แนวคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ : กระแสโลกาภิวัตน์และทวนโลกาภิวัตน์

แนวคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ : กระแสโลกาภิวัตน์และทวนโลกาภิวัตน์ (globalization and deglobalization)
โดย รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ความนำ ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา คำว่า“กระแสโลกาภิวัตน์”และ“กระแสทวนโลกาภิวัตน์“ มีการกล่าวถึงกันมาก กล่าวกันว่า ในระหว่างทศวรรษที่ 1980-2000 มีกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) เกิดขึ้นในโลก ประเทศในโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น ฃทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุน ความเป็นอยู่ ชีวิตประจำวันคนเปลี่ยนแปลงจากเดิม นโยบายการพัฒนาประเทศ ก็เปลี่ยนแปลงจากเดิม โลกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่(new economy) มีลักษณะแตกต่างจากเดิม ตัวขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี
เทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้การคมนาคมขนส่ง สื่อสาร การศึกษา สาธารณสุข การหาข้อมูลข่าวสาร ทำได้สะดวกรวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อย การผลิต การจำหน่าย ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ก็เปลี่ยนไปมาก กล่าวได้ว่า กระแสโลกาภิวัตน์มีผลกระทบต่อคนในด้านต่างๆมาก
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะ ในทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มมีกระแสทวนโลกาภิวัตน์(Deglobalization)เกิดขึ้น ประเทศต่างๆ มีการเชื่อมโยงกันน้อยลง เมีการกีดกันในด้านต่างๆ มากขึ้น ในปัจจุบัน แม้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้า แต่โลกก็มีความปั่นป่วนวุ่นวาย มีความขัดแย้งระหว่างประเทศมากขึ้น บางประเทศถึงขั้นทำสงครามกัน โดยใช้อาวุธที่ทันสมัย ทำให้บ้านเมืองเสียหาย มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก นอกจากสงครามที่ใช้อาวุธแล้ว ยังมีการต่อสู้แข่งขันกันทางด้านการค้าการลงทุน ด้านเทคโนโลยี การโฆษณาชวนเชือโดยใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย ข้อมูลข่าวสารมีมาก แต่ก็มีข่าวลือข่าวเท็จจำนวนมาก ปัจจุบันประเทศต่างๆในโลกมีความขัดแย้งกันมากขึ้น เกิดเป็นกระแสทวนโลกาภิวัตน์
ทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ และทวนโลกาภิวัตน์ ล้วนส่งผลกระทบต่อคน ในประเทศต่างๆ บทความนี้ จะกล่าวถึงสาเหตุและผลกระทบของกระแสโลกาภิวัตน์และทวนโลกาภิวัตน์ ตลอดจนวิธีการตอบสนอง ทั้งในระดับประเทศ สถานประกอบการ และปัจเจกบุคคล ในประเด็นของการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงโดยสังเขป
ความหมายและปัจจัยที่ทำให้เกิดโลกาภิวัตน์
คำว่า”โลกาภิาัตน์“ ไม่ใช่ศัพท์เฉพาะทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคำทั่วไป หมายถึงแพร่กระจายไปทั่วโลก ชาวโลกไม่ว่าอยู่ในประเทศไหน สามารถรับรู้ สัมพันธ์ และรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆได้ การพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ทำให้คนประเทศต่างๆ ติดต่อกันได้โดยสะดวกรวดเร็ว
นอกจากเทคโนโลยี การคมนาคมและการสื่อสาร นโยบายการเปิดการค้า การลงทุน ที่เสรีของประเทศต่างๆ ก็มีส่วนทำให้การผลิตสินค้าและบริการ แพร่กระจายไปได้ทั่วโลก
นอกจากโลกาภิวัตน์แล้ว ยังมีคนเรียกเศรษฐกิจสังคมสมัยใหม่นี้ว่า “ เศรษฐกิจใหม่”(new economy) “ “เศรษฐกิจดิจิตอล ” (didpgital economy) และ”เศรษฐกิจข้อมูลข่าวสาร”(information economy) ซึ่งแตกต่างจากเศรษฐกิจแบบเดิม คือ นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ข่าวสารข้อมูลมีความสำคัญมากขึ้น รูปแบบการผลิต การบริโภค การทำงาน การดำเนินนโยบายรัฐบาล การทำธุรกิจ ชีวิตของปัจเจกบุคคลล้วนมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ใหม่
ผลกระทบ
ผลกระทบของโลกาภิวัตน์มีหลากหลาย ปัจเจกบุคคลมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น มีสินค้าและบริการให้เลือกบริโภคมากขึ้น รับข่าวสารข้อมูลได้สะดวกรวดเร็ว การหาความรู้ ความบันเทิง ทำได้สะดวกขึ้น สถานประกอบการธุรกิจต้องประสบกับการแข่งขันมากขึ้น แต่ก็สามารถปรับปรุธุรกิจของตนทั้งด้านการผลิต การจำหน่าย การบริหารโดยมีตัวช่วยมากขึ้น รับรู้วิธีการผลิต การจำหน่าย การบริหารองค์กร แหล่งวัตถุดิบข้อมูลการตลาด และความต้องการของลูกค้าได้ จากแหล่งต่างๆ เช่น อินเตอร์เนต หนังสือ และการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ แต่ในขณะเดียวกัน สินค้าและบริการที่ผลิตออกมาอาจล้าสมัยเร็วขึ้นจากการที่มีของใหม่ออกสู่ตลาด ผู้ประกอบการธุรกิจจึงต้องสนใจข่าวสารข้อมูลและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ผู้บริหารประเทศ ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จึงสามารถกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ได้
ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 หลายประเทศในโลก มีนโยบายการเปิดเสรี(liberalization) ลดกฎระเบียบ(deregulation) แปรรูปรัฐวิสาหกิจ (privatization)ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม หรือขายให้แก่ภาคเอกชน สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรอังกฤษ ได้ริเริ่มใช้นโยบายเหล่านี้ รัฐบาลอเมริกา มีความคิดเศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทาน (suply-side economics) ที่เชื่อว่า การลดภาษีมีผลทำให้ภาวะเงินเฟ้อและการว่างงานลดน้อยลง เมื่อธุรกิจและคนเสียภาษีน้อยลง เขาจะทำการผลิตและทำงานมากขึ้น เมื่อมีสินค้าและบริการมากขึ้น ราคาจะลดลง เมื่อมีการผลิต การค้ามาก การจ้างงานก็มีมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อ และการว่างาน ก็จะลดน้อยลง
นโยบายทางด้านอุปทานนี้ แม้ไม่ทำให้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ก็ทำให้อเมริกาต้องประสบกับการขาดดุลงบประมาณและดุลการค้า การลดอัตราภาษีโดยรัฐไม่ได้ลดการใช้จ่าย ทำให้มีการขาดดุลงบประมาณมากขึ้น เพื่อชดเชยการขาดดุล รัฐก็ต้องกู้เงินมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็ขยับตัวสูงขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูง เงินทุนจากต่างประเทศก็ไหลเข้าสู่อเมริกามาก ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น เมื่อเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ก็มีผลกระทบต่อการส่งออก อเมริกาจึงมีการขาดดุลการค้ามากขึ้น
ในประเทศไทย จากการลดค่าเงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์อเมริกัน ในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 1980 ทำให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่าตามเงินดอลล่าร์ และต่อมาได้รับอานิสงส์จากการแข็งค่าเงินของ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และประเทศอื่นๆ หลังจากที่อเมริกาทำข้อตกลงให้ประเทศเกินดุลการค้ากับตน ต้องปรับขึ้นค่าเงินในเดือนกันยายน ปี ค.ศ.1986 ที่เรียกกันว่า“ ข้อตกลงพลาซ่า“(Plazza Accord) ส่งผลให้อุตสาหกรรมในญี่ปุ่นและประเทศอื่นที่มีค่าเงินสูงต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยรับการลงทุนต่างประเทศมาก และทำให้มีการลงทุนผลิตสินค้าส่งออกและชิ้นส่วนอุปกรณ์ ประเทศไทยจึงส่งออกได้มาก
ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ สภาวะในประเทศหนึ่ง อาจได้รับผลกระทบจากประเทศอื่น การกำหนดนโยบาย จึงต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของโลกด้วย แต่การตอบสนองสถานการณ์ก็มีความสำคัญ การลดค่าเงินบาทในปี ค.ศ. 1984 มีคนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย แต่การลดค่าเงินบาทครั้งนั้น เป็นนโยบายที่มีประโยชน์ ถ้าไม่ลดค่าเงินบาท หลังมีข้อตกลงพลาซ่า ประเทศไทยคงไม่สามารถดึงดูดการลงทุนต่างประเทศได้มาก
ปัจจุบัน ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศต่างๆ สามารถสนับสนุนและร่วมมือกันได้ การพัฒนาอุตสาหกรรมทำพร้อมกันในหลายประเทศได้ สินค้าที่มีส่วนประกอบหลายอย่างก็สามารถแบ่งขั้นตอนการผลิตไปในหลายประเทศได้ เช่น มีการวิจัยและพัฒนาในประเทศหนึ่ง ผลิตในอีกประเทศหนึ่งหรือหลายประเทศ แต่ละประเทศอาจผลิตเพียงบางส่วน หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปในอีกประเทศหนึ่ง แล้วจำหน่ายไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก เครือข่ายการผลิตนี้ ทำได้ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าที่มีชิ้นส่วนและส่วนประกอบมาก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอิเล็กโทรนิกส์ ยานยนต์ เป็นต้น ในปัจจุบัน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และโทรศัพท์มือถือที่ผลิตในอเมริกา ใช้ส่วนประกอบจำนวนมากที่ผลิตในประเทศเม็กซิโกและจีน ในทางการค้า การลงทุนระหว่าประเทศ แต่ละประเทศสามารถผลิตสินค้า และผลิตส่วนประกอบที่ประเทศตนมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบได้
แม้โลกาภิวัตน์ทำให้ประเทศต่างๆมีความร่วมมือ และแบ่งงานกันทำ ส่งผลให้มีการผลิตสินค้าบริการหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ก็ส่งผลทางลบกับ ประเทศ หรือสถานประกอบการ หรือ ปัจเจกบุคคล ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนั้น เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ก็ใช้ในการประกอบกิจกรรมชั่วร้ายได้เช่นกัน การตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลง จึงมีความจำเป็น
ทวนโลกาภิวัตน์: สาเหตุและผลกระทบ
ในกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา การส่งเสริมการค้าและการลงทุนเสรีระดับโลกขององค์การการค้าโลก(WTO)ได้อ่อนกำลังลง ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ และกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจการเมืองในระดับภูมิภาค มีมากขึ้น แม้ประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีจะมีการลดภาษีศุลกากร และข้อกีดกันทางการค้าการลงทุนอื่นๆระหว่างกัน แต่ในระดับโลก ก็มีกระแสทวนโลกาภิวัตน์ ประเทศต่างๆในโลก โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่ มีการกีดกันการค้า มีภาษีนำเข้าสูง และมีมาตรการกีดกันการค้าการลงทุนด้านอื่นๆมากขึ้น นอกจากกีดกันการค้าแล้ว ยังมีการกีดกันการพัฒนาเทคโนโลยีประเทศอื่น และมีความขัดแย้งกันในด้านอื่นๆอีกด้วย
ตัวอย่างที่มีการกล่าวขานกันในปัจจุบัน คือการปรับขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้าของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศต่างๆทั่วโลก นโยบายนี้ สร้างความปั่นป่วนต่อการค้าการลงทุนโลก ห่วงโซ่ผลิตสินค้า และการแบ่งงานระ หว่างประเทศที่มีอยู่เดิมถูกทำลายไป ในการนี้ ประเทศที่ถูกเก็บภาษี ได้รับผลกระทบมาก แต่อเมริกาก็ได้รับผลเสียหายเช่นกัน เมื่อภาษีนำเข้าสูง ผู้บริโภคอเมริกันก็ต้องซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้น ผู้ผลิตที่ต้องใช้ชิ้นส่วนนำเข้า ก็มีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้อเมริกามีความเสี่ยงที่จะประสบกับภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คิดว่า เมื่อต่างชาติถูกเก็บภาษีนำเข้าสูง เขาจะย้ายมาลงทุนผลิตสินค้าในอเมริกา แต่ไม่ใช่ว่าทุกกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถย้ายฐานการผลิตได้โดยสะดวก อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่นำเข้าจากหลายประเทศ ถ้าผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ไม่ย้ายฐานการผลิตมาอเมริกาด้วย ผู้ผลิตเหล่านั้นก็ไม่มาลงทุนในอเมริกา นอกจากนั้น ในอเมริกา อาจขาดแคลนแรงงานที่มีความจำเป็นต่อการผลิต และมีค่าจ้างแรงงานสูงกว่า สินค้าที่ย้ายการผลิตมาอเมริกา จึงมีต้นทุนสูงขึ้น และต้องขายในราคาแพงขึ้น ความหวังที่จะดึงดูดการลงทุนต่างประเทศมาอเมริกา จึงไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก
นอกจากนั้น หากประเทศคู่ค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีจากอเมริกา ตอบโต้ด้วยการปรับภาษีในสินค้าที่นำเข้าด้วย อเมริกาก็จะรับผลกระทบ การกีดกันทางการค้า จึงสร้างผลเสียด้วยกันทั้งแก่ต่างประเทศและอเมริกา
กล่าวโดยสรุป ทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ และทวนโลกาภิวัตน์ ต่างมีข้อดีข้อเสีย แต่โลกาภิวัตน์มีผลดีมากกว่าผลเสีย ส่วนการทวนโลกาภิวัตน์ มีผลเสียมากกว่าผลดี ในปัจุบัน แม้ส่วนต่างๆของโลก ได้รับผลกระทบจากกระแสทวนโลกาภิวัฒน์ แต่หากรู้จักปรับตัว ก็จะลดผลกระทบทางลบนี้ลงได้บ้าง
การปรับตัวต่อการทวนโลกาภิวัตน์
นโยบายการพัฒนาประเทศ สถานประกอบการ และปัจเจกบุคคล ได้กล่าวมามากแล้วในบทความอื่นๆ ในที่นี้ จะสรุปเพียงประเด็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ด้วยหัวข้อสั้นๆดังต่อไปนี้:
โฆษณา
ระดับประเทศ
ก. ผู้บริหารประเทศ ต้องมีความรู้ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความจริงใจ จึงจะทำให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้า และรักษาความสงบสุขของประเทศ ไว้ได้
ข. ต้องรับรู้การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีความสำคัญในเศรษฐกิจการเมืองโลก เป็นมิตรกับทุกประเทศ ไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ค. กำหนดนโยบายตอบสนองที่เหมาะสมทั้งนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี กำลังคน และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ส่งเสริมการค้าการลงทุนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในยุคที่ประเทศต่างๆเชื่อมโยงกัน ควรพิจารณาข้อได้เปรียบเปรียบเทียบของตนเอง หาโอกาสเข้าร่วมในเครือข่ายระหว่างประเทศ ผลิตสิ่งที่ประเทศตนมีทรัพยากรและมีความถนัด รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พัฒนา เทคโนโลยี กำลังคน สร้างสิ่งสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในสมัยนี้
ง. ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบายการบริหารประเทศ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพัฒนาเศรษฐกิจภาคต่างๆ ขจัด ความยากจน และความเหลื่อมล้ำของสังคม สร้างโอกาสการงานอาชีพแก่ประชาชนทุกกลุ่ม ช่วยเหลือผู้ยากไร้ และผู้ที่ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง
ระดับองค์กรและสถานประกอบการ
ก. ศึกษาสถานการณ์ รับรู้ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ จุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง มองหาโอกาสที่ใช้ประโยชน์จากความถนัดของตนเอง กำหนดนโยบายบริหารองค์กร โดยพิจารณาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตนเอง
ข. มีผู้บริหาร พนักงาน และคนงานที่มีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เป็นประโยชน์ มีโครงการฝึกอบรมพนักงานและคนงาน
ค. หาพันธมิตรที่จะเพิ่มจุดแข็ง และ เสริมจุดอ่อนของตน
ง. ปรับปรุงกลยุทธ์และวิธีการ การบริหารองค์กร เมื่อสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลง
ปัจเจกบุคคล
โฆษณา
ก. รับรู้และวิเคราะห์สถานการณ์แวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อตัวเรา
ข. รักษาสุขภาพของตน ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต รับการศึกษา อบรม มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน ปรับปรุงตนเองในด้านต่างๆ ทั้งความคิด ความประพฤติ และความสัมพันธ์กับผู้อื่น หมั่นเรียนรู้
ค. รู้จักแยกแยะว่า สิ่งใดที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ และที่สามารถควบคุมได้ หลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบของสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมโดยการตอบสนองที่เหมาะสม ไม่โกรธ ไม่เศร้าหมอง ไม่อิจฉา ไม่แค้น
ง. มองโลกในแง่ดี แต่ก็ต้องรู้จักหลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวง
กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าจะเป็นโลกาภิวัตน์ หรือทวนโลกาภิวัตน์ การรู้จักศึกษาพัฒนาการ และมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันกับสถานการณ์ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น คำหลัก(key word) คือ “การปรับตัว”







