ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (13)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (13)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
จากข้า ข้าก็จะจัดมันให้กับเขา หากเขาขอความคุ้มครองจากข้า ข้าก็จะให้ความคุ้มครองแก่เขา หากเขาต้องการให้ข้าทำให้เขา ปลอดภัย จากความชั่วร้ายของเหล่าศัตรูของเขา ข้าก็จะให้ความ ปลอดภัยแก่เขา หากเขาพึ่งพาต่อข้า ข้าก็จักทำให้เขาปลอดภัยจาก ภัยพิบัติทั้งปวง ถึงแม้ว่าโลกทั้งใบนี้จะวางแผนร้ายต่างๆเพื่อต่อต้าน เขา ข้าจะขจัดผลกระทบต่างๆที่เลวร้ายเสียหาย อันมาจากแผนการ ร้ายต่างๆนั้นให้พ้นไปจากเขา
ในอีกฮะดีษหนึ่งมีกล่าวไว้ว่า อัลลอฮ์ทรงวิวรณ์มายังดาวูดว่า ข้าทาสส่วนใหญ่ของข้าจะรักษาความสัมพันธ์ฉันท์มิตร ต่อกันและกัน ก็เพียงแต่วาจา แต่ในใจของพวกเขานั้นกลับสนุกอยู่กับการเป็น ศัตรูที่อยู่ในหัวใจของพวกเขา
ตามรายงานที่ปรากฏอยู่ในอีกฮะดีษหนึ่ง ดังว่า อัลลอฮ์ทรง วิวรณ์มายังดาวูดว่า ดาวูดเอ๋ย จงรำลึกถึงข้าในระหว่างที่เจ้ามี ความสุข เพื่อว่าข้าจะได้ยอมรับการวิงวอนต่างๆของเจ้าเมื่อเจ้าต้อง ประสบกับความยากลำบาก และยังตรัสว่า ดาวูดเอ๋ย จงเป็นมิตร กับข้า และจงทำให้ข้ามีชื่อเสียง (เป็นที่รัก) เช่นกัน ในสายตา ของสิ่งถูกสร้างของข้า ดาวูดกล่าวตอบว่า “ข้าแต่พระผู้อภิบาล ข้า พระองค์รักพระองค์ แต่ข้าฯจะทำประการใดให้พระองค์เป็นที่รัก ในสายตาของสิ่งสร้างสรรค์ของพระองค์ เมื่อข้าฯ ไม่อาจควบคุมอะไร ได้เหนือพวกเขา พระผู้อภิบาลจึงตรัสว่า “จงบรรยายถึงความ ยิ่งใหญ่ไพศาลของข้าให้กับพวกเขา เพื่อว่าพวกเขาจะได้รักข้า
ยังมีกล่าวถึงในอีกวจนะหนึ่งว่า อัลลอฮ์ทรงวิวรณ์มายังดาวูด “ขอแสดงความยินดีมายังบรรดาผู้กระทำบาปและจงเตือนสำทับต่อบรรดามิตรสหาย” ดาวูดกล่าวตอบว่า “พระผู้อภิบาลของข้าฯ ข้าฯจะให้ข่าวดีแก่บรรดาคนบาปได้อย่างไรในเมื่อพวกเขากระทำ ความชั่วร้ายต่างๆ และข้าฯจะเตือนสำทับแก่ผู้ที่สัตย์จริงและผู้กระทำ ความดี ในขณะที่พวกเขามีความซื่อสัตย์สุจริตได้อย่างไร?” พระผู้อภิบาลจึงตรัสตอบว่า

“ดาวูดเอ๋ย จงแจ้งข่าวดีให้กับบรรดาผู้กระทำ บาปว่า ข้าเป็นผู้ให้อภัยโทษและเป็นผู้ยกโทษให้แก่บรรดาคนบาป อันเนื่องมาจากความกรุณาปรานีของข้า และจงเตือนสำทับบรรดาผู้ ปฏิบัติการดีว่า พวกเขาไม่ควรจะหยิ่งทะนงในกิจกรรมต่างๆที่ดีของ พวกเขา ทั้งนี้เพราะข้าทาสผู้หนึ่งที่ข้าจะนำเขามาสู่การสอบสวน เพื่อคิดบัญชี แน่นอนจะต้องพินาศ”
มีวจนะอีกบทหนึ่งที่เชื่อถือได้ กล่าวไว้ว่า อิมาม ยะอฺฟัร อัศ ศอดิก กล่าวว่า ” อัลลอฮ์ทรงวิวรณ์มายังดาวูดว่า ดาวูดเอ๋ยจงบอก กับบรรดาผู้กดขี่และทรราชย์ วาอย่าได้รำลึกนึกถึงข้า เพราะว่า ข้าจะ รำลึกนึกถึงก็เฉพาะข้าทาสผู้หนึ่งของข้า และเมื่อทรราชย์คนหนึ่ง ที่รำลึกถึงข้า ขณะที่เขากำลังทรมานผู้อื่น ข้าก็จะสาปแช่งและประณาม เหยียดหยามเขา”
ตามรายงานฮะดีษอีกบทหนึ่ง มีกล่าวไว้ถึงเรื่องวิทยญาน ผู้สืบตระกูลของดาวูด ดังว่า นับเป็นความสำคัญของผู้เป็นปราชญ์ที่ เขาควรระมัดระวังด้วยกัน สี่โอกาส คือ (1) ในส่วนหนึ่งของวัน เขา ควรจะอยู่กับการละหมาดและเคารพภักดีต่อพระผู้ทรงเกรียงไกร (2) เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงที่เขาจะต้องตรวจสอบตัวเอง เพื่อดูว่า มีสักกี่ครั้งที่ เขาเชื่อฟังปฏิบัติตามพระผู้อภิบาลของเขา และมีสักกี่ครั้ง ที่เขาละเมิด พระบัญชาต่างๆของพระองค์ (3) สักช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขาควรต้อง กำหนดการพบปะสนทนากับพี่น้องผู้ร่วมศรัทธา ผู้ซึ่งอาจชี้ให้เขาเห็น
อย่างบริสุทธิใจถึงความบกพร่องของเขา และ (4) เขาควรสละ เวลาสักครู่เพื่อความรื่นรมย์ของตนเองและในช่วงเวลานี้เอง มย์ของตนเองและในช่วงเวลานี้เอง จะช่วยให้ เขาจัดขอบข่ายของงานที่จะต้องกระทำต่อ
มีการเล่าขานมาว่า อัลลอฮ์ทรงวิวรณ์มายังดาวูดว่า ดาวูดเอ๋ย จงขอบคุณข้าตามควรที่ข้าจะได้รับการขอบคุณ ดาวูด กล่าวว่า “พระผู้อภิบาลของข้า ข้าพระองค์จะขอบคุณพระองค์ ได้อย่างไร ให้สมกับที่พระองค์ควรจะได้รับการขอบคุณ เมื่อการ
ขอบคุณของข้าพระองค์ ก็เป็นหนึ่งในความไพศาลของพระองค์ เช่นกัน” อัลลอฮ์ตรัสว่า “เมื่อเจ้าสารภาพว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ที่จะขอบคุณข้า ดังที่ข้าควรจะได้รับการขอบคุณ ดังนั้นในตัวของมัน เองนั้นก็เป็นความตั้งใจในการขอบคุณอยู่แล้ว”
การละเมิดฝ่าฝืนในวันเสาร์ (ซับบาธ)
อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง ตรัสว่า ” และโดยแน่นอนยิ่ง เจ้าได้รู้จัก ในหมู่พวกเจ้า บรรดาผู้ที่พวกเขาเลยเถิดจากข้อกำหนดต่างๆของ วันเสาร์ ดังนั้นเราจึงกล่าวกับพวกเขาว่า จงเป็นลิงอันเป็นที่รังเกียจ เดียจฉันท์” (หรือแยกออกจากทุกสิ่ง)(2:65)”
“ดังนั้นเราจึงทำให้พวกเขา เป็นตัวอย่างสำหรับบรรดาผู้ที่ได้ เห็นเป็นที่ประจักษ์ถึงมัน และผู้คนที่มาภายหลังจากมัน และเป็น ข้อเตือนรำลึกสำหรับผู้ที่ปกป้องตนเอง (จากความเลวร้าย) (2:66)”
บางคนกล่าวว่า มันเป็นตัวอย่างกับเมืองอื่น ๆ ซึ่งมีมาก่อน หน้ามันหรือมาภายหลังมัน เหล่านั้น ที่กระทำผิด บางคนกล่าวว่าเป็นการสังหารผู้คน
อิมาม ยะฮ์ฟัร อัศศอดิก กล่าวว่า การทำให้ผิดรูปผิดร่างไป ถือเป็นบทเรียนสำหรับผู้อื่นที่ได้เห็นเป็นพยาน และบรรดาผู้ที่เขา เกิดมาภายหลังจะได้รับฟังเรื่องราวนี้จากบรรพบุรุษของพวกเขา และ เราจะได้รับบทเรียนเช่นกันจากเหตุการณ์เหล่านี้
อิมาม อัลฮะซัน อัลอัสการี กล่าวไว้ว่า อัลลอฮ์ทรงเปลี่ยน พวกเขาให้เป็นลิง เพราะพวกเขาละเมิดฝ่าฝืน และจึงเป็นที่เกลียด ชังของผู้อื่นและจึงเก็บพวกเขาไว้จากความไพศาลของพระองค์ ถือเป็นการลงโทษพวกเขา และทำให้ผู้คนหันห่างไปจากมัน มันเป็น บทเรียนสำหรับพวกเขา เพื่อว่าพวกเขาจะได้รับความปลอดภัยจาก การถูกลงทัณฑ์
อยู่ริมทะเล อัลลอฮ์และศาสดาของพระองค์บอกกับพวกเขาว่า ไม่ให้จับปลาในวันเสาร์ แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อฟังพระบัญชาของอัลลอฮ์ และศาสดา และจึงจัดเตรียมช่องและถังและกระชังใกล้กับทะเล เพื่อว่าพวกเขาจะได้จับปลาได้ง่ายๆ และในถัง ปลาต่างก็เข้ามาในกระชัง โดยผ่านทางช่องต่างๆและจึงเข้ามาติดกับดัก และตอน เย็นจึงไม่อาจกลับลงทะเลได้ และในวันรุ่งขึ้น(วันอาทิตย์)พวกเขา จึงจับมัน และพากันกล่าวว่า เราไม่ได้จับพวกเจ้าหรือแตะต้องพวก เจ้าในวันเสาร์ พวกเขาเป็นคนโกหกมดเท็จ ในวิธีนี้ที่พวกเขา จับและขายปลา พวกเขาจึงร่ำรวยอย่างมากมายและใช้ชีวิตกัน อย่างหรูหรา พวกเขามีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสักแปดพันคน มีประมาณ หนึ่งพันคนที่พวกเขาทำงานที่อัลลอฮ์ไม่ทรงพึงพระทัย อัลลอฮ์ตรัสว่า
“มูฮัมมัดเอ๋ย จงถามพวกเขา(พวกยิว) ถึงเมืองนั้นซึ่งตั้งอยู่ริม ทะเล เมื่อพวกเขาได้ล่วงละเมิดข้อจำกัดของวันเสาร์ เมื่อฝูงปลาของ พวกเขา เข้ามาหาพวกเขาในวันเสาร์ โดยลอยอยู่บนผิวน้ำ และในวันที่ พวกเขาไม่ได้รักษาวันแห่งการซับบาธของพวกเขา พวกมันก็ไม่มา ปรากฏให้พวกเขาเห็น เราทดสอบพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นผู้ ละเมิด” (7: 163)
“และเมื่อคนกลุ่มหนึ่งของพวกเขากล่าวว่า ทำไมท่านถึงต้อง นากล่าวเตือนผู้คนกลุ่มหนึ่งผู้ซึ่งอัลลอฮ์จะทำลายล้าง และผู้ซึ่ง อัลลอฮ์จะลงโทษด้วยกับการลงโทษที่รุนแรงยิ่ง พวกเขากล่าวว่า เพื่อว่าจะได้ปลอดพ้นจากการถูกกล่าวหาต่อพระพักตร์ของพระผู้ อภิบาลของพวกเจ้า และลางที่พวกเขาอาจปกป้อง (จากความชั่วร้าย)” (7:164)
อิมามกล่าวว่า พวกเขามีด้วยกันสามกลุ่มในหมู่พวกเขา กลุ่มหนึ่งฝ่าฝืนอัลลอฮ์ด้วยการไปจับปลา อีกกลุ่มหนึ่งหักห้าม พวกเขาไม่ให้ทำ และอีกกลุ่มหนึ่งเงียบงัน
อัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งตรัสไว้เช่นกันว่า “เมื่อพวกเขาละเลย

