อุมมะห์ยอดนักสู้ Kashmir ถึง Aligarh จากใจนักเรียนเก่าอินเดีย

อุมมะห์ยอดนักสู้ Kashmir ถึง Aligarh จากใจนักเรียนเก่าอินเดีย
ดร.ทศพร มะหะหมัด
ภายหลักจากวันที่ 11 กรกฎาคม 2011ที่ผมได้จบการศึกษาและเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยจิตใจคงนึกถึงเสมอกับภาพบรรยากาศที่ยังคงตราตรึงในหัวใจแม้ว่าจะเริ่มก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยทำงาน การติดตามข่าวความเคลื่อนไหวความรุนแรงทั้งในส่วนของอดีตที่ยาวนานของมุสลิมในอินเดียทุกสถานการณ์นั้นสามารถที่จะขยายออกไปจนกลายเป็นความรุนแรงได้อย่างไม่คาดฝันความขัดแย้งระหว่างศาสนาและพลังอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลอินเดียที่สามารถชีชัดได้เลยว่า เกมการเมืองที่สามารถขับเคลื่อนสร้างกระแสต่อคะแนนเสียงกับจำนวนประชากร หลายร้อยล้านคนนั้นคงจะทำอะไรที่เป็นเรื่องเล็กๆไม่ได้ นับตั้งแต่การส่งเครื่องบินรบเข้าไปโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธ ในดินแดนปากีสถาน
ในช่วงต้นปี 2019 ด้วยเหตุผลการระเบิดพลีชีพโจมตีทหารอินเดียเสี่ยชีวิตหลายนายและมีการอ้างความรับผิดชอบ จาก Jaish-e-Mohammad เป็นเหมือนการแสดงออกถึงว่ารัฐบาลกำลังปกป้องประเทศชาติจากภัยคุกคาม เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องตอบโตเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของคนในชาติกับสถานณะทางการเมืองที่กำลังเป็นต่อของพรรครัฐบาลในเวลานั้น ตลอดเวลาแห่งการติดตามข่าวสารของประเทศอินเดียก็ยังคงมีมีให้เห็นทั้งในส่วนของ มาตรา370 ส่งผลโดยตรงกับรัฐและคนในพื้นที่ สถานการณ์ในแคชเมียที่รู้จักกันอย่างแพรหลายดินแดนที่ประปนไปด้วยเสียงปืนและดอกไม้ Gun N” Rose เป็นรัฐที่มีองค์ประกอบหลายอย่างและลักษณ์เฉพาะทางภูมิศาสตร์ที่งดงาม จากช่วงเวลาที่ยาวนาน ชาวแคชเมียที่เป็นมุสลิมที่นั้นเป็นชาวพื้นเมืองดำรงชีวิตตามแบบประเพณีและธรรมเนียมปฎิบัติแต่การอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐบาลอินเดียที่หลายครั้งคราวที่ต้องเผชิญกับความต้องการของกลุ่มประชากรที่เป็นมุสลิมเกินกว่า 50%หลายอย่างที่มีการเรียกร้องจากเสี่ยงข้างมากและจบด้วยบาดเจ็บล้มตาย ดินแดนที่มีทรัพยากรที่สองประเทศทั้งในส่วนอินเดียและปากีสถานยังคงต้องการและให้ความสำคัญ
จนมาถึง ปรากฎการณ์ Citizenship Amendment หรือที่เราเรียกว่า ร่างกฎหมายสถานะพลเมืองฉบับใหม่ของอินเดีย เมื่อนโยบายที่หนักหน่วงจากรัฐบาลจึงทำให้เกิดกระแสต้านกลับจากมุสลิมที่ไม่เห็นด้วยรวมถึงชาวฮินดูบางส่วนด้วยเช่นกัน แรงกดทับที่กระทำต่อชาวมุสลิมเป็นการสร้างผลกระทบทางจิตใจอีกหนึ่งประเด็นที่มุสลิมในอินเดียต้องตกอยู่ในภาวะเครื่องมือทางการเมือง และสามารถสร้างความนิยมจากคะแนนเสี่ยงส่วนใหญ่จากคนในประเทศหลายร้อยล้านคน จากการโจมตีทางการอากาศเมื่อต้นปีมาจนมาถึง มาตตรา 370 จบด้วย ร่างกฎหมายสถานะพลเมือง ล้วนเป็นเหมือนหนังซีรีที่ผลิตนโยบายออกมาให้เห็นถึงการผลักดันนโยบายของรัฐบาลที่สร้างผลกระทบต่อคะแนนเสี่ยงและศาสนาชาติพันธ์ของคนในประเทศอย่างชัดเจน
เมื่อการรักษาคะแนนเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญกับจำนวนคนหลายร้อยล้านเป็นสิ่งที่พรรครัฐบาลจำเป็นต้องทำ แม้ว่าสิ่งที่ปฎิบัติจะต้องก้าวข้ามความสูญเสียก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหล่าบรรดามุสลิมในอินเดียในหลายพื้นที่ออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิก ทั้งในส่วนของในประเทศจนเกิดกระแสเรียกร้องจากภายนอกประเทศที่ใม่เห็นด้วยการรวมตัว ของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย ทั้งในส่วนของ Aligarh และ New Delhi การเดินสายประท้วงของมุสลิมในอินเดียแตกออกไปทั่วประเทศเพราะการให้พระราชบัญญัติเป็นเหมือนคำนิยามที่ให้สิทธิที่ไม่สมเหตุสมผลเมื่อรัฐบาลออกกฏหมายสิ่งที่ตามาเป็นที่เข้าใจว่าความไม่พอใจ การประท้วงปะทุขึ้นในJamia milia islamia และ Aligarh Muslim University สองมหาวิทยาลัยหลักที่สื่อลงมากที่สุดและอีกหลายเมืองจนข่าวกระจายออกไปทั่วประเทศในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อร่างกฎหมายถูกส่งเข้าไปความไม่พอใจ แกนนำกระบอกเสียงที่มาจาก นักการเมืองมุสลิมหลายรุ่นร่วมถึงสมพันธ์นักศึกษาพยายามใช้ปากเสียงของตนเองในการเรียกร้อง
แต่ในเวลาที่สถานภาพทางสังคมของมุสลิมในอินเดียยุคปัจจุบัน ชนชั้นปกครองในตำแหน่งใหญ่เริ่มที่จะน้อยลง สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ในอดีตที่บงบอกว่าเป็นอิสลามก็เริ่มที่จะเลื่อนหายออกไป ในส่วนของ มหาวิทยาลัย Aligarh เป็นเสมอเหมือนสัญลักษณ์บางอย่างของความเป็นมุสลิมในในอินเดีย Aligarh แปลว่าบ้านของ อาลี เป็นมหาวิทยาลัยที่มิใช้เป็นแค่แหล่งการศึกษาหาความรู้ของเยาชนมุสลิมและศาสนิกอื่นจากทั่วโลกที่หลั่งไหลเข้ามาศึกษายังมหาวิทยาลัย แต่ Aligarh ที่ผ่านเรื่องราวมากมายทั้งในส่วนของอดีตกาลที่ยาวนาน การต่อสู้ที่สร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งในสังคมอินเดียและถือว่าในอดีตมีการเคลื่อนไหวอย่างทรงพลังทั้งในเรื่องของสังคมและศาสนาประวัติศาสตร์ หลายครั้งครามิใช่แค่ในบางส่วนของอินเดียแต่การขยายตัวของอนุทวีปอินเดียขยายวงกว้างไปถึงในส่วนของเอเชียใต้มาจนถึงการเข้าสู่ช่วงเวลาศตรววษที่20และมีบทบาทสำคัญในช่วงสุดท้ายของการต่อสู่ประกาศอิสรภาพ
Aligarh จากในอดีตที่เป็นต้นแบบของการศึกษาในอินเดียมาจนถึงปัจจุบันร่วมถึงบุคคลสำคัญที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหลกับประเทศอินเดียอย่างช้านาน ฉะนั้นแล้ว Aligarh จึงเป็นได้มากว่ามหาวิทยาลัย ในช่วงเวลาที่ตัวผู้เขียนศึกษาอยู่ที่นั้นมีเรื่องราวทางการเมืองเกิดขึ้นมากมายแต่ประเด็นมักจะเกิดในช่วงก่อนเลือกตั้ง และการประท้วงของนักศึกษามหาวิทยาลัย การเปลี่ยนผ่านของช่วงเวลาความรู้สึกที่พบว่าความแกร่งและความเป็นอุมมะห์ของมุสลิมในอินเดียภายหลังจากการประกาศอิสระภาพ สัญลักษณ์แห่งอิสลามเริ่มจะค่อยๆจางหายลดลงเรื่อยๆและสามารถที่จะใช้แรงต้านทานพลังอำนาจของรัฐบาลได้อีกนานแค่ไหนในอนาคตเกี่ยวกับการแสวงหาความยุติธรรมที่พวกเค้าหล่านั้นต้องการ
แต่ทุกวันที่การขยายตัวของประชากรที่สูงถึง 1.3 billion โดย 94% ที่เป็นชาวฮินดู ข้อมูลจากสำนักวิจัย pew research ยังบอกถึงอนาคตในปี 2050 จำนวนประชากรมุสลิมจะเพื่มเป็น 311million เมื่อจำนวนประชากรมหาศาลเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดูแลการดำเนินงานตามมาตการบางครั้งอาจจะเป็นด้วยเหตุผลของการอยู่ร่วมกันที่มาจากคนละฝ่ายหลายเชื้อชาติ
ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญที่ให้เสรีภาพแต่บางครั้งก็ต้องเจอกับการเลือกปฎิบัติโดยมาจากนโยบายรัฐที่มีอำนาจ สถานการณ์ในอนาคตที่ยังไม่อาจะคาดการณ์ได้ถึงพลเมืองที่นับถือศาสนาอิสลามในอินเดีย รัฐธรรมนูญของอินเดียในอดีตให้ความสำคัญกับการสร้างความเท่าเที่ยม นั้นคือเหตุผลที่ผู้นำประเทศให้ความสำคัญในการวางกรอบโดยเน้นคำสอนในเรื่องความสามัคคี ความหลากหลาย ปฎิญญาสากลที่ว่าด้วยสิทธิมนุษย์ชนที่ให้สิทธิแก่ชนกลุ่มน้อยโดยเฉพาะกลุ่มศาสนา ชาติพันธ์ศาสนา ภาษา ควรเน้นคนกลุ่มน้อยให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม เพื่อตอบสนองความมั่นใจสร้างความเชื่อมั่นที่ถือเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อสันติภาพในการก้าวเข้าสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วมิใช้แค่ประเทศอินเดียแต่รวมถึงทุกประเทศสมควรกระทำพลเมืองจะต้องมีสิทธิเท่าเที่ยมกัน และมีความสามารถจะเติบโตได้ในระดับเท่าๆกัน ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าและจะเป็นเรื่องที่ได้รับการยอมรับมากกว่าและด้วยความคาดหวังถึงอนาคตชาติที่ยิ่งใหญ่ในเอเชียอย่างอินเดียจะมีโอกาศเห็นนิมิตรหมายอันดีในอนาคต.







