INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

พุทธธรรมจากมุสลิมเกาหลี

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

พุทธธรรมจากมุสลิมเกาหลี

ระยะหลังๆนี้ ตั้งแต่ก่อนเดือน”รอมะฎอน”(๑๓ เมษายน-๑๔พฤษภาคม ๒๕๕๖๔) ผมบังเอิญ ไปเปิดพบ”ยูทูเบอร์”ของสองสามีภริยา(ชื่อมุสลิมคือ”มะห์มูด”และ”อามินะห์”) เชื้อสายเกาหลี(ใต้)โดยใช้ชื่อ”ยูทูเบอร์”ว่า”โบฮีเมียน คิตเชน”ออกเที่ยวตระเวณรับประทานอาหารโชว์ ตามเมืองต่างๆ ในโมร็อกโก (หนึ่งในประเทศโปรดที่สุดของผม-นอกจากเมืองไทย) อย่างมีความสุข

บางครั้งสองคนสามีภรรรยา ก็หัดทำครัว(สไตล์โมร็อกโก)ไปพร้อมด้วยกัน คือผัวทำ เมียถ่ายภาพบันทึกเสียง

ผมก็ให้ความสนใจเป็นพิเศษ ว่า ๑ ทำไมคนหนุ่มสาวเกาหลีคู่นี้ จึงหันมาเป็นมุสลิมและ ๒ ทำไมพวกเขาจึงเลือกเอาโมร็อกโก เป็นบ้านหลังที่ ๒

ถึงกับภายหลัง เขาชักชวนมารดา มาเป็นมุสลิม(จาก”คริสเตียน”)อีกคนหนึ่งและไปอาศัยอยู่ในโมร็อกโกด้วยกัน

ผู้สามีเล่าว่า เดิมทีเขาเป็นนักดนตรีมืออาชีพ ก่อนจะรับนับถือศาสนาอิสลาม

ต่อมาวันหนึ่ง เกิดความอยากรู้อยากเห็น ในดนตรีของอาหรับให้ลึกซึ้งมากขึ้น จึงเดินทางไปโมร็อกโก เพื่อเรียนรู้การตีกลอง”ดาร์บูคา”เป็นกลองประเภทเดียวกันกับกลอง”ตา-บลา”ของอินเดียที่มีเสียงดัง….ตึ๋งตึ๊ๆ นั่นแหละ

เขาพบว่า โมร็อกโกเป็นชาติที่แสนวิเศษ(สำหรับเขา)และพลอยได้ศึกษาศาสนาอิสลาม จากเพื่อนๆ ที่ศึกษาจากสถานศึกษา”อัล ฮาดิธ”(หมายถึงพฤติกรรมที่เหมาะสม เป็นที่ยอมรับของศาสดามุฮัมมัด)สะท้อนการดำรงชีพอยู่ อย่างสมถะ ตามแบบอย่างของมุลิมที่ดีงาม

เขาจึงเปลี่ยนศาสนา จากความเป็นชาวคริสต์ ไปเป็นชาวอิสลาม

จากนั้น เดินทางกลับเกาหลีใต้และไปถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนครั้งแรก( ปี ๒๕๕๐)ที่บ้านเกิดในกรุงโซล

เขาเล่าว่า หลังละศีลอดและได้ละหมาดมัฆริบ(หลังตะวันตกดิน)แล้ว”ก็รู้สึกได้ ถึงความสันติและผ่อนคลาย”ของในแต่ละวัน

จากนั้น ได้เดินทางไปยังออสเตรเลีย เพื่อหาทำงานในช่วงวันหยุด ได้พบปะกับบรรดาพี่น้องมุสลิมจากทั่วโลก

ช่วงนั้น เขาทำงานบริการส่งของ อยู่ในนครซิดนีย์ ได้มีโอกาสพบกับสาวเจ้า ชาวเกาหลีด้วยกัน ซึ่งก็คือภรรยาของเขาในอนาคต

เขาจึงสอนอิสลามให้เธอเข้าใจ แล้วเธอก็เปลี่ยนมาเป็นมุสลิม(อัลฮัมดุลิลละห์-ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า)อีกคน

ทั้งสองเดินทางกลับเกาหลีใต้และเปิดร้านอาหารด้วยกัน ที่หน้ามัสยิดใน”อิแทวอน”ย่านนักท่องเที่ยวในกรุงโซล

เขาทำอาหารฟิวชั่น”เกาหลี-โมร็อกกัน”ขายนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม จนกลายเป็นอาหารที่ชื่นชอบ ของเหล่ามุสลิมที่นั่น

ต่อจากนั้น สองคนก็แต่งงานกันแล้วชวนเธอเดินทางไปยังโมร็อกโก

เขาพาเธอไปมาเลเซีย เพื่อดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ โดยพูดว่า”พวกเรารักมาเลเซียมาก”

ในที่สุดก็เดินทางไปถึงโมร็อกโก แล้วออกเดินทางท่องไปทั่วประเทศ ด้วยรถตั้งค่ายเก่าๆ(Old camper)ได้พบได้เห็นผู้คนชาวโมร็อกโก มากหน้าหลายตา ได้เจอะเจอวัฒนธรรม ที่ไม่เคยรู้จัก

“ขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า ที่ทำให้พวกเราได้บันทึกความทรงจำที่ดีเอาไว้  เราจะตกหลุมรักในโมร็อกโก ไปอีกนานเท่านาน”

“ยูทูเบอร์”สามีภรรยาจบบันทึกของพวกเขาไว้แค่นี้ครับ

แต่ทว่า งานถ่ายทำยูทูบของพวกเขาว่าด้วยการวัฒนธรรมอาหารในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเวลานี้ ล่าสุดช่วงเดือนรอมะฎอน พวกเขาไปเยือนปากีสถาน

ที่น่าประทับใจของผม ในแง่ของความเป็นมุสลิมด้วยกันก็คือ ทุกครั้งที่ทั้งสองจะลงมือทำอะไร เช่นก่อนจะรับประทานอาหารพวกเขาจะ

กล่าวคำว่า”บิสมิลละห์”(ด้วยพระนามของพระผู้เป็นเจ้า) เตือนสติตนเองทุกครั้ง ในและการกระทำนั้น ทำให้ผู้อยู่ข้างเคียง หากเป็นมุสลิม จะรู้ได้ทันทีว่าพวกเขานับถือศาสนาอิสลามและจะต้อนรับด้วยความดีใจ

คำว่า”บิสมิลละห์”หากพิจารณา ในแง่ของชาวพุทธนั่นก็คือ การกล่าว”ภาวนา”อย่างย่นย่อนั่นเอง

กล่าวภาวนามาก ๆ บ่อยๆ ในทุกขณะจิต ของความสำนึกรู้

ใครก็ตามที่กล่าวภาวนาในทุกขณะจิต คนๆ นั้นก็จะมีสติ รู้ตัวตนอยู่ตลอดมิใช่หรือ

คนที่มีสติอยู่ตลอด ย่อมจะเป็นคนดี ย่อมรู้ตัวตลอดและย่อมไม่ลุล่วงกระทำผิดศีลธรรม มิใช่หรือ

นี่คือความตรงกัน อย่างน่าพิศดาร ในหลักธรรมปกติธรรมดาของ”อิสลาม”กับ”พุทธ” ใช่หรือไม่

นี่เป็นข้อสังเกตส่วนตัวของกระผมครับ

ทีนี้ ก็มาถึงคำถามที่ว่า ปัจจุบันมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่เกาหลีใต้เท่าไรและมาจากไหน เพราะแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยได้ยินมาเลยว่า มีคนที่นับถือศาสนาอิสลามอาศัยอยู่ในประเทศนี้ เท่าไรเลย

เปิดดูใน”วิกิพีเดีย”พบว่า ในประเทศนี้ ชาวมุสลิม(ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม)เป็นเพียงชนกลุ่มน้อย ทั่วประเทศมีมัสยิดเพียงไม่กี่แห่งและ ศูนย์กลางอยู่ในกรุงโซลเสียเป็นส่วนใหญ่

ตัวเลขของ”สหพันธ์มุสลิมเกาหลี” ระบุว่า มีมุสลิมอาศัยอยู่ในเกาหลีใต้ราว ๑๐๐,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นชาวต่างชาติ เฉพาะในกรุงโซลมีมุสลิมราว ๔๐ เปอร์เซนต์(จากทั้งหมดทั่วประเทศราว ๑๐๐,๐๐๐ คน) ที่อาศัยอยู่

ด้วยตระหนักในความสำคัญของศาสนา ทุกปีนับแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา รัฐบาลเกาหลีใต้ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะจัดเลี้ยงอาหารละศีลอดในเดือนรอมะฎอนเป็นประจำทุกๆ ปี

ทั้งนี้ ด้วยตระหนักในการอพยพเข้า ของชาวมุสลิมและบทบาทของพวกเขาที่นำความเจริญมาสู่ รัฐบาลเกาหลีใต้ จึงให้ความสำคัญแก่ชาวมุสลิมเพิ่มเป็นเงาตามตัว ตามหลักสากลว่าด้วยการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

เหตุที่นำเรื่องนี้ มาเขียนถึงคราวนี้ ก็เพื่อที่จะสะท้อนว่า ไม่ว่าในศาสนาใด

ธรรมะที่แท้จริง จะมีความต้องตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นสากล เป็นหนึ่งเดียว ไม่ทางใดทางหนึ่งเสมอ

เข้าหลัก”ใบไม้ในกำมือ” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงกำมาแสดงต่อพระเหล่าพระภิกษุ ที่ป่าประดู่ลายที่เขตเมืองโกสัมพีว่า ธรรมะที่ทรงนำมาแสดงนั้น แท้จริงมีเพียงกำมือเดียว ไม่มากมาย ดั่งใบประดู่ลายทั้งป่า ซึ่งล้วนไม่เป็นไป ด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความระงับและเพื่อพระนิพพาน

ฉะนั้น ใครก็ตามที่คิด จะใช้ความแตกต่างทางศาสนา มาเป็นเครื่องบ่อนทำลายสามัคคีธรรม จงระงับและละเลิกได้แล้ว ก่อนที่จะแหลกเละไปด้วยกันทั้งชาติ รวมทั้งพวกเจ้าด้วย

ผู้คนที่จะเชื่อคล้อยตามพวกเหล่าอันธพาลนั้น ล้วนแต่เป็นพวกโง่เง่าเต่าตุ่น ที่มาจากเปือกตมเท่านั้น

โดยเฉพาะในยามที่ต้องพบกับชาตากรรมอันแสนยากเข็ญ จากการแพร่ระบาดของไวรัสเวลานี้

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com