ความยุ่งยากทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น

ทหารประชาธิปไตย
ขณะที่เขียนบทความนี้ แม้กกต.จะยังไม่มีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องรอไปจนเดือนพ.ค.โน่น แต่ผลที่รายงานออกมาก็พอจะมองเห็นผลที่เป็นนัยสำคัญได้แล้ว
กล่าวโดยสรุปคะแนน ส.ส.ระหว่างพลังประชารัฐ กับ เพื่อไทยสูสีกันมาก โดยคะแนนรวมพปชร.มีมากกว่า ในขณะที่จำนวนส.ส.เขต พ.ท.จะได้มากกว่า แต่เมื่อรวมปาตี้ลิสต์พปชร. จะได้มากกว่าเล็กน้อย และยังห่างจำนวนกึ่งหนึ่งของส.ส.ในสภา ซึ่งตอนนี้ก็คงต้องมีการเจรจาหาพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อประมวลแล้วไม่ว่าสูตรจะเป็นอย่างไร ก็ยังสูสีกันมาก ทั้งสองขั้วและเกินกึ่งหนึ่งไม่มาก และนี่จะเป็นความยุ่งยากของรัฐบาลข้อที่ 1 แม้ว่าพปชร.จะได้เปรียบที่มีสว.หนุนหลัง 250 คน ก็ตาม แต่ในการพิจารณากฎหมาย หรืองบประมาณต้องอาศัยส.ส.เป็นหลัก ถ้ามีการกบฏภายในจำนวนไม่มาก เสียงก็เปลี่ยนได้ มติก็เปลี่ยนได้ ถ้างบประมาณไม่ผ่านรัฐบาลจะอยู่ได้อย่างไร
ความยุ่งยากประการที่ 2 ที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือ ผลของการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจเป็นโมฆะได้ในหลายกรณี เช่น จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กับจำนวนคะแนนที่นับตามบัตร แตกต่างกันพอสมควร ตามรายงานของผู้สังเกตการณ์ ซึ่งกกต.ต้องชี้แจงให้ได้ ประการต่อมาการที่กกต.ประกาศผลตามกฎหมายที่กำหนดให้รายงานให้ครบ 95% แต่ไปหยุดกลางคัน จะมีผลอย่างไรตามกฎหมายหรือไม่ และหากกกต.ไม่อาจรายงานผลได้ตามที่กฎหมายกำหนด ในเดือนพฤษภาคมผลก็จะเป็นโมฆะ
ตอนนี้ก็เริ่มมีการล่าชื่อเพื่อปลดกกต.แล้ว หาก กกต.ถูกปลดหรือลาออก จะใช้เวลานานอีกเท่าไรจึงจะเลือกกกต. ได้และจะจัดการเลือกตั้งได้เมื่อไร พลเอกประยุทธ์ก็จะเป็นนายกต่อไปและยังคงใช้ม.44 ได้ต่อไป จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ แล้วประชาชนที่กำลังตื่นตัวรอรับการเปลี่ยนแปลงจะอดทนรอได้อีกหรือไม่
กลับมาพิจารณาเรื่องคะแนนส.ส.ที่ใกล้เคียงกัน หากยังตกลงกันไม่ได้ และไม่ได้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมั่นคง คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ก็ได้พูดออกทีวีแล้วว่าก็จะไม่มีการจัดตั้งรัฐบาล แต่พลเอกประยุทธ์ก็จะเป็นรัฐบาลต่อไปในนามความมั่นคง ที่ต้องฟังคุณไพบูลย์เพราะเขาเป็นคนวงใน แต่ประชาชนจะยอมรับกันได้หรือไม่อีกเรื่อง
ทีนี้มาดูคะแนนสนับสนุนพรรคพปชร. มีถึง 7 ล้านเศษ แล้วหลายฝ่ายก็ตกอกตกใจว่าทำไมมีมากอย่างนี้ ผู้เขียนก็มองว่าไม่น่าแปลกใจ ด้วยเหตุที่พรรคนี้ ซึ่งเป็นพรรคเฉพาะกิจใช้พลังดูด แต่ความที่มีฐานเสียงไว้จำนวนหนึ่ง ใช้อำนาจรัฐไปกวาดต้อนมาอีกส่วนหนึ่ง และยังมีพลังเงินดึงดูดอีกส่วนหหนึ่ง จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลย ที่ต้องจับตามองคือในระยะยาวพรรคแนว Neocon หรือพรรคอนุรักษ์นิยมใหม่นี้จะยืนยาวได้แค่ไหน เพราะต่างกับพรรคที่เป็นสถาบันอย่างประชาธิปัตย์ แม้ในช่วงนี้คะแนนนิยมจะตกต่ำลงมาก มีผู้สนับสนุนเพียง 2 ล้านเศษ แต่ตามที่มีฐานมั่นคง ภายหน้าอาจฟื้นตัวได้หากมีข้อเสนอที่โดนใจประชาชนได้มากกว่า พปชร.
ส่วนพรรคอนาคตใหม่ก็สร้างปรากฎการณ์เซอร์ไพร์ส คือได้คะแนน 5 ล้านเศษ และได้ส.ส.ถึง 29 ที่บวกลบ ก็อย่างพึ่งดีใจ แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากคนหนุ่มสาวจำนวนมาก เพราะส่วนหนึ่งของคะแนนที่เพิ่มขึ้น อาจมาจากการเทคะแนนมาจากพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบ และมาจากกระแสของคนที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเบื่อผู้สมัครส.ส.หน้าเดิมๆ พรรคอนค.จึงจำเป็นต้องปรับขบวนทัพใหม่เพื่อยืนในระยะยาว อย่าเป็นแบบพรรคพลังธรรม หรือพรรคประชากรไทย ที่อาศัยกระแสและความนิยมในหัวหน้าพรรคเท่านั้น
ประการสำคัญที่จะพูดถึงก็คือขณะนี้ประชาชนคาดหวังในสิ่งที่พรรคการเมืองนำเสนอเป็นอย่างมาก เช่น เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ เรื่องสิทธิที่ทำกิน อย่างสปก. เรื่องการเกณฑ์ทหาร เรื่องเงินเดือนคนสูงอายุ คนพิการ หรือเงินอุดหนุนคนยากจน เป็นต้น พอเป็นรัฐบาลจริงจะทำได้แค่ไหนหรือไม่ ก็ต้องได้รับการกดดันและเรียกร้องจากประชาชนที่ไปหาเสียงกับเขา ถ้าตอบสนองไม่ได้ก็คงยุ่งมากๆละครับ
เรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือ ความขัดแย้งของชนในชาติระหว่างพวกที่ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง (Neocon)กับพวกหัวก้าวหน้า Liberal ซึ่งถ้าดูจากคะแนนเสียงในการเลือกตั้งก็ก้ำกึ่งกัน และคงตั้งยันกันอย่างนี้ แต่หากมีอะไรมากระทบให้เกิดคลื่น 2 ขั้วนี้ ก็อาจจะประทะกันรุนแรงได้
สุดท้ายอย่านึกว่าเราอยู่เพียงลำพังในโลก เรามีมหาอำนาจที่กำลังขับเขี้ยวกันในโลกนี้ และประเทศไทยก็อยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทั้งสหรัฐฯและจีนต้องการเอาเป็นพวก หรือครอบงำหากเราดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยหมากการเมืองที่ผิดพลาด ก็มีหวังเกิดจลาจลวุ่นวายได้ เพราะภายในมีเชื้อประทุอยู่แล้ว
น่าเป็นห่วงครับประเทศไทย อย่าคิดว่าข้าชนะเพราะสุดท้ายประเทศไทยคือผู้แพ้







