INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สตรีในอิสลามและลัทธิสตรีนิยม ตอนที่2

 

สตรีในอิสลามและลัทธิสตรีนิยม

ความเหมือนและความต่างที่ต้องทบทวน (ตอนที่๒)

 

ประเสริฐ  สุขศาสน์กวิน

 

เมื่อไหร่ที่เราได้นำแนวคิดในเรื่องสตรีนิยม(Feminism)หรือการพูดถึงลัทธิสตรีนิยมอิสลาม(Islamic Feminism)ค่อนข้างจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจและทำให้สตรีปัจจุบันนี้มีบทบาทมากขึ้นอีกทั้งได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น  และ แท้จริงแล้วองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้หญิงหรือสตรีภายใต้ชุดคำอธิบายที่เป็นกระแสหลัก ที่ได้รับการถ่ายทอดโดยนักการศาสนาอิสลาม หรือจากผู้รู้ที่อาศัยการตีความตัวบทจากแหล่งอ้างอิงมาจากคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ศาสดา(ศ)หรือจากประวัติศาสตร์ศาสนา  ในมุมหนึ่งได้ถูกถ่ายทอดออกมา เหมือนประหนึ่งว่าเป็นประเพณีและวัฒนธรรมของอิสลามว่า แท้จริงผู้หญิงในอิสลามได้ถูกโยงระหว่างเรื่องวินัยหรือเรื่องสิ่งต้องห้ามหรือสิ่งควรปฏิบัติเท่านั้น  โดยเป็นมายาคติว่าความเป็นผู้หญิงต้องเป็นผู้อยู่กับบ้านกับเรือน  เป็นภรรยาที่ดี อยู่ในโอวาทของผู้ปกครองและสามี(ทบทวนสถานะความคิดสตรีนิยมอิสลาม   ,อัมพร หมาดเด็น   วรสาร ประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์ 2559)

ทั้งๆที่ว่าคำอธิบายในเอกสารประวัติศาสตร์ศาสนาและคัมภีร์อัลกุรอน หรือแม้แต่ในซุนนะฮ์ของศาสดามุฮัมมัด(ศ) ได้กล่าวถึงสตรีในหลากหลายสถานะและหลายบทบาท  เช่น ราชินีบิลกีส เป็นผู้นำทางการปกครองเมืองซาบาอ์แห่งเยเมนในยุคก่อนศาสดามุฮัมมัด   หรือพระนางมาเรีย หรือท่านหญิงมัรยัม มารดาพระเยซูของชาวคริสต์ ได้แสดงถึงความเป็นหญิงในฐานะมารดาบริสุทธิ์ของศาสดาอีซา เป็นผู้ต่อสู้กับคำกล่าวหาและให้ร้ายจากสังคมเมื่อเธอให้กำเนิดบุตร โดยปราศจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือ พระนามอาซียะฮ์ ภรรยาของฟาโรห์ผู้อหังการ แต่เธอผู้เปี่ยมล้นความเมตตา ได้เป็นผู้ดูแลศาสดามูซา  และท่านหญิงฟาติมะฮ์ บุตรตรีแห่งศาสดาอิสลาม ผู้สูงศักดิ์และได้รับการย่กย่องว่า “อุมมุ อะบีฮา”มารดาของบิดาของเธอ” เธอาผู้มีบทบาททั้งในบ้านและในสมรภูมิสงคราม  ฟาติมะฮ์ เป็นนักท่องจำฮะดีษ  เป็นปราชญ์ และเป็นครูสอนประชาชนชาวมะดีนะฮ์  เป็นนักต่อสู้ และเรียกร้องสิทธิต่างๆในสังคม

สตรีนิยม(Feminism)เป็นกลุ่มขบวนการและอุดมการณ์ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อนิยาม จัดตั้งและปกป้องสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมแก่สตรี ซึ่งรวมถึงการแสวงจัดตั้งโอกาสที่เท่าเทียมแก่สตรีในการศึกษาและการจ้างงานด้วย

ชาร์ล ฟูรีเย นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผู้ให้กำเนิดคำว่า “เฟมินิสม์” ในปี 1837 คำว่า “เฟมินิสม์” และ “เฟมินิสต์” ปรากฏครั้งแรกในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ในปี 1872 บริเตนใหญ่ในคริสต์ทศวรรษ 1890 และสหรัฐอเมริกาในปี 1910, และพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ดระบุว่า ปี 1894 เป็นปีที่ปรากฏคำว่า “เฟมินิสต์” ครั้งแรก และปี 1895 ปรากฏคำว่า “เฟมินิสม์” ครั้งแรกปัจจุบัน พจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ด นิยามเฟมินิสต์ว่าเป็น “ผู้สนับสนุนสิทธิและความเสมอภาคของสตรี”

ทฤษฎีคตินิยมสิทธิสตรี ซึ่งกำเนิดขึ้นจากขบวนการคตินิยมสิทธิสตรีเหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจความไม่เสมอภาคทางเพศสภาพโดยการสังเกตบทบาททางสังคมและประสบการณ์ชีวิตของสตรี มีการพัฒนาทฤษฎีในหลายสาขาวิชาเพื่อตอบสนองต่อประเด็นอย่างการประกอบสร้างเพศและเพศภาวะ คตินิยมสิทธิสตรีในอดีตบางรูปแบบถูกวิจารณ์ว่า คำนึงถึงแต่มุมมองของสตรีผิวขาว ชนชั้นกลางและมีการศึกษาเท่านั้น ซึ่งนำไปสู่คตินิยมสิทธิสตรีรูปแบบเจาะจงเชื้อชาติหรือหลายวัฒนธรรม

การรณรงค์สิทธิสตรีของนักเคลื่อนไหวคตินิยมสิทธิสตรี เช่น ในกฎหมายสัญญา กรรมสิทธิ์และการออกเสียงเลือกตั้ง ขณะที่สนับสนุนความชอบธรรมในร่างกาย การตัดสินใจเรื่องส่วนบุคคลและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์แก่สตรี การรณรงค์คตินิยมสิทธิสตรีได้เปลี่ยนแปลงสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตก โดยการบรรลุสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของผู้หญิง ความเป็นกลางของเพศสภาพในภาษาอังกฤษ การจ่ายค่าจ้างเท่าเทียมแก่สตรี สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรี รวมถึงการเข้าถึงการคุมกำเนิดและการทำแท้ง และสิทธิในการทำสัญญาและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นักคตินิยมสิทธิสตรีทำงานเพื่อปกป้องสตรีและเด็กหญิงจากความรุนแรงในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศและการทำร้ายทางเพศ  พวกเขายังสนับสนุนสิทธิในที่ทำงาน รวมถึงการลาคลอด และต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ แต่เพราะคตินิยมสิทธิสตรีแสวงความเท่าเทียมทางเพศ จึงมีนักคตินิยมสิทธิสตรีบางคนแย้งว่า การปลดปล่อยบุรุษก็เป็นส่วนที่จำเป็นของคตินิยมสิทธิสตรีเช่นกัน และว่าบุรุษเองก็ถูกทำร้ายจากลัทธิกีดกันทางเพศและบทบาทประจำเพศเช่นกัน(วิกีพีเดีย หมวด ทฤษฎีสิทธิสตรี และสตรีนิยม)

ความเพียรพยายามของกลุ่มลัทธิสตรีนิยม มุ่งเน้นในเรื่องความเสมอภาคและความเท่าเทียมระหว่างเพศชายและเพศหญิง และได้พัฒนาการไปถึงความเชื่อและการแสดงออกที่ต้องการให้เป็นไปตามความต้องการของพวกเธอ นั่นคือ ความเท่าเทียมในทุกๆด้าน

เป็นไปได้ว่าแท้จริงการนิยามและการนำเสนอในเรื่อง”สตรีนิยม”เป็นภาษาที่ใช้ในโลกตะวันตก   เช่นช่วง ปี 1880 ได้มีบทความของ Hubertine Auclert ได้วิพากษ์การใช้อำนาจการครอบงำสังคมของผู้ชายและเรียกร้องเพื่อปลดปล่อยเสรีภาพและสิทธิเหนือตนเองของผู้หญิง  และให้สำนึกถึงความยุติธรรมและความเสมอภาค(ทบทวนสถานะความคิดสตรีนิยมอิสลาม   ,อัมพร หมาดเด็น   วรสาร ประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์ 2559)

การให้ความสนใจในเรื่องการนิยามและการปลุกระดมด้านสตรีนิยมได้ส่งแรงส่งเสียงที่ดังเริ่มต้นที่ฟากฝั่งยุโรป ทำให้คุนยุโรปให้ความสนใจและวิเคราะห์ในเรื่องสตรีและบุรุษมากยิ่งขึ้น  และคำว่า”สตรีนิยม”(Feminism)ได้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยให้ความหมายเดิมคือ “การปลอดปล่อยผู้หญิง”(Women ‘s emancipation)   ส่วนในความหมายของชาวอเมริกันที่ได้นิยามในช่วงแรกๆของสตรีนิยมคือ”สิทธิสตรี”(rights of Women) มากกว่าการให้นิยามว่า”สิทธิความเสมอภาคระหว่างผู้ชาย”(ทบทวนสถานะความคิดสตรีนิยมอิสลาม   ,อัมพร หมาดเด็น   วรสาร ประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์ 2559)

และต่อมาการพัฒนาการของสตรีนิยมได้ถูกแบ่งกลุ่มย่อยไปเป็นหลายสาขา เช่น แนวคิดสตรีนิยมสายสังคมนิยม   สตรีนิยมคริสเตียน  เพื่อเป็นการกระจายคำนิยามให้กว้างออกไปในยุโรป และได้เรียกร้องเนื้อหาที่กว้าง โดยรวมไปถึงเรื่องการถูกกดขี่ของสตรี  การเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศเพื่อเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน  การมีส่วนร่วมทางการเมือง

วิพากษ์

ถ้าหากว่าเรามองในเชิงทฤษฎีและกรอบความเชื่อโดยการวิเคราะห์ที่มีวิธีคิดของลัทธิสตรีนิยมและวิธีดำเนินการของลัทธินี้นั้นมีทิศทางที่เฉพาะโดยที่มุ่งมั่นไปสู่การปลดปล่อยผู้หญิงให้พ้นจากการกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบ หรือการเรียกร้องความเสมอภาคระหว่างสตรีและบุรุษ  แต่ลึกๆของลัทธิสตรีนิยมมีประเด็นของการสร้างพลังอำนาจให้กับสตรีที่แฝงตัวอยู่ โดยเพียรพยายามที่จะนำเสนอและแสดงออกในการอยู่เหนือนิยามใดๆของความเป็นสตรีในมุมของศาสนาหรือของศาสนพิธี เพียงต้องการสนองถึงความมีเสรีภาพและความมีอิสรภาพที่เสมอเหมือนกับบุรุษในทุกๆด้าน  ซึ่งจะเห็นได้ว่า อิทธิพลของลัทธิสตรีนิยมได้ใหลเข้ามาสู่สตรีมุสลิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกระทั้งเกิดผลสะท้อนที่ทำให้การยอมรับกลุ่มสตรีนิยมมุสลิม พยายามเรียกร้องในสิทธิและเสรีภาพเกินขอบเขตของการที่จะเป็นในบรรทัศฐานทางศาสนากำหนด เช่นการจะแสดงออกถึงการเป็นอิหม่ามในการนำละหมาดของสตรีแก่บุรุษ หรือการขึ้นอ่านคุฎบะฮ์วันศุกร์ของสตรีมุสลิม  และรายละเอียดในเรื่องนี้ คงจะนำมากล่าวในตอนต่อไปเกี่ยวกับลัทธิสตรีมุสลิม

ส่วนประเด็นในเรื่องความแตกต่างระหว่างชาติพันธุ์มนุษย์หรือระหว่างเพศของมนุษย์ ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นโครงสร้างทางชีววิทยา  และความต่างไม่ใช่แค่เรื่องเพศสภาพ แต่ยังมีความต่างระหว่างสีผิว ระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาว กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า…

และบางส่วนจากสัญลักษณ์แห่งพระเจ้า คือการสร้างชั้นฟ้าและผืนแผ่นดิน  และให้มีความแตกต่างในภาษา สีผิวของพวกเจ้า  แท้จริงในสิ่งนั้น มันคือสัญลักษณ์ต่างๆให้แก่ผู้รู้ทั้งหลาย(ได้เพ่งพินิจ)”(บทที่๓๐  โองการที่ ๒๒)

ความเป็นจริงแล้วในเรื่องนี้นั้น ถ้าหากสมมติฐานว่า ในโลกใบนี้ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน  ไม่ว่าเรื่องเพศสภาพ สีผิว  ภาษา  ชาติพันธุ์  ปัญหาต่างๆคงจะตามมามากมาย ดังนั้นความแตกต่างที่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์ไม่ได้เป็นตัวแบ่งความต่ำความสูงทางสังคมหรือการมีเกียรติหรือการต่ำต้อย  แต่ทว่าวาทกรรมความแตกต่างของมนุษย์นี้สร้างความลำบากให้ในการคิดไม่ตรงกันตลอดมา(จนเป็นปัญหาทางความเชื่อ)  ดังนั้นความแตกต่างไม่ได้เฉพาะอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือสังคมใดสังคมหนึ่ง  แต่ทว่าได้เกิดขึ้นทุกๆสังคม แม้แต่ในสังคมประชาธิปไตย  ก็ยังเห็นถึงความแตกต่าง แต่ก็สามารถจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้  ดังนั้นความต่างทางเพศสภาพที่ลัทธิสตรีนิยมได้พยายามนำเสนอและพยายามเรียกร้องให้เห็นคือว่า แท้จริงพวกเธอเองก็ยอมรับในความต่างในเรื่องเพศสภาพ แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นและจุดน่าสนใจของพวกเธอคือการเรียกร้องสู่ความยุติธรรมและความเสมอภาคระหว่างสตรีและบุรุษ และให้สิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน และพยายามจะลบล้างมายาคติบางอย่างในสังคมที่เคยมีฐานคิดในเรื่อง”บุรุษใหญ่”  ซึ่งในประเด็นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ลัทธิสตรีนิยมได้แสดงออกที่ตรงกับฟิตเราะฮ์และโครงสร้างของความเป็นมนุษย์ ดังที่เราได้กล่าวผ่านมาแล้วในตอนที่ผ่านมา

แนวคิดในเรื่องสตรีนิยมมีจุดเด่นอีกประการคือจะมองภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านวัตถุ สังคม สติปัญญา และจิตวิญญาณของมนุษย์ หัวใจสำคัญของทฤษฎีสตรีนิยมคือการวิพากษ์บริบททางสังคมและรื้อสร้างการเลือกปฏิบัติต่างๆ ศูนย์รวมความสนใจที่สำคัญคือ ระบบสังคมที่ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) การครอบงำระบบการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและกฎหมายโดยผู้ชาย(บทความเรื่อง ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจ www.baanjomyut.com)

ถ้าเราได้เจาะลึกและเพ่งพินิจอย่างละเอียดจะพบว่าแท้จริงทฤษฎีสตรีนิยมเน้นความสำคัญของการกำหนดและระบุให้ชัดเจนว่าทัศนคติเกี่ยวกับสตรีเป็นอย่างไร ความคาดหวังคืออะไร ภาษาประเภทไหน พฤติกรรมอย่างใด และการจัดการทางสังคมชนิดใดที่นำไปสู่การกดขี่เอารัดเอาเปรียบและการทำให้ผู้หญิงต้องกลายเป็นคนชายขอบ ทฤษฎีสตรีนิยมจะมีความคล้ายคลึงและหยิบยืมเนื้อหาบางส่วนมาจากทฤษฎีความขัดแย้งของมาร์กซ์ ทว่าทฤษฎีสตรีนิยมมีความแตกต่าง เมื่อรวมศูนย์การวิเคราะห์ไปที่การครอบงำและการเลือกปฏิบัติอันมีผลต่อการทำให้เกิดการกดขี่นั้น ทฤษฎีสตรีนิยมตั้งคำถามเชิงลึกต่อภววิทยา (Ontology) และญาณวิทยา (Epistemology) อย่างแตกต่างจากแนวคิดมาร์กซ์ โดยเชื่อรากเหง้าสำคัญของการแสวงหาความรู้และการปฏิบัติที่มีการกดขี่เอารัดเอาเปรียบและเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงก็คือ ลัทธิผู้ชายเป็นศูนย์กลาง (Androcentrism) และเพื่อจะโต้ตอบกับแนวคิดในเรื่องเพศชายเป็นใหญ่(บทความเรื่อง ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจ www.baanjomyut.com)

นักคิดสตรีนิยมร่วมสมัยคนสำคัญ ได้แก่ ซิโมน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) ซึ่งเป็นนักสังคมนิยมและนักปรัชญาเอ็กซิสตรองเชี่ยลลิสต์ชาวฝรั่งเศส คู่ชีวิตของฌอง ปอล ซาร์ต (Jean Paul Satre) ในหนังสือ The Second Sex (1957) เดอ โบวัวร์ เห็นว่าผู้หญิงนั้นต้องยอมรับสถานภาพเพศที่สอง ซึ่งมีมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ยุคหิน ที่มนุษย์ยังอยู่กันเป็นสังคมล่าสัตว์และเก็บของกินตามป่าเขาลำเนาไพร เดอ โบวัวร์ วิเคราะห์จากการศึกษาบทบาทของหญิงและชายที่แตกต่างกันว่า ผู้หญิงถูกสอนและปฏิบัติเสมือนเป็นวัตถุที่ผู้ชายเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ แทนที่จะอยู่ในฐานะที่ผู้หญิงแต่ละคนมีประสบการณ์เป็นของตนเอง

ส่วน เบ็ตตี้ ฟรีแดน (Betty Friedan) นักสตรีชาวอเมริกันเป็นอีกผู้หนึ่งที่วิพากษ์ความไม่เท่าเทียมทางเพศในหนังสือ The Feminine Mystique (1963) เธอชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมกันทางเพศที่ฝังลึกอยู่ในบทบาทที่สังคมกำหนดสร้างให้ผู้หญิงต้องเป็นแม่และแม่บ้านแต่เพียงเท่านั้น ฟรีแดนยังวิจารณ์ทฤษฎีของฟรอยด์ว่าเป็นการตีตราบาปให้ผู้หญิง โดยกล่าวหาว่า ผู้หญิงดิ้นรนแสวงหาความเป็นชายและมีความบกพร่องของความเป็นแม่ ฟรีแดนเรียกร้องให้ผู้หญิงได้รับบทบาททางเพศสภาพที่เท่าเทียม โดยเฉพาะย้ำเน้นว่าผู้หญิงต้องมีโอกาสทางการศึกษาและการทำงาน  อีกทั้งจะสำแดงออกถึงความสามารถในการบริหารจัดการของเพศหญิงในด้านต่างๆ    (บทความเรื่อง ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจwww.baanjomyut.com)

การมีมุมมองในเชิงอภิปรัชญาและญาณวิทยาของลัทธิสตรินิยมนั้น มีประเด็นน่าสนใจ นั่นคือว่า โดยสารัตถะและแก่นของกรอบความคิดทางปรัชญา ถือว่า ภวันต์ใหม่ หรือเรียกว่า สิ่งมีชีวิตที่อุบัติขึ้นมาในฐานะภวันต์ใหม่  มีความสมบูรณ์และความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละประเภทหรือแต่ละชนิด  ซึ่งเรียกว่าความต่าง  และหนึ่งจากความต่าง คือเรื่องเพศสภาพ ในมุมมองทางปรัชญาถือว่าความต่างในเรื่องเพศสภาพ ไม่ได้เป็นที่มาของความแตกต่างในด้านสิทธิหรือด้านความเป็นแก่นแท้ของความเป็นภวันตภาพ

ความแตกต่างทางเพศสภาพ

ไม่สงสัยเลยว่า แท้จริงระหว่างเพศชายกับเพศหญิงมีความแตกต่างกัน  และขณะเดียวกันระหว่างสองเพศนี้ก็มีความเหมือนกัน   สำหรับศาสนาอิสลามได้กำหนดสิทธิทั้งสองไว้อย่างละเอียดทั้งสิทธิสตรีและสิทธิบุรุษ  หรือเรียกว่าสิทธิทางด้านกฎหมาย และสิทธิทางด้านจริยะ ซึ่งศาสนาอิสลามได้ให้ความสำคัญทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลทางด้านปัจเจกบุคคลหรือทางด้านสังคม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสตรีและครอบครัว   และประเด็นที่น่าสนใจคือว่าในมุมมองของอิสลาม ถือว่าสตรีและบุรุษมีสิทธิที่เหมือนกันและเท่าเทียมกันและบางสิทธิมีความต่างกันแต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการกดขี่เพศใดเพศหนึ่ง เช่นในเรื่องมรดกระหว่างสตรีกับบุรุษที่มีความต่างกัน เราคงจะนำรายละเอียดมากล่าวในตอนต่อไป   และในความไม่เหมือนกัน  อิสลามได้ให้คุณค่าแก่สตรีในทุกๆ สิทธิ เพียงแต่จะมีรายละเอียดของประเภทหรือประเด็นปลีกย่อยเนื่องจากความต่างทางเพศ ขึ้นอยู่กับทางธรรมชาติเป็นตัวกำหนดทั้งทางสรีระและทางจิตวิญญาณต่อความต่างนั้น  โดยอัลกุรอานได้กล่าวถึงความมีเกียรติและการมีคุณค่าของมนุษย์อย่างเท่าเทียม

อายาตุลลอฮ์ มุเฎะฮารี นักวิชาการชาวอิหร่านได้กล่าวถึงตัวอย่างความแตกต่างระหว่างคำว่า”ความเท่าเทียม กับความเหมือนทางด้านสิทธิระหว่างชายกับหญิง”ไว้ว่า…

เป็นไปได้ที่ผู้เป็นบิดาจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูกทุกๆ คนอย่างเท่าเทียม  โดยจะไม่คำนึงในการแบ่งสัดส่วนที่มาจากความเหมือนกัน  เช่นตัวอย่าง บิดาอาจจะมีลูกๆ ที่มีอาชีพหลายรูปแบบแตกต่างกัน  บางคนอาจจะทำธุรกิจส่วนตัว  หรือ บางคนเจ้าของสวนผลไม้ไร่นา  และบางคนอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ให้บริหารเช่าจำนอง  หรือว่าเป็นไปได้ที่ผู้เป็นบิดานั้นอาจจะได้พิจารณาถึงความสามารถของลูกๆ ทุกคนในการจะแบ่งทรัพย์สิน   แต่ทว่าสำหรับผู้เป็นบิดาแล้ว ด้วยหลักการและความถูกต้องนั้นเมื่อเขาจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูกๆ   เขาจะต้องแบ่งในฐานะของความเป็นลูกทุกๆคน  นั่นคือให้ความยุติธรรมตามคุณค่า(ในความเป็นลูก) ไม่ใช่ให้แบ่งสมบัติในกฏเกณท์ของความเหนือกว่าหรือพิเศษกว่าของอาชีพและการงาน  ไม่ได้ดูว่าลูกคนไหนทำงานอะไร   ดังนั้นอิสลามไม่ได้ต่อต้านความเท่าเทียมทางด้านสิทธิระหว่างบุรุษกับสตรี(แต่มองระหว่างสตรีกับบุรุษนั้นมีคุณค่าและเกียรติที่เท่าเทียมกัน)(หนังสือ สิทธิสตรีในอิสลาม)

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *