INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ​ (50)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ​ 

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

14 มะอ์ซูมิน + อิมามที่ 2 + 12 อิมาม = 28

โอ้ องค์อภิบาล! โปรดให้อภัยแก่ข้าพระองค์ แก่ผู้ให้กำเนิดทั้งสอง ของข้าพระองค์ และแก่ผู้ที่เข้ามาในบ้านของข้าพระองค์ ทั้งผู้ ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง และโปรดอย่าเพิ่มพูนแก่ผู้ฉ้อฉล นอกจากความหายนะ (อัล กุรอาน 71:28)

การที่ผู้คนในสมัยโบราณต่างมีอายุยืนยาวนับเป็นพันปีนั้น ถือเป็น เรื่องที่ควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ในประการแรก เราจะตั้งคำถามขึ้น ว่า ทำไมมนุษย์จึงไม่แก่ ซึ่งหมายความว่า ทำไมร่างกายของเขาจึงยังคง ความแข็งแรงสดใสอยู่ได้นานนับพันปี !

จากการค้นคว้าศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า ร่างกายของมนุษย์ ประกอบขึ้นด้วยเซลล์ต่างๆ จำนวนประมาณ 50-60 ล้านล้านเซลล์ เช่น เซลล์กระดูก เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์สมอง เซลล์ผิวหนัง และเซลล์แต่ละชนิด มีอายุไม่เท่ากัน อาจจะสองอาทิตย์จนถึงสองปี เมื่อครบอายุจะต้องตายแล้ว เกิดใหม่ ถ้าร่างกายดี เซลล์ตายแล้วเกิดใหม่ก็จะดีเหมือนเดิม แต่ถ้าร่าง กายไม่แข็งแรง เมื่อเซลล์เกิดใหม่ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม นั้นก็คือความแก่ และเซลล์ที่เกิดใหม่ไม่เหมือนเก่า คือความเหี่ยวย่น อันเป็นสัญลักษณ์ของ ความแก่นั่นเอง

เมื่อศึกษาเรื่องเซลล์จะพบความลับว่า นิวเคลียร์สเป็นหัวใจของเซลล์ เล็กลงไปอีกคือหัวใจของนิวเคลียร์ส คือนิวคลิโอลัส ซึ่งจะอยู่ได้เพราะ ดีเอ็น เอ (DNA) และ อาร์เอ็นเอ (RNA) เพราะฉะนั้นเซลล์ของร่างกายจะต้อง มีสองอย่างนี้ดีสมบูรณ์ ร่างกายจึงจะแข็งแรง เมื่อเซลล์เกิดมาใหม่ดีเหมือน เดิม นั้นก็หมายความว่าร่างกายจะไม่มีวันแก่

ข้างต้นคือความรู้ที่ได้รับจากการค้นคว้าศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นเมื่อว่ากันตามทฤษฎีแล้ว หากมนุษย์อยากมีชีวิตอยู่อย่างยาวนาน พวกเขาก็จะค้นคว้าหาอาหารที่ดีมีประโยชน์กับร่างกาย เพื่อจุดมุ่งหมายของการเสริมสร้างเซลล์ที่จะเกิดใหม่ให้มีความแข็งแรงเหมือนเดิมตลอดไป

แต่มนุษย์ในแต่ละยุคสมัยนั้นจะมีช่วงชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น มนุษย์ ในยุคสมัยจากศาสดาอาดัมจนถึงศาสดานุย์ จะมีช่วงอายุที่ยืนนานนับ พันปี ยุคต่อมาคือยุคต่อเนื่องระหว่างการเกิดมหาอุทกภัยของโลกจนถึงยุค ของการแพร่ขยายเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติไปบนหน้าแผ่นดิน ผู้ซึ่งล้วนแล้ว แต่เป็นบุตรหลานและผู้คนของศาสดานุฮ์ และหากทำการพิจารณาช่วงชีวิต ของผู้คนในยุคของศาสดานุย์จนถึงยุคของศาสดาอิบรอฮีม แล้ว ช่วงชีวิต จะเริ่มลดลง จากอายุยืนนานนับพันปีก็จะลดลงเหลือประมาณ 3-4 ร้อยปี ซึ่งจะลดลงประมาณ 3-4 เท่า และจากยุคของศาสดาอิบรอฮีม ต่อเนื่อง เรื่อยมาจนถึงยุคของศาสดาอีซา ช่วงอายุก็จะลดลงเหลือเฉลี่ยประมาณ 150 ปี ซึ่งลดลงอีกประมาณ 2-3 เท่า และจากยุคของศาสดาอีชา จนถึงยุค ของศาสดามุฮัมมัด ช่วงชีวิตก็จะลดลงเหลือประมาณ 80 ปีโดยเฉลี่ย ซึ่ง ลดลงประมาณ 1 เท่า สมัยปัจจุบันช่วงชีวิตของมนุษย์ก็กำลังลดลงเป็นลำ ดับ เหลือประมาณ 60-70 ปี ซึ่งหมายความว่า ถึงแม้มนุษย์จะบริโภคอาหาร ให้ดีวิเศษอย่างใด จนถึงกับว่าร่างกายของเขาจะไม่แก่เลยก็ตาม แต่เมื่ออายุขัยหรือช่วงชีวิตของมนุษย์ในสมัยนั้นมาถึง เขาก็จะต้องประสบกับ ความตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นความสำคัญของชีวิตมนุษย์ จึงมิได้มีเป้าหมายอยู่ที่การมีช่วงชีวิตที่ยาวนานนับพันปีหรือมีเพียงแค่ 50 ปี แต่ความสำคัญหรือหัวใจของมันนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์ได้ใช้วันเวลา ของเขาบนโลกนี้เพื่อการรับใช้ผู้เป็นเจ้าของแห่งกาลเวลา ผู้ทรงควบคุม ความเป็นและความตาย และผู้ทรงสร้างมนุษย์และโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่ ต่างหาก ถึงแม้พวกเขาจะมีอายุยืนนานอยู่ในยุคของศาสดาอาดัม นับพันปี ก็ตาม แต่ถ้าหากพวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าเสียแล้ว อายุอันยืนนาน ของพวกเขาก็จะถูกทำลายลงด้วยกับมหาอุทกภัยในสมัยของศาสดานุฮ์ และภัยพิบัติต่างๆ ที่ได้อุบัติขึ้นในยุคสมัยต่างๆ ของบรรดาศาสดา เช่น​ แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม วาตะภัยและอื่นๆ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มิได้หมายความว่ามนุษย์ไม่ควรให้ความสนใจ กับสุขภาพทางร่างกายของเขา แต่ในทางตรงกันข้าม เขาควรให้ความเอาใจ ใส่ดูแลให้ร่างกายของเขาทำงานอย่างปกติสุข ด้วยกับการบริโภคอาหารที่ ดีมีประโยชน์ สะอาด และเป็นอาหารที่ได้มาอย่างถูกต้องตามหลักการของ ศาสนา งดเว้นจากอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นพิษภัย เช่น อาหารที่ใส่สาร กันบูดจนเกินขนาด และเครื่องดื่มที่มึนเมาทุกชนิด ตลอดจนถึงการบริโภค สารที่เป็นพิษภัยทุกชนิดด้วย

ด้วยวิธีการเช่นนี้ ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่เซลล์ย่อมจะได้รับวิตามิน แร่ธาตุที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้นเซลล์จึงเติบโตขึ้นมามีชีวิตที่สมบูรณ์ แต่ถึงกระนั้นอายุของเซลล์แต่ละชนิดดังกล่าวข้างต้น ต่างก็มีอายุขัยที่แน่ นอนของมัน ตามช่วงชีวิตที่มันได้ถูกกำหนดไว้ ไม่ว่ามันจะมีความแข็งแรง สมบูรณ์หรือมีความอ่อนแอ เมื่อถึงวาระมันก็จะต้องตาย

โปรดสังวรไว้ด้วยว่า มนุษย์มิได้ถูกสร้างมาให้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ เพื่อความอยู่ยงคงกระพัน พวกเขาจะไม่ตายได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขา ต้องบริโภคอาหารที่หากทิ้งไว้ก็เน่าเสีย ในเมื่อเซลล์ต่างๆ เจริญเติบโตขึ้น มาจากอาหารที่เน่าเสีย ตามหลักตรรกศาสตร์แล้วเซลล์นั้นๆ ก็ต้องเน่าเสีย หรือตายลงเช่นกัน หากมนุษย์ปรารถนาจริงๆ ว่าเขาอยากมีชีวิตอย่างไม่ สลายบนโลกนี้ เขาก็จะต้องแสวงหาอาหารที่มีคุณสมบัติที่ไม่เน่าเสียมา บริโภค ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงต้องกลับไปที่ห้องทดลองและคนคว้าดูว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อาหารเน่าเสีย ! และจะมีวิธีการเช่นใดที่จะบริโภค อาหารที่ไม่เน่าเสียและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย ! ทั้งนี้หมายความ ว่าหากมนุษย์สามารถหาอาหารที่ไม่เน่าเสียมาบริโภคได้ เขาก็ไม่จำเป็นจะ ต้องขับถ่ายของเสียออกมาจากร่างกาย และยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายทุกส่วน ของเขาก็จะคงความหนุ่มสาวอยู่ได้ตลอดไปอย่างไม่เสื่อมคลาย และมีกลิ่นหอมหวนแม้แต่เหงื่อที่ระบายความร้อนออกมาจากร่างกาย

ตามหลักความเชื่อของศาสนาอิสลาม มีบุคคลผู้สูงศักดิ์อย่างน้อยสาม ท่าน ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ให้ความโปรดปรานเป็นพิเศษกับพวกเขา โดยยัง คงชีวิตพวกเขาให้อยู่อย่างเร้นลับ บุคคลแรกคือ ศาสดาคิเดร ยังไม่มีผู้ ใตทราบว่าท่านมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากี่พันปีแล้ว บุคคลที่สองคือศาสดาอีชา ผู้เป็นศาสดาของพระเจ้า ซึ่งมารดาของท่านบริโภคอาหารจาก สวรรค์ก่อนการกำเนิดของท่าน ท่านยังไม่ตายและมิได้ถูกตรึงกางเขน จนถึงบัดนี้ท่านมีอายุประมาณเกือบ 2,000 ปีแล้ว และบุคคลที่สามคือท่านอิมามมะฮ์ดี ผู้ยังคงดำเนินอยู่อย่างเร้นลับในมิติของเวลาที่เวลาที่ เรารู้จักกันบนโลกนี้ยังคงตามในอยู่อย่างเส้นล้วนในมิติของนั้นที่เวลาที่ เมื่อคิดกันตามเวลาบนโลกนี้แล้ว ท่านมีอายุจนถึงปัจจุบันประมาณ 1,000 ปีเศษ

เหตุที่ได้กล่าวถึงความลี้ลับบางประการข้างต้น ก็เพื่อเป็นข้อมูลของ ความคิดคำนึงที่ทำให้ผู้หนึ่งสามารถมองดู “ต้นไม้แห่งชีวิต” ของมนุษย์ได้ อย่างเต็มต้น มิใช่เพียงมองดูใบหนึ่งหรือกิ่งหนึ่งของมันเท่านั้น ดังนั้นการ ที่ผู้หนึ่งสามารถมองดู ต้นไม้แห่งชีวิต” ดังกล่าวนี้ได้อย่างเต็มต้น เขาผู้นั้น ก็จะต้องมองย้อนกลับไปยังหน้าประวัติศาสตร์เพื่อศึกษาดูถึงความเป็นมา และเป็นไปของอารยธรรมของมนุษย์โดยวางอยู่บนประวัติศาสตร์ หรือเรื่อง ของบรรดาศาสดาของพระเจ้าที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัล กุรอาน เขาจึงจะเข้า ใจได้อย่างท่องแท้ว่าในปัจจุบันสังคมมนุษย์กำลังมุ่งหน้าไปสู่สิ่งใด กรรมของพวกเขาในอนาคตจะเป็นฉันใด และชะตา

ดังนั้นจึงย่อมเห็นเป็นที่เด่นชัดได้ว่า ปรัชญาในการดำเนินชีวิตของ บรรดาศาสดา และผู้เจริญรอยตามบรรดาผู้สูงส่งเหล่านั้น ย่อมมีผลต่อทัศนคติ มโนภาพ แนวความคิด ความเชื่อและหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่ง ย่อมจะแตกต่างไปจากบรรดาผู้คนที่ไม่ยอมรับคำเตือนของบรรดาศาสดาและของบรรดาผู้สืบแทนตำแหน่งของท่าน

 

ซูเราะฮ์ที่ (นุย์) 71

จำนวนอายะฮ์​ 28

ลำดับวะฮีย์​ 71

ถูกวะฮีย์มาในปีที่​ 9

เมื่อท่านศาสดามีอายุ​ 49

สัญลักษณ์ของศาสดาอีซา 228 = 19 x 12

ก็คือศาสดาองค์ที่ 24

สัญลักษณ์ของอิมามมะฮ์ดีก็คือเลข 12

(228; 2+2+8 12​ และตัวคูณของ 19 คือ​ 12. 12 + 12 = 24)

 

คุณลักษณะของ อาลิ มุฮัมมัด (ผู้สืบตระกูลของมุฮัมมัด)

ปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติที่ได้มีการพูดวิจารณ์กันอย่างมากก็คือ ไม่ ว่ามนุษย์จะพูดหรือเขียนถึงอุดมการณ์ของตนไว้อย่างมากมายสักเท่าใดก็ ตาม หากไม่ได้นำมันมาสู่การปฏิบัติ อุดมการณ์ต่างๆ ที่แถลงไว้อย่างสวย หรูก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นจึงได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ ณ ต้นบทที่สิบสอง ซึ่งสรุป ได้ว่าจำเป็นจะต้องมีบุคคลหนึ่งที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและปราศจากบาป นำเอาอุดมการณ์ของพระเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์มาสู่การปฏิบัติ บุคคลกลุ่มนี้ก็คืออาลิ มุฮัมมัด ซึ่งหัวหน้าหรือผู้นำของท่านผู้สูงส่งเหล่านี้ก็คือ อิมามอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ ผู้เป็นบิดาและเป็นอิมามท่านที่หนึ่งของพวกท่านเหล่านี้นั้นเอง

ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดจะสาธยายถึงคุณลักษณะที่แท้จริงของพวกท่านได้ นอกจากตัวของพวกท่านเอง ซึ่งเรื่องนี้อิมามอะลี ได้กล่าวถึงไว้แล้วใน นะฮ์ญลบะลาเฆาะฮ์ คุตบะฮ์หรือคำเทศนาที่ 243 ดังมีความว่า

“พวกเขาสละชีวิตให้กับการศึกษาและการวิวัฒนาการของ ความรู้ และพวกเขากระทำอย่างดีที่สุดเพื่อกำจัดความโง่เขลาเบา ปัญญา ความลึกล้ำในความอดทนของพวกเขาชี้ไปยังความลึกล้ำใน ความรู้ของพวกเขา คำปราศรัยของพวกเขาบรรจุไว้ด้วยความรู้และ บทเรียนอันล้ำลึก พวกเขาไม่ต่อต้านสัจธรรมความจริงและก็ไม่ทำ

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *