INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

“การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ตามความเชื่อของยิวไซออนิสต์

องค์กรยิวในสหรัฐฯ ใช้อดีตที่เจ็บปวดมาเป็นเครื่องมือ #รีดไถเงิน จากยุโรป และใช้เป็นเกราะป้องกันอิสราเอลจากการถูกวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน

นอร์แมน ฟินเคิลสไตน์ เป็นลูกของผู้รอดชีวิตการ #ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ #ชาวยิว แต่ถูกนับเป็น #ปัญญาชน นักเขียน ที่ #กล้าหาญ เพราะเขาพูดว่า

“ความย้อนแย้งที่น่าเศร้าก็คือ เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ได้กลายเป็นอาวุธทางอุดมการณ์หลัก… มันคือความทุกข์ทรมานที่ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อสร้างความอัปยศ ลดทอนคุณค่า และทารุณกรรมชาวปาเลสไตน์”

เขาเขียนหนังสือชื่อ “The Holocaust Industry: Reflections on the Exploitation of Jewish Suffering” (อุตสาหกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์: ข้อคิดเรื่องการฉกฉวยผลประโยชน์จากความทุกข์ยากของชาวยิว)

หนังสือเล่มนี้คือเล่มที่สร้างชื่อ (และศัตรู) ให้เขามากที่สุด เนื้อหาแฉว่าองค์กรยิวในสหรัฐฯ ใช้อดีตที่เจ็บปวดมาเป็นเครื่องมือรีดไถเงินจากยุโรป และใช้เป็นเกราะป้องกันอิสราเอลจากการถูกวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน

ผมมีสรุปใจความหลักของหนังสือสั้นๆ

#บทนำ: ความจริง vs. อุตสาหกรรม

Finkelstein เปิดประเด็นด้วยการแยกแยะระหว่างสองสิ่งที่คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน:

The Nazi Holocaust (เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์): คือโศกนาฏกรรมจริงที่ชาวยิวถูกสังหารโดยนาซี ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าและควรจดจำ

The Holocaust (อุตสาหกรรม/ลัทธิ): คือการนำเหตุการณ์นั้นมาสร้างเป็น “สินค้าทางอุดมการณ์” (Ideological representation) เพื่อใช้แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและการเงิน

เขาชี้ว่า “อุตสาหกรรม” นี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง แต่เพิ่งถูก “สร้าง” และ “ปั่นกระแส” ขึ้นมาอย่างจริงจังหลัง สงคราม 6 วัน (Six-Day War) ในปี 1967 เมื่ออิสราเอลพิสูจน์ตัวเองว่าเป็น “ทรัพย์สินทางยุทธศาสตร์” (Strategic Asset) ที่สำคัญของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

 

#ประเด็นที่ 1: การทำให้เป็น “อาวุธ” ทางการเมือง (Ideological Weapon)

หนังสือชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นนำชาวยิวในอเมริกา (American Jewish Elites) ใช้อดีตที่เจ็บปวดนี้เป็นอาวุธในการ:

ปิดปากเสียงวิจารณ์: ใครก็ตามที่วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอิสราเอล หรือพฤติกรรมขององค์กรยิว จะถูกตราหน้าทันทีว่าเป็น “พวกเกลียดชังยิว” (Anti-Semite)

สร้างสถานะ “เหยื่อถาวร” (Eternal Victim): การสร้างภาพว่าชาวยิวเป็นเหยื่อตลอดกาล ทำให้พวกเขามี “ความชอบธรรมพิเศษ” (Moral Impunity) ที่จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อกฎหมายระหว่างประเทศ (เช่น การปฏิบัติต่อชาวปาเลสไตน์)

เบี่ยงเบนความสนใจ: ยิ่งอิสราเอลทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศมากเท่าไหร่ “อุตสาหกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อดึงดราม่าในอดีตมากลบเกลื่อนความจริงในปัจจุบัน

“The Holocaust has proven to be an indispensable ideological weapon. Through its deployment, one of the world’s most formidable military powers, with a horrendous human rights record, has cast itself as a ‘victim’ state.” (Holocaust กลายเป็นอาวุธทางอุดมการณ์ที่ขาดไม่ได้… มันทำให้อิสราเอลซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทหารที่มีประวัติสิทธิมนุษยชนย่ำแย่ สามารถสวมบทบาทเป็นรัฐ ‘ผู้ถูกกระทำ’ ได้อย่างแนบเนียน)

 

#ประเด็นที่ 2: ธุรกิจการกุศลที่บิดเบี้ยว (The Double Extortion)

ส่วนที่เผ็ดร้อนที่สุดของหนังสือคือการแฉเรื่องเงินๆ ทองๆ (Reparations racket):

การขู่กรรโชกทรัพย์: Finkelstein กล่าวหาว่าองค์กรยิวระดับโลก (เช่น World Jewish Congress) ใช้วิธีการแบบ “มาเฟีย” ในการบีบบังคับธนาคารสวิสและรัฐบาลเยอรมันให้จ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาล โดยขู่ว่าจะทำลายชื่อเสียงหากไม่ยอมจ่าย

เงินไม่ถึงมือเหยื่อจริง: อ้างว่าเงินชดเชยหลายพันล้านดอลลาร์ที่เรียกร้องมาในนามของ “ผู้รอดชีวิตที่ยากไร้” กลับถูกกักตอมไว้โดยองค์กรเหล่านี้ เพื่อใช้จ่ายเงินเดือนผู้บริหารระดับสูง สร้างพิพิธภัณฑ์ หรือใช้ในกิจกรรมทางการเมือง แทนที่จะแจกจ่ายให้ผู้รอดชีวิตจริงๆ ที่กำลังจะตายด้วยความชราภาพ

ตัวเลขที่เสกสรรปั้นแต่ง: มีการปั่นตัวเลขจำนวนผู้รอดชีวิตให้สูงเกินจริงเมื่อต้องการเรียกร้องเงิน แต่พอกลับมาเรื่องประวัติศาสตร์กลับบอกว่ายิวถูกฆ่าจนเกือบหมดสิ้น ซึ่งเป็นความย้อนแย้งทางข้อมูล

 

#ประเด็นที่ 3: การผูกขาดความทุกข์ (Monopolizing Suffering)

Finkelstein วิจารณ์ว่า อุตสาหกรรมนี้พยายามทำให้ Holocaust กลายเป็นเหตุการณ์ที่ “เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลก” (Unique) ที่ไม่สามารถเทียบเคียงกับโศกนาฏกรรมอื่นได้

ผลลัพธ์คือ: ความทุกข์ของชนชาติอื่น (เช่น ชาวอาร์เมเนีย, ชาวพื้นเมืองอเมริกัน, หรือชาวปาเลสไตน์) ถูกลดทอนค่าลง (Downgraded) กลายเป็นเรื่องรอง

อันตราย: การบอกว่าความทุกข์ของตน “พิเศษ” กว่าคนอื่น คือการวางรากฐานของการเหยียดเชื้อชาติในรูปแบบใหม่

 

#บทสรุป: เพื่อเกียรติยศของความจริง

ในตอนท้าย Finkelstein สรุปว่า การต่อต้าน “อุตสาหกรรม” นี้ ไม่ใช่การปฏิเสธประวัติศาสตร์ แต่คือการ “ปกป้องความถูกต้องทางประวัติศาสตร์”

เขาเรียกร้องให้หยุดนำความตายของบรรพบุรุษ (รวมถึงพ่อแม่ของเขาเอง) มาหากิน

ความทุกข์ทรมานควรถูกจดจำในฐานะบทเรียนทางศีลธรรมสำหรับมนุษยชาติทุกคน ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อใช้อ้างสิทธิ์เหนือคนอื่น

จาก​ บัญชา โชติวรรณพร​

https://www.facebook.com/share/p/16ntZdkWYE/

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *