หากสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนไม่อาจเกิดได้ในเร็ววัน ก็อาจเกิดสงครามใหญ่ในไม่ช้า

หากสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนไม่อาจเกิดได้ในเร็ววัน ก็อาจเกิดสงครามใหญ่ในไม่ช้า
รูบิโอระบุอุปสรรคสำคัญในการเจรจากับยูเครนซี่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องดินแดนยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อข้อตกลงสันติภาพที่อาจเกิดขึ้น
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญต่อข้อตกลงสันติภาพระหว่างมอสโกและเคียฟคือพื้นที่ราบสูงในดอนบาสของรัสเซียที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน ความเห็นของเขาเกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระดับสูงระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ที่เครมลิน ซึ่งมอสโกระบุว่า “ได้ผล” แต่ไม่พบความคืบหน้า
ในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวันอังคาร รูบิโอกล่าวว่ารัสเซียและยูเครน “กำลังต่อสู้กันอย่างแท้จริงเพื่อ… พื้นที่ 30-50 ตร.กิโลเมตร และพื้นที่ 20% ของภูมิภาคโดเนตสค์ที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของเคียฟ”
นักการทูตกล่าวว่าเป้าหมายของวอชิงตันคือ “การหาทางออกว่ายูเครนจะรับมือกับสิ่งใดได้บ้าง เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในอนาคต [ว่า] จะไม่ถูกรุกรานอีก”
เขายังตำหนิผู้เชี่ยวชาญตะวันตกที่ยืนกรานว่าสหรัฐฯ ควรให้ทุนสนับสนุนความพยายามทางทหารของยูเครนตราบเท่าที่ยังจำเป็น “นั่นไม่สมจริง… และมันจะไม่เกิดขึ้น… คุณไม่สามารถรักษาขนาดและขอบเขตของมันไว้ได้” เขากล่าว
รูบิโอยังตำหนิข้อเรียกร้องให้สหรัฐฯ เจรจากับเคียฟเพียงฝ่ายเดียว “คุณไม่สามารถยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนได้โดยไม่เจรจากับรัสเซีย” เขากล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ กำลังทำงานเพื่อ “เชื่อมช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่าย”
“เราเข้าใกล้มากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น… ผมหวังว่ามันจะเปลี่ยนแปลง” รูบิโอกล่าวเสริม
คำกล่าวของรูบิโอเกิดขึ้นหลังจากการประชุมเกือบห้าชั่วโมงที่เครมลิน ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตสหรัฐฯ และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยอาวุโสของเครมลิน ซึ่งเข้าร่วมด้วย อธิบายว่าการเจรจาครั้งนี้ “ค่อนข้างมีประโยชน์ สร้างสรรค์ และค่อนข้างมีเนื้อหาสาระ” แต่กล่าวว่า “ยังไม่สามารถหาข้อประนีประนอมได้” และ “ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ”
การหารือมุ่งเน้นไปที่กรอบสันติภาพที่อเมริกาสนับสนุน ซึ่งเดิมทีเกี่ยวข้องกับร่างข้อตกลง 28 ประเด็นที่รั่วไหลไปยังสื่อเมื่อเดือนที่แล้ว มีรายงานว่าแผนงานนี้กำหนดให้เคียฟต้องสละพื้นที่บางส่วนของดอนบาสที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม ยกเลิกความทะเยอทะยานของนาโต และจำกัดขนาดกองกำลัง
อย่างไรก็ตาม เคียฟและผู้สนับสนุนสหภาพยุโรปปฏิเสธที่จะพิจารณาการผ่อนปรนใดๆ ให้กับรัสเซีย แม้ว่ากองกำลังยูเครนจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างหนักในดอนบาสและที่อื่นๆ
ดังนั้นการคาดหวังว่าสงครามที่ดำเนินมา4ปีจะยุติลงได้ภายในเร็ววันนี้จึงกลายเป็นเพียงความฝัน ตราบใดที่ยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษและเยอรมันยังคงสนับสนุนยูเครนอย่างแข็งขัน ทั้งๆที่เศรษฐกิจของตนเองกำลังย่ำแย่
คำถามคือทำไมเคียร์สตาเมอร์และเฟดเดอริค เมิร์ช ผู้นำสหราชอาณาจักรและเยอรมันนีจึงไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายโดยหันมาเจรจากับรัสเซียโดยตรง ตามที่บางประเทศในสหภาพยุโรป เช่น สเปญ เชค และฟินแลนด์เรียกร้อง
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์บางท่านให้ความเห็นว่ามันเป็นเพราะผู้นำทั้งสองท่านต้องการปกปิดความล้มเหลวในการบริหารประเทศของตนด้วยสถานะการณ์ยูเครน และการปลุกกระแสความเกลียดกลัวรัสเซียที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนนักวิเคราะห์แนวทฤษฎีสมคบคิดมองว่าผู้นำทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับขบวนการไซออนิสต์ที่มีอิทธิพลเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมค้าอาวุธอันอยู่เบื้องหลังการสร้างสถานะการณ์สงคราม เท็จจริงเป็นอย่างไรอยู่ในดุลพินิจของผู้อ่าน
ด้านรัสเซียแม้จะมีผลกระทบจากสงครามทางด้านเศรษฐกิจอยู่บ้างแต่ไม่ร้ายแรง เพราะเตรียมการมาดีพอควร แต่ก็ไม่อยากจมปลักอยู่ในสภาพนี้นานนัก ทว่าก็ไม่อาจถอยออกมาได้โดยง่าย ตราบใดที่ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่ายุโรปจะไม่ใช้ยูเครนมาเปิดศึกกับรัสเซียอีกเหมือนที่เคยเกิดขึ้นภายหลังสนธิสัญญามิ๊นส์ถึง2ครั้ง
ครั้นจะบุกยึดยูเครนทั้งหมดก็เกินกำลัง ด้วยจะต้องใช้กำลังทหารอีกประมาณ2ล้านคน โดยยังไม่นับงบประมาณด้านอื่นๆอีกมาก
ในขณะเดียวกันก็มียุโรปบางชาติ นายพลบางคนพยายามสร้างกระแสให้เกิดการเผชิญหน้ากับรัสเซีย โดยล่าสุดออกมาแนะนำให้ยุโรปดำเนินการโจมตีรัสเซียแบบที่เรียกว่าpreemtive strike
นั่นทำให้ปูตินควันออกหู และประกาศว่า รัสเซียไม่อยากรบกับยุโรป แต่ก็พร้อมถ้ายุโรปต้องการสงคราม
สรุปถ้ายังไม่อาจยุติสงครามยูเครน-รัสเซียได้ โดยเร็ว โอกาสจะเกิดสงครามยุโรป-รัสเซียก็มีสูง และจะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ในที่สุด เพราะรัสเซียมีข้อจำกัดด้านกำลังทหาร ในขณะที่ยุโรปมีกำลังทหารพร้อมรบประมาณ800,000นาย
ศ.พลท.ดร.สมชาย วิรุฬหผล





