INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เรื่องราวชีวิตของโฮวาร์ด ชูลท์ สร้างสตาร์บัคส์อย่างไร

517403 2

เรื่องราวชีวิตของโฮวาร์ด ชูลท์ สร้างสตาร์บัคส์อย่างไร

มาร์ธา วอชิงตัน กล่าว่า “ส่วนที่ยิ่งใหญ่ของความสุข หรือความทุกข์ของเรา ขึ้นอยู่กับการทับถมของเรา และไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”
โฮวารด ชูลท์ ผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ เจริญเติบโตภายในความยากจน มองเห็นพ่อของเขากลายเป็น ขาหัก จากการทำงานหนักด้วยเงินเล็กน้อย ไม่มีความหวังของโอกาสมากขึ้นภายในครอบครัวของเขา เรื่องราวนี้ได้กลายเป็น
เเรงบันดาลใจต่อเขา เมื่อเขาได้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ ตรงที่เขาต้องการสร้างวัฒนธรรมบริษัทที่สามารถยกบุคคลออกจากความสิ้นหวังที่พ่อของเขาได้เผชิญ วัยเด็กที่ท้าทายของโฮวาร์ด ชูลท์ไม่ได้กำหนดเขา มันจุดไฟเขาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เขารู้ว่าเขาเป็นมากกว่าสถานการณ์ของเขา โฮวาร์ด ชูลท์
ได้พิชิตเบ้าหลอมของเขา
เราได้อ่านภายใน Discover Your True North พบว่าโฮวาร์ด ชูลท์มีความเจ็บปวดวัยเด็ก พ่อของเขาเกิดอุบัติเหตุ และไม่สามารถทำงานได้ เมื่อเขายังหนุ่ม ออกจากครอบครัวภายในความยากจน โฮวาร์ด ชูลท์ กล่าวว่าวัยเด็กของเขาลำบากอย่างแน่นอน ผมโกรธพ่อของผมต่อการปล่อยทิ้งครอบครัวภายในวิกฤติ ผมรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ด้อยโอกาส นั่นคือเขาขาดความรับผิดชอบ
ผมคิดโดยพื้นฐานว่าเขาไม่ได้พยายามอย่างหนักเพียงพอที่จะบรรลุความสำเร็จ และนั่นมันเป็นความผืดของเขาที่เรายากจน การมีชีวิตอยู่แบบหาเช้ากินค่ำ ต่อมาภายในชีวิตของผม ผมได้รับรู้ว่าพ่อผมถูกทุบตีโดยระบบที่ไม่เคยออกแบบช่วยเหลือเขา สนับสนุนเขาเเต่อย่างใด
ผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ โฮวาร์ด ชูลท์ เป็นผู้นำที่ใช้เรื่องราวชีวิตของเขาระบุความเป็นผู้นำของเขา ภายในฤดูหนาวของ ค.ศ 1961 โฮวาร์ด ชูลทอายุ
7 ปี กำลังขว้างก้อนหิมะกับเพื่อนของเขาข้างนอกอาคารอพารตเม้นท์ครอบครัวของเขาภายในบรุคลิน โฮวาร์ดเข้ามาข้างใน แม่ของเขาได้ร้องตะโกนลงมาจากอพารตเม้นท์ชั้นที่เจ็ดของพวกเขา พ่อมีอุบัติเหตุ อะไรที่ตามมาได่้สร้างเขาต่อส่วนที่เหลืออยู่ของชีวิต
เขาได้พบพ่อของเขาเข้าเฝือกเต็มขา นอนเหยียดบนโซฟาห้องนั่งเล่น ในขณะที่ที่ืำงานเป็นคนขับรถบันทุกจัดส่ง พ่อของชูลท์ได้ตกลงมาบนแผ่นน้ำแข็ง และทำให้หัวเข่าของเขาแตก ด้วยเหตุนี้เขาต้องสูญเสียงาน แม่ของชูลท์ ไม่สามารถไปทำงาน เพราะว่าเธอกำลังท้องเจ็ดเดือน ครอบครัวไม่มีอะไรเลยหันกลับไปหา ตอนเย็นหลายครั้งโฮวาร์ด ชูลท์ ได้ฟังพ่อเม่ของเขากล่าว ณ โต๊ะอหารเย็นเกี่ยวกับพวกเขาต้องกู้ยืมเงินมากเท่าไร ถ้าโทรศัพท์ดังขึ้น แม่ของเขาขอให้ชูลทรับสาย และบอกผู้เก็บเงินว่าพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน
โฮวาร์ด ซูลท์ ได้สาบานเขาจะทำมันแตกต่างกันเมื่อเขามีโอกาส เขาฝันถึงการสร้างบริษัทที่ปฏิบัติต่อบุคคลของพวกเขาดี และให้ประโยชน์การดูสุขภาพ เขาไม่ได้รับรู้เลยว่าวันหนึ่งเขาต้องรับผิดชอบบุคคล 140,000 คน ทำงานภายในร้านกาแฟ 11,000 แห่งทั่วโลก โฮวาร์ด ชูลทถูกจูงใจโดยประสบการณ์ชีวิตของเขา ก่อตั้งสตาร์บัคส์ และสร้างมันเป็นร้านกาแฟเนวหน้าของโลก ภายหลังการเป็นซีอีโอสิบสามปี เขาได้ยกตำแหน่งแก่ผู้สืบทอดของเขา แต่เขายังคงเป็นประธานกรรมการอยู่
ความทรงจำของเขา การขาดการดูแลสุขภาพของพ่อของเขานำโฮวาร์ด
ชูลท์ไปสู่
การสร้างสตาร์บัคส์ บริษัทอเมริกันที่ให้การดูแลสุขภาพแก่บุคคลของ
พวกเขา ทำงานอย่างน้อยที่สุดยี่สิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ เเรงบันดาลใจของ
ผมมาจากการมองเห็นพ่อของผมเกิดอุบัติเหตุ
เหตุการณ์นี้เชื่อมโยงโดยตรงกับวัฒนธรรมและค่านิยมของสตาร์บัคส์
ผมต้องการสร้างบริษัทที่พ่อของผมไม่เคยมีโอกาสทำงาน ตรงที่เราควร
จะถูกให้คุณค่าและเคารพ ไม่ว่าเรามาจากที่ไหน ผิวของเราสีอะไร
ไม่เหมือนกับบุคคลบางคนที่ลุกขึ้นจากการเริ่มต้นที่ถ่อมตัวสร้างความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ โฮวาร์ด ชูลท์ไม่ละอายต้นกำเนิดของเขา เขายกย่องเรื่องราวชีวิตของเขา ด้วยการให้แรงจูงใจแก่เขาสร้างความสำเร็จของธุรกิจที่ยิ่งใหญ่
เขาไม่เคยลืมเขามาจากที่ไหน หรือยอมให้ความมั่งคั่งของเขาเข้าสู่หัวของเขา ผมรายรอบด้วบบุคคลทำงานหาเช้ากินค่ำ พยายามจ่ายใบเสร็จที่รู้สึกไม่มีความหวัง นั่นเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่คยออกไปจากเรา – ไม่เคย
เเม่ของเขาบอกเขาว่าเขาสามารถทำอะไรก็ตามที่เขาต้องการภายในอเมริกา จากความทรงจำเริ่มแรกของผม ผมจำคำพูดของเธอครั้งเเล้วครั้งเล่า มันเป็นเวทย์มนต์ของเธอ พ่อของผมมีผลกระทบตรงกันข้าม เหมือนกับ
คนขับรถบันทุก คนขับรถแทกซี่ และคนงานโรงงาน เขามักจะทำงาน
สองหรือสามอย่างในขณะเดียวกัน แต่ไม่เคยมีรายได้มากกว่า 20,000 เหรียญต่อปี โฮวาร์ด ชูลท์ ได้มองพ่อของเขาล้มเหลวในขณะที่บ่นอย่างขมขื่น เกี่ยวกับไม่มีโอกาสหรือความเคารพจากบุคคลอื่น
ผมล้อมรอบโดยบุคคลทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ พยายยามจ่ายใบเสร็จ
บุคคลรู้สึกคล้ายกับไม่มีความหวัง และพวกเขาเพียงแค่ไม่ได้หยุดพัก นั่นเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยออกไปจากคุณ ไม่เคย เเม่ของโฮวาร์ด ชูลท์กระตุ้นเขาอย่างสม่เสมอทำบางสิ่งบางอย่างมากขึ้นกับชีวิตของเขา อดีตของเขามีอิทธิพลต่อวิถีทางทั้งหมดของเขาที่จะสร้างและนำบริษัท ผมต้องการสร้างบริษัทที่พ่อของผมไม่เคยมีโอกาสทำงาน
นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำไมผมพยายามอย่างหนักมั่นใจว่าสตาร์บัคส์เป็น
บริษัทดูเเลบุคคลของพวกเรา เราให้การดูแลสุขภาพ แม้แต่บุคคลทำงาน
ไม่เต็มเวลา ผมต้องการมั่นใจว่า ผมไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของระบบอย่างเดียวกับที่ทุบตีพ่อของผม ผมต้องการให้บริษัทของผมช่วยยกบุคคลขึ้นสูง
ค่านิยมเหล่านี้เป็นส่วนพื้นฐานที่สุดของธุรกิจของผม ผมคิดว่าวัยหนุ่มของผมเป็นเบ้าหลอมอย่างแน่นอน แต่สิ่งนั้นเป็นประสบการณ์ เพื่อที่จะขุดให้ลึกลง เราต้องเสี่ยงภัย บางครั้งเราต้องเสี่ยงภัยมากกว่าที่บุคคลอื่นคิดว่าปลอดภัย เราต้องฝันให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ผมมีความฝันนี้ ผมมองเห็นบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับอะไรที่สตาร์บัคส์ควรจะเป็น บางสิ่งบางอย่างที่บุคคลอื่นมองไม่เห็น ผมเต็มใจที่จะเสี่ยงภัยสูงบรรลุความฝันที่ยิ่งใหญ่ และในที่สุดเขาได้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ และกลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่เขายังคงเป็นจริงอย่างมากต่อเรื่องราวชีวิตของเขา
การเปิดเผยอย่างหนึ่งของ True North คือเรื่องราวส่วนบุคคลของผู้นำเหล่านี้สำคัญอย่างไรภายในการความสร้างความเป็นผู้นำของพวกเขา ครั้งแล้วครั้งเล่าการสัมภาษณ์เหล่านี้ได้อธิบายจุดพลิกผันภายในชีวิตของ
พวกเขา – ผมเรียกมัน เบีาหลอม – ได้ปฏิรูปพวกเขาไปสู่ผู้นำที่พวกเขาเป็นอยู่วันนี้ เรี่องราวเหล่านี้ของพวกเขากลายเป็นบุคคลที่พวกเขาได้เปิดเผย
ค่านิยมยึดถืออย่างลึกซึ้งที่สุดของพวกเขาอย่างไร ความเชื่อที่ลุ่มหลง
มากที่สุดของพวกเขา โฮวาร์ด ชูลท์ จำได้ว่าตอนเป็นเด็กอายุเจ็ดปี เขาได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลอย่างไร ด้วยข่าวที่พ่อเป็นคนขับรถได้ตกบนแผ่นน้ำแข็งและหัวเข่าของเขาแตก เขาได้ถูกไล่ออกจากงานของเขาอุบัติเหตุทำให้พ่อของโฮวาร์ด ชูลท์ สูญเสียงานของเขา และไม่มีการประกันสุขภาพ
ไม่มีค่าตอบแทนของคนงาน และไม่มีเงินออมของครอบครัว ภาพของพ่อของผมบนโซฟา หมดหนทาง ติดตาผมอยู่ตลอดเวลา
บุคคลส่วนใหญ่เรียกแม่ของผมว่าบอบบี้ เธอเป็นผู้เชื่อมั่นอย่างรุนแรงภายในความฝันของชาวอเมริกัน และมันเป็นแม่ของผมให้ความเชื่อมั่นแก่ผม เชื่อว่าผมสามารถวันหนึ่งสร้างชีวิตที่ดีกว่าต่อตัวผมเอง เมื่อ ค.ศ 1975 ภายหลังจากการเข้าศึกษามหาศึกษานอร์ทเธิรน มิชิแกน ด้วยทุนการศึกษาฟุตบอล ผมกลายเป็นบุคคลแรกของครอบครัวจบมหาว้ทยาลัย โชคไม่ดีพ่อแม่ของผมไม่สามารถรับภาระเข้าร่วมพิธีรับปริญญา แต่ผมรู้ว่าเเม่ของผมภูมิใจ โฮวาร์ด ชูลท์ ได้ไปทำงาน ณ ซีรอกซ์ แต่สภาพแวดล้อมที่นี่ระบบราชการเกินไปและตายตัวต่อเขา ภายในงานใหม่ขายเครื่องตัมกาแฟ เขาได้ค้นพบผู้ค้าปลีกกาแฟรายเล็กภายในไพค์ เพลซ มาร์เก็ต แห่งซีเเอตเติ้ล เขาได้เข้าร่วมกับผู้ค้าปลีกกาแฟ กลายเป็นผู้อำนวยการค้าปลีกและการตลาด
ประสบการณ์นั้นนำโฮวาร์ด ชูลท์ ไปสู่การสร้างธุรกิจโลก สิ่งที่สร้างไม่ใช่บนลาเต้และแฟรบพูชิโนส เแต่บนความเชื่อว่าบุคคลทุกคนของสตาร์บัคส์สมควรได้รับความเคารพและการดูเเลสุขภาพ
พ่อเม่ของผมไม่ได้จบโรงเรียนมัธยมเลย และภายหลังจากพ่อของผมกลับจากสงครามโลกครั้วที่สอง เขาได้ใช้ชีวิตการทำงานรายได้ต่ำเป็นคนงาน เขามีงานของการจัดส่งผ้าอ้อม
ความทรงจำเริ่มแรกเหล่านี้อยู่กับผมตลอดเวลา โฮวาร์ด ชูลท์ บอกผู้เขียน ผมต้องการสร้างบริษัทที่พ่อของผมไม่เคยมีโอกาสทำ ตรงที่เราควรจะมีคุณค่าและเคารพ ไม่ว่าเรามาจากที่ไหน ผิวของเราสีอะไร หรือระดับการศึกษาของเราเป็นอย่างไร ความทรงจำของการดูแลสุขภาพที่สูญเสียของพ่อของผม นำไปสู่การกลายเป็นบริษัทอเมริกันรายแรกของสตารบัคส์ให้การประกันสุขภาพแก่บุคคลทุกคนของบริษัท รวมทั้งบุคคลทำงานไม่เต็มเวลาด้วย
ทิศเหนือที่เเท้จริงเป็นความรู้สึกภายในของเรา หรือการเรียกร้องของเรา ของอะไรที่เราต้องการบรรลุความสำเร็จภายในชีวิตของเรา มันเป็นการรวมกันของค่านิยมของเรา ความเชื่อของเรา และความมุ่งหมายของเรา มันรักษาเราให้อยู่บนเส้นทางตรงที่เป็นจริงต่อเรา และมันแตกต่างกันระหว่างบุคคลแต่ละคน เราไม่มีบุคคลสองคนมีทิศเหนือที่แท้จริงอย่างเดียวกัน
โฮวาร์ด ชูลท์ เป็นจริงต่อเรื่องราวชีวิตของเขา เขาได้ผ่านวัยเด็กที่ยากลำบากมาก ประสบการณ์และความทรงจำส่วนบุคคลของพ่อของเขา นำเขาไปตามเส้นทางไปสู่ความเป็นผู้นำแบบแท้จริง

4694836 1

ผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ โฮวาร์ด ชูลท์ เป็นผู้นำที่ใช้เรื่องราวชีวิตของเขาระบุความเป็นผู้นำ วันที่เศร้าสลดที่สุดของชีวิตของโฮวาร์ด ชูลท์ เมื่อพ่อของเขาได้เสียชีวิต เขาได้บอกเพื่อนถึงความขัดเเย้งที่เขารู้สึกภายในความสัมพันธ์ของเขากับพ่อของเขา เพื่อนของเขาได้กล่าวว่า ถัาเขาบรรลุความสำเร็จ คุณจะไม่มีแรงขับเคลื่อนที่คุณมีในขณะนี้ ภายหลังการเสียชีวิต
ของพ่อของเขา
โฮวาร์ด ชูลท์ สร้างกรอบใหม่ภาพของพ่อของเขา การยอมรับจุดเเข็งเหมือนเช่น ความซื่อสัตย์ จริยธรรมการทำงาน และความผูกพันต่อครอบครัว ไม่ได้มองพ่อของเขาเป็นความล้มเหลว เขามาถึงความเชื่อว่าระบบได้บดขยี้เขา
ผมไม่ได้พบเส้นทางที่ผมต้องการเดินตามระยะหนึ่ง ผมทำงานภายในการขาย ณ ซีรอกซ์ และในขณะที่ผมมีงานที่ยิ่งใหญ่ ผมเพียงแค่ไม่รู้สึกผมสามารถเป็นตัวผมเองที่นี่ เมื่อผมเดินข้ามาสู่สตาร์บัคส์ คอฟฟี ครั้งเเรก ณ ไพค์ เพรซ ภายในซีแอตเติีล ย้อนหลังไป ค.ศ 1981 ผมเข้าร่วมบริษัทและกลายเป็นผู้อำนวยการปฏิบัติการและการตลาดอย่างรวดเร็ว ผมได้พบสถานที่ตรงที่ผมก้าวหน้าอย่างเท้จริง เราต้องพบเส้นทางที่แท้จริงของเรา
ทำนองเดียวกับเข็มทิศชี้ไปที่สนามแม่เหล็ก ทิศเหนือที่แท้จริงของเราดันเราไปสู่ความมุ่งหมายของความเป็นผู้นำของเรา เมื่อเราเดินตามเข็มทิศภายในของเรา ความเป็นผู้นำของเราจะเป็นแท้จริง และบุคคลจะต้องการตามธรรมชาติเชื่อมโยงกับเรา เเม้ว่าบุคคลอื่นอาจจะนำทางหรือมีอิทธิพลต่อเรา ความจริงของเราได้มาจากเรื่องราวชีวิตของเรา และเราเท่านั้นสามารถพิจารณาอะไรมันควรจะเป็น
การกลายเป็นผู้นำแบบแท้จริงต้องการการสร้างคุณลักษณะของเรา ดังที่วอร์เรน เบนนิส เขียนว่า ความเป็นผู้นำเป็นคุณลักษณะไม่ใช่สไตล์ มันเป็นเราคือใครในฐานะของมนุษย์ กระบวนการของการกลายเป็นผู้นำเป็นอย่างเดียวกับการกลายเป็นมนุษย์เบ็ดเสร็จ
ผู้นำเบบเเท้จริงให้คุณค่าและพยายามเพื่อความเปิดเผยและความซี่อสัตย์ภายในทุกความสัมพันธ์ พวกเขานำความจริงใจมาสู่ทุกการสนทนา พวกเขาพัฒนาความสัมพันธ์ที่แท้จริง ยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการที่กระตือรือร้นของความเปิดเผยและความไว้วางใจร่วมกัน ภายในความสัมพันธ์แบบแท้จริง บุคคลต้องจริงใจและเป็นจริงกับบุคคลอื่น
ผู้นำแบบแท้จริงได้ความไว้วางใจอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อพวกเขาเกี่ยวพัน
กับบุคคลอื่นด้วยความเปิดเผยและความเป็นจริง ในขณะที่ได้ความเชื่อมั่นของพวกเขาด้วยค่านิยมร่วมและความผูกพันอย่างสม่ำเสมอ มันต้องการผู้นำเต็มใจยึดตัวเราเองที่จะเปิดเผยต่อการตรวจสอบ เพื่อที่จะได้การป้อนกลับที่ถูกต้องเพื่อการเรียนรู้ ผู้นำแบบแท้จริงมีเข็มทิศภายในที่เข้มแข็งสะท้อนพวกเขาคือใคร พวกเขาเชื่อมั่นอะไร และทำสิ่งที่ถูกต้องอะไร

4695422

บิลล์ จอร์จ : ชัยชนะของความสามารถต่อบารมี เเม้ว่าเราความมีความล้มเหลว ณ บริษัทยิ่งใหญ่ไม่นานมานี้ ในที่สุดเรากำลังก้าวไปสู่ยุคของผู้นำแบบสามารถ เหนือผู้นำแบบบารมีเล้ว โลกต้องการผู้นำแบบแท้จริงมากขึ้นแล้ว ไม่ใช่ผู้นำแบบบารมีหรือผู้นำแบบอัตตา แต่เป็นผู้นำที่แท้จริง สามารถรวมบุคคลเข้าด้วยกันรายรอบความลุ่มหลงเพื่อความมุ่งหมายร่วม ทำให้โลกเป็นสถานที่ดีขึ้นต่อบุคคลเจ็ดพันล้านทุกคน และแต่ละคนสามารถมีส่วนช่วยภายในวิถีทางของพวกเขาเอง ช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นต่อบุคคลทุกคน
ที่มีชีวิตอยู่กับมัน
จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า การตายของผู้นำแบบบารมี และการกำเนิดของ
สถาปนิก บริษัที่ยิ่งใหญ่อย่างยั่งยืนไม่ได้ถูกสร้างบนผู้นำคนหนึ่ง เพราะว่า
ผู้นำคนหนึ่งตาย เกษียณ หรือออกไป อะไรเกิดขึ้น เมื่อเอกลักษณ์ของบริษัท ไม่สามารถแยกออกมาจากผู้นำของพวกเขา ไม่สามารถรู้ว่าบริษัทยืนหยัดเพื่ออะไร หมายความว่าบริษัทได้สละพลังของการนำทางโดยความ
มุ่งหมายแกนของมัน
บิลล์ จอร์จ กล่าวว่า คำถามดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ ทำไมเราต้องการที่จะนำ ตามมาด้วย ผมต้องการบรรลุอะไรผ่านความเป็นผู้นำของผม นำไปสู่คำถามข้อสาม : ผมมีความรู้สึกของความมุ่งหมายหรือไม่ หรือผมเพียงแค่ตอบสนองความต้องการอัตตาของผมเองเท่านั้น ถ้าคำตอบเป็นเป็นข้อหลัง เราจะไม่บรรลุความสำเร็จเป็นผู้นำเลย
ทำไมทิศเหนือที่แท้จริงสำคัญ ทิศเหนือที่แท้จริงเป็นความรู้สึกภายในของเราของอะไรที่เราต้องการบรรลุความสำเร็จภายในชีวิตของเรา มันเป็นการรวมกันของค่านิยมของเรา ความเชื่อของเรา และความมุ่งหมายของเรา มันรักษาเราอยู่บนลู่ตรงที่เป็นจริงต่อเรา และมันแตกต่างกันต่อบุคคลแต่ละคน
บุคคลหลายคนฟาดฟันระหว่างความต้องการที่จะรับใช้และช่วยเหลือบุคคลอื่น – สร้างความแตกต่างอย่างเเท้จริง และความต้องการเพื่อได้ความสนใจของโลก
ผมคิดถึงบุคที่ติดอยู่กับแรงจูงใจภายนอก เช่น เงิน ชื่อเสียง
และอำนาจ ถ้าเรามีความรู้สึกที่ชัดเจนของเข็มทิศของเรา เราสามารถอยู่บนลู่ ทิศเหนือที่แท้จริงของเราจะดึงเรากลับ ถ้าเราไม่อยู่บนลู่ของเรา เราอาจจะสูญเสียวิถีทางของเรา และนั่นได้เกิดขึ้นกับผู้นำหลายคน พวกเขา
ยิ่งมีอำนาจมากเท่าไร มันน่าจะเกิดขึ้นมากขึ้นเท่านั้น
ความเป็นผู้นำคือเราติดต่อกับโลกรายรอบเราอย่างไร เรามีพลังภายนอกหลายอย่างขับเคลื่อนเราที่จะบรรลุเป้าหมาย อะไรเกิดขึ้นบางครั้งที่เราติดอยู่กับแรงกดดันเหล่านี้ มันดันเราออกนอกเส้นทาง หรือบางครั้งเราถูกล่อใจด้วยรางวัลและสิ่งจูงใจของความสำเร็จ
ถ้าเราไม่มีความรู้สึกที่ชัดเจนของทิศเหนือที่แท้จริงของเรา เราอาจจะรู้สึกคลัายกับเราล่องลอยภายในสายลม
เรื่องราวของเคน เฟรซีย ไปไกลจากซีอีโอโดยทั่วไป เขาเจริญเติบโตภายในเพื่อนบ้านคนยากจนที่ยากลำบากภายในฟิลาเดลเฟีย การศึกษาของเขามุ่งอาชีพภายในวงการกฏหมาย เเละเขาเป็นหนึ่งของจำนวนน้อย
ของซีอีโอชาวอเมริกันผิวดำภายในฟอร์จูน 500
เคน เฟรเซีย ซีอีโอของบริษัทยา เมอร์ค แอนด์ โค เขาเป็นชาวอเมริกันผิวดำคนเเรกนำบริษัทยาที่สำคัญของโลก เป็นหลานชายของทาส ปู่ของเขาเกิดเป็นทาสก่อน ค.ศ 1863 พ่อของเขาเป็นภารโรงและไม่เคยเข้ามหาวิทยาลัย
และเเม่ของเขาตายเมื่อเขาอายุ 12 ปี เขาอยู่ภายในพื้นที่ยากจน สลัมภายในฟิลาเดลเฟีย อย่างไรก็ตามเขาสามารถหลีกเลี่ยงอันธพาล และได้ทุนการศึกษาเข้าคณะนิติศาสตร์ฮาร์วาร์ด และจบลงด้วยการเป็นซีอีโอของ
เมอร์ค แต่ที่สำคัญกว่าประวัติของเขาได้บอกความรู้สึกของความมุ่งหมายของเขาของการเป็นตัวเราเอง และทำอะไรที่เราคิดว่าถูกต้อง
เคน เฟรเซีย มีเรื่องราวครอบครัวที่บันดาลใจ ปู่ของเขาเกิดมาเป็นทาส และในขณะนี้สองรุ่นต่อมา เขาเป็นซีอีโอของบริษัทยามีอิทธิพลมากที่สุดของโลก
ภายใต้ความเป็นผู้นำของเคน เฟรเซีย เมอร์ค ได้จัดหายาและวัคซีนช่วยชีวิตที่สร้างสรรค์ และคุณค่าระยะยาวและยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลายของพวกเขา ความยั่งยืนของเคน เฟรเซีย ได้เพิ่มการลงทุนภายในการวิจัย เขาได้นำไปสู่การก่อตั้งของการริเริ่มการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
เคน เฟรเซีย ได้กล่าวว่า เมื่อเขากลายเป็นซีอีโอของเมอร์ค เขาเเน่ใจสิ่งหนึ่ง เราต้องรักษาความผูกพันของเราต่อความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ความผูกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาที่นำทางบริษัทของเรา 130 ปีที่ผ่านมา สรุปโดยผู้ก่อตั้งของเรา จอร์ค เมอร์ค
กล่าวว่า เราพยายามไม่ลืมว่ายาเพื่อบุคคล มันไม่ใช่ยาเพื่อกำไร กำไรจะตามมา และถ้าเราจำได้ มันไม่คยล้มเหลวที่จะปรากฏขึ้น
ผมมองเห็น ดร วาจีลเส ดำเนินการภารกิจนั้นอย่างไร ยินยันว่าเมอร์คเป็นมากกว่าเพียงแค่พาหะเพื่อการสร้างความมั่งคั่ง บรรดาหลายตัวอย่าง ภายใต้ความเป็นผู้นำของเขา เมอร์ค ได้บุกเบิกโครงการบริจาคเมคติซาน โครงการนี้ได้จัดหาการให้ยาพาราสิตแก่บุคคลภายในพื้นที่ห่างไกลของโลก จากการสูญเสียการมองเห็นของพวกเขาต่อโรคเรียกว่าตาบอดริมแม่น้ำ
นานกว่าสามสิบปีภายหลังที่โครงการนี้ได้เริ่มต้น ตาบอดริมแม่น้ำได้ถูกกำจัดไปภายในลาตินอเมริกา และได้ลดลงอย่างมากภายในอัฟริกา ธุรกิจ
ที่บรรลุความสำเร็จสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้เพื่อสังคม ถ้าพวกเขายึดต่อวิสัยทัศน์ระยะยาว ไม่ใช่ให้ลำดับความสำคัญต่อผลประโยชน์ระยะสั้น
เมื่อผมกลายเป็นซีอีโอ ผมเผชิญการการเลือกที่ยุ่งยาก ตัดเงินลงทุนการวิจัยและพัฒนา หรือเลิกเป้าหมายกำไรต่อหุ้นระยะยาวที่ซีอีโอคนก่อนได้กำหนด การวิจัยและพัฒนาเป็นเส้นเลือดของเมอร์คต่อผม เรารู้สึกที่จะตัดแกนของบริษัทของเรา เพียงแค่เพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของนักลงทุนเท่านั้นหรือ
ดังนั้นเทนที่จะตัดอาร์ แอนด์ ดี ผมได้ลดเป้าหมายทางการเงินลง เมื่อผมได้พิจารณาความต้องการที่จะรักษาภารกิจของบริษัทของเราให้ยั่งยืน และเสริมพลังของเราต่ออนาคต การเลือกของผมชัดเจน
อาร์ เเอนด์ ดี เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของความรับผิดชอบของเราต่อสังคมอยู่เสมอ ความรับผิดชอบที่จะปรับปรุงสุขภาพทั่วโลก อุตสาหกรรมของเรา หรืออุตสาหกรรมใดก็ตาม เราจะทำดีขึ้น เมื่อมันทำมากขึ้นเพื่อสิ่งที่ดี
เรากำลังทำมันอย่างถูกต้องในขณะนี้ ช่วยโลกฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 บริษัทก้าวขึ้นไปสู่วัคซีนและการรักษาที่ช่วยชีวิต
เมอร์ค เเอนด์ โค ก่อตั้งภายในอเมริกาเมื่อ ค.ศ 1891 โดยจอร์จ เมอร์ค อายุ 23 ปี เขาได้สรัางบริษัทจัดจำหน่ายเคมีทั่วทั้งนิวยอรค ซิตี้ และบริเวณเพื่อนบ้าน
จอร์จ เมอร์ค ได้กล่าวว่า เราพยายามไม่ลืมว่ายาเพื่อบุคคล มันไม่ใช่เพื่อกำไร นานกว่า 130 ปี เราถูกนำทางโดยมุมมองว่ายาและวัคซีนที่ยิ่งใหญ่เปลี่ยนแปลงโลก
เคน เฟรเซีย กล่าวว่า มันสำคัญที่จะรับรู้ว่าภายในหลายด้าน ครอบครัวของผมไม่ได้เปลี่ยนแปลง ค่าน้ยมที่นำผมมาทำงานหนัก ได้ทุนการศึกษาเข้ามหาวิทยาลัย มุ่งมั่นทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดีที่สุด สิ่งเหลานี้เป็นค่านิยมของพ่อของผม และปู่ของผมก่อนหน้าเขา แต่สถานการณ์ของผมวันนี้แตกต่างอย่างมากจากปู่ของผม เเต่ผมมาสู่ที่นี่ได้เพราะว่าผมพยายามทุกวันให้เหมือนครอบครัวของผมเท่านั้น ไม่ได้แตกต่างจากพวกเขา
พ่อของผมสอนผมทำอะไรที่ถูกต้อง เหนือสิ่งอื่นใด ไมว่าบุคคลที่รายรอบเรากำลังทำอะไรก็ตาม ทำอะไรที่ถูกต้อง ทำอะไรที่เราสมควรจะทำ พ่อของผมตระหนักอย่างมากถึงมรดกของพ่อของเขาและประวัติครอบครัวของเรา และเขาได้ปลูกฝังภายในผมความรับผิดชอบที่จะมีชีวิตอยู่กับตัวอย่างที่ปู่ของผมได้กำหนด
ความกล้าหาญและการทำงานหนัก บทเรียนเหล่านี้ทำให้ผมผ่านพ้นวัยรุ่นที่ล้อมรอบด้วยเพื่อนที่เข้าร่วมกลุ่มอันธพาล
ผมได้เข้าศึกษาคณะนิติศาสตร์ฮาร์วาร์ด รู้ว่าผมแตกต่างจากส่วนใหญ่ของเพื่อนห้องเรียนของผมอย่างไร ผมมีความคล้ายกับพวกเขาน้อยอย่างไร ผมต้องลุกขึ้นมาข้างบนสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าเหนือสิ่งอื่นใด ผมต้องการกลายเป็นบุคคลที่พ่อของผมควรจะภูมิใจ
ค่านิยมของผมและเมอร์คสอดคล้องกัน เมอร์คอยู่ภายในธุรกิจของการช่วยชีวิตและการปรับปรุงโลก ผมภูมิใจที่จะสนับสนุนด้วยความพยายามและความสามารถของผม และผมหวังว่าในฐานะของซีิอีโอ ผมทำภารกิจของเราอย่างยุติธรรม เมื่อผมมาที่เมอร์ค
ผมได้พบสถานที่อย่างแท้จริงที่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของผมเอง
ต่อผมแล้ว ทำอะไรที่ถูกต้องเกี่ยวกับการตอบสนองความต้องการของโลก และเมื่อผมกลายเป็นซีอีโอ ค.ศ 2011 ผมคิดวิถีทางดีที่สุดทำสิ่งนั้นคือ
มุ่งการวิจัยภายในด้านที่ต้องการข้อแก้ปัญหาอย่างมาก สมองเสื่อม มะเร็ง
โรคเหล่านี้ทำลายบุคคล

517438

เคน เฟรเซีย ซีอีโอของเมอร์ค กล่าวว่า ผมเป็นเด็กผิวดำย่านสลัมไม่กี่คน
นั่งรถโดยสาร 90 นาทีไปโรงเรียนที่ดีกว่า และมันได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผม โรงเรียนแห่งนี้มีเด็ก 1400 คน เด็กผิวดำมีอยู่เก้าคนเท่านั้น
ไม่เพียงแต่มีปริญญาจากคณะนิติศาสตร์ฮาร์วาร์ดเท่านั้น เเต่เขาได้ปีนตำแหน่งบริษัท ณ เมอร์ค ยักษ์ใหญ่ยา ไปจนถึงซีอีโอของบริษท
ความสำเร็จของเขาได้ทำให้เขาเป็นผู้นำความคิดตั้งแต่การพัฒนาวัคซีน
โควิด ไปจนถึงการต่อสู้ความไม่ยุติธรรมทางเชื้อชาติ เคน เฟรเซีย กล่าวว่า
เขาไม่สามารถอยู่ตรงที่เขาอยู่โดยไม่มีโอกาสทางการศึกษาที่เขารับภาระได้ตอนเป็นเด็ก และเมื่อผมเจริญเติบโตภายในเมืองสลัมของฟิลาเดลเฟีย
วิศวกรสังคมภายในฟิลาเดลเฟีย ณ เวลานั้น เมื่อ ดร มาร์ติน ลูเธอร์ คิง กำลังนำการประท้วงเมื่อ ค.ศ 1960
ซีอีโอผิวดำมีพลังมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศได้ทำลายความเงียบ ภายหลังการต่อสู้ทางสาธารณะกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคน เฟรเซีย
ได้เป็นหนึ่งของคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ตั้งแต่เริ่มแรกของรัฐบาล แต่กระนั้นเขาได้ลาออก ภายหลังที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดกำกวมภายในการตอบสนองของเขาต่อการระเบิดความรุนแรงจนเสียชีวิตของกลุ่มนักรบชาวผิวขาว
และกลุ่มนาซีใหม ภายในชาร์ลอตเต้วิลล์ เวอร์จิเนีย เมื่อ ค.ศ 2017 เคน เฟรเซีย หลานของบุคคลที่เกิดมาเป็นทาส ผมรู้สึกความรับผิดชอบที่จะต่อต้านลัทธิหัวรุนแรง เขากล่าว เขาได้นำการเอาใจออกห่างท่ามกลางซีอีโอเขาเป็นซีอีโอคนแรกที่ลาออกคณะกรรมการที่ปรึกษา เขาได้เรียกร้องต่อผู้นำธุรกิจรวมกันเป็นพลังหนึ่ง สามารถช่วยแก้ไขความไม่เสมอภาคทางเชื้อชาติภายในอเมริกา
ด้วยการสร้างโอกาสและงานใหม่ เขากล่าวว่าการศึกษาและความรู้การเงินเป็นตัวความเสมอภาคที่ยิ่งใหญ่
เคน เฟรเซีย กล่าวว่า จอร์จ ฟอลยด์ อาจจะเป็นผมได้ อะไรที่ชุมชนคนผิวดำได้มองเห็นคนผิวดำที่สามารถเป็นผมหรืคนผิวดำอื่นใครก็ตาม ถูกปฏิบัติ
น้อยกว่าความเป็นมนุษย์ เขากล่าวจอร์จ ฟลอยด์ คนผิวดำไม่มีอาวุธตายในมือของตำรวจมินาอาโปลิส สามารถเป็นเขาได้
จอรจ ฟลอยด์ ถูกใส่กุญแจมือ และนอนคว่าหน้ากับพื้นถนนระหว่างการจับกุม เดริก ชอวิน ตำรวจผิวขาวมินิอาโพลิสใช้เข่ากดคอด้านหลังของ
ฟลอยด์นาน 9 นาทีก่อนที่เขาจะตาย ในขณะที่ตำรวจคนอื่นยืนอยู่ข้าง
การจับกุมได้เกิดขึ้นเมื่อจอร์จ ฟลอยด์ ถูกกล่าวหาการใช้ธนบัตรปลอมภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
เคน เฟรเซีย กล่าวว่าความไม่เสมอภาคทางเชื้อชาตือยู่ภายในสังคมอเมริกัน ตั้งแต่การศึกษา ไปถึงการดูแลสุขภาพ ไปถึงระบบยุติธรรม แม้ว่าเราไม่มีกฏหมายที่แยกบุคคลบนพื้นฐานเชื้อชาติต่อไปอีแล้ว เรายังคงมีประเพณี เรายังคงมีความเชื่อ เรายังคงมีตำรวจและการปฏิบัต นำไปสู่
ความไม่เสมอภาค
ผมรู้อย่างมั่นใจว่าอะไรวางชีวิตของผมบนวงโคจรที่แตกต่าง เป็นบุคคลบางคนที่เข้ามาให้โอกาสแก่ผม ปิดช่องว่างของโอกาส และช่องว่าง
ของโอกาสนั้นยังคงมีอยู่ เคน เฟรเซีย กล่าวว่า ผู้นำภายในชุมชนธุรกิจ
สามารถเป็น พลังหนึ่งเดียว และมีความสามารถที่จะสร้างงานและโอกาสใหม่ ชาวอเมริกันมากกว่า 41 ล้านคนได้สูญเสียงานของพวกเขา นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด 19 คว่ำเศรษฐกิจอเมริกา การไร้งานนำไปสู่การไรัความหวัง การไร้ความหวังนำไปสู่อะไรที่เรามองเห็นภายในถนน
ตลอดเวลา 130 ปี ณ เมอร์ค เราถูกนำทางโดยมุมมองว่ายาและวัคซีนที่ยิ่งใหญ่เปลี่ยนแปลงโลก มรดกของเราของการคิดค้นยาเละวัคซีนต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ เราปรับธุรกิจของเราไม่เพียงแค่เพื่อไตรมาสหน้า แต่เพื่อไตรมาสของศตวรรษหน้า
เคน เฟรเซีย ได้กล่าวความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ณ เมอร์ค เขาได้ชี้ตัวจูงใจพื้นฐานสองตัวของเมอร์คคือ ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ และการให้บริการแก่มนุษยชาติ เขาได้เล่าตำนานซีอีโอของเมอร์ค รอย วาจีลอส บนตัววัดที่สำคัญขับเคลื่อนเมอร์ค ข้อเเรกบุคคลมากเท่าไรที่เราได้ช่วยเหลือ และข้อสองความช่วยเหลือมากเท่าไรที่เราให้แก่บุคคล การได้ตัววัดสองตัวเหล่านี้ และตัววัดอื่นทุกตัวจะตามมา

เคน เฟรเซีย ได้โยนทิ้งมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ มิลตัน ฟรีดแมน เมื่อ ค.ศ 1970
ความรับผิดชอบอย่างเดียวเท่านั้นของบริษัทต่่อผู้ถือหุ้นของพวกเขา ในขณะที่มันได้กลายเป็นหลักการของซีอีโอหลายคน มันไม่ได้ถูกยอมรับโดย
ซีอีโอของเมอร์ค เขาเชื่อว่าบริษัทต้องถูกขับเคลื่อนโดยความรู้สึกของความมุ่งหมาย ไม่ใช่ความรู้สึกของกำไร
ภายในช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพื่อบริษัท จอร์จ เมอร์ค ได้พูด
ณ วิทยาลัยแพทย์ของเวอร์จิเนีย ณ ริชมอนด์ ระหว่างที่เขาได้สร้างคำแถลงที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับชุมชนแพทย์และยาสามารถบรรลุความ
สำเร็จอย่างไร
เราพยายามจำว่ายาเพื่อผู้ป่วย เราพยายามไม่ลืมว่ายาเพื่อบุคคล มันไม่ใช่เพื่อกำไร กำไรจะตามมา และถ้าเราจำไว้ มันไม่เคยล้มเหลวที่จะปรากฏ
ปรัชญานี้ได้ถูกรับเอาไว้โดยผู้นำและบุคคลของเราจนถีงวันนี้
จอร์จ เมอร์ค ซีอีโอ ของเมอร์ค บริษัทยาระดับโลก ได้อธิบายถ้อยคำพูด
ที่ขัดแย้งกันเองนี้เมื่อ ค.ศ 1950 ผมต้องการจะ………แสดงหลักการที่เราภายในบริษัทของเราได้อุตสาหะจะมีชีวิตอยู่ด้วยการยึดถือ………. ด้วยการสรุปว่า เราจะพยายามจำว่ายาเพื่อผู้เจ็บป่วย เราจะพยายามไม่ลืมว่ายาเพื่อบุคคล ยาไม่ใช่เพื่อกำไร กำไรจะตามมา และถ้าเราจำได้ กำไรไม่เคยล้มเหลวที่จะปรากฏขึ้นมา เรายิ่งจำได้ดีเท่าไร กำไรจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ยาเหมือนเช่นเมคติซานของเมอร์คจะมีต้นทุนของการวิจัยหลายล้านเหรียญ เมื่อยาสามารถถูกใช้กับการรักษาบุคคลยากจนที่สุดภายในโลก บริษัทยาหลายบริษัทจะยกเลิกการผลิตยาตัวนี้ ความผูกพันของเมอร์คต่อเมคติซานจะเป็นข้อยกเว้นที่หาได้ยาก บริษัทจะยอมสูญเสียกำไรด้วยความไม่เห็นแก่ตัว เนื่องจากเมอร์คจะยึดมั่น
ต่อค่านิยมแกนของจอร์จ เมอร์ค ซีอีโอและประธานบริษัทตั้งแต่ ค.ศ 1949 ถึง 1957 ว่า ” ยาเพื่อผู้ป่วย ไม่ใช่เพื่อกำไร” บุคคลทุกคนของเมอร์คจะมีชีวิตอยู่กับถ้อยคำของเขาจนทุกวันนี้ เราจะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะว่าเราเชื่อมั่นและภูมิใจต่อมัน
จอร์จ เมอร์ค ได้กล่าวแก่วิทยาลัยแพทย์ของเวอร์จิเนียเมื่อ ค.ศ 1950 ว่า “เราจะพยายามไม่ลืมว่ายาเพื่อบุคคลไม่ใช่เพื่อกำไร กำไรจะตามมา และถ้าเราจำได้ กำไรไม่เคยล้มเหลวที่จะปรากฏขึ้น เรายิ่งจำได้ดีเท่าไร กำไรจะยิ่งมีมากขึ้น” ดร.วิลเลียม แคมป์เบลล์ นักวิทยาศาสตร์ ได้เข้าพบหัวหน้าห้องทดลองวิจัยของ เมอรคด้วยข้อมูลที่ตื่นเต้น : ไอเวอร์เมคติน ยาที่เขาได้พัฒนาขึ้นมาที่จะรักษาการติดเชื้อพาราสิตภายในสัตว์อาจจะใช้กับการรักษาการติดเชื้อพาราสิตของมนุษย์ได้ที่ทำให้เกิดโรคตาบอดแถบแม่น้ำแก่บุคคลหลายล้านคนภายใน อัฟริกา ลาตินอเมริกา และเยเมน ได้
ถ้ายาของสัตว์ตัวนี้สามารถใช้กับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันจะทำให้ชีวิตของบุคคลภายในประเทศเขตร้อนดีขึ้นอย่างมากจากโรคตาบอดแถบแม่น้ำ โรคที่ยังไม่สามารถจะรักษาได้ ดร.วิลเลียม แคมป์เบลล์ รู้ว่าบุคคลหลายล้านคนที่ต้องการยาตัวนี้จะยากจนมาก พวกเขาไม่สามารถซื้อยาตัวนี้ได้ เพื่อความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม เมอร์คได้ตัดสินใจทดสอบยาตัวนี้กับมนุษย์ ปรากฏว่ายาตัวนี้สามารถรักษาโรคตาบอดแถบแม่น้ำแก่มนุษย์ได้ เมอร์ค ได้ประกาศว่าบริษัทจะให้ยาตัวนี้ ชื่อตราสินค้าคือ เมคติซาน แก่ใครก็ตามนานเท่าที่ต้องการโดยไม่ต้องเสียเงิน การตัดสินใจของเมอร์คได้ก่อให้เกิดโครงการบริจาคยาเมคติซาน การเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชนภายในสุขภาพระหว่างประเทศ การรักษาบุคคลมากกว่า 25 ล้านคนต่อปี และการบริจาคยาเมคติซานมากกว่า 525 ล้านเม็ดต่อปีภายในสิบปี โรคตาบอดแถบแม่น้ำ ภาษาทางการแพทย์จะเรียกว่าโรคพยาธิตาบอด จะเป็นการติดเชื้อพาราสิตที่สามารถทำให้คันอย่างรุนแรง ผิวหนังสีซีดลง และตาบอด มันจะแพร่กระจายด้วยแมลงวันดำเป็นพาหะของโรค แมลงวันดำจะกัดผิวหนังของบุคคล และปล่อยเชื้อพาราสิตสภาพเป็นหนอนเข้าสู่กระแสเลือด
โรคตาบอดแถบแม่น้ำ ได้เกิดระบาดภายในชุมชนห่างไกลของอัฟริกา ลาตินอเมริกา และเยเมน ชุมชนต้องละทิ้งที่ดินเพาะปลูกของพวกเขาภายในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เพราะว่าอยู่ใกล้แม่น้ำบ้านของแมลงวันดำ
เมื่อ ค.ศ 1978 ตอนบ่ายวันหนึ่ง ดร. วิลเลียม แคมป์เบลล์ ได้ทำสิ่งที่บรรดานักวิจัยที่ยิ่งใหญ่ได้ทำกัน เขาได้ประหลาดใจต่อข้อมูลระหว่างที่เขากำลังทดสอบที่จะต่อสู้กับเชื้อพาราสิต เขาได้เกิดความคิดว่ามันอาจจะใช้ต่อสู้กับเชื้อพาราสิตอีกอย่างหนึ่งได้ – เชื้อพาราสิตที่ทำให้เกิดโรคตาบอดแถบแม่น้ำ
เขาอาจจะมีเพียงแต่บันทึกลายมือที่หวัดภายในแฟ้มและไปกินอาหารเที่ยง เนื่องจากลูกค้าจะเป็นบุคคลยากจนชนเผ่าภายในเขตร้อนที่ห่างไกลที่ไม่มีเงินจะซื้อยาได้ แต่ดร. วิลเลียม แคมป์เบลล์ ไม่ท้อแท้ใจ เขาได้เขียนบันทึกไปยังซีอีโอกระตุ้นให้ดำเนินตามความคิดของเขา

520377

ภายในการวิจัยหนังสือเล่มใหม่ของผม Discover Your True North เราได้สัมภาษณ์ผู้นำแบบแท้จริง 170 คน ตั้งแต่โอปราห์ วินเฟีย์ จนถึงโฮวาร์ด ชูลท์ พวกเขาทุกคนเดินตามเส้นทางที่ยุ่งยากไปสู่ความสำเร็จและความเเท้จริง แต่ยังคงติดดินโดยการสร้างบนเรื่องราวชีวิตของพวกเขา ด้วยความเข้าใจประสบการณ์ก่อเป็นรูปร่างของพวกเขา พวกเขาวางกรอบใหม่เรื่องราวชีวิตของพวกเขาและสร้างความเป็นผู้นำของพวกเขารายรอบตามทิศเหนือที่เเท้จริงของพวกเขา จากการสัมภาษณ์เหล่านี้ เราได้เรียนรู้ว่าการเดินทางไปสู่ความเป็นผู้นำผ่านระยะแตกต่างกันสามระยะ
ระยะที่ 1 การตระเตรียมเพื่อความเป็นผู้นำ
ณ ระยะนี้ ผู้นำได้พัฒนาผ่านทางการศึกษา ประสบการณ์นอกหลักสูตร และงานวิชาชีพเริ่มแรก นี่เป็นระยะตรงที่คุณลักษณะได้ก่อตัว และบุคคลนำเป็นครั้งแรก สามสิบปีเเรกเป็นระยะเวลาที่จะเตรียมตัวเพื่อความเป็นผู้นำ เมื่อคุณลักษณะถูกก่อรูป และบุคคลกลายเป็นผู้มีส่วนช่วยหรือนำทีมเป็นครั้งแรก
ผู้นำนัอยมากของวันนี้กำลัวทำข้อผูกพันทางอาชีพภายในอายุยี่สิบปีของพวกเขา แต่พวกเขาใช้เวลาต่อมาจากมหาวิทยาลัยได้ประสบการณ์งานที่
มีคุณค่า โดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงงานทุกสิบแปดถีงยี่สิบสี่เดือนกระจายประสบการณ์ของพวกเขา ผู้นำวัยหนุ่มสาวหลายคนมองที่การสมัครเรียนปริญญาโททางธุรกิจ กฏหมาย หรือการเมือง แม้แต่บุคคลที่จบปริญญาโทแล้วชอบที่จะเป็นผู้มีส่วนช่วยภายในการให้คำปรึกษาหรือการเงิน ก่อนที่จะผูกพันกับบริษัทหรืออุตสาหกรรมเฉพาะ
อาจารย์คณะบริหารธุรกิจแสตนฟอร์ด โจเอล ปีเตอร์สัน ได้นำเสนอมุมมองที่ท้าทายของระยะนี้
เราอยู่ภายในทศวรรษของรับภาระตัวเราเอง ถามตัวเราเอง จุดแข็งและจุดอ่อนของเราคืออะไร เราสามารถไปข้างหน้าอย่างไร เราสามารถกระทบโลกอย่างไร มันเกี่ยวกับเราทุกอย่าง เมื่อเราออกมาที่นี่และเริ่มต้นทำสิ่งที่สำคัญและสร้างความสัมพันธ์กับบุคคล เราจะพบว่าเราไม่เพียงแค่จัดการ
ประวัติการเรียนและการทำงานของเราต่อไปอีกแล้ว เราเริ่มต้นชีวิตบนเส้นทางเส้นตรง ตรงที่ความสำเร็จอยู่บนพื้นฐานการมีเป้าหมายที่ชัดเจน ชีวิตซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเป้าหมายไม่ชัดเจนอีกต่อไป และเราต้องกำหนดเป้าหมายของเราเอง ด้วยการถูไปมากับโลก เราต้องรู้ตัวเราเอง
ระยที่ 2 การนำ
ระยะนี้เริ่มต้นด้วยการสะสมอย่างรวดเร็วของประสบการณ์ความเป็นผู้นำ และมันสะสมภายในห้าสิบปี เมื่อโดยทั่วไปผู้นำถึงจุดสูงสุดความเป็นผู้นำของพวกเขา ภายในระหว่างกลาง ผู้นำส่วนใหญ่ผ่านพ้นเบ้าหลอม ช่วงเวลายุ่งยากที่ทำงานหรือที่บ้านทดสอบมันต่อแกน ผลลัพธ์เป็นการปฏิรูปของความเข้าใจของพวกเขาต่อความเป็นผู้นำเกี่ยวกับอะไร ตามมาด้วยการเร่งอย่างรวดเร็วของการพัฒนาของพวกเขา
ผู้นำหลายคนแสดงเเรงขับเคลื่อนอย่างเข้มแข็งได้สบประสบการณ์จากการนำตอนเริ่มแรกถายในอาชีพของพวกเขา กลับกันนักศึกษาของคณะบริหารธุรกิจหลายคน เริ่มต้นด้วยการเป็นที่ปรึกษา หรือนายธนาคารลงทุน ริชาร์ด โควาเซวิช ของเวลล์ ฟาร์โก เพียงแค่ต้องการบริหารบางสิ่งบางอย่าง เมื่อเขาออกจากโรงเรียน เป้าหมายของผมคือ การพบบริษัืทที่ให้โอกาสแก่ผมบริหารธุรกิจรวดเร็วเท่าที่เป็นไปได้
แดน ชูลเเมน ซีอีโอของเวอร์จิน โมบาย ยูเอสเอ เปรียบเทียบประสบการณ์สะสมกับการยกน้ำหนัก การนำบริษัทเหมือนกับการทำซ้ำหลายครั้งของน้ำหนักสามร้อยปอนด์ ไม่มีใครสามารถยกน้ำหนักสามร้อยปอนด์ ถ้าพวกเขาไม่เริ่มต้นจากต่ำก่อน และไปสู่สูงขึ้น ถ้าพวกเขาไม่มีกล้ามเนื้อเป็นรูปร่างจากความหลากหลายของประสบการณ์ พวกเขาจะถูกบดอัดด้วยมัน ตามมุมมองของชูลเมน ทุกประสบการณ์ก่อนหน้ากลายเป็นซีอีโอช่วยเขาสร้างกล้ามเนื้อ ผมไม่เคยมองมันเป็นก้าวย่างไปสู่ขั้นต่อไปบนบันได
ระยะที่ 3 การคืนกลับ
ระยะนี้เป็นการคืนกลับ เมื่อผู้นำมุ่งที่การให้กลับด้วยการร่วมความรู้และภูมิปัญญาของพวกเขากับหลายบุคคลและองค์การ ผู้นำหลายคนอ้อมผ่านการเกษียณแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขากับหลายองค์การ พวกเขารับใช้เป็นคณะกรรมการบริษัท พี่เลี้ยงผู้นำวัยหนุ่มสาว สอนหรือผู้ฝึกสอนซีอีโอเเต่งตั้งใหม่
ลอร์ด จอห์น บราวน์ นำบริติช ปิโตรเลียม ไปสู่ระดับสูงใหม่ ภายในสิบเอ็ดปีของเขา ณ ตำแหน่งผู้นำ เห็นด้วยกับการคาดคะเนนี้ ภายในการประกาศที่เขาก้าวลงจากซีอีโอเมื่ออายุหกสิบปี บราวน์ ได้กล่าวว่า ผมไม่เชื่อภายในการเกษียณ ความคิดดูเหมือนล้าสมัยไปเเล้ว เขาเสนอแนะว่าเขากำลังมองตำแหน่งใหม่ที่น่าสนใจด้วยความมุ่งหมาย เขาสรุปว่าผมยึดติดกับธุรกิจ
อายุเก้าสิบสามปี ซิก นากอร์สกี เป็นผู้นำอาวุโสสัมภาษณ์เพื่อการศึกษาของเรา ภายหลังบริหารโครงการผู้บริหารของสถาบันเอสเพนนานเป็นทศวรรษ เขาได้เหลีกทางเมื่ออายุเจ็ดสิบห้าปี เขาเป็นโมเดลของระยะที่
สาม จากนั้นเขาและภรรยาของเขาได้เริ่มต้นศูนย์เพื่อความเป็นผู้นำระหว่างประเทศ ดำเนินการสัมนาค่านิยมและจริยธรรมแก่ผู้บริหาร สไตล์ที่พิสูจน์แล้วของซิก นากอร์สกี้ ทำให้ผู้นำหลายคนคิดใหม่ค่านิยมของพวกเขา และ
พวกเขาจะตอบสนองภายในสถานการณ์ที่ซับซ้อนอย่างไร สิบแปดปีต่อมา
เขายังคงเข้มแข็งอยู่

Cr รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *