INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นทุกวัน: อาวุธสหรัฐกับความกังวลของจีนที่อาจนำไปสู่การโจมตีก่อน

ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นทุกวัน: อาวุธสหรัฐกับความกังวลของจีนที่อาจนำไปสู่การโจมตีก่อน

ศ.พล.ท ดร. สมชาย วิรุฬหผล

บทนำ: การขายอาวุธที่ทำลายสมดุลอำนาจ

ในวันที่ 17 ธันวาคม 2025 รัฐบาล Trump ได้ประกาศการขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่ากว่า 11 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นแพ็กเกจที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภายในไม่กี่วันต่อมา กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ตอบโต้ด้วยการซ้อมรบ “Justice Mission 2025” รอบเกาะไต้หวันในวันที่ 29-30 ธันวาคม ซึ่งเป็นการซ้อมรบที่ใหญ่และครอบคลุมที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022

การตอบโต้อย่างรวดเร็วและรุนแรงนี้สะท้อนถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งของปักกิ่งต่อความสามารถทางทหารที่เพิ่มขึ้นของไต้หวัน โดยเฉพาะอาวุธที่มีความแม่นยำสูงอย่าง HIMARS และ ATACMS ซึ่งสามารถโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและพาณิชย์ที่สำคัญตามชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีน การขายอาวุธครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มกำลังป้องกัน แต่มันอาจกลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้จีนตัดสินใจโจมตีไต้หวันก่อนที่อาวุธเหล่านี้จะถึงมือและพร้อมใช้งาน

แพ็กเกจอาวุธมูลค่า 11 พันล้านดอลลาร์: ภัยคุกคามที่จีนไม่อาจมองข้าม

การขายอาวุธครั้งนี้ประกอบด้วยระบบอาวุธที่ทรงพลังและทันสมัยที่สุดในคลังแสงของสหรัฐ ซึ่งรวมถึง:

 

ระบบ HIMARS จำนวน 82 ชุดพร้อมขีปนาวุธ ATACMS จำนวน 420 ลูก มูลค่ากว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ATACMS มีระยะยิงสูงสุดถึง 300 กิโลเมตร ในขณะที่ GMLRS มาตรฐานให้ระยะเกิน 70 กิโลเมตร และรุ่นระยะไกลเพิ่มขึ้นใกล้ถึง 150 กิโลเมตร

ปืนใหญ่ลากจูง M109A7 จำนวน 60 ระบบ มูลค่ากว่า 4 พันล้านดอลลาร์

โดรนและระบบสอดแนมต่างๆ มูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ขีปนาวุธ Javelin และ TOW สำหรับต้านรถถัง มูลค่ากว่า 700 ล้านดอลลาร์

 

การขายอาวุธครั้งนี้ทำให้มูลค่าคงค้างของการขายอาวุธสหรัฐให้ไต้หวันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 32 พันล้านดอลลาร์ โดยมีอาวุธที่ยังไม่ได้จัดส่งมูลค่ากว่า 21.5 พันล้านดอลลาร์รอการส่งมอบ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่างบประมาณกลาโหมทั้งปีของไต้หวันเสียอีก

HIMARS และ ATACMS: อาวุธที่ทำให้จีนนอนไม่หลับ

สิ่งที่ทำให้จีนกังวลมากที่สุดคือความสามารถของ HIMARS และ ATACMS ในการโจมตีเป้าหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์ตามชายฝั่งของจีน โดยเฉพาะเมื่อไต้หวันวางแผนจะติดตั้งระบบเหล่านี้บนเกาะหน้าด่านที่ใกล้ชายฝั่งจีนมาก

การวางกำลังที่เป็นปัญหา

ไต้หวันวางแผนติดตั้ง HIMARS ไปยังเกาะเผิงหูนอกชายฝั่งตะวันตกของเกาะหลัก และที่สำคัญคือเกาะตงอินซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันออกของจีนเพียง 30 ไมล์ (48 กิโลเมตร) จากเกาะตงอิน ขีปนาวุธ ATACMS สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางเรือที่สำคัญของ PLA จุดรวมพลสะเทินน้ำสะเทินบก และศูนย์โลจิสติกส์ได้ในเวลาประมาณเจ็ดนาทีเท่านั้น ทำให้ท่าเรือ ศูนย์บัญชาการและควบคุม และโครงสร้างพื้นฐานชายฝั่งอื่นๆ ในมณฑลฝูเจี้ยนและบางส่วนของมณฑลกวางตุ้งอยู่ในระยะยิง

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่อยู่ในความเสี่ยง

จากเกาะตงอิน ขีปนาวุธ ATACMS สามารถโจมตี

ฐานทัพเรือและท่าเรือสำคัญ รวมถึงเมืองฝูโจว (ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือฝูเจี้ยนและกองบัญชาการกองทัพภาคพื้นดินของ Eastern Theater Command ทางเหนือไปถึงเมืองเหวินโจวและไท่โจวในมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งทั้งสองเป็นที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกทางเรือที่สำคัญ

ศูนย์บัญชาการและควบคุม เซี่ยเหมินและฝูโจวทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบ C3 (Command, Control, Communications) สำหรับปฏิบัติการเกี่ยวกับไต้หวัน การทำลายศูนย์เหล่านี้จะทำให้การประสานงานของกองกำลังจีนสับสนวุ่นวายอย่างมาก

ฐานทัพอากาศ มณฑลฝูเจี้ยนมีฐานทัพอากาศหลายแห่งรวมถึง Longtian Air Base ใกล้ฝูโจวซึ่งได้รับการประเมินว่าเป็นฐานทัพอากาศของ PLAAF ที่ใกล้ไต้หวันที่สุด รวมถึง Hui’an Air Base และ Shuimen Air Base การโจมตีฐานเหล่านี้จะทำให้การสนับสนุนทางอากาศสำหรับการบุกไต้หวันเป็นไปไม่ได้

พื้นที่รวมพลและท่าเรือพาณิชย์ การติดตั้ง HIMARS ทำให้พื้นที่รวมพลของจีนสำหรับการบุกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามจากการโจมตี ระบบเหล่านี้จะไม่ใช่ชเป็นการโจมตีแบบปืนใหญ่ธรรมดา แต่จะเป็นการโจมตีอย่างแม่นยำต่อเป้าหมายทางเรือที่สำคัญและจุดบัญชาการและควบคุม

 

บทเรียนจากยูเครน: ความสามารถที่พิสูจน์แล้ว

HIMARS ได้รับความสนใจทั่วโลกจากความแม่นยำ ความสามารถในการอยู่รอด และผลกระทบในสนามรบที่ทำลายล้าง ระบบนี้ได้นิยามใหม่ของสงครามการยิงระยะไกลอย่างแม่นยำในยูเครนด้วยการทำลายศูนย์บัญชาการรัสเซีย คลังสะสมโลจิสติกส์ และสินทรัพย์การป้องกันทางอากาศ

สหรัฐประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำลายเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในรัสเซียด้วย ATACMS ตัวอย่างของความสำเร็จรวมถึงการทำลายเครื่องยิงและเรดาร์จากระบบป้องกันทางอากาศ S-400 การทำลายระบบเรดาร์อื่นๆ การทำให้เครื่องยิงขีปนาวุธ Iskander-M หมดสภาพ และการทำลายเครื่องบินรบที่มีมูลค่าสูงบนรันเวย์

จีนได้เฝ้าดูและเรียนรู้จากสงครามในยูเครนอย่างใกล้ชิด และเข้าใจดีว่าหากไต้หวันมี HIMARS และ ATACMS ในจำนวนมาก มันจะสามารถสร้างความเสียหายอย่างมากต่อแผนการบุกของจีนได้

ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของจีน: โจมตีก่อนหรือยอมรับภัยคุกคาม

การปรับใช้ HIMARS บนเกาะหน้าด่านบังคับให้ PLA ต้องเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก:

ทางเลือกที่ 1: ยอมรับภัยคุกคาม

หากจีนเลือกที่จะรอ จะต้องยอมรับว่าการเตรียมการบุกไต้หวันจะได้รับความเสียหายอย่างมาก ทุกเรือรบที่รวมพลตามชายฝั่ง ทุกฐานทัพอากาศที่เตรียมพร้อม และทุกศูนย์บัญชาการจะอยู่ภายใต้ภัยคุกคามจากการโจมตีอย่างแม่นยำ การบุกไต้หวันต้องอาศัยความเหนือกว่าทางอากาศและทางทะเลอย่างสมบูรณ์ แต่ HIMARS และ ATACMS ทำให้การบรรลุความเหนือกว่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงและยากขึ้นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาทางจิตวิทยา ทุกวันที่ไต้หวันได้รับอาวุธใหม่และฝึกซ้อมการใช้งาน ความมั่นใจของกองทัพไต้หวันก็เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนที่จีนต้องจ่ายในการบุกก็สูงขึ้นทุกที การรอคอยอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางทหารที่ดีที่สุด

ทางเลือกที่ 2: กำจัดภัยคุกคามก่อนที่มันจะมาถึง

ทางเลือกอีกทางคือการโจมตีไต้หวันก่อนที่อาวุธเหล่านี้จะถึงมือและพร้อมใช้งาน แต่นี่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงอย่างมหาศาล:

 

การทำสงครามที่ชัดเจน การโจมตีไต้หวันก่อนที่กองกำลังจะข้ามช่องแคบจะถือเป็นการเริ่มสงคราม ซึ่งจะกระตุ้นการตอบสนองระหว่างประเทศทันที สหรัฐและพันธมิตรจะมีเวลาเตรียมการและสนับสนุนไต้หวันมากขึ้น

การลงโทษทางเศรษฐกิจ การเริ่มสงครามจะนำมาซึ่งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรงจากตะวันตก ซึ่งอาจทำลายเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญกับปัญหาอยู่แล้ว

ความเสี่ยงทางทหาร แม้จะโจมตีก่อน แต่จีนก็อาจยังไม่พร้อมอย่างเต็มที่ อาจนำไปสู่ความล้มเหลวหรือต้นทุนที่สูงกว่าที่คาดการณ์

 

“Davidson Window” และแรงกดดันทางเวลา

ความกดดันในการตัดสินใจของจีนเพิ่มขึ้นเมื่อพิจารณาถึง “Davidson Window” ซึ่งเป็นกรอบเวลาระหว่างปี 2024-2028 ที่นักวิเคราะห์ทหารเชื่อว่าจีนจะพัฒนาความสามารถเพียงพอที่จะพยายามควบคุมไต้หวัน

กำหนดเวลาปี 2027: นัยสำคัญหลายมิติ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 ผู้อำนวยการ CIA William Burns เปิดเผยว่าตามข่าวกรองสหรัฐ Xi Jinping ได้สั่งให้กองทัพจีนพร้อมสำหรับการบุกไต้หวันภายในปี 2027 แม้ว่าจะไม่ได้หมายความว่าเขาตัดสินใจบุกในปี 2027 แต่มันบ่งชี้ถึงกรอบเวลาที่ชัดเจน

ปี 2027 มีความสำคัญต่อจีนหลายประการ:

 

การทันสมัยของกองทัพ ในปี 2017 Xi ประกาศแผนการทันสมัยของกองทัพที่เรียกร้องให้มีการพัฒนาแบบบูรณาการของกลไก สารสนเทศ และปัญญาประดิษฐ์ภายในปี 2027

ครบรอบ 100 ปีของกองทัพปลดปล่อยประชาชน ปี 2027 เป็นครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้ง PLA ซึ่งเป็นจุดหมายที่มีนัยสำคัญทางสัญลักษณ์

การประชุมพรรคปี 2027 การประชุมจะกำหนดว่า Xi จะได้รับการรับรองการเป็นผู้นำต่อไปหรือไม่ หาก Xi มองว่าชะตากรรมของไต้หวันเชื่อมโยงกับชะตากรรมของเขาเอง ความเสี่ยงของการดำเนินการก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก

เอกลักษณ์ของไต้หวัน การเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในเดือนมกราคม 2028 อาจนำมาซึ่งชัยชนะติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งจะเสริมความเชื่อของปักกิ่งว่าโอกาสในการรวมประเทศโดยสันติวิธีกำลังจางหายไป

 

หน้าต่างแห่งความเปราะบาง: ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด

นักวิเคราะห์เชื่อว่าหน้าต่างสำหรับความขัดแย้งหรือการปิดล้อมเปิดอยู่แล้ว โดยหน้าต่างนั้นมีแนวโน้มจะเปิดอยู่ระหว่างปี 2024-2028 หากจีนจะบุกไต้หวัน มันมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้

ปัญหาคือการขายอาวุธครั้งนี้สร้าง “หน้าต่างแห่งความเปราะบาง” ใหม่ภายในหน้าต่าง Davidson นี้ ระหว่างการประกาศขายและการส่งมอบจริง ไต้หวันอยู่ในสภาพที่อ่อนแอที่สุด จีนรู้ว่าอาวุธกำลังจะมา รู้ว่ามันจะเปลี่ยนสมดุลอำนาจ แต่ยังมีเวลาที่จะดำเนินการก่อนที่มันจะมาถึง

ช่องว่างระหว่างการประกาศและการส่งมอบ: ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด

นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สถานการณ์อันตรายมาก สหรัฐมีปัญหาการส่งมอบอาวุธที่ล่าช้าอย่างร้ายแรง ปัจจุบันไต้หวันมีอาวุธที่สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้รับมูลค่ากว่า 21.5 พันล้านดอลลาร์รอการส่งมอบ

สาเหตุของความล่าช้า

ขีดความสามารถการผลิตที่จำกัด ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐกำลังเผชิญกับความท้าทาย “ทั่วทั้งระบบ” ข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทานและแรงงานหลังจากการระบาดของ COVID รวมถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากยูเครนและประเทศอื่นๆ ทำให้อุตสาหกรรมไม่สามารถตอบสนองความต้องการอาวุธที่เพิ่มขึ้นได้

กระบวนการ FMS ที่ล้าสมัย กระบวนการ Programming, Planning, Budgeting, and Execution ของกระทรวงกลาโหมที่ล้าสมัยสร้างความล่าช้าเพิ่มเติมในไทม์ไลน์การส่งมอบอาวุธเมื่อมีความล่าช้าทางการบริหารหรือปัญหาในการดำเนินการด้านทรัพยากร

คิวการส่งมอบที่ยาว บางอาวุธมีลูกค้ารายอื่นที่อยู่ในคิวก่อนไต้หวัน ตัวอย่างเช่น การซื้อขีปนาวุธ Harpoon ของไต้หวันซึ่งจะมีความสำคัญในการป้องกันการบุกทางสะเทินน้ำสะเทินบก อยู่หลังซาอุดีอาระเบียในคิวการส่งมอบ

 

ตัวอย่างความล่าช้าที่น่าตกใจ

ขีปนาวุธ Harpoon ในเดือนตุลาคม 2020 สภาคองเกรสได้รับการแจ้งเกี่ยวกับการขาย FMS เกือบ 2.4 พันล้านดอลลาร์เพื่อส่งมอบตัวยิง Harpoon ติดตั้งบนรถบรรทุก 100 ตัวและขีปนาวุธ 400 ลูกให้ไต้หวัน แต่ใช้เวลาสองปีครึ่งจากการแจ้งครั้งแรกกว่าวอชิงตันจะมอบสัญญาแรกสำหรับงานนี้ ไต้หวันจะได้รับขีปนาวุธ Harpoon เหล่านี้เป็นงวดๆ แต่อาวุธจะไม่ถูกส่งมอบอย่างเต็มที่จนกระทั่งปี 2030 ซึ่งอยู่หลังจาก Davidson window เริ่มต้นมาก

เครื่องบิน F-16 การส่งมอบเครื่องบิน F-16 ลำแรกล่าช้าประมาณสองปีจากกำหนดการ รายงานของกระทรวงกลาโหมในเดือนตุลาคม 2024 อ้างถึงปัญหาซอฟต์แวร์และคอขวดการพัฒนาอื่นๆ เป็นสาเหตุหลักของความล่าช้า

AGM-154C Joint Standoff Weapon ความล่าช้าที่ยาวนานที่สุดคือระบบระเบิดร่อนที่มีการนำวิถี ซึ่งสภาคองเกรสได้รับแจ้งครั้งแรกในปี 2017 แต่สัญญาการส่งมอบระเบิดร่อน 50 ลูกไม่ได้ลงนามจนกระทั่งปี 2024 กระบวนการที่ยืดยาวเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อการทันสมัยและความรุนแรงในปัจจุบันของกองทัพไต้หวัน แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นในการสนับสนุนของสหรัฐที่มีต่อไต้หวันด้วย

 

อาวุธใหม่: เพิ่มความล่าช้าในอนาคต

การขายอาวุธ 11 พันล้านดอลลาร์ที่เพิ่งประกาศจะเพิ่มความล่าช้าในอนาคต โดยเฉพาะ:

HIMARS และ ATACMS แม้ว่าไต้หวันได้รับ HIMARS 11 ชุดแรกไปแล้วในปี 2024 แต่ HIMARS อีก 82 ชุดและ ATACMS 420 ลูกที่เพิ่งสั่งซื้อจะใช้เวลาหลายปีกว่าจะส่งมอบอย่างเต็มที่

ปืนใหญ่ M109A7 ระบบปืนใหญ่ 60 ระบบจะต้องผลิตจากศูนย์ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 ปี

 

ประเด็นสำคัญคือ: จีนรู้ว่าอาวุธเหล่านี้กำลังจะมา แต่ยังไม่ได้มา และไม่น่าจะมาถึงอย่างเต็มที่จนกระทั่งช้ากว่าปี 2027 หรือแม้แต่ปี 2030 นี่คือหน้าต่างแห่งโอกาสสำหรับจีนที่จะดำเนินการก่อนที่ความสามารถเหล่านี้จะพร้อมใช้งาน

การตอบโต้ของจีน: สัญญาณของการเตรียมการ

การตอบสนองของจีนต่อการขายอาวุธครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงระดับความกังวลและความตั้งใจอย่างจริงจัง:

มาตรการคว่ำบาตร

ในวันที่ 26 ธันวาคม 2025 จีนประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัทป้องกันประเทศของสหรัฐ 20 แห่งและผู้บริหารระดับสูง 10 คน การคว่ำบาตรดังกล่าวรวมถึงการอายัดทรัพย์สินของบริษัทในจีนและห้ามบุคคลและองค์กรติดต่อกับพวกเขา

กระทรวงการต่างประเทศจีนเน้นย้ำว่า “ปัญหาไต้หวันอยู่ที่แกนหลักของผลประโยชน์หลักของจีนและเป็นเส้นแดงแรกที่ต้องไม่ข้าม ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ” และว่า “บริษัทหรือบุคคลใดที่มีส่วนร่วมในการขายอาวุธให้ไต้หวันจะต้องจ่ายราคาสำหรับการกระทำผิด”

การซ้อมรบ “Justice Mission 2025”

การตอบโต้ที่สำคัญกว่าคือการซ้อมรบทางทหารขนาดใหญ่รอบไต้หวันในวันที่ 29-30 ธันวาคม 2025 โฆษกของกองบัญชาการโรงละครภาคตะวันออก PLA กล่าวว่าการซ้อมรบเป็น “คำเตือนที่เข้มงวดต่อกองกำลังแบ่งแยกดินแดน ‘เอกราชไต้หวัน’ และเป็นการกระทำที่ชอบธรรมและจำเป็นในการปกป้องอธิปไตยและความสามัคคีของชาติของจีน”

การซ้อมรบมุ่งเน้นไปที่:

 

การลาดตระเวนความพร้อมรบทางทะเลและอากาศ

การยึดครองความเหนือกว่าโดยรวม

การปิดล้อมท่าเรือและพื้นที่สำคัญ

การยับยั้งภายนอกแบบสามมิติ

 

ที่สำคัญ การซ้อมรบนี้ฝึกซ้อมการปิดล้อมทางทะเลอย่างเต็มรูปแบบของไต้หวัน รวมถึงการจัดตั้งการควบคุมทางอากาศและทะเล การกำหนดเป้าหมายท่าเรือสำคัญ และการยับยั้งกองกำลังภายนอก

การเน้นเป้า HIMARS โดยเฉพาะ

ตามรายงานที่ออกอากาศโดย CCTV ของจีนเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม HIMARS ถูกเน้นเป็นพิเศษในระหว่างการซ้อมรบ โดยมีทหารกล่าวว่าข้อมูลเป้าหมายเกี่ยวกับระบบได้รับการยืนยัน ตามด้วยผู้บัญชาการสั่งให้ยิงจรวดระยะไกลทันที

วันเดียวกัน China Coast Guard เผยแพร่โปสเตอร์ที่แสดงเรือ CCG สกัดกั้นการส่งมอบ HIMARS บนเรือสินค้า Evergreen Marine ซึ่งเป็นสัญญาณว่าจีนอาจพิจารณาการสกัดกั้งการส่งมอบอาวุธทางทะเลเป็นทางเลือกหนึ่ง

การบุกเข้าสู่เขตพื้นที่ไต้หวัน

จีนกำลังทดสอบองค์ประกอบหลักของสถานะเดิมโดยการทำให้กิจกรรมทางทหารของ PLA ภายในเขต 12 ไมล์ทะเลรอบน่านน้ำไต้หวันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจะลดธรณีประตู และเพิ่มความเสี่ยงของการคำนวณผิดพลาด และสร้างความคุ้นเคยกับการปฏิบัติการใกล้ชิดกับไต้หวัน

ปัจจัยอื่นๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงของการโจมตีก่อน

นอกเหนือจากปัญหาอาวุธ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจผลักดันให้จีนดำเนินการก่อน:

1. ปัญหาเศรษฐกิจและประชากร

เศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัวและเผชิญกับวิกฤตหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ประชากรกำลังลดลงและสังคมกำลังแก่ตัวอย่างรวดเร็ว หาก Xi เชื่อว่าการยึดไต้หวันจะฟื้นฟูเศรษฐกิจจีน โดยการรักษาอุตสาหกรรมที่สำคัญหรือการชุมนุมการสนับสนุนชาตินิยม เขาอาจเห็นการบุกเป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่า

นักวิชาการผู้นำด้านประชากรศาสตร์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระบุว่า “เพราะปัญหาทางประชากร การดำเนินการทางทหารที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียผู้คนหรือทรัพยากรจำนวนมากกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประชากรลดลง” นี่หมายความว่าหน้าต่างสำหรับการดำเนินการทางทหารกำลังปิดลง

2. เอกลักษณ์ของไต้หวันที่เพิ่มขึ้น

ระบอบประชาธิปไตยของไต้หวันสร้างปัญหาสำหรับปักกิ่ง แม้ว่าพรรคที่เป็นมิตรกับปักกิ่งมากขึ้น เช่นพรรคชาตินิยม จะชนะอำนาจ มันก็ไม่สามารถออกนโยบายที่ขัดต่อความเชื่อมั่นของประชาชนได้ ความเป็นจริงนี้เป็นภัยคุกคามที่เป็นอยู่ต่อความหวังของจีนในการรวมประเทศโดยสันติ

เนื่องจากวิถีทางนี้ ผู้นำ CCP มีแนวโน้มที่จะสรุปว่ายิ่งพวกเขารอนานเท่าไหร่ เอกลักษณ์ไต้หวันก็ยิ่งฝังลึกมากขึ้นเท่านั้น และความเร่งด่วนในการบังคับให้เกาะ “กลับสู่แผ่นดิน” ก็ยิ่งมากขึ้น

3. ความทะเยอทะยานส่วนตัวของ Xi Jinping

Xi มีส่วนได้เสียส่วนตัวในชะตากรรมของไต้หวัน การยึดเกาะนี้กลับคืนมาจะทำให้มรดกทางการเมืองของเขาแข็งแกร่งและเสริมสร้างการอ้างสิทธิ์อำนาจของเขาในปี 2027 และหลังจากนั้น การสูญเสียไต้หวันจะเป็นความอัปยศอดสูแห่งชาติสำหรับผู้นำจีนคนใดก็ตาม แต่สำหรับ Xi มันมีน้ำหนักเพิ่มเติม

เขาได้ทำลายประเพณีของ Deng Xiaoping ที่จำกัดวาระขเลขาธิการทั่วไปของ CCP ไว้สองวาระแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในวาระที่สาม และท้าทายบรรทัดฐานที่ท้าทายการปกครองเกินอายุ 70 ปี ตอนนี้เขาอายุ 72 ปี หลายคนในพรรคไม่พอใจการเพิกเฉยต่อบรรทัดฐานเหล่านี้ของเขา และการล้างบัญชีและการต่อต้านการทุจริตของเขาได้สร้างศัตรูที่มีอำนาจ

การประชุมพรรคครั้งต่อไปในปี 2027 จะกำหนดว่าเขาจะรักษาวาระที่สี่หรือไม่ ความสำเร็จในไต้หวันอาจเป็นสิ่งที่เขาต้องการเพื่อรับรองตำแหน่งของเขา

4. ความร่วมมือกับญี่ปุ่น

การที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น Sanae Takaichi กล่าวในเดือนพฤศจิกายนว่ากองทัพญี่ปุ่นอาจเข้าไปมีส่วนร่วมหากจีนดำเนินการทางทหารต่อไต้หวัน และการที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 9 ล้านล้านเยน (58 พันล้านดอลลาร์) ทำให้จีนเห็นว่าเวลากำลังหมดลง

ยิ่งรอนาน สหรัฐและพันธมิตรก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้น และต้นทุนในการบุกก็ยิ่งสูงขึ้น

บทสรุป: นาฬิกากำลังเดิน

การขายอาวุธมูลค่า 11 พันล้านดอลลาร์ของสหรัฐให้ไต้หวันอาจเป็นมากกว่าการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกัน มันอาจเป็นตัวเร่งที่ผลักดันให้จีนเลื่อนกำหนดเวลาของการดำเนินการ การที่อาวุธเหล่านี้ยังไม่ได้ส่งมอบและอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะพร้อมใช้งาน สร้างหน้าต่างแห่งโอกาสที่อันตรายซึ่งจีนอาจรู้สึกว่าต้องดำเนินการ

ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่จีนเผชิญอยู่มีความชัดเจน: ยอมรับว่าการบุกในอนาคตจะมีค่าใช้จ่ายสูงมากเพราะ HIMARS และ ATACMS หรือโจมตีก่อนและเสี่ยงกับสงครามที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรง

ปัจจัยเพิ่มเติมทั้งหมด รวมถึงกำหนดเวลาปี 2027 ปัญหาเศรษฐกิจและประชากร เอกลักษณ์ของไต้หวันที่เพิ่มขึ้น ความทะเยอทะยานส่วนตัวของ Xi และความร่วมมือญี่ปุ่น-ไต้หวัน-สหรัฐที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดชี้ไปที่ช่วงเวลา 2025-2028 เป็นช่วงที่อันตรายที่สุด

นาฬิกากำลังเดิน และทุกวันที่ผ่านไปนำเราเข้าใกล้จุดตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเอเชียตะวันออกมากขึ้น คำถามไม่ใช่ว่าจีนจะโจมตีไต้หวันหรือไม่ แต่เป็นว่าเมื่อไหร่ และการขายอาวุธครั้งนี้อาจทำให้คำตอบของคำถามนั้นเร็วขึ้นมากกว่าที่ใครๆ คาดการณ์ไว้

สิ่งที่แน่นอนคือช่วง 18-24 เดือนข้างหน้านี้จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด หากจีนรู้สึกว่าหน้าต่างแห่งโอกาสกำลังปิดลง และอาวุธที่ทรงพลังกำลังจะทำให้การบุกเป็นไปไม่ได้หรือมีราคาแพงเกินไป การคำนวณความเสี่ยงอาจเปลี่ยนไป และโลกอาจเผชิญกับความขัดแย้งที่ทุกคนหวังว่าจะไม่เกิดขึ้น

ประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐและพันธมิตร จำเป็นต้องเข้าใจถึงพลวัตนี้และจัดการให้ระมัดระวัง การขายอาวุธอาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการป้องกันในระยะยาว แต่มันก็สร้างความเสี่ยงในระยะสั้นที่ต้องได้รับการจัดการอย่างระมัดระวัง การท้าทายคือการหาวิธีให้ไต้หวันได้รับอาวุธที่จำเป็นโดยไม่กระตุ้นให้จีนรู้สึกว่าต้องโจมตีก่อนที่อาวุธเหล่านั้นจะมาถึง นี่คืองานทางการทูตและยุทธศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนที่สุดในโลกปัจจุบัน

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *