INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีเรีย​-ปาเลสไตน์​ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณ​แห่งวันสิ้นโลก​ (12)

ซีเรีย​-ปาเลสไตน์​ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณ​แห่งวันสิ้นโลก​ (12)

โดย​ อดุลย์​ มานะจิตต์

ตัว และขายมันไปได้เงินทั้งหมด 360,000 ดิรฮัมและจึงไม่ต้องการเงิน จากกองคลังบัยตุลมาล อะลี ได้เคยกล่าวไว้ในคำเทศนาหนึ่งของ ท่านดังว่า “หากเจ้าประสงค์ที่จะเรียนแบบดาวูด ผู้ขับกล่อมคัมภีร์ซะบูร ด้วยเสียงของดนตรีแล้ว เขาจะเป็นผู้อ่านประกาศในสวนสวรรค์ เขาเคยถักทอตระกร้า จากเปลือกของต้นอินทผาลัม และบอก กับบรรดาสหายของเขาว่า มีใครบ้างไหมที่จะนำตระกร้านี้ไปขาย

จากนั้นเขาจึงนำเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อขนมปังที่ทำจากข้าวบาร์เลร์มากิน ตามหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้กล่าวว่า อิมาม ยะฮ์ฟัร อัศ ศอดิก กล่าวว่า ดาวูดวิงวอนต่ออัลลอฮ์ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีคดีให้ท่านตัดสินความ อัลลอฮ์จะทรงทำให้ความกระจ่างกับท่าน​ โดยผ่านทางการวิวรณ์ ถึงข้อเท็จจริงของคดี โดยเป็นไปตามความรู้ของพระเจ้า เพื่อว่า (ดาวูด) จะได้ตัดสินคดีไปตามนั้น พระผู้อภิบาลแจ้งกับดาวูดว่า ผู้คน ย่อมไม่สามารถที่จะยอมรับการตัดสินได้ แต่กระนั้นข้าก็จะทำให้ความ ต้องการของเจ้าสำเร็จสมบูรณ์” จากนั้นมีชายคนหนึ่งมาพบดาวูด และร้องเรียนต่อท่านว่า มีบุคคลผู้หนึ่งได้กระทำอยุติธรรมต่อเขา อัลลอฮ์ ทรงมีคำสั่งมาว่าให้จำเลยร้องขอมาได้เพื่อให้ประหารชีวิตโจทย์ และให้โจทย์ส่งคืนทรัพย์สินให้กับจำเลยเช่นกัน ดาวูดจึงอ่านคำ พิพากษาไปตามนั้น ชาวอิสราเอลต่างส่งเสียงโห่ร้องขึ้นว่า “ท่าน กระทำต่อผู้ถูกกดขี่ในลักษณะที่อยุติธรรม” ดังนั้นดาวูดจึงวิงวอน ต่ออัลลอฮ์ “พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ทรงปลดเปลื้องข้าพระองค์ ให้พ้นจากความกระอักกระอวนใจในเรื่องนี้ด้วยเถิด” จากนั้นจึงมี วิวรณ์ จากพระองค์ลงมาว่า “ดาวูดเอ๋ย เจ้าได้ตัดสินความไปตาม ความถูกต้องเที่ยงธรรมตามที่ข้าบัญชาแล้ว แท้จริงก็คือว่า ตัวผู้ ฟองเองนั้นเป็นฆาตกรโดยกระทำกับบิดาของจำเลย และจึงเข้า ยึดทรัพย์สินนั้นมาจากผู้ตาย ข้าจึงมีบัญชาว่าให้จำเลยอาจประหารชีวิตโจทย์เพื่อเป็นการแก้แค้นเอากับฆาตกรและนำเอาทรัพย์สินของ บิดาของเขากลับคืนไป บิดาของเขาถูกนำไปฝังอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น ต้นนี้ ที่อยู่ในสวนนั้นสวนนี้ จงไปยังที่นั่นเถิด และจงเรียกชื่อของเขา เขาจะตอบรับ และจงถามเขาเถิดว่าใครเป็นคนสังหารเขา ดาวูดจึง บังเกิดความปิติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินดังนี้ และจึงบอกกล่าวกับชาว อิสราเอลดังว่า อัลลอฮ์ทรงปลดเปลื้องเขาให้พ้นจากความโกลาหล อันใหญ่หลวงนี้ จากนั้นเขาจึงไปยังต้นไม้ต้นนั้น พร้อมด้วยกับ บุคคลอื่นๆและเรียกชื่อของผู้ที่ถูกสังหารคนนั้น เขาจึงกล่าวตอบ “ลับไบกะ” (ฉันอยู่ที่นี่) โอ้ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์” ดาวูดจึงถามว่าใคร สังหารเจ้า และเขากล่าวว่า คนนั้นคนนี้ เขากล่าวด้วยเช่นกันว่า ผู้สังหารเขานั้นยังนำเอาทรัพย์สินทั้งหมดของเขาไปด้วย เมื่อได้รับรู้ถึง เรื่องนี้ ชาวอิสราเอลจึงมีความปิติ ด้วยเหตุนี้ดาวูดจึงร้องขอต่ออัลลอฮ์ให้ยกการตัดสินตามคำบัญชาที่แท้จริงออกไปจากตัวเขา อัลลอฮ์จึงมีวิวรณ์มายังเขาว่า “ข้าทาสของข้าไม่สามารถอดรนทนต่อการตัดสินตามที่เป็นข้อเท็จจริงได้ในโลกนี้ ดังนั้นจงขอให้โจทก์นำ พยานมา และจงไต่สวนจำเลยตามคำฟ้องในขณะทำการไต่สวน และจงตัดสินพิพากษา แต่จงปล่อยให้การตัดสินไปตามเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจริงนั้นเป็นหน้าที่ของข้า ซึ่งในวันตัดสินพิพากษานั้น ข้าจะ ตัดสินไปตามพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริง”

ตามคำเล่าขานอีกเรื่องหนึ่ง มีคนสองคนทะเลาะโต้เถียงกัน ในเรื่องวัวตัวหนึ่ง ทั้งสองต่างแสดงหลักฐานที่เป็นเจ้าของวัวตัวนี้ด้วย กับการนำพยานมาด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดาวุดจึงวอนต่อัลลอฮ์​ ณ ห้องละหมาดของเขา “ข้าแต่พระผู้อภิบาล ข้าพระองค์หมดปัญญาที่ จะตัดสินคดีความในความขัดแย้งนี้ ขอพระองค์ทรงบัญชามาด้วยเถิด”

อัลลอฮ์จึงลงวิวรณ์มา ” จงนำเอาเชือกที่ผูกคอวัว จากผู้ที่ถือมันอยู่และจงมอบให้กับอีกคนหนึ่ง และจงตัดศีรษะคนแรกนั้นเสีย ดาวูดจึงตัดสินไปตามพระบัญชาของพระเจ้า ชาวอิสราเอลต่างโห่และร้องกันขึ้นว่า นี่เป็นการตัดสินในแบบใดกัน ดาวูดจึงกลับไปยัง ห้องละหมาด และร้องเรียนว่า ชาวอิสราเอลไม่พอใจกับการตัดสิน พิพากษาในแบบนี้ อัลลอฮ์ทรงวิวรณ์มาว่า คนที่เขาถือเชือกจูงวัว คนแรกนั้น ได้สังหารบิดาของคนอีกคนหนึ่งและจึงแย่งเอาวัวตัวนี้ไป จากเขา “ดังนั้นนับแต่นี้ต่อไป เมื่อเจ้าต้องประสบกับความขัดแย้ง เช่นนี้ ก็จงตัดสินพิพากษาไปตามรูปแบบของคดีที่ปรากฏและจงอย่า ถามข้าถึงการตัดสินคดีความอีก จงปล่อยการพิพากษาของข้าไว้จน กว่าจะถึงวันแห่งการถ่วงบุญบาป” มีเรื่องเล่าขานที่น่าเชื่อถือได้ โดยมีรายงานมาว่า อิมาม อัศศอดิก กล่าวว่า ท่านศาสดาผู้สูงส่ง กล่าวว่า ดาวูดมีอายุ 100 ปี และเขาครองราชย์อยู่นาน 40 ปี ใน ตำแหน่งกษัตริย์

มีกล่าวไว้ในวจนะมากมายหลายวจนะที่น่าเชื่อถือว่า เมื่อ อัล กออิมจะมาปรากฏกาย เขาจะตัดสินเสมือนดาวูด โดยเป็นไปตาม ความรู้ของตนเอง บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงต่างๆ และจะไม่เรียก พยานมายืนยัน

มีกล่าวไว้ในวจนะที่น่าเชื่อถืออีกวจนะหนึ่งว่า อาดัมได้ บริจาคอายุของเขา 50 ปี และเมื่อเขาปฏิเสธ เทพกาเบรียลและมีกาเอล ให้การเป็นพยาน และทำให้เขายอมรับและจากนั้นเทพมรณะจึงนำ วิญญาณเขาไป ยังมีกล่าวไว้ในวจนะอีกบทหนึ่งว่า ช่วงอายุขัยของ ดาวูด มีเพียง 40 ปี และอาดัมได้เพิ่มให้เขาอีก 60 ปี อะลี บิน อิบรอฮีม กล่าวว่า มีช่วงเวลาอยู่ 500 ปี ระหว่างมูซากับดาวูด และ 1100 ปีระหว่างดาวูดกับอีซา*

 

3.3) การลงวิวรณ์มายัง ดาวูด

ตามการเล่าขานที่แท้จริงดังว่า อิมาม ยะอฟัร อัศ ศอดิก กล่าว ว่า คัมภีร์ ซาบูร ถูกวิวรณ์ลงมาให้กับดาวูดในค่ำคืนที่ 18 ของเดือน รอมะฎอน และมีการเล่าขานมาจากศาสนทูตผู้สูงส่งว่า ชาบูร อยู่ใน รูปของคัมภีร์ที่ถูกรวบรวมเป็นรูปเล่ม มีกล่าวไว้ในอีกวจนะหนึ่ง ตามการรายงานจากอิมาม อัศ

ศอดิก ว่า อัลลอฮ์ทรงลงวิวรณ์มายังดาวูด “ดาวูดเอ๋ย ทำไมเจ้าจึง หลบมาบำเพ็ญภาวนาเช่นนี้” เขากล่าวตอบว่า “ข้าพระองค์หลบมา อยู่เพียงลำพังก็เพื่อจะได้รับความโปรดปรานจากพระองค์ และผู้คน จะได้ออกห่างไปจากข้าฯ” อัลลอฮ์ตรัสถามว่า “ทำไมเจ้าถึงไม่พูดอะไร เลย” เขากล่าวตอบว่า “โอ้องค์พระผู้อภิบาลของข้า ด้วยกับความเกรง กลัว ในอาตมันของพระองค์ จึงทำให้ข้าต้องเงียบสงบ” พระผู้อภิบาล ทรงถามว่า “ทำไมเจ้าถึงใช้เวลามากเหลือเกินในการสวดภาวนา” เขา กล่าวด้วยการยอมจำนนว่า ” ความรักที่ข้าฯมีต่อพระองค์ ได้ทำให้ข้าฯ ต้องใช้เวลาอย่างไม่หยุดหย่อน ไปกับการเคารพภักดีต่อพระองค์” พระองค์จึงสอบถามว่า ” ทำไมเจ้าถึงอยู่อย่างยากจนทั้งๆที่ข้าได้ให้ ทรัพย์สินกับเจ้าอย่างพอเพียง” ดาวูดกล่าวตอบว่า “การรำลึกถึงสิทธิ ต่างๆของความไพศาลของพระองค์ที่มีเหนือตัวข้าฯ ทำให้ข้าฯ เป็น เสมือนผู้ที่มีความขัดสนอยู่เป็นนิจ” อัลลอฮ์ตรัสว่า “ทำไมเจ้าถึงอ่อน น้อมถ่อมตนเหลือเกิน” ดาวูดกล่าวตอบว่า “ความมโหฬาร และ อำนาจอันไม่จำกัดของพระองค์ ได้ทำให้ข้าฯต้องต่ำต้อยอย่าง เหลือแสน ต่อพระพักตร์ของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น โอ้พระเจ้าข้า ความต่ำต้อยน้อยค่าเท่านั้น จึงจะเป็นความเหมาะสม เมื่อข้าฯ อยู่ต่อ

หน้าพระพักต์ของพระองค์ อัลลอฮ์ตรัสว่า “ความปรารถนาดี จงมีแด่ เจ้า ที่เจ้าได้รับความเมตตากรุณาและความไพศาลไปจากข้า เมื่อ

เจ้ากลับมาหาข้า ในทุกสิ่งที่เจ้าปรารถนาจะถูกจัดเตรียมไว้ให้กับเจ้า

ดังนั้นจงอยู่กับผู้คน และคบค้าสมาคมกับเขา แต่จงหันห่าง ออกจากกิจกรรมต่างๆที่เลว เพื่อว่าเจ้าจะได้รับในสิ่งที่เจ้าต้องการจาก ข้าในวันตัดสินพิพากษา”

ตามวจนะที่เชื่อถือได้อีกวจนะหนึ่งได้กล่าวถึงวิทยปัญญา ของบรรพบุรุษของนบี ดาวูดว่า บุตรหลานของอาดัมเอ๋ย เจ้าจะเปิด ปากของเจ้าเพื่อแนะนำผู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่อตัวของเจ้าเอง ยังไม่ตื่น จากการหลับใหลของการเพิกเฉยละเลย

บุตรหลานของอาดัมเอ๋ย เจ้าตื่นขึ้นมาในยามเช้าในสภาพ ของหัวใจที่เข้มแข็ง โดยเพิกเฉยต่อความเกรียงไกรของพระ ผู้อภิบาลของเจ้า หากเจ้าได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ไพศาลและความ เมตตาปรานีของพระผู้อภิบาลของเจ้า เจ้าจะต้องหวั่นเกรงถึง ความพิโรธของพระองค์ และจะต้องมีความเชื่อมั่นในคำสัญญาต่างๆ ของพระองค์อย่างแน่นอน ความวิบัติจงมีแด่เจ้า ทำไมเจ้าถึงไม่ รำลึกถึงหลุมฝังศพของเจ้าและความโดดเดี่ยวเดียวดายและความ น่าสะพึงกลัว

ตามหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ ท่านศาสนทูตกล่าวว่า “พระผู้ทรง เกรียงไกรส่งวิวรณ์มายังดาวูดว่า โดยแท้จริง หากข้าทาสคนหนึ่งของ ข้านำเอาความดีมายังข้าในวันตัดสินพิพากษา ข้าจะให้โอกาสเขา เลือกสถานที่ใดก็ได้ในสวรรค์ เพื่อว่ามันจะได้ถูกมอบหมายให้กับเขา” ดาวุดถามว่า “พระผู้อภิบาลของข้าฯบุคคลผู้นั้นเป็นใครกัน” พระผู้ อภิบาลทรงกล่าวตอบว่า “ผู้ศรัทธาคนหนึ่งที่พวกเขาพยายามช่วย เหลือในความต้องการของผู้ศรัทธาอีกคนหนึ่ง โดยไม่ได้คำนึงว่าการ ช่วยเหลือนั้นจะบรรลุสู่ความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม”

อิมาม ยะอ์ฟัร อัศ ศอติก กล่าวว่า อัลลอฮ์ทรงลงวิวรณ์มา ให้กับดาวูด ดังว่า ” จงปลุกเร้าชุมชนของเจ้าประหนึ่งว่า เมื่อใดก็ตาม ที่ข้าทาสคนหนึ่งของข้า ผู้ซึ่งข้าได้มอบหมายภารกิจให้โดยเชื่อฟังข้า จึงถือเป็นภาระของข้าที่จะต้องช่วยเหลือเขา หากเขาร้องขอสิ่งใด

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *