอ และศีรษะของ ข้าฯ ก็มีผมขาวโพลนแล้ว และโอ้พระผู้อภิบาลของข้าฯ ไม่เคยเลย ที่การวิงวอนของข้าฯ ที่มีต่อพระองค์จะไม่ได้รับการตอบรับ

และแน่แท้ ข้าฯกังวลถึงเครือญาติของข้าฯ ภายหลังจากข้าฯ และภรรยาของข้าฯ ก็เป็นหมัน ฉะนั้นขอพระองค์ท่าน ได้ทรงโปรดประทานด้วยพระองค์เองให้ข้าฯ มีทายาทสัก คนหนึ่งเถิด เพื่อว่าเขาจะได้มาสืบทอดมรดกของข้าฯ และ สืบทอดทายาทจากบุตรหลานของยะอ์กูบ และโอ้พระเจ้าข้า ได้ทรงโปรดทำให้เขาเป็นผู้หนึ่งที่พระองค์ทรงโปรดปราน ปรานีต่อเขาด้วยเถิด

เมื่อว่าตามรายงานวจนะของ อะลี อิบนิ อิบรอฮีม เมื่อถึง ขณะนั้นเขายังไม่มีบุตรที่จะสืบตระกูลของเขา และเป็นหัวหน้าของ นักวิชาการแห่งปาเลสไตน์ เขาเคยได้รับของขวัญต่างๆและปัจจัย ทั้งหมดจากพวกเขา ภรรยาของเขาเป็นบุตรสาวของ มะซะอาน บุตรชายของอิมรอน และเป็นผู้สืบสายตระกูลของยะฮ์กูบ ผู้เป็น บรรดาหัวหน้าของผู้คน พวกเขาล้วนเป็นครอบครัวของศาสดา สุลัยมาน

อัลลอฮ์ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญตรัสว่า โอ้ซะกะรียา แน่แท้เราขอมอบข่าวดีให้กับเจ้า ถึงเด็กชายคนหนึ่งผู้ซึ่ง จะมีนามว่า ยะฮ์ยา เรายังไม่เคยให้ใครที่จะเท่าเทียมกับ เขามาก่อน

เขาจึงกล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลของข้า เมื่อใดข้าฯ จึงจะมีบุตรชายสักคนหนึ่ง และภรรยาของข้าฯก็เป็นหมัน และตัวข้าฯ ก็มาถึงวัยแก่ชรามากแล้ว

เขาจึงกล่าวว่า ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด พระผู้อภิบาลของเจ้าตรัสว่า มันเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับข้า และแท้จริง ข้าได้สร้างเจ้ามาก่อนเมื่อเจ้ายังไม่เป็นอะไรเลย

(19:7-9)

อิมาม มุฮัมมัด อัล บากิร กล่าวว่า “ ยะฮ์ยา ถือกำเนิดห้าปีภาย หลังจากการวิวรณ์ของอัลลอฮ์” เขากล่าวว่า พระผู้อภิบาลของข้า ได้ทรงโปรดให้สัญญาณ หนึ่งกับข้าฯเถิด พระองค์ตรัสว่า สัญญาของเจ้าก็คือว่า เจ้าจะไม่สามารถพูด คุยกับผู้คนเป็นเวลาสามคืน ในขณะที่เจ้ายังคงมีสุขภาพดีอยู่

(9:10)

อิมาม ยะอ์ฟัร อัศ ศอดิก ได้กล่าวอ้างอิงไว้ในหนังสือศาสนา หลายเล่มว่า ซะกะรียา มีความสงสัยว่า มันเป็นการวิวรณ์ของอัลลอฮ์ หรือการให้ข่าวสารข้อมูลของซาตาน ทั้งนี้เพราะเขาร้องขอสัญญาณ หนึ่งจากอัลลอฮ์ อัลลอฮ์จึงทรงขจัดความสงสัยของเขาด้วยกับการ ตรัสว่า เขาจะไม่สามารถพูดได้เป็นเวลาสามวันกับผู้ใดก็ตาม ถึงแม้จะ มีสุขภาพที่ดีก็ตาม เมื่อสัญญาณนี้มาถึงเขา เขาจึงเข้าใจได้ว่า คำสัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นความสัตย์จริง เมื่อใดก็ตามที่เขาต้องการ จะพูดสิ่งใดกับผู้คน เขาจึงไม่อาจพูดออกมาได้ แต่จะให้สัญญาณได้ก็ ด้วยการผงกศีรษะของเขา

ดังนั้นเขาจึงออกไปหาผู้คนจากสถานที่ของการสวดภาวนา ของเขา ดังนั้นเขาจึงทำให้เป็นที่เข้าใจแก่พวกเขาว่า พวกเขา ควรต้องสรรเสริญ(อัลลอฮ์)ทั้งยามเช้าและยามเย็น (19: 11)

ซะกะรียา กล่าวว่า เขาออกมาจากสถานที่สำหรับการสวด ภาวนาของเขา ในเวลาของการละหมาดในทุกเช้าละเย็น และเรียก ผู้คนมาสู่การละหมาดด้วยกับการอ่านโองการต่างๆ และเมื่อถึง เวลาของการคลอดบุตรของภรรยาของเขา เขาพูดกับใครไม่ได้ หรือไม่ก็อ่านดุอาอ์ หรือวิงวรขอพรไม่ได้

อัลลอฮ์ตรัสว่า โอ้ยะฮ์ยา จงยึดมั่นในคัมภีร์ให้แข็งแรง และเราได้มอบวิทยญาณให้กับเขา ขณะที่เขายังเป็นเด็กอยู่”

(19:12)

ตามที่ปรากฏในวจนะ เมื่ออัลลอฮ์ มีบัญชามายังเขา ขณะนั้น ยะฮ์ยา มีอายุเพียงสามชวบ เมื่อมีเด็กอื่นๆพยายามจะ ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า” ตามการรายงานของ อะลี อิบนิ อัสบาต ว่า มาเล่นกับเขา ยะฮ์ยา กล่าวว่า “เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อการละเล่นและ ครั้งหนึ่งเขาได้มาพบ อิมาม มุฮัมมัด อัฎฎากี อิมาม ฎากี มีความสูง เพียง 5 ฟุต อะลี อิบนิ อัสบาต จึงคิดถึงความสูงของท่านในบาง ประการ อิมามจึงมองมายังเขาและกล่าวว่า อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสร้าง สรรค์ ทรงส่งบรรดาศาสนทูตลงมา มิใช่แต่เพียงการประกาศพระ บัญชาของพระองค์เท่านั้น แต่ยังต้องปฏิบัติตามคำเทศนานั้นๆด้วย บางครั้งพระองค์ผู้ทรงเกรียงไกร ทรงประทานความเป็นศาสดา ให้ เมื่อมีอายุสี่สิบปี และบางครั้งก็ประทานให้ในขณะที่ยังเป็นเด็กอยู่ ดังในกรณีของ ยะฮ์ยา และอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง จึงตรัสไว้ในอัล กุรอานว่า

“และความอ่อนเยาว์จากเราและความบริสุทธิ์ และเขาเป็นผู้ หนึ่งที่ปกป้องตนเอง(จากความชั่วร้าย)” (19: 14)

อิมาม มุฮัมมัด อัล บากิร กล่าวว่า เมื่อศาสดากล่าวกับ พระองค์ว่า “ยารอบบะฮ์” อัลลอฮ์ทรงตอบรับในทันทีว่า “ลับไบค์” หมายถึง “ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ข้าอยู่กับเจ้าเสมอ จงกล่าวมาเถิด ว่าเจ้า ประสงค์สิ่งใด” อัลลอฮ์ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า “และมีหน้าที่ต่อผู้ ปกครองของเขา และเขามิได้ลำพองละเมิดฝ่าฝืน และสันติสุของ มีแต่เขาในวันที่เขาเกิด จนถึงวันที่เขาตายและในวันที่เขาฟื้นคืนชีพ”

(19:14)

อัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ประกาศไว้ในอัลกุรอานว่า

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *