สบาย สบาย สไตล์เกษม : ภาพเลือกตั้งเท่าที่เห็น

เกษม อัชฌาสัย
ภาพเลือกตั้งเท่าที่เห็น
นับแต่ขึ้นปีใหม่มา เหตุการณ์โลกไม่ค่อยจะโสภาสถาพรเท่าไหร่ คือนอกจากมีการทำนายล่วงหน้ากันไปแล้วว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะไม่ดี ซึ่งก็จะต้องส่งผลกระทบถึงประเทศไทยโดยรวมอย่างแน่นอน
หากเศรษฐกิจการค้าโลกไม่ดี จะจากอะไรก็แล้วแต่ เช่น จากสงครามการค้า ฯลฯ การทำมาหากินของชาวบ้านในบ้านเรา ก็ต้องพลอยไม่คล่องตัวไปด้วย
ไม่เชื่อ ก็ลองเดินสำรวจไปตามถนนหนทางในกทม.ดูสิครับ….เงียบฉี่เลยทีเดียว
ที่จะดีหน่อย ก็คือธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ของห้างสรรพสินค้าที่ยังคงอู้ฟู่ไม่เลิก บรรดา”เจ้าสัว”เจ้าของธุรกิจและเจ้าของห้าง กลายเป็นเสือนอนกิน
กิน-นอนจนอ้วน ไขมันจะจุกอกตายอยู่แล้ว แต่คงคิดได้ว่า แค่ลงทุนในประเทศไม่พอ ก็เลยพาเอาเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เงินหมุนเวียนภายในก็เลยฝืดลง
ขณะที่แม่ค้าแม่ขาย ตามชุมชน ล้วนนั่งหง่าว ตบยุงไปตามๆ กัน เงินทองจะใช้จ่ายตกอยู่ในสภาพที่ฝืดเคือง แทบจะเอาตัวไม่รอด เพราะส่งดอกรายวันไม่ทัน
ใครที่ไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง ไม่มีปัญญาใช้ศาสตร์พระราชา ทำไร่ทำนาในชนบทแบบพอเพียง กลายเป็น”คนเมือง”คือแรงงานพวกชาวเมือง เป็นลูกจ้างเอกชน ทำงานรายวัน หรือกินเงินเดือน ชีวิตล้วนมีความเสี่ยงสูง เสี่ยงต่อการอดอยากยากไร้
นี่ยังดีนะ ที่รัฐบาลคสช.ถึงจะบริหารประเทศ ไม่เป็นสับปะรดเท่าไร ก็ยังพอจะจัดสรรงบประมาณ เอามาช่วยนั่นช่วยนี่ ในรูปแบบนั้น รูปแบบนี้ จึงประคับประคองตัวให้อยู่ได้
ฉะนั้น ธุรกิจเงินกู้นอกระบบ ซึ่งถึงจะปราบปรามกันหนักหาสาหัสอย่างไร ก็ยังดำรงกิจการอยู่ได้ตามปกติเงียบๆ
ก็หมายถึงเงินกู้”บาบู” ๑๐๐ บาทไป ๑๒๐ บาทมา นั่นแหละครับ
นี่คือสภาพความเป็นอยู่ของคนไทยพื้นๆ ที่ต้องทนทู่ซี้กันไป
อย่างไรก็ตาม พอมาถึงวันนี้ บ้านเราก็ไม่เหงาแล้วละครับ พอจะมีเงินหมุนเวียนเข้ามาบ้าง ในธุรกิจการเมือง ที่ยังแม้จะไม่จีรังมั่นคง เพราะกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ ๒๔ มีนาคมที่จะถึงนี้ หลังจากรัฐบาลคสช.ปกครองประเทศมาสี่ปี พยายามรักษาเสถียรภาพของประเทศเอาไว้ให้ปลอดภัย ไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นๆ แตกแยกหรือปะทะกัน เหมือนกับก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ได้”ปฏิรูป”อะไรได้มาก ตามที่ประชาชนทั่วไปอยากจะเห็น เพราะเป็นงานที่ไม่ถนัด
ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลคสช.เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการณ์ ที่เข้ามารักษาความสงบเรียบร้อย เข้ามาจัดการระเบียบทางการเมืองเพื่อตั้งต้นระบอบประชาธิไตยกันใหม่ หลังจากที่รัฐบาลประชาธิปไตยก่อนหน้าช่วยกันทำลายระบอบเสียแหลกเหลว ใช้เสียงส่วนใหญ่ ที่มาจากการเลือกตั้งในสภา ”ปล้น”ชาติเอาไป แบ่งปันพรรคพวก (แม้เจียดให้ประชาชนใช้บ้าง)รุ่มรวยกันมหาศาล สร้างทัศนะผิดๆในหมู่ชาวบ้านบางหมู่เหล่า ที่มักง่ายว่า ”โกงแล้วเอามาแบ่งกันกิน ก็ยอมรับได้”
คาดคิดกันว่า ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ นักการเมืองกลุ่มโกงนี้ อาจได้เสียงส่วนใหญ่ กลับมาโกงกินเมืองอีก จะได้แบ่งสันปันส่วน ให้ชาวบ้านที่”มักได้”ได้มีส่วน ได้ประโยชน์อีก ก็เลยพากันตื่นเต้น
ก็ฉิบหายกันซ้ำสิครับ…พี่น้อง
ความคึกคักที่จะมีการเลือกตั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะขณะนี้ เข้าสู่ระยะการหาเสียงแล้ว มีทีท่าว่าการซื้อเสียง กำลังจะเกิดขึ้นชนิดแพร่สะพัด
หัวคะแนนท้องถิ่นบางคน พานักการเมืองที่แปรพักตรจากสังกัดพรรคเดิม หันมาสังกัดพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา(ในฐานะ”นายกฯคนนอก”ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี) มาฝากเนื้อฝากตัวชาวบ้าน รับไหว้กันไม่ไหวเลยทีเดียว
พรรคหลักๆ เช่นประชาธิปัตย์และเพื่อไทย เฉพาะในเขตกทม.นี่ ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจาก”การแปรพัตร”มากเลยทีเดียว ยกเว้นอดีตส.ส.เก่าแก่ ที่มีผลงานดีๆ ต่อเนื่องและเข้าตาชาวบ้านที่ไม่หวั่นไหว ต่อความแปรเปลี่ยน ก็อาจจะได้รับเลือกตั้งอีก
แต่ในเที่ยวนี้ มีที่ท่าว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะไมได้เสียงข้างมากพอ ที่ตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารได้เอง และที่สำคัญจะไม่สามารถจับมือกันในหมู่พรรคการเมืองด้วยกัน(เพราะอยู่คนละขั้ว)ในการนำเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะมีนายกฯคนนอก ย่อมมีอยู่สูงมาก ตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๒ วรรค ๒ เนื่องจากแต่ละพรรคการเมือง ก็ไม่สามารถรวมกันติด
หันมาพิจารณาในประเด็นการซื้อเสียง ซึ่งผิดกฎหมาย ซึ่งแอบทำกันทุกครั้ง ที่มีการเลือกตั้ง
จากการหยั่งเสียงของ”นิดา โพล”ล่าสุด เชื่อว่าเที่ยวนี้ จะมีการซื้อเสียงกันมาก ในราคาที่แพงจากเดิม
ประสบการณ์ของผม(ซึ่งประกาศทุกครั้งกับที่บ้านว่าต้อง”ไม่รับเงินซื้อเสียง”)ในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ราคาซื้อเสียง ที่ตกถึงมือชาวบ้าน จะได้คนละ ๓๐๐-๕๐๐ บาทนั้น มาคราวนี้ อาจสูงระหว่าง ๗๐๐-๑,๐๐๐ บาทต่อหัวก็ได้
ส่วนพวก”หัวคะแนน”จะกินหัวคิวเท่าไร บอกไม่ถูกครับ คาดว่าต้องคุ้มค่าแน่ๆ อาจสามารถออกรถป้ายแดงได้ ไม่ใช่แค่เพียงคันเดียวเหมือนที่เคยครับ
แต่สรุปได้ว่า การลงทุนซื้อเสียง จะต้องใช้เงินมากมายมหาศาลเลยทีเดียว
แต่การซื้อเสียงเที่ยวนี้ ก็มีความ”เสี่ยงสูง”ถ้าหากถูกจับได้ไล่ทัน ก็จะพังกันทั้งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งและทั้งพรรคที่สังกัด(หากมีหลักฐานผูกมัด) เพราะกฎหมายคาดโทษหนัก
เชื่อว่า ป่านนี้”นักลงทุนทางการเมือง”ได้ประเมินแล้วว่า ใครที่ไหนจะชนะจะแพ้และคงล็อกตัวกันไว้แล้ว หากไม่แน่ใจจริงๆ ก็คงจะไม่ลงทุน ให้ต้องสูญเงินไปเปล่าๆแน่
ที่ว่ากันว่า “ทักษิณ”จะทุ่มลงทุนให้พรรคนั้นพรรคนี้ เพื่อกลับมา”ชักหุ่นการเมือง”ต่อนั้น ผมไม่เชื่อครับ หากประเมินแล้วว่าไม่คุ้ม
อย่างก็ตามเมื่อพิจารณาดูแบบผิวเผินแล้ว พรรคที่ประกาศตัวหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็น่าจะชนะการเลือกตั้งคราวนี้ โดยไม่ต้องเสี่ยงทำผิดกฎหมาย ด้วยการลงทุนซื้อเสียงอะไรเลย เพราะงานที่รัฐบาลคสช.ทำไว้ ผ่านโครงการ”ประชารัฐ”สร้างคะแนนนิยมไว้มหาศาลทั่วประเทศแล้ว (จึงก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แม้จะไม่ได้เสียงข้างมาก)
ทำให้รู้สึกได้ว่า ใครๆ ก็อยากให้พล.อ .ประยุทธ์ มาเป็นนายกฐมนตรีซ้ำ(แม้”หม่อมอุ๋ย”ไม่เอาด้วย) เพราะยังมีงานที่ค้างคา ต้องทำต่อให้แล้วเสร็จอีกมาก ที่จะนำพาประโยชน์สุข ไปถึงพวกเขา ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ยกเว้นแต่หาก “กลุ่มทุนการเมือง”ที่ร่ำรวย ยอมทุ่มเงินซื้อเสียงอย่างไม่อั้น มุ่งเอาชนะเพราะต้องการกลับเข้ามาบริหารบ้านเมืองอีก เพื่อสร้างความมั่งคั่งต่อและจำเป็นต้อง”ฟอกตัว”เพื่อให้พ้นจากความผิดตามกฎหมาย” นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ขอย้ำว่า แต่อย่าคิดว่า พรรคที่ไม่หนุนพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อชนะแล้วจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายๆ เพราะได้มีการประเมินกันในหมู่นักยุทธศาสตร์การเมืองแล้วว่า จะรวมตัวกันไม่ติด ด้วยกลยุทธ์”ดูด”คือยุให้แตกแล้วชิงมันมาเป็นพวก
หรือถ้าหากคสช.เห็นว่าหลังเลิกตั้งเกิดวุ่นวายนัก จนน่าจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ หรือพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง
ก็อาจจะ”ล้มกระดาน”ด้วย ม.๔๔ ก่อนที่จะตั้งรัฐบาลใหม่ เสียด้วยซ้ำไป
เชื่อผม หรือไม่ครับ ?







