INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วิกฤติระบบทองคำและเงินโลก:เมื่อตลาดกระดาษใกล้จุดพังทลาย

วิกฤติระบบทองคำและเงินโลก:เมื่อตลาดกระดาษใกล้จุดพังทลาย

บทนำ: สัญญาณอันตรายที่ไม่อาจมองข้าม

ในช่วงต้นปี 2026 ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบการเงินโลก ราคาทองคำพุ่งทะลุ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงินพุ่งสูงถึงกว่า 120 ดอลลาร์ก่อนจะดิ่งลง 26% ในวันเดียว ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงความผันผวนของราคาในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป แต่เป็นสัญญาณของการแตกสลายของโครงสร้างพื้นฐานที่ค้ำจุนระบบการเงินโลกมานานกว่า 50 ปี

บทความนี้จะวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของวิกฤติครั้งนี้ ตั้งแต่โครงสร้างของตลาด “ทองคำกระดาษ” ที่สร้างสัญญามากกว่าทองจริงหลายสิบเท่า ไปจนถึงการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ของมหาอำนาจอย่างจีน และจะส่งผลกระทบต่อนักลงทุน ระบบการเงิน และเศรษฐกิจโลกอย่างไรในอนาคต

ส่วนที่ 1: กายวิภาคของตลาดทองคำสมัยใหม่

1.1 ระบบทองคำกระดาษ: พีระมิดกลับหัว

ตลาดทองคำในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยการซื้อขายทองคำตัวจริงอีกต่อไป แต่ถูกครอบงำโดยสิ่งที่เรียกว่า “ทองคำกระดาษ” (Paper Gold) ซึ่งหมายถึงสัญญาทางการเงินต่างๆ ที่อ้างว่ามีทองคำรองรับ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures), กองทุนรวมทองคำ (Gold ETF), หรือใบรับฝากทอง (Gold Certificates)

ข้อมูลจากผู้บริหารบริษัท Aurelion เปิดเผยว่า 98% ของการลงทุนในทองคำในปัจจุบันเป็นเพียงใบรับรอง (IOUs) ไม่ใช่ทองจริง นี่หมายความว่าในตลาด มีคนถือสัญญาที่อ้างสิทธิ์ในทองคำมากกว่าปริมาณทองจริงที่มีอยู่หลายสิบเท่า ตัวอย่างเช่น ในตลาดลอนดอน การซื้อขายทองคำเกิดขึ้น 20 ล้านออนซ์ต่อวัน หรือ 100 ล้านออนซ์ต่อสัปดาห์ ซึ่งเท่ากับการผลิตทองคำทั้งปีของโลกถูกซื้อขายทุกสัปดาห์ โดยที่ 96% ของทองคำที่ซื้อขายไม่มีตัวจริง

โครงสร้างนี้เหมือนกับระบบธนาคารที่รับฝากเงิน 100 ดอลลาร์ แต่เก็บเงินสดไว้เพียง 2 ดอลลาร์ ในสภาวะปกติ ระบบนี้ทำงานได้ดีเพราะไม่มีใครเรียกร้องให้ส่งมอบทองจริงพร้อมกัน แต่เมื่อความไว้วางใจเริ่มสั่นคลอน ระบบนี้ก็จะพังทลายในทันที

1.2 COMEX และ LBMA: หัวใจของระบบที่เปราะบาง

ตลาดทองคำโลกมีศูนย์กลางหลักสองแห่ง คือ COMEX ในนิวยอร์ก และ London Bullion Market Association (LBMA) ในลอนดอน ทั้งสองตลาดนี้ทำหน้าที่กำหนดราคาทองคำอ้างอิงให้กับโลก แต่กลับมีปริมาณทองจริงที่สามารถส่งมอบได้น้อยมาก

ข้อมูลจาก COMEX แสดงให้เห็นว่า มีสัญญาที่ส่งมอบทองจริงน้อยกว่า 2% เท่านั้น ส่วนที่เหลือ 98% ถูกชำระด้วยเงินสดหรือโยงต่อไปเดือนถัดไป ซึ่งเป็นเพียงคำสัญญาบนกระดาษ ในช่วงวิกฤติ COVID-19 เมื่อมีนาคม 2020 ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ซึ่งเป็นผู้เก็บทองคำให้กับ LBMA ไม่สามารถส่งมอบทองได้ตามกำหนด 14 วัน ต้องขยายเป็น 4-8 สัปดาห์ และต้องขอยืมทองจากธนาคารกลางอื่นๆ เพื่อมาชดเชย

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ เจ้าหน้าที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า “default” (ผิดสัญญา) เพราะกลัวจะส่งสัญญาณว่ามีการขาดแคลนโลหะจริงๆ ซึ่งจะทำให้ตลาดกระดาษระส่ำระสาย แทนที่จะเป็น COMEX ต้องเพิ่มสัญญาใหม่ที่ชื่อว่า Accumulated Certificates of Exchange (ACE) ที่อนุญาตให้ผู้ขายส่งมอบ “ใบรับรองเศษส่วน” แทนทองจริง กล่าวคือ แทนที่จะส่งทองคำ ก็ส่งกระดาษใบใหม่ที่บอกว่า “เรายังค้างทองคุณอยู่”

ส่วนที่ 2: วิกฤติเงิน 2026 – กรณีศึกษาของการล่มสลาย

2.1 ความต้องการส่งมอบที่พุ่งสูงผิดปกติ

ในเดือนมกราคม 2026 ซึ่งตามปกติไม่ใช่เดือนส่งมอบหลัก COMEX เผชิญกับความต้องการส่งมอบเงินที่พุ่งสูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการร้องขอส่งมอบมากกว่า 40 ล้านออนซ์ ในขณะที่ปีก่อนๆ ช่วงเดียวกันมีเพียง 1-2 ล้านออนซ์เท่านั้น ในระยะเวลาเพียง 7 วัน มีการถอนเงินจริงออกจาก COMEX ถึง 33.45 ล้านออนซ์ หรือประมาณ 26% ของสต็อกที่ลงทะเบียนทั้งหมด

นักวิเคราะห์โลหะมีค่าอาวุโส Bill Holter เตือนว่า COMEX อาจเกิดการผิดสัญญาการส่งมอบเงินจริงได้เร็วๆ นี้ในเดือนมีนาคม 2026 ขณะนี้ COMEX มีสต็อกเงินที่ลงทะเบียนประมาณ 110-120 ล้านออนซ์ แต่ถ้าความต้องการส่งมอบในเดือนมีนาคมถึง 70-80 ล้านออนซ์ตามที่คาดการณ์ อาจทำให้สต็อกหมดได้

สิ่งที่น่าสนใจคือพฤติกรรมของผู้ถือสัญญา หลายรายเลือกที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อดึงการส่งมอบมาก่อนกำหนดหลายสัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับเงินจริงไว้ในครอบครอง นี่เป็นสัญญาณชัดเจนว่านักลงทุนสถาบันเริ่มไม่ไว้วางใจในความสามารถของตลาดในการส่งมอบ

2.2 ราคาพุ่งและดิ่งอย่างรุนแรง

ราคาเงินมีพฤติกรรมที่ผิดปกติอย่างมาก ในช่วงกลางเดือนมกราคม 2026 ราคาเงินพุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากนั้นไม่นาน ราคากระโดดขึ้นไปสูงกว่า 120 ดอลลาร์ ก่อนจะดิ่งลง 26% ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี

การดิ่งลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการที่ CME Group ซึ่งเป็นเจ้าของ COMEX เพิ่มอัตราหลักประกันการซื้อขายล่วงหน้า (margin requirement) จาก 9% เป็น 11% ของมูลค่าสัญญา การเพิ่มขึ้นนี้บังคับให้นักเก็งกำไรที่ใช้เลเวอเรจสูงต้องขายตำแหน่งออกทันที ทำให้ราคาดิ่งลง นักวิเคราะห์หลายคนมองว่านี่เป็นการ “ตีตลาด” (Paper Smash) อย่างเจตนา เพื่อช่วยสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ขายชอร์ตเงินไว้จำนวนมหาศาลให้รอดพ้นจากการล้มละลาย

ที่น่าสนใจคือ อัตราค่าธรรมเนียมการยืมเงิน (lease rate) พุ่งขึ้นจาก 0.3-0.5% เป็น 8% นี่แสดงว่าเงินจริงในคลังแทบไม่มีให้ยืม แม้ว่าตลาดกระดาษยังมีคนซื้อขายกันอยู่เป็นจำนวนมาก

2.3 บทบาทของจีนในการเปลี่ยนกลไกตลาด

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดเงินตึงตัวคือการที่จีนประกาศห้ามส่งออกเงินตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยจัดเงินเป็น “วัตถุดิบเชิงกลยุทธ์” (Strategic Material) การตัดสินใจนี้ส่งผลกระทบอย่างมากเพราะจีนควบคุมประมาณ 70% ของอุปทานเงินโลก

นอกจากนี้ ธนาคารจีนยังซื้อห้องนิรภัยในลอนดอนและนิวยอร์กมาหลายปีแล้ว ทองบางส่วนถูกส่งไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อหลอมเป็นแท่ง 1 กิโลกรัมสำหรับตลาดเซี่ยงไฮ้ แต่บางส่วนยังคงอยู่ในคลังตะวันตก ทำให้ดูเหมือนว่าคลังยังมีทองเยอะ แต่ทองนั้นไม่ได้วางขายจริง นักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนกำลัง “ทดสอบ” ระบบตะวันตก และอาจเรียกร้องให้ส่งมอบทองทั้งหมดพร้อมกันในอนาคต ซึ่งจะทำให้ระบบทองคำตะวันตกพังทลายทันที

ส่วนที่ 3: ภาวะทองคำ – การปรับตัวของสินทรัพย์ปลอดภัย

3.1 ราคาทองคำทะลุระดับประวัติการณ์

ในปี 2025 ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นถึง 65% และต่อเนื่องมาในต้นปี 2026 โดยราคาทองคำทะลุระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในประเทศไทย ราคาทองรูปพรรณพุ่งสูงถึง 74,000 บาทต่อบาท ปรับขึ้น 2,050 บาทในวันเดียว การพุ่งขึ้นครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการเพิ่มขึ้นที่แรงที่สุดนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970

ธนาคาร JPMorgan คาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจพุ่งถึง 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2026 และมีโอกาสสูงถึง 6,000 ดอลลาร์ในระยะยาว ในบางสถานการณ์ที่เลวร้าย ราคาอาจพุ่งสูงถึง 8,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากเกิดวิกฤติความเชื่อมั่นในระบบการเงิน

3.2 ธนาคารกลางทั่วโลกแย่งซื้อทองคำ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาทองคำคือการที่ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ในปี 2025 ธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิ 863 ตัน แม้จะต่ำกว่าระดับ 1,000 ตันของสามปีก่อน แต่ก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2010-2021 ที่ 473 ตันมาก คาดการณ์ว่าในปี 2026 ธนาคารกลางจะซื้อทองคำประมาณ 755 ตัน

ธนาคารกลางที่ซื้อมากที่สุดในปี 2025 ได้แก่ ธนาคารกลางโปแลนด์ (102 ตัน), ธนาคารกลางคาซัคสถาน (41 ตัน), และธนาคารกลางตุรกี (27 ตัน) ส่วนธนาคารกลางจีน (PBOC) ซื้อเพียง 27 ตัน ลดลงจากปีก่อนๆ อย่างมาก ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนอาจกักตุนทองโดยไม่รายงานตัวเลขที่แท้จริง

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ราคาทองจะสูงมาก แต่ธนาคารกลางก็ยังคงซื้อต่อเนื่อง เพราะเมื่อราคาทองสูงขึ้น ธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องซื้อทองมากในหน่วยตันเพื่อให้ได้สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองตามที่ต้องการ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลไก ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

3.3 นักลงทุนสถาบันและรายย่อยหันมาถือทอง

นอกจากธนาคารกลางแล้ว กองทุนรวมทองคำ (Gold ETF) ทั่วโลกมีการไหลเข้าสุทธิ 801 ตันในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่มีการไหลเข้าสูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ นี่แสดงว่านักลงทุนสถาบันและรายย่อยกำลังหันมาถือทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น

ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญก็เพิ่มขึ้นเป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี เมื่อนักลงทุนรายย่อยและผู้มีทรัพย์สินสูงต้องการถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 เพียงไตรมาสเดียว มีความต้องการซื้อทองคำแท่งและเหรียญ 420 ตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ความต้องการทองคำรวมทั้งหมดในปี 2025 ทะลุ 5,000 ตันเป็นครั้งแรก และเมื่อรวมกับราคาที่สูงขึ้น มูลค่าตลาดทองคำทั้งหมดเพิ่มขึ้น 45% เป็น 555 พันล้านดอลลาร์

ส่วนที่ 4: สัญญาณเตือนระบบใกล้ล่มสลาย

4.1 ความแตกต่างระหว่างราคากระดาษและราคาตัวจริง

เมื่อลอนดอนไม่สามารถส่งมอบทองได้ในปี 2020 ราคาทองในตลาดกระดาษกับทองจริงแตกต่างกันถึง 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันเดียว นี่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดกระดาษกำลังสูญเสียความเชื่อมั่น และความแตกต่างนี้กำลังขยายใหญ่ขึ้นในปี 2026

ในตลาดเงิน ค่าพรีเมี่ยมของเงินจริงเทียบกับสัญญากระดาษพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก บริษัทผลิตเหรียญเงินและแท่งเงินรายงานว่าต้องรอคิวการส่งมอบนานหลายสัปดาห์ ในขณะที่ตลาดกระดาษยังซื้อขายกันได้ตามปกติ นี่แสดงว่าตลาดกำลังแยกเป็นสองโลก: โลกของกระดาษที่มีปริมาณมากแต่ไม่มีสาระ และโลกของโลหะจริงที่มีจำกัดและมีค่า

4.2 การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ฉุกเฉิน

ในเดือนมีนาคม 2025 COMEX ถอดสัญญาทองคำที่เชื่อมกับลอนดอนออก 4 ประเภท การตัดความเชื่อมโยงนี้เกิดขึ้นก่อนที่ระบบจะพังอย่างเห็นได้ชัด นี่เป็นสัญญาณว่าผู้บริหารตลาดกำลังเตรียมรับมือกับวิกฤติที่กำลังจะมาถึง

นอกจากนี้ CME Group ยังมีปัญหาระบบในช่วงที่ราคาเงินพุ่งและมีความต้องการส่งมอบสูง หลายฝ่ายตั้งคำถามว่านี่เป็น “อุบัติเหตุ” จริงหรือไม่ หรือเป็นการยืดเวลาเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์วิกฤติ

สัดส่วนของสัญญาทองในลอนดอนที่ถูกชำระด้วยเงินสดแทนทองจริงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่าพรีเมี่ยมที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้ทองจริงก็สูงขึ้น นี่หมายความว่า ผู้ที่ซื้อทองกระดาษอาจไม่ได้รับทองจริงตามที่คาดหวัง แต่จะได้รับเงินชดเชยแทน ซึ่งถ้าราคาทองพุ่งขึ้น 50% ผู้ลงทุนก็จะพลาดกำไรส่วนนั้นไป

4.3 การเคลื่อนย้ายทองกลับประเทศ

ธนาคารกลางหลายประเทศกำลังเคลื่อนย้ายทองคำที่ฝากไว้ในลอนดอนและนิวยอร์กกลับประเทศตัวเอง เช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และออสเตรีย การเคลื่อนไหวนี้แสดงว่าธนาคารกลางเหล่านี้ไม่ไว้วางใจในระบบเก่าอีกต่อไป และต้องการให้แน่ใจว่าทองคำของตนอยู่ในความครอบครองจริง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือธนาคารกลางโปแลนด์ที่ประกาศเพิ่มเป้าหมายสัดส่วนทองคำในทุนสำรองจาก 20% เป็น 30% และวางแผนจะเพิ่มทองคำสำรองเป็น 700 ตัน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ นี่ชี้ให้เห็นว่าการถือทองคำไม่ใช่เพียงการลงทุน แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วย

ส่วนที่ 5: ผลกระทบต่อระบบการเงินโลก

5.1 สถานการณ์วิกฤติที่อาจเกิดขึ้น

หากเกิดการผิดสัญญาการส่งมอบเงินใน COMEX ในเดือนมีนาคม 2026 ผลกระทบจะรุนแรงมาก นักวิเคราะห์ Bill Holter เตือนว่า มูลค่าสัญญาจะเป็นศูนย์ทันที และจะส่งผลไปถึงตลาดทองคำ จากนั้นกระทบตลาดเครดิต และอาจทำให้ระบบการเงินทั้งหมดล่มสลาย เพราะเศรษฐกิจจริงทำงานบนพื้นฐานของความเชื่อมั่นและเครดิต

สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นมีหลายระดับ: ในสถานการณ์แรก ผู้ถือสัญญา 20% เรียกร้องส่งมอบจริง COMEX ต้องหาเงิน 100 ล้านออนซ์ แต่มีเพียง 30 ล้านออนซ์ ในสถานการณ์ที่สอง ถ้า 30% เรียกร้อง จะต้องหา 150 ล้านออนซ์ และในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ถ้า 40% เรียกร้อง จะต้องหา 200 ล้านออนซ์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างชัดเจน

5.2 ผลกระทบต่อดอลลาร์สหรัฐและระบบเงินสำรอง

ทองคำและเงินมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับดอลลาร์สหรัฐ เมื่อความเชื่อมั่นในตลาดทองคำและเงินสั่นคลอน ความเชื่อมั่นในดอลลาร์ก็จะสั่นคลอนตามไปด้วย เพราะหลังจากที่สหรัฐฯ ยกเลิกระบบ Bretton Woods ในปี 1971 ดอลลาร์ไม่มีทองคำรองรับอีกต่อไป แต่อาศัยความเชื่อมั่นและความสามารถในการบังคับใช้เป็นหลัก

หากระบบทองคำกระดาษพังทลาย จะเป็นการพิสูจน์ว่าระบบเงินที่อิงกับคำสัญญาไม่น่าเชื่อถือ ประเทศต่างๆ จะเร่งกระจายทุนสำรองออกจากดอลลาร์และสินทรัพย์ทางการเงินไปสู่สินทรัพย์จริง โดยเฉพาะทองคำ นี่จะเป็นการเร่งกระบวนการ “de-dollarization” ที่เกิดขึ้นอยู่แล้วให้เร็วขึ้น

5.3 การแทรกแซงของรัฐบาล

ในกรณีที่วิกฤติเกิดขึ้นจริง รัฐบาลสหรัฐและหน่วยงานกำกับดูแลจะต้องเข้าแทรกแซง มีหลายทางเลือกที่อาจเกิดขึ้น: การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ฉุกเฉินเพื่ออนุญาตให้ชำระด้วยเงินสดแทนโลหะจริง, การห้ามการซื้อขายชั่วคราว, การจำกัดการส่งออกทองคำและเงิน, หรือแม้แต่การยึดทองคำส่วนบุคคลเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 1933

ประวัติศาสตร์ให้บทเรียนว่า เมื่อระบบการเงินเผชิญวิกฤติ รัฐบาลมักจะเลือกปกป้องสถาบันการเงินขนาดใหญ่มากกว่านักลงทุนรายย่อย ในเหตุการณ์ Hunt Brothers ปี 1980 เมื่อพี่น้อง Hunt พยายามยึดครองตลาดเงิน COMEX ได้เปลี่ยนกฎให้ “ชำระเงินเท่านั้น” (liquidation only) ทำให้ราคาเงินดิ่ง 30% ในสองวัน และพี่น้อง Hunt ล้มละลาย

ส่วนที่ 6: คำแนะนำสำหรับนักลงทุน

6.1 เข้าใจความเสี่ยงของทองคำกระดาษ

นักลงทุนที่ถือ ETF ทองคำและเงินควรตระหนักว่า ในสถานการณ์วิกฤติ อาจไม่สามารถแลกเป็นโลหะจริงได้ กองทุน ETF ส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยรับทองจริง และแม้กองทุนที่อนุญาตก็มีกระบวนการที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ ในสถานการณ์วิกฤติ กองทุนอาจถูกบังคับให้ชำระด้วยเงินสดแทน

ผู้ที่ซื้อขายสัญญาล่วงหน้า (Futures) เผชิญความเสี่ยงสูงกว่า เพราะส่วนใหญ่จะถูกชำระด้วยเงินสด ไม่ใช่โลหะจริง และในกรณีที่ตลาดมีปัญหา อาจได้รับเพียงค่าชดเชยตามราคาที่กำหนด ไม่ใช่ราคาตลาดที่แท้จริง

6.2 การถือโลหะมีค่าจริง

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการปกป้องทรัพย์สิน การถือทองคำและเงินจริงในรูปแบบแท่งหรือเหรียญที่เก็บในความครอบครองของตนเองเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ก็มั่นใจได้ว่าเมื่อเกิดวิกฤติ จะมีสินทรัพย์จริงอยู่ในมือ

ควรเลือกซื้อจากผู้ขายที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบความบริสุทธิ์และน้ำหนัก และเก็บรักษาในที่ปลอดภัย เช่น ตู้นิรภัยส่วนตัวหรือห้องนิรภัยของธนาคาร บางคนเลือกกระจายการเก็บไว้หลายที่เพื่อลดความเสี่ยง

6.3 การกระจายความเสี่ยง

ไม่ควรลงทุนในทองคำและเงินเพียงอย่างเดียว แม้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันจะมีเหตุผลสนับสนุนการถือโลหะมีค่า แต่ก็ควรกระจายพอร์ตโฟลิโอ อาจแบ่งเป็น 10-30% ในโลหะมีค่าจริง, 20-40% ในสินทรัพย์สภาพคล่อง, และส่วนที่เหลือในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์, หุ้น, หรือพันธบัตร

สำหรับผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ อาจพิจารณาลงทุนในหุ้นบริษัทเหมืองทองคำและเงิน โดยเฉพาะบริษัทในระยะสำรวจที่มีแหล่งแร่คุณภาพสูงในพื้นที่ที่มีเสถียรภาพทางการเมือง แต่ต้องระวังว่าหุ้นเหล่านี้มีความผันผวนสูงมาก

6.4 ระวังกับดักของการใช้เลเวอเรจ

การซื้อขายทองคำและเงินด้วยเลเวอเรจ (Margin Trading) หรือการขายชอร์ต (Short Selling) มีความเสี่ยงสูงมาก โดยเฉพาะในตลาดที่ผันผวนอย่างปัจจุบัน เราเห็นแล้วว่าเมื่อตลาดเคลื่อนไหวผิดทาง ผู้ขายชอร์ตอาจต้องซื้อคืนในราคาที่สูงลิ่วและล้มละลาย

หากจำเป็นต้องใช้เลเวอเรจ ควรใช้ในระดับที่ต่ำ (ไม่เกิน 2-3 เท่า) และมีแผนการตัดขาดทุนที่ชัดเจน นอกจากนี้ ควรติดตามข่าวสารและการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

บทสรุป: ยุคใหม่ของตลาดทองคำและเงิน

วิกฤติตลาดทองคำและเงินที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2026 ไม่ใช่เพียงความผันผวนของราคาตามปกติ แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินโลก ระบบทองคำกระดาษที่สร้างสัญญามากกว่าทองจริงหลายสิบเท่ากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น

สัญญาณเตือนมีอยู่ทั่วไป: ความต้องการส่งมอบโลหะจริงที่พุ่งสูง, ค่าพรีเมี่ยมของโลหะจริงที่เพิ่มขึ้น, การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ฉุกเฉิน, และการเคลื่อนย้ายทองคำกลับประเทศของธนาคารกลาง ทั้งหมดนี้ชี้ไปที่ข้อสรุปเดียวกัน: ระบบเก่ากำลังล้มเหลว และระบบใหม่กำลังเกิดขึ้น

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2026 อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ หาก COMEX ไม่สามารถส่งมอบเงินได้ตามสัญญา จะเป็นการพิสูจน์ว่าระบบกระดาษไม่สามารถเชื่อถือได้ และจะเกิดการแย่งกันถอนทองคำและเงินจากระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของตลาดทองคำกระดาษทั้งหมด

สำหรับนักลงทุน นี่เป็นเวลาที่ต้องทบทวนกลยุทธ์การลงทุนอย่างจริงจัง การถือทองคำและเงินจริงในความครอบครองของตนเองอาจเป็นการป้องกันที่ดีที่สุดในยุคของความไม่แน่นอน แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ลงทุนมากเกินไปจนขาดสภาพคล่อง การกระจายความเสี่ยงและการมีแผนรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ

ในที่สุด สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นการกลับไปสู่ระบบที่ทองคำและเงินมีบทบาทสำคัญในระบบการเงินโลกอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของมาตรฐานทองคำใหม่ หรือการที่ประเทศต่างๆ เพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองมากขึ้น ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า เมื่อระบบเงินตราที่อิงกับความเชื่อมั่นล้มเหลว ผู้คนมักกลับไปหาสินทรัพย์จริงที่มีมูลค่าในตัวเอง และทองคำกับเงินได้พิสูจน์ตัวเองมาหลายพันปีแล้วว่าเป็นที่เก็บมูลค่าที่เชื่อถือได้

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอาจเจ็บปวดและสับสนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจนำไปสู่ระบบการเงินที่มีเสถียรภาพและความโปร่งใสมากกว่าที่เคยเป็นมา นักลงทุนที่เข้าใจและเตรียมพร้อมจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ได้ และอาจได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลก

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้เขียนไม่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจลงทุนใดๆ ที่ผู้อ่านทำขึ้นจากข้อมูลในบทความนี้ การลงทุนในทองคำ เงิน และสินทรัพย์อื่นๆ มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุน

เกี่ยวกับบทความ

บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวและการวิเคราะห์ที่เชื่อถือได้ ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 รวมถึงข้อมูลจาก World Gold Council, JPMorgan Global Research, CME Group, และผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะมีค่าหลายท่าน สถานการณ์ในตลาดทองคำและเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้อ่านควรติดตามข้อมูลล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ

ศ.พล.ท สมชาย วิรุฬหผล

รวบรวม เรียบเรียง และวิเคราะห์

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *