INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ศึกษานโยบายต่างประเทศมาเลเซียผ่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

 

จรัญ มะลูลีม

สถาบันการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Institute of Diplomacy and Foreign Relations (IDER)) แห่งกรุงกัวลาลัมเปอร์มาเลเซียได้เชิญผมเข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมว่าด้วยความเข้มแข็งในการบูรณาการ ASEAN ผ่านการสานเสวนาจากหลากหลายช่องทางในวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2013 ที่ผ่านมา

ผมได้รับเชิญในฐานะหัวหน้าสาขาการระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศไทยอีกสองคนที่มีความคุ้นเคยสนิทสนมกันดีเข้าร่วมด้วย คือ ดร.ศราวุธ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา  สถาบันเอเชียจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และดร.สามารถ ทองเฟือ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิโรฒวิทยาเขตปัตตานี  ความสนิทสนมนี้มาจากที่พวกเราทั้งสามคนจบจากมหาวิทยาลัย Aligarh Muslim University แห่งอินเดียมาเหมือนๆ กันนั่นเอง

อย่างไรก็ตามในการประชุมครั้งนี้มีชาวไทยอีกคนหนึ่งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ASEAN อย่างแท้จริง  ซึ่งหากติดขัดกฎระเบียบหรือความเข้าใจเกี่ยวกับ ASEAN ที่ประชุมจะต้องหันมาถามเขาตลอด   เขาผู้นี้คือดร.เติมศักดิ์ เฉลิมพลานุภาพ  ซึ่งเป็นคนไทยที่มาในนามของประเทศสิงคโปร์  เพราะทำงานอยู่ที่สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (Institute of Southeast Asian Studies) แห่งประเทศสิงคโปร์นั่นเอง   ดร.เติมศักดิ์เป็นผู้นำเสนอเรื่องบทบาทของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในการสนับสนุนความเป็นภูมิภาค ASEAN : แง่คิดบางประการสำหรับมาเลเซีย  อันเป็นการนำเสนอที่น่าสนใจมากว่าด้วยบทบาทของมาเลเซียใน ASEAN

ในขณะที่ผมถูกกำหนดให้นำเสนอเรื่อง   สถานการณ์ในภาคใต้ของไทยและบทบาทของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในบริบทของ ASEAN (Situation in Southern Thailand and the Role of Non-State Actors within ASEAN context) ซึ่งนอกจากพูดถึงสถานการณ์ในภาคใต้โดยภาพรวมแล้ว  ผมก็พูดไปถึงบทบาทที่สำคัญที่มีอยู่ในภาคใต้ตอนล่างของไทยของกลุ่มและองค์กรต่างๆ เช่นกลุ่มจับตาสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) วิทยาลัยประชาชน (People’s College) และกลุ่มสตรีต่างๆ ที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือแม่ม่ายที่สามีสูญเสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ตอนล่างของไทย  และกลุ่มที่ทำงานด้านกฎหมายต่างๆ เพื่ออำนวยความยุติธรรมและสันติ ฯลฯ  รวมทั้งบทบาทที่น่าจะเป็นของมาเลเซียในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ของไทย

ผู้เข้าร่วมการประชุมส่วนใหญ่จะเป็นอดีตเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศต่างๆ   รวมทั้งอดีตเอกอัครราชทูตของประเทศใน ASEAN เป็นด้านหลัก   นอกจากนั้นก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและคนหนุ่มสาวของมาเลเซีย

มีอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก คือเต็งกู ตันศรี ดะโต๊ะ ศรี (ดร.) อะห์มัด ริทาอุดดีน (YM Tengku Tan Sri Dato’ Seri Ahmad Rithauddeen) เป็นประธานในการเปิดงานครั้งนี้

นักการทูตจาก ASEAN ญี่ปุ่นและออสเตรเลียก็ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย    รวมทั้งผู้ที่เคยมีบทบาทสำคัญอยู่ใน ASEAN เช่นเอกอัครราชทูต วิลาเฟรโต วิลลาคอร์ตา  ผู้แทนถาวรของ ASEAN จากฟิลิปปินส์  เอกอัครราชทูต Le Cong Phung จากเวียตนาม ซึ่งหลีกทางให้เลขาธิการ ASEAN คนปัจจุบันขึ้นมาเป็นเลขาธิการ ASEAN เข้าร่วมด้วย

ผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี คือเจ้านโรดม ศิริวุธ (H.R.H. Prince Narodom Sirivudh) จากกัมพูชา  รวมทั้งตุน มาการีม วิบิโชโน (Dr.Makarim Wibisono) จากมูลนิธิ ASEAN อินโดนีเซีย

การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิซาซากาวาเพื่อสันติ (Sasakawa Peace Foundation) ประเทศญี่ปุ่น

การประชุมที่มีขึ้นสองวัน (1-2 กรกฎาคม 2013) นี้เป็นการประชุมในบรรยากาศที่สบายๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศ ASEAN ด้วยกัน   และมีแง่มุมใหม่ๆ ให้มาขบคิดก่อนการเป็นประชาคมหนึ่งเดียวกัน   อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้เน้นทุกเสาหลักของ ASEAN ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคมวัฒนธรรม  ความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ  โดยย้ำว่าจะละทิ้งการพัฒนาด้านใดไม่ได้หากอยากเห็นประชาคม ASEAN เจริญเติบโตไปตามความมุ่งหวัง

นอกจากจะได้สาระจากการประชุมแล้วเอกสารในที่ประชุมก็มีความสำคัญเช่นกัน  เช่นเอกสารที่ว่าด้วยมาเลเซียกับประชาคม ASEAN ที่เน้นไปที่ความเป็นประชาธิปไตย บูรณาการของภูมิภาคที่ตื่นตัว  บทบาทของหนุ่มสาว   การสร้างประชาธิปไตยและประชาคม   หนึ่งในนั้นเป็นบทความของอัซฮารี การีม (Ashari Karim) นักวิจัยจากสถาบันการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กล่าวถึงนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกับการวางนโยบายต่างประเทศ   ซึ่งผมขอสรุปสาระสำคัญมานำเสนอดังนี้

ในแง่มุมของมาเลเซีย มาเลเซียถือว่าประเทศของตนมีบทบาทนำใน ASEAN ภายในปี 2015 เมื่อสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะกลายเป็นประชาคมหนึ่งเดียว  ด้วยเหตุนี้มาเลเซียจึงต้องหันมามองนโยบายต่างประเทศของตนเองว่าจะเป็นไปในทิศทางใด

เมื่อมองย้อนไปในอดีตบทบาทของผู้นำมาเลเซียมีส่วนอย่างสำคัญต่อกระบวนการวางนโยบายต่างประเทศหรือการวางกระบวนทัศน์ด้านการต่างประเทศ  เนื่องจากนโยบายต่างประเทศจะเกี่ยวพันอยู่กับสิ่งแวดล้อมทั้งจากเรื่องราวภายในประเทศและภายนอกประเทศในเวลาเดียวกัน  รวมทั้งมีตัวประกอบอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำงานด้านการต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพรวมอยู่ด้วยโดยทั่วไปเพื่อให้เกิดผลต่ออนาคตตามเป้าหมายสำคัญที่ได้วางไว้    นโยบายต่างประเทศของมาเลเซียจึงต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนและมีโครงสร้างที่โดดเด่น

 

ปรัชญา บุคลิกภาพและโวหารของประเทศ

เมื่อได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี 1957 มลายาหรือมาเลเซียในเวลาต่อมา  มีความมุ่งหวังที่จะมีที่ทางของตนเองในประชาคมของรัฐ-ชาติเหมือนกับประเทศอื่นๆ

ผู้นำคนแรกๆ ของมาเลเซียจะผูกพันตัวเองอยู่ในวัฏจักรภายในอย่างเช่นกับคนในแวดวงโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเดียวกัน     รวมทั้งผู้ทำงานร่วมกันทางการเมืองที่มีความปรารถนาและความคาดหวังที่คล้ายคลึงกันจนก่อให้เกิดความก้าวหน้าที่ต่อเนื่องและถาวรและการพัฒนานโยบายต่างประเทศ

นับตั้งแต่แรกเริ่มมาแล้วที่บทบาทที่มีความสำคัญได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้  สำหรับผู้ที่มาจากราชนิกูลเพื่อให้เป็นไปตามมรดกที่สืบทอดมาจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา    ตำแหน่งพิเศษสำหรับราชนิกูลนี้ยังได้รับการปฏิบัติต่อมาจนถึงทุกวันนี้นั่นคือตำแหน่งผู้นำ   ผู้ได้รับการเคารพและเป็นตัวเอกที่จะต้องมีอยู่และถูกวางอยู่บนบ่าของบุคคลบางคนที่เหมาะสมกับบทบาทดังกล่าว

ในช่วงดังกล่าวการปรากฏตัวของตุนกู อับดุรเราะห์มาน (Tunku Abdul Rahman) ทายาทจากครอบครัวราชนิกูลได้รับการยอมรับและมีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐ   รวมทั้งการวางนโยบายต่างประเทศ

จนถึงเวลานี้การก่อรูปของนโยบายต่างประเทศก็คงยังอยู่กับนายกรัฐมนตรีเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

รูปแบบการปกครองซึ่งผู้ปกครองนำเอามาปฏิบัตินั้น มีความโน้มเอียงไปในทางความรู้ที่ ได้เก็บรักษาเอาไว้และกลั่นกรองมาจากสมัยที่เป็นนักศึกษาและประสบการณ์ที่รวบรวมและรับเอามาจากประเทศต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญและเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถของการเป็นผู้นำทั้งหลาย

ตัวอย่างเช่น ตุนกูอับดุรเราะห์มานได้ความรู้และประสบการณ์มาจากอังกฤษ ตุน รอซัก จากอังกฤษ ดะโต๊ะ ฮุสเซ็น ออน จากอินเดีย   มหฎิร โมฮัมมัด จากสิงคโปร์  อับดุลลอฮ์ อะห์มัด บะดาวี จากมาเลเซีย และนาญิบ ตุนรอซัก จากอังกฤษ

ด้วยเหตุนี้ ความจริงดังกล่าวจึงต้องมีการทำความเข้าใจเพื่อให้ได้ภาพที่แท้จริงของปรัชญาพื้นฐานของนโยบายต่างประเทศของมาเลเซีย   เนื่องจากพื้นฐานของผู้วางนโยบายที่มีบทบาทนำ  จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศ

เมื่อกล่าวถึงสิ่งแวดล้อมภายในประเทศและการทูต   จะพบว่าประเทศที่มีส่วนต่อการวางรูปแบบนโยบายต่างประเทศนั้นจะมีผู้นำ   ตั้งแต่คนแรกจนถึงปัจจุบันที่ต่างก็มีความปรารถนาที่จะให้นโยบายของตนได้รับความสำเร็จ

นโยบายของประเทศต่างๆ ล้วนได้รับการจับตามองจากผู้นำมาเลเซียทั้งสิ้น   ไม่ว่าจะเป็นนโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง (divide-and-rule) ของอังกฤษ   นโยบายหม้อหลอมละหลาย (melting-pot) ของสหรัฐ  นโยบายปริมณฑลร่วมแห่งความเจริญรุ่งเรือง (co-prosperity sphere) และนโยบายการปิดล้อม (containment) ของสหรัฐ และนโยบายการปฏิวัติวัฒนธรรม (cultural revolution) ของจีน

นอกจากนี้ผู้นำมาเลเซียยังมีความประทับใจต่อประวัติศาสตร์ที่มีมาก่อนหน้านี้  อย่างเช่นการเดินทางรอบโลกทางเรือของเจิ้งเหอ (Chenghe’s Voyage) จาเลียน วัลลาบาร์ก ในอินเดีย วาทกรรมว่าด้วย “ข้าพเจ้ามีความฝัน” ของมาติน ลูเธอร์ดิงในสหรัฐ     การยาตราระยะยาวของเหมาเจ๋อตุง (Mao’s Long March) หรือแนวคิดของซูการ์โนว่าด้วยการเผชิญหน้า (Konfrantasi) หรือแนวคิดของลี กวน ยิวว่าด้วยมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ (Singapore’s Economic Miracle)

แบบอย่างทางเลือกในการประท้วงและความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลของตนที่มาจากทั่วโลก  เป็นตราประทับที่ฝังแน่นอยู่ในผู้นำมาเลเซีย  รวมทั้งการทลายกำแพงเบอร์ลิน การปฏิวัติตามแนวทางอิสลามในอิหร่าน  การแตกออกมาของยุโรปตอนกลางและเหตุการณ์ 9/11 ที่มีการโจมตีสหรัฐและล่าสุดคือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า Arab Spring     ในระดับโลกได้มีการเปลี่ยนผ่านการบริหารจากสมัยหลังอาณานิคมไปสู่การพัฒนาที่นิยมความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ  ความเป็นกลาง  ชาตินิยม ภูมิภาคนิยมและภูมิภาคนิยมใหม่  โลกาภิวัตน์ เสรีนิยม หุ้นส่วนของกลุ่มอุดมการณ์  ความเป็นสังคมวัฒนธรรม  เซอรัมปัน มลายู บาห์รู นูซันตารา วิธีอาเซียน (ASEAN Way) เอเชียแปซิฟิกและเอเชียตะวันออก

ไม่มีประวัติศาสตร์และการพัฒนาใดๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว   จะหลุดรอดสายตาและความสนใจของผู้นำมาเลเซียได้เลย   เนื่องจากผู้นำแต่ละคนต่างก็ผูกพันอยู่กับกิจการที่ดำรงอยู่ในแต่ละวันของรัฐ  สิ่งเหล่านี้เข้าไปมีอิทธิพลอยู่ในโลกทัศน์ของบรรดาผู้นำของมาเลเซียจนนำไปสู่ความรู้สึกถึงตำแหน่งของพวกเขาและวันเวลาในประวัติศาสตร์ของประเทศ

 

ที่มาของผู้นำมาเลเซีย

ตุนกู อับดุรเราะห์มาน (1957-1970) ถือกำเนิดที่รัฐเคดะฮ์ มาจากครอบครัวราชนิกูลของมาเลเซียและจากมารดาที่เป็นคนไทย   จบการศึกษาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์และศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ประเทศอังกฤษ สังกัดพรรคอัมโน และนิยมตะวันตก

ตุนกู อับดุล รอซัก (1970-1979) เกิดที่รัฐปาหัง (Pahang) มาจากครอบครัวข้าราชการชั้นสูงแห่งบูกิส  จบการศึกษาที่วิทยาลัยมาเลย์ (Malay College) และการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่อังกฤษ สังกัดพรรคอัมโน เป็นรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นสูงมาก่อน  มีโลกทัศน์แบบตะวันตกและยึดถือสายกลาง

ดะโต๊ะ ฮุสเซน ออน (1976-1981) เป็นบุตรชายของผู้ก่อตั้งพรรคอัมโน เชื้อสายตุรกีเรียนที่วิทยาลัยการทหาร  จบการศึกษาที่เมืองเดห์รา ดูน (Dehra Dun) อินเดียและการศึกษาระดับอุดมศึกษาจากอังกฤษ เป็นนักกฎหมายของพรรคอัมโน เป็นรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นสูงมาก่อน  และมีโลกทัศน์ด้านความเป็นเอกภาพของโลกอิสลาม

ดะโต๊ะ ศรี มหฎิร โมฮัมมัด ถือกำเนิดที่รัฐเคดะฮ์ มีบิดาเป็นครูใหญ่ของโรงเรียน  เข้าศึกษาที่วิทยาลัยสุลฏอน อับดุล หะมิด และวิทยาลัย แรฟเฟิลส์ ประเทศสิงคโปร์   ได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่สิงคโปร์  เป็นนายแพทย์ที่ออกทำงานด้านการแพทย์และเป็นรัฐมนตรีมาก่อน   โลกทัศน์ของเขาคือการให้ความสำคัญกับตะวันออก โลกที่สาม  รวมทั้งนโยบายให้ความสำคัญต่อประเทศยากจนและมโนทัศน์ 2020 (Vision 2020)

ดะโต๊ะ อับดุลลอฮ์ อะห์มัด บะดาวี ถือกำเนิดที่รัฐเคดะฮ์ เช่นเดียวกับมหฎิร  ครอบครัวของเขาสืบเชื้อสายมาจากรัฐปีนัง (Penang) เข้าเรียนที่โรงเรียนการฝึกฝนผู้นำทางศาสนา (Religious Leader) การศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ประเทศมาเลเซีย   เคยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและรัฐมนตรีของพรรคอัมโนมาก่อน  โลกทัศน์ของเขาคือความก้าวหน้าตามแนวทางอิสลาม (Progressive Islam)

ดะโต๊ะ ศรี นาญิบ ตุน รอซัก ถือกำเนิดที่รัฐปาหัง มาจากครอบครัวนายกรัฐมนตรี  เข้าศึกษาที่สถาบันเซ็นต์จอห์น  และระดับอุดมศึกษาที่อังกฤษ  เป็นรัฐมนตรีของพรรคอัมโนและเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของรัฐมาก่อน   โลกทัศน์ของเขาอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านรูปแบบเศรษฐกิจแนวใหม่  (New Economic Model) และการเคลื่อนสู่ความเป็นกลางในระดับโลก

กว่า 50 ปีที่ผ่านมาที่นโยบายต่างประเทศของมาเลเซียได้รับการพิจารณาว่าเป็นกลาง (neutral) ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-aligned) เป็นอิสระ  (independent) กระตือรือร้น (active) โลกที่สาม (Third World) และความเป็นสายกลาง (moderate)    มาเลเซียเป็นประเทศหนึ่งที่ยังคงมีความมุ่งมั่นอยู่กับสันติภาพและความมั่นคง  กระนั้นเมื่อสถานการณ์เป็นใจ  มาเลเซียก็จะมีความยืดหยุ่นและให้ความสำคัญกับความเป็นภูมิภาคนิยมและวิถีเอเชีย (ASEAN WAY)

เบื้องหลังสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้น  ปรากฏให้เห็นเช่นกันว่าบรรดานายกรัฐมนตรีของมาเลเซียต่างก็มีแนวคิดที่มีความเป็นพลวัตรและมีความอ่อนไหวของตนเองที่จะเลือกกระทำเมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้นโยบายต่างประเทศของมาเลเซียในช่วงเวลาหนึ่งจึงอาจเป็นทั้งเรื่องของโอกาสและตัวบุคคลไปพร้อมๆ กัน

ในบรรดานายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่มีความโดดเด่นมากที่สุด ได้แก่ มหฎิร โมฮัมมัด ผู้ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก   มหฎิร โมฮัมมัด ดำรงตำแหน่งมาแล้วทั้งนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีคลัง ชื่อของมหฎิรอยู่ในเวทีระหว่างประเทศติดต่อกันมาถึง 2 ทศวรรษ จากปี 1981-2003

ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว มหฎิรยืนหยัดเป็นตัวของตัวเองมาตลอดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ  ซึ่งมีความมุ่งมั่นและจริงจัง  มหฎิรเป็นผู้คนในยุคสมัยของตนเองอย่างแท้จริง  หากมองในแง่ของการวางนโยบายแล้ว  สิ่งที่มหฏิรทำไว้นั้นยากที่ผู้นำคนใดของมาเลเซียจะทำได้ในปัจจุบัน

นโยบายที่มหฎิรได้ฝากไว้ได้แก่นโยบายมองตะวันออก (Look East Policy) ซื้อสินค้าจากอังกฤษเป็นประเทศสุดท้าย (Buy British Last) ความร่วมมือระหว่างประเทศยากจน (South-South Cooperation) มโนทัศน์ 2020 (Vision 2020) มาเลเซียของเพื่อนบ้าน (Thy Neighbours) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศเอเชียตะวันออก (East Asia Economic Cooperation) และหุ้นส่วนที่สง่างาม (Smart Partnership) รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากประเทศเยอรมนี  และสหภาพยุโรป

มโนทัศน์ 2020 ถือเป็นมโนทัศน์ในการพัฒนาสถานะของประเทศระยะยาว   นั่นคือการคาดหมายให้ประเทศมีความสามารถยืนหยัดและดำรงการเติบโตอย่างถาวรทางเศรษฐกิจในระยะยาวเอาไว้ร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 7 และให้การลงทุนที่มาจากต่างประเทศไหลลื่นต่อเนื่อง

สำหรับมหฎิรแล้วถือเป็นชัยชนะส่วนตัวที่เขายืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างามในหมู่ประเทศที่อยู่ในระดับเดียวกัน  และได้รับการเคารพชื่นชม  ทั้งจากมิตรสนิทและปรปักษ์ของเขา   ในแง่มุมหนึ่งเขามีความสามารถในการอ่านทิศทางและมีความสามารถในการคาดการณ์โลกทั้งผองและแนวโน้มด้านเสรีนิยม  ซึ่งห้อมล้อมโลกอยู่ในเวลานั้นได้ดี

เขาคิดได้อย่างยาวไกลและลุ่มลึก  และสิ่งนี้เองส่งผลสะท้อนอย่างกว้างไกลในการวางนโยบายต่างประเทศว่าหนทางที่ดีที่สุดที่วางอยู่ข้างหน้าควรจะไปในทิศทางใดเพื่อที่จะก้าวไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ในหลายๆ เหตุการณ์ก็ไม่เป็นไปตามที่เขาคาดหมายจะให้เป็น   แนวคิดว่าด้วยโลกที่สามนิยม (Third-Worldism) และลัทธิการประกอบสร้างแบบมหฎิร (Mahathirian Constructivism) นั้น  แม้จะได้รับการยกย่องและถูกวิพากษ์มาจากทั่วโลก  แต่แนวคิดดังกล่าวก็ยืนหยัดท้าทายต่อกาลเวลาจนถึงปัจจุบัน

ในท้ายที่สุดนโยบายต่างประเทศของมาเลเซียก็ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากบรรดาผู้นำของโลก   นักวิชาการที่เอาจริงเอาจังได้เขียนวิพากษ์เขา  ซึ่งมหฏิรเองก็ตอบโต้การวิพากษ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดีแม้ว่าจะส่งผลที่เป็นไปในทางลบต่อนโยบายต่างประเทศของมาเลเซียไปพักใหญ่ก็ตาม

มหฎิรนั้นต่างไปจากตุนกู อับดุรเราะห์มาน  ซึ่งนโยบายต่างประเทศของเขาคือการนำเอารูปแบบจากอังกฤษมาใช้   ในเวลานั้นมาเลเซียจึงมีบทบาทสำคัญอยู่ในกิจการของเครือจักรภพ   ในทางการทหาร   มีข้อตกลง การเตรียมการด้านกลาโหมระหว่างอังกฤษกับมาเลเซียเพื่อเป็นการป้องกันความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศมาเลเซีย   ต่อสู้และได้รับชัยชนะเหนือฝ่ายคอมมิวนิสต์   ตามมาด้วยการพัฒนาและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

การมีเชื้อสายไทยทำให้ตุนกู อับดุรเราะห์มานมีจุดยืนที่ดีกับประเทศไทย  เขาจะมีชื่ออยู่ในลำดับแรกๆ เคียงคู่กับผู้เป็นแกนนำของไทยในเวลานั้นอย่างถนัด  คอมันต์ และถนอม กิตติขจร  ความมั่นคงตามชายแดนของไทยและมาเลเซีย จึงมีความสงบในสมัยของเขา  อันเป็นสมัยที่นโยบายต่างประเทศมีศูนย์รวมอยู่ในประเทศแทนที่จะอยู่ภายนอกประเทศ

สิ่งต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากภายใต้การเป็นนายกรัฐมนตรีของตุนรอซัก   ในสมัยของเขาการวางนโยบายต่างประเทศจะวางน้ำหนักอย่างมากไปที่กระทรวงการต่างประเทศ  โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้มีความรู้เฉพาะทางเข้ามานำเสนอข้อเสนอที่จำเป็นเพื่อขยายบทบาทของกิจการต่างประเทศให้ขยายตัวออกไปอย่างตุน ดร.อิสมาอีล (Tun Dr. Ismail)  และตันศรี เซน อัซราอี (Tan Sri Zain Azrahi)  ที่มีบทบาทอยู่ในกระทรวงให้การขานรับต่อความตระหนกของสงครามเย็นด้วยการเสนอข้อเสนอหลายข้อในการกำหนดสถานะของมาเลเซีย

ในท้ายที่สุด เสาหลักแห่งที่สามในกระบวนทัศน์ของมหฎิรนอกเหนือไปจากแนวคิดว่าด้วยโลกที่สามนิยมและลัทธิการประกอบสร้างตามแบบฉบับของเขาเองก็คือลัทธิพหุภาคีนิยม (Multilateralism) ในกระบวนทัศน์ดังกล่าวเราก็จะเห็นลักษณะแห่งบุคลิกของมหฎิร   ทั้งที่มาจากระดับภายในและภายนอกและมีที่ทางสำคัญอยู่ใน ASEAN และความร่วมมือทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก (EAEC) ในฐานะที่เป็นผู้ปกป้องพหุภาคีนิยมของชาติต่างๆ

ตัวอย่างเช่นในระดับที่เป็นจุดหมายแห่งผลประโยชน์ของชาตินั้น  มหฎิรได้นำเอาการทูตทางเศรษฐกิจมาใช้และเป็นแกนนำของประเทศที่อยู่ในขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด   ในทางยุทธศาสตร์แน่ละ มหฎิรต้องการทิ้งมรดกของเขาไว้เบื้องหลัง    เมื่อเขาออกไปจากภาพที่เคยปรากฏ  เขาจึงเป็นแบบอย่างที่ผู้นำระดับโลกแสวงหาทั้งจากโดยบุคลิก และการกระทำเพื่อทำให้ประเทศชาติได้รับความรุ่งเรืองและทำให้มาเลเซียอยู่ในแผนที่ที่เป็นส่วนสำคัญของโลก

 

ลัทธิมหฎิร

จากข้อมูลข้างต้นมหฎิร  ในฐานะชาวมาเลเซีย    ในฐานะนักบริหารได้วางนโยบายต่างประเทศที่น่าประทับใจเอาไว้มายาวนานกว่า 2 ทศวรรษหรือมากกว่า    ไม่น่าเป็นที่แปลกใจว่าหลายๆ คนพยายามที่จะหาหลักฐานและประเมินคุณูปการที่เขาได้ทำเอาไว้    นักวิชาการคนสำคัญของมาเลเซียอย่าง Khoo Boo Teik ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดคำว่า “ลัทธิมหฎิร” ได้อ้างถึง “อุดมการณ์ที่โดดเด่น” ของมหฎิรว่ามาจากส่วนประกอบห้าอย่างได้แก่  ลัทธิชาตินิยม ทุนนิยม อิสลาม ประชานิยม และลัทธิเผด็จการ  งานเขียนของ Khoo ครอบคลุมกลุ่มถึงแก่นแท้แห่งความคิดของมหฎิรว่าด้วยการเมือง เศรษฐกิจ อำนาจและความเป็นผู้นำ

ในความสัมพันธ์ทวิภาคี มาเลเซียได้ผ่านการทูตและการเปลี่ยนผ่านนโยบายมาแล้วหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการทูตแบบราชาธิปไตย  การต้องเผชิญกับนโยบายเผชิญหน้า (Konfrontasi) ของซูการ์โน และการนำเอาสิงคโปร์ออกไปจากมาเลเซียของลี กวน ยิว (Lee Kuan Yew)

คำแนะนำที่ชาญฉลาดจากที่ปรึกษาที่อยู่วงในที่สุดช่วยให้ตุนกู อับดุล รอซัก นำประเทศออกจากวังวนของน้ำที่เชี่ยวกราก และนำเอาความมั่นคงและวันเวลาที่ดีกว่าที่รออยู่ข้างหน้ากลับมาได้   ความสัมพันธ์ใกล้ชิดของตุนกู อับดุล รอซักที่มีกับผู้นำอินโดนีเซียหลังสมัยซูการ์โน อย่างเช่นกับอาดัม มาลิก (Adam Malik) และเบ็นนี มอร์ดานี (Benny Moerdani) ช่วยกรุยทางไปสู่การสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ผลจากความเข้าใจที่มีต่อกัน  เป็นคุณูปการสำคัญยิ่งต่อความสัมพันธ์ที่ดี อบอุ่นและเป็นมิตรระหว่างสองประเทศ  และนำไปสู่ความสัมพันธ์อันยั่งยืนใน ASEAN นอกเหนือไปจากเรื่องอื่นใดก็คือมาเลเซียมีความสามารถที่จะชนะใจมิตรประเทศด้วยนโยบายต่างประเทศของตน

ในขณะที่ภายในประเทศเริ่มต้นได้รับความสำเร็จจากนโยบายเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Policy) หรือ NEP ซึ่งเริ่มทำงานอย่างเต็มที่นั้น  ภายนอกประเทศนโยบายต่างประเทศของมาเลเซียก็เริ่มได้รับความสนใจไม่ว่าจะเป็นนโยบายความเป็นกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Neutralisation of Southeast Asia) เขตแดนแห่งสันติ (Zone of Peace) เสรีภาพแห่งความเป็นกลาง (Freedom and Neutrality) หรือ ZOPFAN ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Nonaligned Movement) หรือ NAM องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation) และความเข้มแข็งแห่ง ASEAN ในการดำเนินการด้านพหุภาคี    มาเลเซียมีบทบาทที่ตื่นตัวและบทบาทนำอยู่ในกิจการต่างๆ ของสหประชาชาติ  และหน่วยงานต่างๆ ที่สังกัดอยู่ในสหประชาชาติ

ดะโต๊ะฮุสเซ็น ออน ซึ่งเข้ามารับช่วงต่อจากตุนกู  อับดุลรอซักได้ยกระดับนโยบายข้างต้นให้ได้รับความก้าวหน้าและเป็นที่ประทับใจของประเทศแถบตะวันออกกลางและตุรกี     ในภูมิภาคการทูตแบบสงบเสงี่ยม (quiet diplomacy) ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ของ ASEAN กับรัฐอินโดจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำประกาศกวนตัน (Kuantan Declaration) ที่ได้แสดงให้เห็นความชัดเจนในตำแหน่งของมาเลเซีย ใน ASEAN ที่มีต่อชาวเรือเวียดนาม ในกลุ่มภูมิภาคมาเลเซียได้เคลื่อนสู่ความสำเร็จในการนำเสนอให้มีการสานเสวนาและการประชุมในฐานะที่เป็นเครื่องมือของนโยบายต่างประเทศ   ความพยายามเหล่านี้จบลงด้วยการทำให้ ASEAN มีกลไกแห่งความเป็นสถาบันและการพบปะกันในภูมิภาค

โดยส่วนตัวจุดเด่นสำคัญของดะโต๊ะฮุสเซ็น อยู่ที่ความเป็นคนพูดน้อย แต่มีหลักการในแง่ของการบูรณาการและความโปร่งใส   สิ่งที่ตามมาก็คือนโยบายต่างประเทศของเขาสะท้อนให้เห็นเรื่องราวต่างๆ ที่มีความถูกต้องและมีความเหมาะสม  มีเหตุมีผล และมีจุดยืนที่เป็นบรรทัดฐาน  ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศ   ผลที่ตามมาก็คือนโยบายต่างประเทศของมาเลเซียจะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และการให้น้ำหนักหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้

OIC กลายเป็นเวทีสำหรับมาเลเซียในการส่งเสริมความมีเกียรติภูมิในฐานะประเทศมุสลิมสายกลางและชาติที่นับถือศาสนาอิสลาม  ดะโต๊ะฮุสเซ็นนั้นมีสายเลือดตุรกี เขาได้รับการศึกษาที่สถาบันการทหารแห่งเมืองเดห์รา ดูน (Dehra Dun) ในอินเดีย เขาจึงอยู่ในตำแหน่งที่สามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับสองประเทศดังกล่าว  ส่งผลให้เกิดภาพพจน์ที่โดดเด่นระหว่างมาเลเซียกับอินเดียและตุรกี

จากสุขภาพที่ไม่อำนวยทำให้ดะโต๊ะฮุสเซ็น เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ครบเทอม  ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อมาคือ ดะโต๊ะมหฏิร ซึ่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของรัฐบาลในปี 1981 และดะโต๊ะมหฏิรก็กล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและจุดหมายของนโยบายต่างประเทศ  ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการวางรูปแบบและการนำเอานโยบายต่างประเทศมาใช้ทั้งหมด

นายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ต่อจากดะโต๊ะมหฏิร คือดะโต๊ะ อับดุลลอฮ์ บะดาวี ประสบการณ์ของเขาในการทำงานด้านการบริการสาธารณะภายในประเทศก่อนที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เขามีความคุ้นเคยในการทำงานร่วมกับระบบราชการมากกว่าการจัดการกิจการต่างๆ ของรัฐ    อย่างไรก็ตามดะโต๊ะอับดุลลอฮ์มีข้อได้เปรียบในการพัฒนาความมุ่งมาดปรารถนาของเขาเอง  พื้นฐานครอบครัวก็ช่วยเขาได้มาก  เขาได้รับการเลี้ยงดูผ่านการศึกษาด้านศาสนาและการสอนจากบิดาที่จากไปซึ่งเหมาะสมกับบทบาทที่เขาได้แสดงอยู่ในนโยบายต่างประเทศ

เช่นเดียวกับกรณีของดะโต๊ะ ฮุสเซ็น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากประเทศตะวันตก  ดะโต๊ะอับดุลลอฮ์ก็มีความคล้ายคลึงกัน ในสมัยของเขาเขาได้นำเสนอแนวคิดอิสลามหะฎอรี (Islamic Hadhari) หรืออิสลามที่ก้าวหน้า (Progressive Islam) ว่าเป็นเหตุผลแห่งนโยบายต่างประเทศของมาเลเซีย

ความหวังของเขาคือการก่อตั้งขบวนการที่กว้างขวางครอบคลุมทั่วโลกเพื่อฟื้นฟูเอกภาพอิสลาม (Islamic Unity) ในฐานะที่เป็นพลังเพื่อความก้าวหน้าและพัฒนา สิ่งที่ตามมาก็คือนโยบายต่างประเทศที่เอนเอียงเข้าสู่ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม  ตัวอย่างที่ดีนี้  รวมทั้งการวางรูปแบบธนาคารอิสลาม (Islamic banking) และการเงินอิสลาม การปฏิรูปการศึกษาอิสลาม  การออกใบรับรองอาหารที่ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลามหรือฮาล้าล (Halal Certification) การจัดตั้งเวทีเศรษฐกิจแห่งโลกอิสลาม (World Islamic Economic Forum) หรือ WIEF ใน ASEAN บุคลิกที่นุ่มนวล สงบและเปิดเผยของดะโต๊ะอับดุลลอฮ์ ทำให้เขาได้รับเกียรติมากกว่าอีกหลายคน  เขาถูกเรียกว่าคนดี (Mr.Nice) ผลที่ตามมาในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งนั้นจะพบว่านโยบายต่างประเทศของมาเลเซียเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้และคาดหมายได้

สิ่งต่างๆ เริ่มตั้งต้นที่จะกลับไปหาวันเวลาเก่าก่อนทันทีเมื่อดะโต๊ะนาญิบอับดุลรอซักเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2008 เขาทำให้นโยบายต่างประเทศสดใสไปด้วยมโนทัศน์และความรู้สึกแห่งความสำเร็จเฉกเช่นเดียวกับตุนกู อับดุลรอซักบิดาของเขา  ซึ่งเข้ารับตำแหน่งต่อจากตุนกู อับดุรเราะห์มานในปี 1969

เป็นการสืบทอดนโยบายต่างประเทศต่อจากบิดาของเขาที่เลือกจะมีความใกล้ชิดกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร

การให้ความสนใจในนโยบายในประเทศของเขานั้นอยู่ที่การเปลี่ยนประเทศมาเลเซียให้เป็นประเทศที่มีรายได้ทางเศรษฐกิจสูง (high-income economy) และรับรู้ถึงมโนทัศน์ 2020 อย่างเต็มที่

ในนโยบายต่างประเทศ สิ่งนี้หมายถึงการทำให้โลกมีความมั่นใจต่อมาเลเซีย เช่นเดียวกับการสนับสนุนของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและโครงการต่างๆ ที่จะต้องทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์   เขาเป็นผู้ขับเคลื่อนข้อสัญญาในเรื่องการมีความมั่งคั่งและค่านิยมร่วมกัน

การเดินทางไปต่างประเทศของดะโต๊ะนาญิบนั้นคาดหมายกันว่าเป็นการสร้างสะพานเชื่อมที่เท่าเทียมกันของคู่ค้าและการลงทุนร่วม   การเปิดสู่โลกทัศน์ตะวันตกในกิจการต่างๆ ของโลกมาตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของชีวิต  ทำให้เขามีความเข้าใจว่าอะไรเป็นความสนใจของบรรดาผู้นำตะวันตก

ในทางกลับกันดะโต๊ะนาญิบ เริ่มจะขยายหลักการของความเป็นสายกลางว่าเป็นเสาหลักแห่งนโยบายต่างประเทศของเขา   เขาเป็นผู้ประกาศถึงความคิดที่ว่าด้วยขบวนการสายกลางแห่งโลก (Global Movement of Moderates) หรือ GMM ที่สหประชาชาติ  กรุงนิวยอร์กในปี 2011 อันเป็นการให้คุณค่าอย่างสูงยิ่งในเรื่องการเดินสายกลางและความรู้สึกที่เป็นกลาง   ต่อต้านการใช้ลัทธิความรุนแรงและการก่อความไม่สงบเพื่ออ้างสิทธิเหนือผู้อื่นหรือการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนในบางส่วนของโลก

 

กระบวนทัศน์ของมหฏิรที่มีต่อนโยบายต่างประเทศ

กล่าวกันว่ากระบวนทัศน์ (Paradigm) แห่งนโยบายต่างประเทศของมาเลเซียนั้นสามารถดูเป็นตัวอย่างได้จากดะโต๊ะมหฏิร โมฮัมมัด   ในฐานะที่เป็นการขับเคลื่อนเบื้องต้นในการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศ   พื้นฐานหลายๆ เรื่องของกระบวนทัศน์แบบมหฏิร   อาจนำเสนอได้ว่าเป็นส่วนผสมของมหฏิรนิยม (Mahathirism)

ในฐานะที่เป็นตัวตนของเขา   เขาเป็นผู้ปกครองและผู้นำในการบริหารมาเลเซีย

ประการที่สองในมุมมองผลประโยชน์แห่งชาติ   เขาเป็นผู้ได้รับความสำเร็จในการทำให้ประเทศมีความเป็นนานาชาติในระหว่างที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี

ในทางยุทธศาสตร์เขาเน้นในเรื่องการปกป้องประเทศจากการคุกคามที่มาจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ

นอกจากนี้เรายังได้เห็นข้อเลือกของเขาว่าด้วยความเป็นมหาอำนาจขนาดกลาง (Middle powermanship)  ซึ่งถูกนำมาใช้ทั้งโดยส่วนตัวและในฐานะที่เป็นแผนปฏิบัติการณ์แห่งชาติ   ในสมัยของเขาเราสามารถคาดหวังไดว่าปฏิบัติการณ์ของเขาสามารถรักษาไว้ได้ทั้งความเป็นเอกภาพแห่งชาติและอัตลักษณ์ของชาติไว้ได้   ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีความมั่นใจว่าชาติจะดำรงอยู่ได้

ในสมัยของเขาเราได้เห็นปฏิบัติการณ์ด้านเสรีภาพ ซึ่งถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมของตัวเขาเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีวิกฤตเอเชีย (1997-1998) ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระดะโต๊ะมหฏิรได้แสดงลักษณะการประกอบสร้างและบรรทัดฐานของผู้ประกอบการให้เห็น  ในทางยุทธศาสตร์ดะโต๊ะมหฏิรได้เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องประเทศในฐานะประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Newly-Industrializing Country (NIC)) เอาไว้ได้

ดะโต๊ะมหฏิรมีอิทธิพลครอบคลุมอยู่ในความเป็นนานาชาติ  นั่นคือไดรับการปรึกษาหารือจากองค์กรระหว่างประเทศอยู่เสมอและเป็นผู้นำขององค์กร  เป็นผู้นำที่อยู่ใน ASEAN ยาวนานที่สุด  เป็นผู้กล่าวนำในเวทีการประชุมระหว่างประเทศเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้าจำนวนมาก   ถูกมองว่าเป็นแบบอย่างของผู้นำประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม  ซึ่งให้ข้อแนะนำในประเด็นที่เกี่ยวกับอิสลามและความเป็นสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี

นับตั้งแต่แรกมาแล้วที่ฝ่ายบริหารของดะโต๊ะมหฏิร ได้ยืนหยัดที่จะทำให้มาเลเซียอยู่ในแผนที่ของโลก  สำหรับเขามีเวทีทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะทำให้จุดมุ่งหมายดังกล่าวได้รับความสำเร็จ  วาระอื่นๆ ที่ดะโต๊ะมหฏิรได้ทำก็คือการหาทางออกให้กับปัญหาภายในที่มาเลเซียเผชิญอยู่

ในระดับยุทธศาสตร์ที่กว้างไกลฝ่ายบริหารของดะโต๊ะมหฏิรได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามาเลเซียมีความคล่องตัวพอที่จะขยายตัวเองไปสู่ตลาดใหญ่สำหรับสินค้าของตัวเองและให้การสนับสนุนการริเริ่มลักษณะทางเศรษฐกิจที่จะทำให้มาเลเซียเจริญรุ่งเรืองต่อไป  มโนทัศน์ระยะยาวที่เรียกกันว่ามโนทัศน์ 2020 แสดงถึงความปรารถนาของดะโต๊ะมหฏิรที่จะทิ้งมรดกอันน่าทรงจำนี้ไว้เบื้องหลัง  เมื่อเขาพ้นจากการทำหน้าที่ของเขาไปแล้ว

อาจกล่าวได้ว่ากิจการต่างๆ ที่มาเลเซียเข้าไปมีส่วนร่วม โดยเฉพาะในประเด็นระดับโลก และความเป็นผู้นำนั้นได้แสดงให้เห็นในสมัยของดะโต๊ะมหฏิร     อย่างเช่นประเด็นปัญหาระหว่างประเทศร่ำรวยและยากจน   บทบาทดังกล่าวทำให้รัฐบาลมาเลเซียถูกจัดเข้าไปอยู่ในรัฐที่มีขนาดกลาง

ดะโต๊ะมหฏิรเองนั้นมีฐานที่แข็งแกร่งอยู่ในประเทศ   เป็นผู้นำอาวุโสของโลกที่มีความก้าวหน้าและชื่อเสียงที่เขามีทำให้เขาพูดตอบโต้ตะวันตกได้อย่างเฉียบคม   ทั้งหมดนี้มีส่วนต่อความคิดที่ว่ามาเลเซียได้เข้ามาครองตำแหน่งผู้นำที่มีอำนาจขนาดกลาง   ความคิดของดะโต๊ะมหฏิรที่ขับเคลื่อนปัจจัยต่างๆ ของโลกหรือการเคลื่อนไหวไปตามกระแสโลกนั้น   ส่งผลต่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและมีนัยสำคัญต่ออัตลักษณ์แห่งชาติ  และมีผลต่อการมีสถานะมหาอำนาจขนาดกลางของมาเลเซีย

ในสมัยที่เขาอยู่ในอำนาจ  ดะโต๊ะมหฏิรได้นำเสนอการพัฒนาที่สำคัญหลายประการ เช่นการป้องกันประเทศที่ปรับตัวตามสถานการณ์  การผนึกกำลังเพื่อรักษาอัตลักษณ์ของชาติพันธ์มาเลย์  ซึ่งเป็นปัจจัยภายในที่เป็นพฤติกรรมทางเลือกหนึ่งในความเป็นนายกรัฐมนตรี   ด้วยเหตุนี้ข้อเสนอในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงมีบทบาทสำคัญต่อมาเลเซีย

ในความเป็นมหาอำนาจขนาดกลางนั้นดะโต๊ะมหฏิรได้ใช้เวทีทวิภาคีสำคัญ 4 เวทีด้วยกัน ซึ่งได้แก่ ASEAN OIC NAM และ Commonwealth หรือประเทศในเครือจักรภพ    ทั้ง 4 องค์กรที่มีความสำคัญนี้มหฏิรสามารถทำให้บทบาทของมาเลเซียเป็นที่ยอมรับในฐานะมหาอำนาจขนาดกลาง  มาเลเซียภายใต้มหฏิรจึงได้เข้าไปมีบทบาททำให้เสียงของมาเลเซียเป็นที่รู้จักของทั้ง 4 สถาบันที่กล่าวมา

ในทศวรรษ 1980 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเติบโตทางเศรษฐกิจ  มีการติดต่อกันมากขึ้นและมากขึ้นของประเทศใน ASEAN ในทางเศรษฐกิจ  จากความเติบโตดังกล่าว  จึงนำไปสู่กระบวนการยอมรับ “การสร้างชุมชนระหว่างประเทศ”  จากเหตุการณ์ดังกล่าวมาเลเซียได้เริ่มแสดงความเป็นมหาอำนาจขนาดกลางให้เห็นและสนับสนุนนโยบายต่างประเทศแบบพหุภาคี

สิ่งที่มาเลเซียได้เข้าไปเกี่ยวข้องก็เช่นการยอมรับหลักการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด  การสนับสนุนความเป็นกลางในภูมิภาค  การเป็นผู้พิทักษ์กลุ่มประเทศยากจนและการท้าทายความเป็น “ลิ้นสองแฉก” ของกลุ่มประเทศที่เจริญแล้วในการยอมให้กับประเทศหนึ่งและไม่ยอมให้อีกประเทศหนึ่ง

 

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแนวคิดและสถาบัน

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียนับจากตุนกู อับดุรเราะห์มาน   ตุนกูอับดุลรอซัก ดะโต๊ะฮุสเซ็น ออน ดะโต๊ะมหฏิร โมฮัมมัด ดะโต๊ะอับดุลลอฮ์ บะดาวี ไปจนถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ ดะโต๊ะนาญิบ อับดุลรอซัก ล้วนมีปฏิบัติการณ์สถาบัน โลกทัศน์ และมรดกที่พวกเขาได้ทิ้งไว้ทั้งสิ้น  ซึ่งสามารถกล่าวได้ดังนี้

 

ตุนกู อับดุรเราะห์มาน

เป็นผู้สร้างสนามเมอร์เดกา (Merdeka) มีความรักต่อการกีฬา มีแนวคิดว่าจะต้องเลือกข้าง (We must choose side) มรดกที่ทิ้งไว้คือการเฉลิมฉลองความเป็นชาติของมาเลเซีย

 

ตุนกู อับดุลรอซัก

เป็นผู้สร้างมัสญิดเนอการา (Negara) เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด จิตวิญญาณแห่งการทำงานอย่างเอาจริงเอาจังและการแสวงหาความมั่งคั่ง โอกาสแห่งความเท่าเทียมในนโยบายใหม่ทางเศรษฐกิจ  มรดกที่เขาทิ้งไว้คือจิตวิญญาณอันสงบสุขของมนุษย์และการเคารพภักดีพระผู้อภิบาล

 

ดะโต๊ะ ฮุสเซ็น ออน

มีโลกทัศน์ในด้านความเป็นเอกภาพของประชาคมมุสลิม (Ummah) และการรวมตัวของ ASEAN มรดกที่เขาทิ้งไว้คือแนวคิดที่ว่ามาเลเซียคือทางผ่านชั่วคราว และเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยสำหรับผู้ลี้ภัยอินโดจีนซึ่งเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ดะโต๊ะ มหฏิร มุฮัมมัด

สถานที่สำคัญที่เขาได้สร้างไว้คือไซเบอร์จายา โลกทัศน์คือการเล่นไปตามกติกาของเกม ลงแข่งในสนามที่มีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะเป็นผู้ชนะ  มรดกที่ทิ้งไว้คือการสร้างเมืองที่เป็นแบบอย่าง ซึ่งสื่อถึงมาเลเซียในศักราชใหม่

 

ดะโต๊ะ อับดุลลอฮ์ บะดาวี

สถาบันที่เขาสร้างไว้คืออิสลามก้าวหน้า (Islam Hadhari) โลกทัศน์ของเขาคือการรับฟังทุกฝ่าย  มรดกที่ทิ้งไว้คือการให้ความสำคัญกับอิทธิพลของอารยธรรมของอิสลาม

 

ดะโต๊ะ นาญิบ อับดุลรอซัก

เน้นไปที่การเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นสายกลางในระดับโลก  มีโลกทัศน์การเปลี่ยนผ่านกับประชาชนและเพื่อประชาชน  สิ่งที่ดะโต๊ะนาญิบ ต้องการให้เป็นมรดกทางความคิดของเขาก็คือการใช้คุณธรรมอิสลามของความเป็นสายกลางว่าเป็นวิถีชีวิตและเป็นอนาคตของโลก

 

มาเลเซียกับความขัดแย้งในภูมิภาค

ในด้านการเมืองและความมั่นคงพบว่ามาเลเซียในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง ASEAN เคยมีความขัดแย้งกับประเทศที่เป็นสมาชิก ASEAN มาก่อน   อย่างเช่นในปี 1966 มีการเผชิญหน้าระหว่างมาเลเซีย-อินโดนีเซียและจบลงด้วยการมีไมตรีต่อกัน   ในปี 1980 ความขัดแย้งมาเลเซีย-ฟิลิปปินส์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การอ้างดินแดนซาบาฮ์ (Sabah) ของสองฝ่ายจบลงได้ด้วยการไกล่เกลี่ย  และในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้ง ASEAN มาเลเซียมีส่วนร่วมในการแก้ไขความขัดแย้งร่วมกับประเทศ ASEAN อื่นๆ มาแล้วเช่นกัน  อย่างเช่นในปี

1975 สงครามอินโดจีน มาเลเซียได้ร่วมแก้ไขปัญหาเวียดนามซึ่งจบลงได้ด้วยการประนีประนอม

1985 เวียดนาม-กัมพูชา  มาเลเซียได้ร่วมเข้าไปคลี่คลายปัญหาร่วมกับคณะทำงานของ ASEAN

1999 ติมอร์ตะวันออก  มาเลเซียได้ร่วมแก้ไขปัญหาพร้อมๆ ไปกับสมาชิกอื่นๆ ของ ASEAN โดยวิถีอาเซียน

2002 ทะเลจีนใต้  อันเป็นเป็นปัญหาระหว่างจีนกับประเทศ ASEAN บางประเทศนั้น มาเลเซียในฐานะสมาชิกของ ASEAN ได้ร่วมคลี่คลายปัญหาร่วมกับสมาชิกอื่นๆ ของ ASEAN

2012 ไทย-กัมพูชา  มาเลเซียในฐานะสมาชิก ASEAN ได้ร่วมอยู่ในการสานเสวนาเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง

 

ความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียในสายตา อับดุลลอฮ์ อะห์มัด บะดาวี

ในการประชุมร่วมครั้งแรกของนักคิดและนักวิชาการไทย-มาเลเซียหรือ Thailand-Malaysia Think Tank and Scholar Network (TMT) ในหัวข้อ ความร่วมมือทางสังคมเศรษฐกิจในเขตชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซีย (Socio-Economic Cooperation in the Border areas between Thailand and Malaysia) ที่โรงแรม Pullman Bangkok King Power กรุงเทพ เมื่อวันที่ 13-14 กันยายน 2012  ซึ่งเป็นการจัดร่วมกันระหว่างศูนย์ดิเรก ชัยนาม (DJC) คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (TU) กระทรวงการต่างประเทศ (MFA) ของไทย  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กับสถาบันยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (Institute of Strategic and International Studies (ISIS)) มาเลเซีย

การประชุมที่ใช้ระยะเวลาสองวันนี้เป็นการเปิดโลกความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียที่ผู้จัดทุกฝ่ายมุ่งหวังให้มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย    โดยเฉพาะความสัมพันธ์ชายแดนของสองประเทศให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น  และกระชับความสัมพันธ์ในทุกด้านระหว่างสองประเทศก่อนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

การประชุมครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับและแสดงวัตถุประสงค์ของการประชุมโดย รศ.ดร.ศิริพร วัชชวัลคุ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ และคุณ Nopadol Gunavibool รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ  ตามมาด้วยปาฐกถานำโดยดะโต๊ะ อับดุลลอฮ์ บิน ฮัจญี อะห์มัด บะดาวี ประธานสถาบันเพื่อความเข้าใจอิสลาม (Institute of Islamic Understanding Malaysia หรือ IKIM และอดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย   ในหัวข้อ “จากความเที่ยงธรรมสู่ความรุ่งโรจน์ : ความสัมพันธ์ไทยมาเลเซียในศตวรรษที่ 21 และหลังจากนั้น”

หลังการปาฐกถานำแล้วก็มีการนำเสนองานของนักวิชาการทั้งของไทยและมาเลเซียในหลากหลายหัวข้อ  ได้แก่ ความร่วมมือไทยมาเลเซียในด้านสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งผู้นำเสนอได้แก่ตัวผมเอง จากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รศ.ดร.คอดิญะฮ์ มุฮัมมัด คอลิดและรศ.ดร.ชากิละฮ์ ยะอ์กู๊บ จากสถาบันนโยบายสาธารณะและการจัดการ  มหาวิทยาลัยมลายา (UM) โดยมีพลตรีสุรสิทธิ์ ถนัดทาง ผู้อำนวยการศูนย์ยุทธศาสตร์ศึกษา สถาบันศึกษาการป้องกันประเทศเป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

สำหรับหัวข้อ ชายแดนและจินตนาการ มีศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธ์ จากคณะรัฐศาสตร์ ม.เชียงใหม่  และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย (UKM) อีกห้าคนเป็นผู้นำเสนอ  โดยมี อ.ชญานิต พูลยรัตน์ จากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์เป็นผู้ดำเนินรายการ

สำหรับหัวข้อประเทศไทย-มาเลเซีย ในกระบวนการบูรณาการเข้าสู่อาเซียนมีท่านทูต ทรงศักดิ์ สายเชื้อจากสถานทูตไทยในมาเลเซีย  ผศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข จากคณะรัฐศาสตร์ Steven Wong จาก ISIS เป็นผู้นำเสนอโดยมีคุณ Kan Yuenyong จาก Siam Inteligence Unit เป็นผู้ดำเนินรายการ มี รศ.ดร.ศิริพร วัชชวัลคุ เป็นผู้ปิดการสัมมนาในวันแรก

ในวันที่สองเป็นการพบปะพูดคุยว่าด้วยการวิจัยร่วมระหว่างสองประเทศในอนาคต    ซึ่งขณะนี้ทั้งสองประเทศตกลงที่จะทำงานวิจัยร่วมกันโดยมีกำหนดการที่จะประชุมแลกเปลี่ยนและนำเสนอผลงานวิจัยว่าด้วยความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียในเดือนตุลาคม 2013  ซึ่งในที่นี้ผมขอนำเอาปาฐกถานำของอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย  ดะโต๊ะ อับดุลลอฮ์ อะห์มัด บะดาวี อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียมากล่าวถึงโดยสรุปดังนี้

ในทรรศนะของบะดาวี อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-มาเลเซียนั้นยิ่งกว่าจะเที่ยงธรรมเสียอีก รวมทั้งเรื่องของชายแดนของสองประเทศด้วย  โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในบางด้านก็เป็นความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม  แต่ยังมีศักยภาพและมีอีกหลายเรื่องเหลือเกินที่จะทำให้สำเร็จได้  วันเวลาที่ดีที่สุดและรุ่งโรจน์ที่สุดของสองประเทศนี้ยังมีอยู่  แน่ละอาจจะมีสะดุดอยู่บ้าง  ในความสัมพันธ์ใดๆ ก็แล้วแต่  แต่พื้นฐานความสัมพันธ์ของสองประเทศนี้เข้มแข็งมาก

“เมื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรีมีประเด็นเกี่ยวข้องที่ต้องคำนึงถึงระหว่างสองประเทศ  อย่างไรก็ตามผมสามารถแสดงข้อห่วงใยกับผู้นำไทยได้อย่างเปิดเผย    ผมคิดว่านี้เป็นอาการของความสัมพันธ์ที่เติบโตเต็มที่แล้ว  สิ่งที่เราต้องทำในเวลานี้คือการสร้างพื้นฐานเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อประชาชนของพวกเรา” เขากล่าวต่อไปว่า

สองประเทศ ร่วมมือกันมากกว่าการมีสภาพทางภูมิศาสตร์ร่วมกันเสียอีก  นั่นคือมีลมมรสุมและทางภาคใต้ก็มีรากในวัฒนธรรมร่วมกัน  ทั้งสองประเทศมีประวัติศาสตร์สำคัญของบุคคลที่เป็นแบบฉบับของตนเอง   แต่อิทธิพลของกันและกันก็มีความลึกซึ้งมาก

มีอีกหลายอย่างที่สองประเทศไม่รู้จักกันและกัน  เมื่อปอกเปลือกความเขลาออกมาแล้ว  ก็จะเข้าใจได้ดีว่าในทางเศรษฐกิจ สังคมของสองประเทศเชื่อมโยงกัน   เหนืออื่นใดมาเลเซียสมัยใหม่นั้นเป็นผลสะท้อนมาจากการปกครองภายใต้อาณานิคมอังกฤษไม่ถึง 200 ปี ประเทศไทยกับมาเลเซียเป็นเพื่อนบ้านมายาวนานกว่านั้น

อดีตอันยาวนานที่ผ่านมา  อาณาจักรสยามและรัฐทางเหนือของมลายา อาจมีช่วงความขัดแย้งเป็นช่วงๆ  แต่สองประเทศในสมัยใหม่ก็ไม่เคยเข้าใกล้การก่อสงครามระหว่างกันเลยแม้ว่าจะมีการกำหนดเขตแดนที่แตกต่างกันก็ตาม

ในบางประเด็นอาจจะไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างเข้าถึงซึ่งกันและกัน  สิ่งที่จะทำให้สองประเทศออกห่างจากเรื่องเหล่านี้ก็คือความสามารถของเราที่จะแก้ไขความขัดแย้งที่มีอยู่ในอดีต   และหาทางออกทางการทูตที่สงบสันติ  ประนีประนอมและสร้างค่านิยมที่ดีขึ้นมา

ตัวอย่างเช่น  ความร่วมมือที่ดีในทศวรรษ 1950 และ 1960 ของสองประเทศเมื่อต้องเผชิญกับศัตรูร่วมอย่างการลุกฮือของคอมมิวนิสต์

มาเลเซียมีความยินดีที่ได้ช่วยประเทศไทยในช่วงต้นๆ ของวิกฤตการเงินของเอเชียในปี 1997

“ในสมัยการปกครองของผม ปัญหาความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นปัญหาโลกและเรารู้สึกประทับใจที่รัฐบาลไทยก้าวเข้ามาช่วยมาเลเซียโดยทันทีเพื่อช่วยทำให้ความหวาดกลัวว่าจะขาดแคลนข้าวหมดไป  อดีตนายกสมัคร สุนทรเวชคือผู้ที่ให้การยืนยันในเรื่องนี้กับผม”

ตัวอย่างเหล่านี้เป็นการพูดถึงความจริงอย่างหนึ่งว่า  แม้ประชาชนส่วนใหญ่ของไทยและมาเลเซียจะมีความแตกต่างทั้งทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม  และแม้ว่าไทย-มาเลเซียมิได้มีภาษาร่วมกัน  โดยส่วนใหญ่จะสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษอันเป็นภาษาที่ 3 ก็ตาม    ประชาชนของสองประเทศต่างก็เป็นประชาชนผู้รักสันติในทางปฏิบัติ   หากมองช่วงประวัติศาสตร์ที่ยาวไกลของสองประเทศก็จะเห็นหลักฐานที่ว่าทั้งไทยและมาเลเซียไม่เคยคิดว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้คุกคาม  แต่ทั้งสองประเทศให้ค่ากับความร่วมมือและความเป็นมิตร

“ผมจะขอคิดจากความใจกว้างทางศาสนาและค่านิยมของพุทธศาสนาและอิสลาม  ซึ่งทำให้เราแลเห็นว่าประโยชน์ในการใช้กำลังและความขัดแย้งนั้นมีอยู่น้อย   เป็นสิ่งมีคุณค่าที่จะนำเอาความเป็นสายกลางและจุดมุ่งหมายที่ดีงามมาใช้ในวันนี้และในยุคนี้”

ประเทศไทยและมาเลเซียสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะแสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะแก้ไขปัญหาและประเด็นต่างๆ ที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจัดการได้ยาก

ตัวอย่างเช่นในภาคใต้ ชุมชน ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ต้องการการพัฒนา  พวกเขาต้องการจะเห็นโอกาสสำหรับการศึกษาที่มีคุณภาพ   การมีงานทำ และการพัฒนามนุษย์

ในฐานะพลเมือง  พวกเขาต้องการการยอมรับและต้องการการได้รับความเคารพและสามารถจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและความก้าวหน้าในดินแดนของพวกเขา   หากว่าสามารถให้สิ่งเหล่านี้นำเสนอออกมาได้  ก็เชื่อได้ว่าการพัฒนาและความรุ่งโรจน์ใหม่ก็อาจปรากฏขึ้นได้

ประเทศของเราทั้งสองประเทศ ได้ผลกำไรอย่างมากจากแนวทางปฏิบัตินิยมที่มีต่อกัน  เวลานี้สองประเทศมีสายสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ  ธุรกิจและสังคม

“ตามที่ผมกล่าวมาแต่ต้นแล้วว่าในส่วนอื่นๆ ของโลก ประเทศต่างๆ มีข้อพิพาทระหว่างกัน  ความสัมพันธ์ที่มาเลเซียและประเทศไทยมีอยู่นั้นอาจกล่าวได้ว่า “ยิ่งใหญ่” โดยยังมีศักยภาพที่ยังไม่ได้มีการสำรวจและยังไม่ได้นำมาใช้  วันเวลาที่ดีที่สุดและน่าตื่นเต้นที่สุดรอเราอยู่ข้างหน้า”

และจากตรงนี้  สองประเทศจะไปทางไหน  จะเริ่มออกเดินทางอย่างไร   แน่นอนเราจะต้องสร้างมันขึ้นมาจากฐานรากที่แข็งแรงในทางการเมือง  และทุนทางการทูต  ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ระหว่างสองประเทศ”

ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้ง ASEAN และในฐานะส่วนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ยิ่งใหญ่   ไทย-มาเลเซียยังมีผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายอยู่ในภูมิภาค   ทั้งสองประเทศจึงควรจะใช้ความพยายามที่จะทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีเป็นเสาหลักของความแข็งแกร่งใน ASEAN

ดังนั้นประเทศทั้งสองจะไม่ทำงานอย่างโดดเดี่ยว  แต่จะยกระดับการเป็นหุ้นส่วนของกันและกันขึ้นมา ซึ่งจะมีส่วนทำให้ความพยายามในการสร้างประชาคม ASEAN แห่งปี 2015 เป็นจริง

ทางหนึ่งที่จะทำได้ก็คือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย (IMT-GT) ซึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งมาในปี 1993 ความริเริ่มของความร่วมมือในอนุภูมิภาคได้ขยายกว้างออกไปครอบคลุมประชาชนตามเขตแดนภูมิศาสตร์ 70 ล้านคน   สิ่งนี้ได้ขยายออกไปยัง 14 จังหวัดภาคใต้ของไทย  รวมทั้ง 10 จังหวัดของเกาะสุมาตราและ 8 จังหวัดของคาบสมุทรมาเลย์

“สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ  ซึ่งผมหวังว่าในเวลานี้จะรวมพม่าเข้าไปด้วยนั้น ยืนยันถึงความเจริญเติบโตสำคัญและการขับเคลื่อนสำหรับประเทศของเรา

ความพยายามดังกล่าวได้ผ่านบทบาทอันเป็นแกนกลาง ซึ่งประเทศไทย ASEAN และจีนร่วมมือกันอยู่  จีนมีความสำคัญต่อพวกเราทุกคนในภูมิภาค    ความจริงโลกทั้งมวล และความผูกพันทางเศรษฐกิจตลอดจนการเชื่อมโยงกันจะเป็นผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อประเทศอื่นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กว้างใหญ่ไพศาล”

กล่าวอย่างสั้นๆ ได้ว่าความเข้มแข็งของสองประเทศจะช่วยส่งผ่านความเข้มแข็งของการพัฒนา  การมีมโนทัศน์ทางเศรษฐกิจ ความมุ่งมั่นและความร่วมมือกับ ASEAN ให้เข้มแข็งขึ้น

ไม่ควรที่จะเป็นเรื่องเฉพาะของกันและกัน  แต่จะเป็นผลประโยชน์ต่อสมาชิกอีกแปดประเทศของเอเชียตามที่รัฐบาลไทยใช้ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาในทางใต้

มาเลเซียยืนยันถึงความพร้อมและมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือในทางปฏิบัติและในแนวทางที่สร้างสรรค์  เมื่อผู้นำทั้งสองประเทศ คือนาญิบ ตุนรอซัก และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้พบกันนอกรอบในการประชุมที่วลาดิวอสต๊อกนั้น  นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยืนยันกับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ว่ากัวลาลัมเปอร์มีความพร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐบาลของเธอและมีข้อตกลงกันหลายข้อ

“ขอให้ผมได้พูดว่าจากความพยายามทวิภาคีระหว่างสองประเทศและความเอาจริงเอาจัง ภาคใต้ก็สามารถจะกลับมาเป็นภูมิภาคที่รุ่งเรืองและสงบสันติ   ผมเชื่อว่ามันจะกลายเป็นกรณีตัวอย่างในการแก้ปัญหาที่มีมายาวนานโดยสันติในชุมชนระหว่างประเทศ

ในขณะที่ทำให้ความเกี่ยวพันทางเศรษฐกิจและธุรกิจดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่นนั้น   ทั้งสองประเทศก็มีความจำเป็นที่จะทำให้พื้นฐานความร่วมมือแน่นแฟ้นขึ้นไปด้วย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม  ด้วยการมุ่งไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนในแนวหน้าด้านเศรษฐกิจและธุรกิจที่นอกเหนือไปจากการผลิต

ข้อตกลงปัจจุบันระหว่างประเทศทั้งสองที่จะศึกษาความเป็นไปได้ของพื้นฐานการพัฒนายางพาราชายแดนไทย-เคดะฮ์เป็นตัวอย่างหนึ่งของข้อเสนอใหม่

“ผมมีความเข้าใจว่าบริษัทมาเลเซียเองก็มีความสนใจเป็นอย่างมากที่จะเข้าร่วมในภาคชีวก๊าซในประเทศไทย  ซึ่งมีศักยภาพสูงในภาคบริการ  ตลาดหุ้นของไทย  มาเลเซียและสิงคโปร์ได้เริ่มปีนี้ที่จะกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนรายชื่อบริษัทของกันและกัน”

ดะโต๊ะ อับดุลลอฮ์ บะดาวี กล่าวในท้ายที่สุดว่าในทิศทางของมโนทัศน์ที่จะสร้างความรุ่งเรืองนั้น เราต้องสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพของคนหนุ่มสาว  เพื่อที่พวกเขาจะได้นำเสนอเรื่องราวต่างๆ อย่างเช่นเรื่องของความยากจน  การว่างงาน และการพัฒนา  สิ่งนี้สามารถทำได้ผ่านการแลกเปลี่ยนทุนการศึกษาระหว่างสองประเทศและสนับสนุนการเดินทาง  ซึ่งนักศึกษามหาวิทยาลัยจะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งภาคการศึกษาในประเทศเพื่อนบ้าน

สิ่งนี้จะเป็นการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของประชาชน  ขยายความคิดและการแบ่งปันความรู้  อันจะเป็นการขยายความคิดของผู้นำในอนาคต  และกระตุ้นวาทกรรมไม่เฉพาะระหว่างมหาวิทยาลัยเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงประเทศทั้งหลายด้วย

มีความจำเป็นที่จะทำให้ลักษณะของความสัมพันธ์มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น   โดยผ่านการวิจัยที่ทำอย่างครอบคลุม อันจะนำไปสู่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและนำเอาผลการวิจัยไปสร้างผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน    อันเป็นการพัฒนาจากระดับเล็กไปสู่ระดับใหญ่  ซึ่งจะส่งผลควบคู่กันไปไม่เฉพาะกับประเทศใดประเทศเดียว   แต่ยังส่งผลต่อเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้วย   ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่เราจะให้การยอมรับศักยภาพและข้อจำกัดที่เรามีและมุ่งสู่การทำงานที่จะทำให้การสานสนทนาขยายกว้างไกลและลึกซึ้ง

เป็นความสำคัญสำหรับนักวิชาการและนักวิเคราะห์นโยบายที่จะกระทำการด้วยความยืดหยุ่นและร่วมสมัย  โดยมีมโนทัศน์ระยะยาวเพื่อส่งเสริมกิจการต่างๆ

“เป็นความหวังของผมว่าข้อเสนอใดๆ จะไม่เป็นแค่เพียงความจงใจ  และปล่อยให้บทความที่นำเสนอเป็นมรดกการประชุมที่ไปอยู่บนหิ้งที่ทำงานเท่านั้น  ผมขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดได้รับแรงกระตุ้นและประสิทธิภาพที่มาจากการสัมมนา    มันเป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้ที่จะขับเคลื่อนวาระไปข้างหน้าเพื่อมุ่งสู่เส้นทางแห่งสันติและความก้าวหน้าของมาเลเซียและประเทศไทย”

 

ความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียในสายตานักวิชาการมาเลเซีย

            ในการประชุมร่วมครั้งแรกของนักคิดและนักวิชาการไทย-มาเลเซีย  นักวิชาการมาเลเซียอย่างคอดีญะฮ์ มุฮัมมัดคอลิด และชากิละฮ์ ยะอ์กู๊บ มองว่าการเมืองไทย-มาเลเซียเป็นการเมืองแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย โดยหากย้อนไปมองนโยบายต่างประเทศที่มีต่อเพื่อนบ้าน ASEAN ของมาเลเซียโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีต่อประเทศไทย  จะมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น

นั่นคือในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียถูกมองว่าเป็นเรื่องของมาเลเซียแต่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า   นั่นคือมาเลเซีย ดูเหมือนจะมีความตั้งใจอย่างมากที่จะมีความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทยแต่ดูเหมือนว่ามาเลเซียต้องใช้แนวคิด “รอ” และ “ดู” กับไทยเป็นด้านหลัก  เนื่องจากท่าทีที่เงียบเฉยของไทย

 

3 ทศวรรษความสัมพันธ์ไทยมาเลเซียในสมัยของดะโต๊ะมหฏิร (1981-2003)

ในสมัยของดะโต๊ะมหฏิร มาเลเซียได้นำเสนอนโยบายต่างประเทศที่กล้าหาญ และมีความสมดุล   ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้แก่นโยบายมองตะวันออก (Look East) ซึ่งนำเสนอในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1982 หลังจากมีนโยบายจับตามองตะวันออก (Looking East) ก่อนหน้านี้ดะโต๊ะมหฏิรก็ประกาศนโยบายให้ซื้อของจากสหราชอาณาจักรเป็นประเทศสุดท้าย (Buy British Last) มาแล้วในเดือนตุลาคม ปี 1981

ดังได้กล่าวมาแล้วในมุมมองของคอดีญะฮ์ มุฮัมมัด คอลิดและชากิละฮ์ ยะอ์กู๊บ  ความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียไม่ค่อยได้มีการสานต่อและต่างฝ่ายต่างก็ไม่ค่อยสนใจกัน

ในสายตาของมาเลเซีย  ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีปัญหาน้อยที่สุด   ความสัมพันธ์ไทยมาเลเซียส่วนใหญ่แก้ไขได้และไม่ได้ท้าทายอะไร   ไม่เหมือนความสัมพันธ์ของมาเลเซียที่มีต่ออินโดนีเซียและสิงคโปร์

มาเลเซียและไทยยอมรับสถานะความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะเป็นที่พอใจของกันและกัน   ในขณะที่มีความร่วมมือในด้านที่มีความสำคัญหลายด้านด้วยกัน

ปัญหาคือทำไมจึงเรียกความสัมพันธ์ที่มาเลเซียมีต่อไทยว่าเป็นความสัมพันธ์ด้านเดียว  ในเรื่องนี้นักวิจัยจากมาเลเซียมีข้อสังเกตดังนี้

ประเทศไทยมีความสนใจและมีการวางนโยบายต่างประเทศที่ต่างไปจากมาเลเซีย กล่าวคือ ประเทศไทยยึดโยงอยู่กับตะวันตก  และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศไทยส่วนใหญ่จะหมดเวลาไปกับพม่าและจีน   ประเทศไทยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับกัมพูชา   ให้ความสนใจปัญหาความมั่นคง  และอยู่แถวหน้าของนโยบายโดมิโน  นั่นคือการที่ไทยต้องคอยปกป้องการคุกคามจากเวียดนาม  การขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของสหรัฐในเรื่องการป้องกันประเทศ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งความช่วยเหลือทางการเงินและยุทโธปกรณ์

ในสมัยการเป็นนายกรัฐมนตรีของดะโต๊ะมหฏิร (1981-2003) มีเหตุการณ์สำคัญคือ ASEAN กลายมาเป็นหนึ่งในเสาหลักสี่เสาของนโยบายต่างประเทศมาเลเซีย   ดังนั้นความสัมพันธ์ภายในสมาชิก ASEAN ด้วยกันจึงกลายมาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก

สิ่งนี้ช่วยให้มีการยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศ ASEAN เป็นรายประเทศ  รวมทั้งประเทศไทย      อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของมาเลเซียกับเพื่อนบ้าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิงคโปร์นั้นได้รับการพิจารณาว่าเป็นเรื่องที่ “หุนหันพลันแล่น”  ทั้งนี้ทั้งสองประเทศต่างก็มีผู้นำที่มีบุคลิกเข้มแข็ง   คือดะโต๊ะมหฏิรและนายลี กวน ยิว ในขณะที่โดยเปรียบเทียบแล้วความสัมพันธ์มาเลเซีย-อินโดนีเซียค่อนข้างจะมั่นคงและมีการแข่งขันกันน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม ช่วงทศวรรษ 1980-1990 ถือเป็นช่วงระยะเวลาแห่งความสงบในจังหวัดภาคใต้ของไทย   ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศในสมัยของดะโต๊ะมหฏิรมีผลมาจากความขัดแย้งในภาคใต้อยู่น้อยมาก

ดะโต๊ะมหฏิรเป็นผู้นำมาเลเซียที่อยู่ร่วมสมัยกับผู้นำไทยหลายคน  อย่างเช่นพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (1980-1988) พลเอกชาติชาย ชุณหวัน (1988-1988) นายอานันท์ ปันยารชุน (1991-1992) นายชวน หลีกภัย (1992-1995 และ 1997-2001) และพตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร (2001-2006)

ความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียในสมัยของดะโต๊ะมหฏิรมีความใกล้ชิดด้านความมั่นคง  แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในสถานการณ์ชายแดนใต้มากนัก     อย่างไรก็ตามมีการต่อสู้กับกองโจรคอมมิวนิสต์ ร่วมกัน  มีการยืนยันถึงสถานะของผู้ลี้ภัยเมื่อต้นปี 1981 เมื่อชาวปัตตานีเชื้อสายมาเลย์หลบหนีเข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐเคดะฮ์และเปรัก

ดะโต๊ะมหฏิรให้ความสนใจในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับประเทศไทยเป็นการเฉพาะ  กลไกของความเป็นทวิภาคีถูกนำมาใช้ เช่นการมีคณะกรรมการร่วม (1987) การจัดตั้งหน่วยงานร่วมมาเลเซีย-ไทย (1990) สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย มาเลเซีย-ไทย (1993) ยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วม (2003) ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่ “ความสัมพันธ์พิเศษ” ระหว่างสองประเทศแต่ก็มิได้ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนแต่อย่างใด

 

 

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล

พตท.ดร.ทักษิณให้การยอมรับทั้งดะโต๊ะมหฏิรและนายลี กวน ยิวว่าเป็นรัฐบุรุษอาวุโสของ ASEAN   มาเลเซียภายใต้ดะโต๊ะมหฏิรประสบความสำเร็จในการทำให้มาเลเซียกลายเป็นประเทศทันสมัย   อย่างไรก็ตามมาเลเซียก็ยังไม่ค่อยได้ตระหนักรับรู้เกี่ยวกับคนไทยมากนัก

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลยังคงเป็นเรื่องความเป็นผู้นำแบบบนลงล่างอยู่ดี ความสัมพันธ์มาเลเซีย-ไทย ยังคงได้รับอิทธิพลจากความเป็นผู้นำของทั้งสองประเทศแบบบนลงล่าง (Top-down) มาจนถึงปัจจุบัน

 

สัมพันธ์มาเลเซียไทยภายใต้ดะโต๊ะอับดุลลอฮ์อะห์มัด บะดาวี (2003-2009)

ด้วยความมุ่งมั่น ดะโต๊ะอับดุลลอฮ์หรือที่เรียกกันว่า เป๊าะลอฮ์ (Pak Lah) หรือคุณพ่ออับดุลลอฮ์มีความตั้งใจที่จะเสนอข้อเสนอใหม่ๆ และการปฏิรูปหลังจากหลายปีแห่งการอยู่ในอำนาจของดะโต๊ะมหฏิร

กระนั้นในไม่ช้าการบริหารของดะโต๊ะอับดุลลอฮ์ก็ต้องเผชิญกับการท้าทายจากหลายๆ ด้านและเขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่กับปัญหาภายในประเทศ

สมัยการเป็นนายกรัฐมนตรีของดะโต๊ะอับดุลลอฮ์นั้นตรงกับการขยายตัวของความรุนแรงในจังหวัดภาคใต้ของไทย  พตท.ดร.ทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยในสมัยนั้นใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวต่อ “การทูต” ภาคใต้ ท่าทีของนายกรัฐมนตรีไทยถูกมองว่าก้าวร้าวจนนำไปสู่ความสัมพันธ์กับมาเลเซียที่เอาอะไรแน่นอนไม่ได้

ในฐานะประธานขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) และเป็นประธานของขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) ดะโต๊ะอับดุลลอฮ์มีความรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบทางศีลธรรมของเขาที่จะยกประเด็นความรุนแรงที่เติบโตขึ้นในจังหวัดภาคใต้ของไทยขึ้นมากล่าวถึง  เขาได้ตั้งคำถามอย่างเอาจริงเอาจังกับบทบาทของรัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรี พตท.ดร.ทักษิณในการจัดการกับสถานการณ์ที่ขยายตัวออกไปในภาคใต้ดังกล่าว ทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีตึงเครียดขึ้นมา

ในสมัยของดะโต๊ะอับดุลลอฮ์ความสัมพันธ์มาเลเซีย-ไทยด้านสังคม เศรษฐกิจไม่ก้าวหน้ามากนัก ดะโต๊ะอับดุลลอฮ์ต้องเผชิญกับประเด็นใหม่ๆ ที่ท้าทายในจังหวัดภาคใต้ของไทยเอง   ความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในนโยบายที่นำมาใช้โดยรัฐบาลไทยมีส่วนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ  เต็มไปด้วยความระแวดระวังต่อกัน

 

 

 

ความสัมพันธ์มาเลเซีย-ไทยภายใต้ผู้นำมาเลเซียคนปัจจุบัน

จากข้อเสนอและจากการศึกษาความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียผ่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย  และนักวิชาการมาเลเซียอาจสรุปได้ว่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมานั้นเป็นช่วงที่รับบาลไทยและมาเลเซียฟื้นฟูความเข้าใจและความร่วมมือได้กว้างขวางกว่าเดิม   รัฐบาลทั้งสองต่างมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบสุขจากภัยคุกคามของขบวนการแบ่งแยกดินแดน  อาชญากรรมข้ามชาติและกลุ่มผู้ก่อการร้ายสากล

ด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและวิถีของ ASEAN มาเลเซียได้เสนอที่จะให้การฝึกอบรมด้านอาชีวศึกษาให้แก่เยาวชนไทยเชื้อสายมาเลย์จากจังหวัดชายแดนภาคใต้   ในทำนองเดียวกัน  รัฐบาลไทยได้แสดงความสนใจที่จะให้มาเลเซียช่วยให้คนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างรัฐบาลไทยกับผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้    พัฒนาการเช่นนี้ได้ช่วยเพิ่มความก้าวหน้าของความร่วมมือทั้งในกรอบความมั่นคงและในกรอบเศรษฐกิจของ JDA

จิตวิญญาณแห่งความเป็นพันธมิตรและมิตรภาพเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างประเทศเพื่อนบ้านดังที่รัฐบาลไทยและมาเลเซียแสดงต่อกัน   เป็นหนึ่งในลักษณะที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียตลอด 50 ปีที่ผ่านมา   และอาจจะนานกว่านั้น

ในช่วงต้นการบริหารของเขา ดะโต๊ะนาญิบ อับดุลรอซักถูกมองว่ามีความตื่นตัวด้านทวิภาคีกับประเทศที่เขาเลือกแล้ว    รวมทั้งประเทศไทยและประเทศอื่นๆ รวมทั้งจีน เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย สหรัฐ และสหราชอาณาจักร

ในช่วงต้นของการบริหาร  นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผู้นำมาเลเซียและผู้นำไทยภายใต้การเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ดูเหมือนจะมีค่านิยมพื้นฐานและความสนใจเหมือนกัน  นอกจากนี้ผู้นำทั้งสองยังได้รับการฝึกฝนมาจากอังกฤษในสมัยเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ และดะโต๊ะนาญิบ ดูเหมือนจะมีความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกให้จังหวัดภาคใต้โดยการนำเสนอข้อเสนอที่เป็นพื้นฐาน  อย่างไรก็ตามข้อเสนอ 3 ข้อมีระยะเวลาไม่นานเนื่องจากการหมดวาระของนายกรัฐมนตรีไทยหลังจากพรรคของเขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

อย่างไรก็ตามมีภาพที่เป็นผลบวกจากฝ่ายไทยเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์และเมืองราชการปุตราจายา (Putrajaya) บุคลิกของเธอเป็นหัวข้อข่าวอยู่ในมาเลเซีย   แต่ก็เป็นไปตามคาดยังไม่มีหลักฐานใดปรากฏให้เห็นความสัมพันธ์ทวิภาคี  นับตั้งแต่มีการเยือนอย่างเป็นทางการ

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทูต  รวมทั้งความสัมพันธ์กับประเทศไทย  ดูเหมือนจะกลับมาที่เดิมอีกครั้งหนึ่ง  ผลที่ตามมาก็คือความสัมพันธ์ฝ่ายเดียว ยังคงดำเนินต่อไปภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ – และดะโต๊ะนาญิบ

 

ความสัมพันธ์ประชาชนต่อประชาชน

ในระดับประชาชนต่อประชาชนเชื่อกันโดยกว้างขวางว่าประชาชนในกรุงเทพยังคงมีความเมินเฉยต่อมาเลเซีย   ความรู้เรื่องมาเลเซียยังคงมีอย่างจำกัดและผิวเผิน   ซึ่งตรงข้ามกับทรรศนะของประชาชนในภาคใต้ของไทย  โดยทั่วไปที่มีความคิดต่อมาเลเซียไปในทางบวก   อันเนื่องมาจากความชิดใกล้ทางภูมิศาสตร์และความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาผ่านงานสำรวจและวิจัย

สำหรับมาเลเซียนั้นจะพบว่าในระดับประชาชนต่อประชาชน   ประชาชนมาเลเซียโดยทั่วไปจะมองว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายของวันหยุดที่น่าตื่นตาตื่นใจ

การใช้วันหยุดจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยนั้นมีราคาถูกกว่าในส่วนต่างๆ ของมาเลเซีย  ข่าวในประเทศไทยที่เป็นข่าวพาดหัวอยู่ในหนังสือพิมพ์มาเลเซียในบางโอกาส  ได้แก่ข่าวการเลือกตั้ง น้ำท่วม  และระเบิดในภาคใต้  หากไม่มีเรื่องเหล่านี้ประเทศไทยก็ไม่ได้เข้ามาอยู่ในสามัญสำนึกของชาวมาเลเซียแต่อย่างใด

 

พื้นที่ใหม่ๆ ของความร่วมมือ

ในความเป็นจริงพื้นที่ความสัมพันธ์ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพมีอยู่อย่างกว้างขวาง   ตัวอย่างเช่นในด้านการศึกษาและการท่องเที่ยว

 

การศึกษาระดับอุดมศึกษา

ชาวมาเลเซียไม่ได้เห็นว่าประเทศไทยเป็นข้อเลือกที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปริญญาตรี  ซึ่งสิ่งนี้ตรงข้ามกับที่ประเทศไทยมีสถาบันการศึกษาชั้นสูงอยู่เช่น ม.ธรรมศาสตร์ มหิดล และจุฬาลงกรณ์  ซึ่งมีโปรแกรมการศึกษาหลังปริญญาตรีเป็นภาษาอังกฤษ  สำหรับชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซียยังคงเป็นเป้าหมายในการศึกษาชั้นสูงของพวกเขาอยู่ต่อไป

จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะสำรวจถึงแนวทางและเป้าหมายในการสนับสนุนให้มีการเข้าถึงการศึกษาของนักศึกษาและการแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศ

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยของสองประเทศก็มีการลงนามบันทึกความเข้าใจต่อกัน  เวลานี้นักเรียนไทยในมาเลเซียจะมาจากจังหวัดภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ทั้งภาคใต้ตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องถูกต้องที่จะเชิญชวนนักศึกษาจากกรุงเทพและจังหวัดอื่นๆ ไม่รวมภาคใต้ตอนล่างให้ไปศึกษาในมาเลเซียให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดสมดุลในการเข้าถึงเยาวชนในประเทศไทย  จากการสำรวจเบื้องต้นนักเรียนไทยส่วนใหญ่ในมาเลเซียจะสนใจวิชาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่มาเลเซียควรจะมีทุนการศึกษาให้มากขึ้นสำหรับพวกเขาเพื่อให้มาเลือกเรียนด้านต่างๆ มิใช่เลือกเรียนแต่อิสลามศึกษา

ในทำนองเดียวกัน  ควรจะมีความพยายามอย่างเต็มที่ที่จะสนับสนุนนักศึกษาจากมาเลเซียให้มาเรียนที่ประเทศไทย  ในฐานะที่เป็นทางเลือกของนักศึกษาหลังปริญญาตรี  ในมหาวิทยาลัยของไทยที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ  สิ่งนี้จะเป็นการส่งเสริมความพยายามในความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับมาเลเซีย

ที่ผ่านมาทั้งสองประเทศต่างก็ไม่ใช้ช่องทางของตัวเองและไม่ยึดเอาโอกาสที่จะมีความสัมพันธ์ในด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแต่อย่างใด

ในช่วงที่มีวิกฤติยูโร ประเทศไทยควรหันมาใกล้ชิดเพื่อนบ้าน  ดังนั้นจึงเป็นโอกาสสำหรับไทยและมาเลเซียที่จะเรียนรู้ร่วมกัน

 

การท่องเที่ยว

เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมจากความจริงที่ว่าคนมาเลเซียจำนวนมากชอบเดินทางมาเมืองไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของวันหยุด  แต่คนไทยกลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามคือเดินทางไปมาเลเซียไม่มากนัก

ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น   อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีการรับรู้หรือเข้าใจประเทศไทยเป็นอย่างมากแต่อย่างใด

สำหรับประชาชนที่อยู่ตามบริเวณชายแดน  ปัญหาในภาคใต้เป็นเรื่องจริงและมีการนำเสนอให้เห็นภาพประเทศไทยผ่านการระเบิดในภาคใต้

ในทางกลับกัน ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่สนุกสนาน  เป็นแหล่งของการซื้อสิ่งของและความบันเทิง  ชาวมาเลเซียมีความคุ้นเคยที่จะมองประเทศไทยผ่านแว่นของภาคใต้ตอนล่าง  และคนไทยดูเหมือนจะมีความคิดว่าว่าครั้งหนึ่งมาเลเซียมีสถานะเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจของสยาม

สำหรับคนไทยจำนวนมาก มาเลเซียก็คือมหฏิรและตึกแฝดหรือแหล่งบันเทิงเก็นติงฮ์  ในด้านการท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่มาประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 4 ในปี 2010 คือ 1.46 ล้านเป็น 1.52 ล้านในปี 2011

 

ข้อเสนอ

มีความจำเป็นและมีขอบเขตที่กว้างขวางที่จะสนับสนุนความสัมพันธ์สองฝ่ายในระดับประชาชนต่อประชาชน  นอกเหนือไปจากการที่สองประเทศได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ว  ประชาชนของทั้งสองประเทศยังมีความผิวเผินในความเข้าใจของกันและกันอีกด้วย   ดังนั้นความเข้าใจที่ผิดพลาดและอคติยังคงมีอยู่อย่างลึกซึ้งและฝังราก  ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี  บางทีการขาดการแลกเปลี่ยนระหว่างกันและการที่ประเทศไทยเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้ง  รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ก็มีส่วนทำให้ความสัมพันธ์ขาดความต่อเนื่อง  จนส่งผลให้เกิดกิจการที่มาจากฝ่ายมาเลเซียฝ่ายเดียวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ประเทศไทยกับมาเลเซียมีภารกิจร่วมกันในการนำเอาความสงบสุขกลับมาสู่ภาคใต้ตอนล่างของไทย   ประเทศมาเลเซียมี Taskforce 2001 ที่นำเอาคนหนุ่มสาวจากประเทศไทยไปฝึกฝนที่เรียกกันว่า Vocational training ทั้งสองประเทศมีหน่วยงานที่พร้อมจะทำงานร่วมกันในนามรัฐบาล  โครงการดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่สมัยของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน   (รัฐบาลภายใต้ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)    รวมทั้งการนำเอานักการศาสนาไปมาเลเซียเพื่อเข้าฝึกอบรมการสอนอิสลามตามแนวทางที่ถูกต้อง

ผลจากการศึกษาวิจัยตลอดจนการสัมภาษณ์แกนนำของมาเลเซียทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล   รวมถึงนักวิชาการและประชาชนทั่วไป  พบว่าชาวมาเลเซียส่วนใหญ่ต้องการให้ภาคใต้มีความสงบร่มเย็นและเป็นเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดต่อไป  การวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ที่มาเลเซียมีต่อสถานการณ์และชะตากรรมของชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย   ก็เนื่องจากความเป็นอุมมะฮ์  (ประชาชาติมุสลิม) มากกว่าความเป็นศัตรู  ชาวมุสลิมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และองค์การการประชุมอิสลาม (OIC) ต่างก็มีความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกันว่าเหตุการณ์ในสามจังหวัดภาคใต้เป็นเรื่องของการแยกดินแดน  ความใกล้ชิดกับวัฒนธรรมมาเลย์มากกว่าจะเป็นเรื่องของศาสนา   ประเทศมาเลเซียและทุกองค์กรมุสลิมต้องการให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีมากกว่าการใช้วิธีอื่นใด

แม้ความมั่นคงจะเป็นประเด็นหลักในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย  แต่ก็มีความร่วมมือในด้านอื่นๆ ด้วย   เช่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  และความร่วมมือในประเด็นต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม  สาธารณสุข และการศึกษา อย่างไรก็ดี  ความร่วมมือประเภทหลังอาจดูสำคัญน้อยกว่าเรื่องความมั่นคงอันเป็นข้อห่วงกังวลในลำดับแรกของรัฐบาลไทยและมาเลเซียตลอด 50 ปี  ที่ผ่านมาและอาจจะนานกว่านั้น

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *