สงครามเงาในตะวันออกกลาง: ทำไมอิหร่านอาจเป็น “เวียดนาม” ครั้งใหม่ของสหรัฐ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
สงครามเงาในตะวันออกกลาง: ทำไมอิหร่านอาจเป็น “เวียดนาม” ครั้งใหม่ของสหรัฐ
บทนำ: วิกฤตที่ซับซ้อนกว่าที่สื่อนำเสนอ
ในช่วงต้นปี 2026 สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดถึงจุดสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ สหรัฐและอิสราเอลกำลังระดมกำลังทหารขนาดใหญ่เข้าสู่ภูมิภาค ขณะที่อิหร่านเพิ่งผ่านการจลาจลภายในที่รุนแรง สื่อตะวันตกส่วนใหญ่นำเสนอภาพของรัฐบาลอิหร่านที่กำลังอ่อนแอและใกล้ล่มสลาย แต่ความจริงนั้นซับซ้อนกว่ามาก และอาจมีบทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์ที่หลายฝ่ายเลือกมองข้าม
บทความนี้จะวิเคราะห์สถานการณ์จากมุมมองที่หลากหลาย รวมถึงมิติที่สื่อตะวันตกมักไม่นำเสนอ เพื่อให้เห็นภาพที่สมบูรณ์และเข้าใจว่าทำไมสงครามกับอิหร่านอาจไม่ง่ายอย่างที่หลายฝ่ายคิด
ส่วนที่ 1: การระดมกำลังและสัญญาณสงคราม
เรือบรรทุกเครื่องบินและกำลังทางอากาศ
ณ วันที่ 15 มกราคม 2026 ในช่วงที่อิหร่านกำลังเผชิญการจลาจลภายในที่รุนแรงที่สุด สถานการณ์ทางทหารกลับดูแปลกประหลาด ไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐลำใดปฏิบัติการในพื้นที่ CENTCOM (ตะวันออกกลาง) เลย USS Abraham Lincoln อยู่ในทะเลจีนใต้ USS Gerald R. Ford กำลังปฏิบัติการในทะเลแคริบเบียนเพื่อจัดการกับสถานการณ์เวเนซุเอลา และเรืออื่นๆ อยู่ที่ฐานเหย้าในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา
นี่อาจอธิบายได้ว่าทำไมอิสราเอลจึงไม่โจมตีอิหร่านในช่วงที่การจลาจลอยู่ในจุดสูงสุด แม้ดูเหมือนเป็นโอกาสที่ดีที่สุด เหตุผลที่แท้จริงไม่ใช่ข้ออ้างทางการเมืองเรื่อง “ไม่อยากช่วยรัฐบาลอิหร่านรวมชาติ” แต่คือการขาดแคลนกำลังทางทหารที่จำเป็น โดยเฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินที่จะให้การคุ้มกันและเครื่องบินเติมน้ำมันที่จำเป็นสำหรับการโจมตีครั้งใหญ่
แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น USS Abraham Lincoln ได้รับคำสั่งให้เดินทางจากทะเลจีนใต้มาตะวันออกกลาง มีการเคลื่อนย้ายเครื่องบินเติมน้ำมันมากกว่า 31 ลำข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยุโรป และอย่างน้อย 17 ลำเคลื่อนจากยุโรปมุ่งสู่ตะวันออกกลาง เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit อย่างน้อย 6 ลำพร้อมเครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 จำนวน 7 ลำปรากฏในภาพดาวเทียมที่ดีโอโก การ์เซีย
การระดมกำลังครั้งนี้มีขนาดใหญ่และรวดเร็วผิดปกติ แสดงให้เห็นว่ามีบางอย่างสำคัญกำลังจะเกิดขึ้น สายการบินพาณิชย์หลักต่างๆ เริ่มระงับเที่ยวบินในตะวันออกกลาง รวมถึง Air France, KLM, Lufthansa, British Airways และ United โดยอ้างถึง “ความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์”
บทเรียนจากสงคราม 12 วัน
มิถุนายน 2025 เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ อิสราเอลและสหรัฐทำสงคราม 12 วันกับอิหร่าน ทำลายสถานที่นิวเคลียร์หลายแห่ง ระบบป้องกันภัย S-300 ทั้งหมด 4 ระบบ และโรงงานผลิตขีปนาวุธและโดรน แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
อิสราเอลวางเดิมพันบนสมมติฐานสามข้อ: (1) ทำให้โครงการนิวเคลียร์ถอยหลังหลายปี (2) ลดความสามารถขีปนาวุธและโดรนอย่างจริงจัง และ (3) ทำให้รัฐบาลอ่อนแอจนเกิดความโกลาหลภายใน แต่อิสราเอลล้มเหลวบางส่วนหรือทั้งหมดในทั้งสามข้อ
สถานะของ Fordow ซึ่งเป็นสถานที่เก็บยูเรเนียมเข้มข้นที่มีความมั่นคงสูงยังไม่ทราบแน่ชัด แม้อิสราเอลจะกำหนดเป้าหมายศูนย์ผลิตและจัดเก็บอาวุธอย่างกว้างขวาง สต็อกขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านยังคงมีจำนวนมาก และที่สำคัญที่สุด สงครามกลับกระตุ้นความสามัคคีของชาติอิหร่านแทนที่จะทำให้แตกแยก
สงครามหยุดลงไม่ใช่เพราะอิสราเอลชนะอย่างสมบูรณ์ แต่เพราะ Trump แทรกแซงในนาทีสุดท้าย เมื่อเครื่องบินของอิสราเอลกำลังบินไปโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ในขณะที่ขีปนาวุธป้องกันตนเองใกล้จะหมดTrump กดดัน Netanyahu ให้ยกเลิก และที่สำคัญ อิสราเอลไม่สามารถรักษาสงครามยืดเยื้อกับอิหร่านได้โดยไม่มีการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐอย่างแข็งขัน
ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ อิหร่านกลายเป็นรัฐผู้กระทำเพียงรายเดียวที่โจมตีอิสราเอลโดยตรงได้สำเร็จ การโจมตีของอิหร่านปิดโรงกลั่น Haifa ทำให้สนามบิน Ben Gurion หยุดทำงานเกือบทั้งหมด และสร้างความเสียหายต่อสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของอิสราเอล
ส่วนที่ 2: การจลาจลและสิ่งที่สื่อไม่บอก
ตัวเลขที่ขัดแย้ง
การประท้วงในอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 จากวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าเงินเรียลร่วงลงมากกว่า 40% นับตั้งแต่สงครามกับอิสราเอลในมิถุนายน 2025 เงินเฟ้อสูง และรัฐบาลเพิ่มงบประมาณความมั่นคงเกือบ 150% แต่ขึ้นค่าจ้างเพียงสองในห้าของอัตราเงินเฟ้อ สาเหตุมาจากการแซงค์ชั่นของสหรัฐ
การประท้วงแพร่กระจายไปทั้ง 31 จังหวัดของอิหร่าน ใน 180 เมือง ช่วงที่รุนแรงที่สุดคือวันที่ 8-12 มกราคม 2026 สื่อตะวันตกรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตที่น่าตกใจ องค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (IHRNGO) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3,428 คนในช่วงนี้ บางรายงานประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่าง 2,000-20,000 คน หรือแม้กระทั่งสูงถึง 43,000 คนตามรายงานบางฉบับ และที่สำคัญข้อมูลที่อ้างอิงมาจากองค์กรชื่ออิหร่านแต่ฐานอยู่นิวยอร์ค
แต่มีอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวที่สื่อตะวันตกเงียบเป็นใบ้ เจ้าหน้าที่อิหร่านกล่าวว่า 300 คนถูกฆ่าตาย รวมทั้งผู้ประท้วงและ กำลังความมั่นคงมากกว่า 100 คนถูกฆ่าตาย และที่สำคัญที่สุด มีการชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลขนาดใหญ่ในหลายเมือง โดยเฉพาะในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026
ประเด็นมัสยิดที่ถูกเผา หนึ่งในประเด็นที่สื่อตะวันตกใช้อย่างหนักคือการเผามัสยิดมากกว่า 34 แห่งในเตหะราน นำเสนอเป็น “การโจมตีศาสนา” ที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนหันหลังให้สาธารณรัฐอิสลาม แต่บริบทที่สำคัญถูกซ่อนไว้
นายพล IRGC Heydar Baba Ahmadi ประมาณว่า 79% ของฐาน Basij ตั้งอยู่ในมัสยิด และ 5% ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ฐาน Basij ส่วนใหญ่ในละแวกบ้านตั้งอยู่ร่วมกับมัสยิด และผู้นำ Basij มีความเกี่ยวข้องกับผู้นำมัสยิด Basij คือกลุ่มอาสาสมัครที่มีศรัทธาสูงในศาสนาที่ใช้สนับสนับสนุนรัฐบาลต่อต้านการจราจลภายใน
ดังนั้น ผู้ประท้วงไม่ได้โจมตีศาสนา แต่โจมตีเป้าหมายทางทหารที่บังเอิญตั้งอยู่ในมัสยิด นี่เป็นกลยุทธ์ทางทหาร ไม่ใช่การต่อต้านศาสนา แต่สื่อตะวันตกเลือกนำเสนอในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อการโฆษณาชวนเชื่อ
การสนับสนุนจากต่างชาติ มีหลักฐานชัดเจนว่าทั้งอิสราเอลและสหรัฐสนับสนุนการจลาจลอย่างจริงจัง นายกรัฐมนตรี Netanyahu กล่าวว่า “เราเห็นอกเห็นใจการต่อสู้ของประชาชนอิหร่าน” และ Mossad แสดงการสนับสนุนโดยกล่าวว่า “เราอยู่กับคุณ”
การสืบสวนของ Al Jazeera เปิดเผยว่าแคมเปญ #FreeThePersianPeople ไม่ใช่การแสดงออกทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นเองอย่างธรรมชาติ แต่มี “รอยนิ้วมือของอิสราเอล” ในการสร้างการบรรยาย มีการใช้บัญชีปลอมและเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับ “Israel War Room” เพื่อโปรโมต Reza Pahlavi (ลูกชายของชาห์) ว่าเป็นทางเลือกทางการเมือง
Trump เองก็ขู่อย่างชัดเจนว่า “หากอิหร่านยิงและฆ่าผู้ประท้วงอย่างรุนแรง สหรัฐอเมริกาจะมาช่วยเหลือพวกเขา เราพร้อมและโหลดกระสุนแล้ว” และโพสต์ข้อความให้ผู้ประท้วง “ประท้วงต่อไป – ยึดสถาบันของคุณ!!! บันทึกชื่อของฆาตกรและผู้ทำร้าย… ความช่วยเหลือกำลังมา”
นี่คือการแทรกแซงกิจการภายในอย่างชัดเจน หากประเทศอื่นทำแบบนี้กับสหรัฐ สหรัฐจะถือว่าเป็นการกระทำสงคราม
ส่วนที่ 3: มิติพลังงานและการเมืองโลก
การสูญเสียเวเนซุเอลาเปลี่ยนสมการ สถานการณ์ที่น่าสนใจคือการจับกุม Nicolás Maduro ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาโดยสหรัฐ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อจีน เวเนซุเอลาส่งน้ำมันให้จีนเฉลี่ยกว่า 600,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนธันวาคม 2025 คิดเป็นประมาณ 4% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของจีน
การสูญเสียเวเนซุเอลาทำให้จีนต้องพึ่งพาน้ำมันอิหร่านมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โรงกลั่นอิสระของจีนคาดว่าจะพึ่งพาน้ำมันดิบหนักจากอิหร่านมากขึ้นในอีกหลายเดือนข้างหน้า เพราะทั้งสองเป็นน้ำมันดิบหนักและโรงกลั่นของจีนพร้อมแล้วสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การสูญเสียเวเนซุเอลาหมายความว่าจีนเหลือแหล่งน้ำมันราคาถูกเพียงสองแหล่งหลัก: อิหร่านและรัสเซีย หากสูญเสียอิหร่านไปด้วย จีนจะต้องพึ่งพารัสเซียเพียงผู้เดียว ซึ่งจะทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองสูงมากในการกำหนดราคาน้ำมันอิหร่านไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริม แต่เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่จีนใช้ลดอำนาจของรัสเซียและรักษาอำนาจต่อรองสูงสุดในตลาดพลังงาน จีนซื้อน้ำมันอิหร่าน 80% ของการส่งออกทั้งหมดของอิหร่านในปี 2025 คิดเป็น 1.38 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 13-14% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของจีน และที่สำคัญ น้ำมันอิหร่านซื้อขายที่ส่วนลด 7-8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานโลก ทำให้จีนประหยัดได้ถึง 4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
ตอนนี้จีนไม่มีทางเลือก จีนต้องปกป้องอิหร่านเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานและอำนาจต่อรองกับรัสเซีย นี่คือสิ่งที่สหรัฐต้องการ – บังคับให้จีนต้องเลือกข้าง
รัสเซียและอิหร่าน: ประตูหลังบ้าน
อิหร่านไม่ใช่แค่ประเทศหนึ่งสำหรับรัสเซีย แต่เป็น “ประตูหลังบ้าน” ทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เป็นเพื่อนบ้านผ่านทะเลแคสเปียน ควบคุมทางเข้าออกสู่อ่าวเปอร์เซีย และเป็นเส้นทางผ่านแดนสำหรับสินค้าระหว่างยุโรปและเอเชียกลางไปจนถึงจีนและอินเดีย
ที่สำคัญกว่านั้น อิหร่านเป็นตัวแทนของรัสเซียในตะวันออกกลาง คอยคานอำนาจสหรัฐในภูมิภาค รักษาอิทธิพลของรัสเซียในซีเรีย อิรัก และเลบานอน หากอิหร่านล่มสลาย รัสเซียจะสูญเสียอิทธิพลในตะวันออกกลางทั้งหมด สหรัฐจะขยายอำนาจถึงชายแดนใต้ของรัสเซีย และเส้นทางการค้าและพลังงานของรัสเซียจะถูกคุกคาม
วันที่ 17 มกราคม 2025 รัสเซียและอิหร่านลงนามสนธิสัญญาเชิงยุทธศาสตร์ 20 ปี ครอบคลุม 47 ข้อในด้านกลาโหม การต่อต้านการก่อการร้าย พลังงาน การเงิน เทคโนโลยี ความมั่นคงไซเบอร์ พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และความมั่นคงระดับภูมิภาค อิหร่านส่งมอบโดรน 6,000 ลำให้รัสเซียสำหรับสงครามในยูเครน และช่วยสร้างสายการผลิตในรัสเซีย
รัสเซียไม่มีทางปล่อยให้อิหร่านล่มสลาย Putin ประณามการโจมตีสหรัฐต่ออิหร่านว่าเป็น “การรุกรานที่ไม่มีมูลความจริงและไม่มีเหตุผล” และบอกว่า “เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนประชาชนอิหร่าน”
ส่วนที่ 4: สิ่งที่อิหร่านมี – อาวุธนิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ
ช่องแคบฮอร์มุซและโรงกลั่นน้ำมัน อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของอิหร่านไม่ใช่ขีปนาวุธหรือนิวเคลียร์ แต่คือความสามารถในการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง ปี 2019 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน วันที่ 14 กันยายน โดรนของ Houthis เพียง 10 ลำโจมตีโรงงานกลั่นน้ำมัน Abqaiq และ Khurais ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก แปรรูปน้ำมันดิบ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 7% ของการผลิตน้ำมันโลก การผลิตน้ำมันของซาอุดีลดลงจาก 9.8 ล้านบาร์เรลเหลือ 4.1 ล้านบาร์เรล
ระบบป้องกันภัย Patriot, Skyguard และ Shahine ไม่สามารถยิงโดรนตกได้เลย เพราะทั้งหมดหันไปทางอิหร่านและเยเมน แต่โดรนโจมตีมาจากทิศตะวันตก และระบบ Patriot ถูกออกแบบมาสกัดกั้นขีปนาวุธระดับสูง ไม่ใช่โดรนบินต่ำ
ปัจจุบัน หลังจากอิสราเอลทำลายระบบ S-300 ของอิหร่านทั้งหมดในตุลาคม 2024 โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาคกลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายยิ่งขึ้น มีโรงกลั่นน้ำมันที่สำคัญมากมาย รวมถึง Ras Tanura, Jubail, Rabigh, Yanbu ในซาอุดีอาระเบีย และสถานที่สำคัญใน UAE และกาตาร์
รองผู้บัญชาการ IRGC เตือนว่าหากอิสราเอลโจมตีโรงงานพลังงาน อิหร่านจะโจมตีโรงงานพลังงานทั้งหมดของอิสราเอลและโลกจะสูญเสียน้ำมัน 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน
การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะขัดขวางน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน 20 ล้านบาร์เรลต่อวันจากตลาดโลก พร้อมทั้ง LNG 20% ของโลก 35% ของน้ำมันดิบทางทะเลและ 20% ของ LNG ผ่านช่องแคบนี้ การปิดอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งใกล้ 100-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นี่คืออาวุธนิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจของอิหร่าน แม้จะไม่สามารถชนะทางทหารได้ แต่สามารถทำให้เศรษฐกิจโลกพังได้
ความสามารถทางทหารที่ไม่รู้จริง ความจริงที่น่ากังวลคือ เราไม่รู้ว่าจีนและรัสเซียส่งอาวุธอะไรให้อิหร่านบ้าง รัสเซียสัญญาจะส่ง Su-35 จำนวน 48 ลำ มูลค่า 6 พันล้านยูโร ระหว่างปี 2026-2028 ขณะนี้ส่งแล้ว16ลำและมี MiG-29 รุ่นปรับปรุงมาถึงแล้ว Tasnim News Agency (IRGC) อ้างว่ามีการส่งมอบระบบขีปนาวุธ Iskander ซึ่งหากเป็นจริง เป็นหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธที่สำคัญที่สุดในตะวันออกกลาง
จากจีน มีการส่ง sodium perchlorate มากกว่า 1,000 ตัน (สารตั้งต้นสำหรับเชื้อเพลิงขีปนาวุธ) ในมกราคม 2025 บ่งชี้ว่าอิหร่านกำลังสร้างอุตสาหกรรมขีปนาวุธขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว
ที่สำคัญที่สุด เครื่องบินขนส่งทหารรัสเซียและจีนกำลังส่งอาวุธและอุปกรณ์ไปอิหร่านอย่างต่อเนื่อง เครื่องบิน Airbus A330-243F จีนบินจากกวางโจวไปอิหร่าน ปิดเครื่องส่งสัญญาณก่อนเข้าน่านฟ้าอิหร่าน หลายเที่ยวบินนี่แสดงว่ามีการส่งมอบแบบลับที่เราไม่รู้รายละเอียด นักวิเคราะห์กล่าวว่า “มันเป็นหนึ่งในคำถามที่สำคัญที่สุดในโลกปัจจุบัน — และไม่มีใครรู้คำตอบจริงๆ”
ส่วนที่ 5: บทเรียนจากเวียดนาม
ความคล้ายคลึงที่น่าตกใจ การเปรียบเทียบอิหร่านกับเวียดนามสมัยโฮจิมินห์นั้นลึกซึ้งและตรงจุดอย่างน่าประหลาด
อุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง: เวียดนามมีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และชาตินิยม การต่อสู้เพื่อเอกราชจากอาณานิคม ผู้นำที่มีบารมี และประชาชนที่ยอมเสียสละเพื่ออุดมการณ์ อิหร่านมีอุดมการณ์อิสลามชีอะห์และชาตินิยม การต่อสู้เพื่อเอกราชจากการแทรกแซงของตะวันตก ระบบความเชื่อที่ลึกซึ้ง (Velayat-e Faqih) และประชาชนส่วนหนึ่งที่ยอมเสียสละเพื่อปกป้องศาสนาและชาติ
การสนับสนุนจากมหาอำนาจ: เวียดนามได้รับการสนับสนุนจากจีนและสหภาพโซเวียต ที่ส่ง MiG-21, SAM-2, AK-47 และรถถัง แต่ไม่เข้าร่วมรบโดยตรง อิหร่านได้รับการสนับสนุนจากจีนและรัสเซีย ที่ส่ง Su-35, Iskander, เชื้อเพลิงขีปนาวุธ แต่ไม่เข้าร่วมรบโดยตรง รูปแบบเหมือนกันทุกประการ
การสู้รบแบบ Asymmetric: เวียดนามใช้กองโจรเวียดกง อุโมงค์ กับดัก การสู้แบบประชาชน ใช้จุดอ่อนของศัตรูต่อสู้กับจุดแข็ง อิหร่านใช้กลุ่มพร็อกซี่ (Hezbollah, Houthis, PMF) โดรนและขีปนาวุธราคาถูก Axis of Resistance และใช้จุดอ่อนของศัตรูต่อสู้กับจุดแข็งเช่นเดียวกัน
ศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าทางเทคโนโลยี: สหรัฐมีเครื่องบิน B-52, เฮลิคอปเตอร์ และระเบิดจำนวนมหาศาลต่อสู้กับเวียดนาม แต่เวียดนามมีความตั้งใจ อุดมการณ์ และความอดทน อิสราเอล-สหรัฐมี F-35, B-2 และเทคโนโลยีล้ำหน้าต่อสู้กับอิหร่าน แต่อิหร่านมีความตั้งใจ อุดมการณ์ และความอดทนเช่นเดียวกัน
สื่อตะวันตกบิดเบือน: สื่อตะวันตกเรียกเวียดนามว่า “กองโจรคอมมิวนิสต์” ไม่บอกว่าเป็นการต่อสู้เพื่อเอกราช และซ่อนการสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้ที่เป็นเผด็จการ ปัจจุบันสื่อตะวันตกเรียกอิหร่านว่า “ระบอบเผด็จการศาสนา” ไม่บอกว่ามีฐานสนับสนุนจำนวนมาก และซ่อนการชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลนับล้านคน
ผลลัพธ์ที่น่ากังวล
สหรัฐควรเรียนรู้จากเวียดนามว่า การทิ้งระเบิดจำนวนมากไม่ได้ทำลายอุดมการณ์ ประชาชนที่มีความตั้งใจสามารถต่อสู้ได้นาน และสงครามที่ยืดเยื้อทำลายเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ แต่ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย
สหรัฐละทิ้ง JCPOA (2018) ถอนตัวจาก INF (2019) โจมตีสถานที่นิวเคลียร์อิหร่าน (มิถุนายน 2025) ทำให้จีน-รัสเซียไม่เชื่อถือสหรัฐในเรื่องการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และกดดันอิหร่านจนต้องพึ่งพาจีน-รัสเซียมากขึ้น
สงครามที่ยืดเยื้อกับประเทศที่มีอุดมการณ์แข็งแกร่งและการสนับสนุนจากมหาอำนาจ มักจบไม่สวย เวียดนามชนะในที่สุด ไม่ใช่เพราะมีอาวุธที่ดีกว่า แต่เพราะมีอุดมการณ์ ความตั้งใจ และการสนับสนุนจากประชาชน
ส่วนที่ 6: ความซับซ้อนของระบอบการปกครองอิหร่าน
โครงสร้างอำนาจหลายชั้น
สิ่งที่นักวิเคราะห์ตะวันตกมักมองข้ามคือความซับซ้อนของระบบการปกครองอิหร่าน ไม่ใช่แค่ผู้นำสูงสุดคนเดียว แต่มีโครงสร้างหลายชั้นที่ทำงานร่วมกัน
มี Supreme Leader (ผู้นำสูงสุด), Assembly of Experts (88 คน) ที่เลือกและควบคุมผู้นำสูงสุด, Guardian Council (12 คน) ที่กลั่นกรองกฎหมายและผู้สมัครเลือกตั้ง, Expediency Council ที่ให้คำแนะนำผู้นำสูงสุด, Supreme National Security Council, Supreme Council of the Cultural Revolution, President และ Majlis (รัฐสภา), IRGC และ Judiciary
Guardian Council สามารถ veto กฎหมายและกลั่นกรองผู้สมัครเลือกตั้ง Assembly of Experts มีอำนาจถอดถอนผู้นำสูงสุด (แม้ไม่เคยทำ) และ Expediency Council สามารถยกเลิกการตัดสินของ Guardian Council
ระบบนี้ทำให้มีเสถียรภาพสูง แม้ Khamenei จะเป็นศูนย์กลางอำนาจ แต่ระบบไม่ได้ขึ้นกับเขาคนเดียว มีสถาบันหลายชั้นที่สามารถทำงานต่อไปได้ แม้ในช่วงสงคราม 12 วัน ห่วงโซ่คำสั่งยังทำงานได้แม้จะได้รับความเสียหาย และระดับการเมืองไม่มีสัญญาณความขัดแย้งที่ชัดเจน
การวางแผนสืบทอดอำนาจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ Khamenei ได้เตรียมการสืบทอดอำนาจไว้แล้ว ก่อนสงคราม 12 วัน เขาขอให้ Assembly of Experts เตรียมเลือกผู้สืบทอด หลังการโจมตีของสหรัฐ The New York Times รายงานว่า Khamenei เลือก “นักบวชอาวุโสสามคน” ในกรณีที่ถูกลอบสังหาร
ผู้สมัครที่เป็นไปได้รวมถึง Alireza Arafi (รองประธานอันดับสอง Assembly of Experts), Hashem Hosseini Bushehri (รองประธานอันดับหนึ่ง Assembly of Experts) และ Hassan Khomeini (หลานของ Ayatollah Ruhollah Khomeini) ทั้งหมดมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Khamenei และได้รับการยอมรับจากสถาบันสำคัญ
แม้ Khamenei จะเสียชีวิต IRGC ก็สามารถสนับสนุนผู้นำสูงสุดคนใหม่ที่มีบทบาทส่วนใหญ่เป็นพิธีการ ในขณะที่ยังมีบทบาทเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจที่กว้างขวาง
มิติทางศาสนาที่ตะวันตกไม่เข้าใจ
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักวิเคราะห์ตะวันตกมองข้ามคือความลึกซึ้งของความศรัทธาทางศาสนาอิสลาม สำหรับหลายคนในอิหร่าน สาธารณรัฐอิสลามไม่ใช่แค่ระบอบการปกครอง แต่เป็นการปกป้องศาสนาอิสลามชีอะห์
การโจมตีจากต่างชาติ โดยเฉพาะอิสราเอล ถูกมองว่าเป็นการโจมตีศาสนา ประธานาธิบดี Pezeshkian เตือนว่า “การโจมตีผู้นำสูงสุดของเราเท่ากับสงครามเต็มรูปแบบกับประชาชนอิหร่าน”
หลายคนอาจไม่ชอบรัฐบาล แต่ยังเชื่อในระบบ Velayat-e Faqih (การปกครองโดยนักนิติศาสตร์อิสลาม) ซึ่งเป็นแนวคิดในกฎหมายอิสลามชีอะห์ที่ว่าในยุคไม่มี “Imam ที่ไร้มลทิน” นักนิติศาสตร์ที่เที่ยงธรรมควรบริหารกิจการทางศาสนาและสังคม การประท้วงไม่ได้หมายความว่าคนต้องการยกเลิกระบบศาสนา หลายคนอาจต้องการปฏิรูปไม่ใช่ปฏิวัติ ความศรัทธาทางศาสนาไม่เท่ากับการสนับสนุนรัฐบาล แต่การโจมตีจากภายนอกสามารถรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันได้
บทสรุป: เงาของเวียดนามที่ยังคงอยู่
สถานการณ์ในตะวันออกกลางปัจจุบันมีความซับซ้อนมากกว่าที่สื่อตะวันตกนำเสนอ อิหร่านอาจอ่อนแอกว่าเดิมทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ใกล้ล่มสลายเหมือนที่หลายฝ่ายคิด รัฐบาลยังมีฐานสนับสนุนที่แข็งแกร่ง โครงสร้างสถาบันที่ซับซ้อนและมีเสถียรภาพ และที่สำคัญที่สุด อุดมการณ์ที่ลึกซึ้งซึ่งผสมผสานระหว่างศาสนาและชาตินิยม
การสนับสนุนจากจีนและรัสเซียไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นความจำเป็นทางภูมิรัฐศาสตร์ การสูญเสียเวเนซุเอลาทำให้อิหร่านกลายเป็นความสำคัญต่อการอยู่รอดของกลยุทธ์พลังงานจีน รัสเซียก็ไม่สามารถปล่อยให้อิหร่านล่มสลายได้เพราะจะสูญเสียอิทธิพลในตะวันออกกลางทั้งหมด
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคืออาวุธที่อิหร่านมี ไม่ใช่ขีปนาวุธหรือนิวเคลียร์ แต่คือความสามารถในการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาคสามารถทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสู่ 100-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นำไปสู่ภาวะถดถอยทั่วโลก นี่คืออาวุธนิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังกว่าอาวุธทางทหารใดๆ
แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุดมาจากประวัติศาสตร์ ความคล้ายคลึงระหว่างอิหร่านปัจจุบันกับเวียดนามสมัยโฮจิมินห์นั้นน่าตกใจ อุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง การสนับสนุนจากมหาอำนาจ การสู้แบบ Asymmetric และสื่อตะวันตกที่บิดเบือน ทั้งหมดเหมือนกันทุกประการ
เวียดนามสอนเราว่า การทิ้งระเบิดจำนวนมากไม่ได้ทำลายอุดมการณ์ ประชาชนที่มีความตั้งใจสามารถต่อสู้ได้นาน และสงครามที่ยืดเยื้อทำลายเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศของผู้รุกราน ในที่สุดเวียดนามชนะ ไม่ใช่เพราะมีอาวุธที่ดีกว่า แต่เพราะมีสิ่งที่สหรัฐไม่มี นั่นคืออุดมการณ์ที่ประชาชนเชื่อจริง ความยืดหยุ่นในการต่อสู้ และความอดทนที่ไม่มีที่สิ้นสุด
คำถามที่สำคัญคือ สหรัฐจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์หรือไม่ หรือจะทำผิดพลาดซ้ำอีกครั้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าตะวันตกจะใช้สื่อบิดเบือนข่าว แต่ความจริงคือความจริง คนทั่วโลกที่มีจิตสำนึกและติดตามข่าวจากหลากหลายแหล่งเข้าใจดี
สงครามที่กำลังจะมาถึงอาจไม่ใช่สงครามที่จบง่ายๆ ด้วยชัยชนะทางทหาร แต่อาจเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และในที่สุดอาจจบลงด้วยบทเรียนเดียวกับที่เวียดนามสอนไว้เมื่อห้าสิบปีก่อน นั่นคือ อำนาจทางทหารอย่างเดียวไม่สามารถเอาชนะสงครามของชนชาติที่ยึดมั่นในอุดมการที่แข็งแกร่ง และอิหร่านผ่านการทดสอบจากสงคราม8ปีอันทารุญโหดร้ายจากสงครามอิรัคที่ชาติตะวันตกสนับสนุนมาแล้ว







