INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จริยศาสตร์และรหัสยะวิทยาอิสลาม

จริยศาสตร์และรหัสยะวิทยาอิสลาม
ความสำคัญและความจำเป็น

โดย ดร.เชค ชะรีฟ ฮาดีย์
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

    อิสลามเป็นศาสนาได้สนับสนุนการเรียนรู้ในทุกศาสตร์และทุกแขนของวิชาการ ทำให้นักค้นคว้า นักวิจัยและนักคิดต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย และหนึ่งจากนักคิดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและถือว่าเป็นสำนักที่มีความคิดค่อนข้างจะแตกต่างไปกับสำนักอื่น ๆ นั่นก็คือ สำนักซูฟี หรือสำนักนิยมความลี้ลับ สำนักรหัสยนิยมในอิสลาม ถึงแม้ว่ามนุษย์ธรรมดานั้นส่วนมากจะหมกมุ่นอยู่กับการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ที่จะต้องไปประจำวันนั้น โดยไม่สนใจต่อเรื่องจิตวิญญาณ ทั้ง ๆที่สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์นั้นเรียกร้องให้แสวงหาและให้การกระตือรือร้น หรือเรียกร้องให้แสวงหาความจริงสูงสุดหรือแก่นแท้ของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิม (ฟิตเราะฮฺ) ของมนุษย์ จึงไม่สามารถจะทำลายหรือทำให้มันสูญพันธ์ไปได้ จึงมีกลุ่มแห่งการฟื้นฟูและนำคำสอนเกี่ยวกับหารพัฒนาจิต และเสนอเนื้อหาสาระที่น่าสนใจในเรื่องพระเจ้า หรือเทพเจ้า และพวกเขาสร้างความสนใจต่อโลกแห่งความสูงส่ง พวกเขาเรียกตัวเราว่า สำนักซูฟี  สำนักซูฟีพยายามจะบอกกับมนุษย์ทุกคนว่าด้วยจิตใจแห่งความรักที่ถูกบรรจุไว้ในตัวของมนุษย์ที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพวกเขาได้ปล่อยวางจากทุกสิ่ง และเป้าหมายสูงสุดอยู่กับพระองค์ พร้อมกับการปฏิบัติธรรม เข้าสู่การภักดีอย่างแท้จริง และทำลายกิเลส ความอยาก  ความหลง และความต้องการให้หลุดพ้นจากโลกแห่งวัตถุ ไม่ลุ่มหลงกับสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากพระเจ้าผู้ทรงเป็นที่รัก ดังนั้นนั่นแหละคือนักรหัสยะที่อิสลามได้กล่าวถึงและสนับสนุนให้มนุษย์มุ่งสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
    การนิยมความลี้ลับหรือใฝ่หาความเป็นนักรหัสยนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดใหม่ แต่อยู่ในทุกชนชาติ ทุกภาษา และทุกศาสนา เพียงมีความแตกต่างในรูปแบบและทฤษฎี และแท้จริงแล้วการพัฒนาของสำนักรหัสยนิยมได้เริ่มต้นจากรูปที่เรียบง่ายที่สุดจนถึงแปลกประหลาดที่สุด แต่มีจุดหมายปลายทางเหมือนกัน นั่นคือการมุ่งสู่ความใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้าหรือต่อเทพเจ้า และต้องการจะไปถึงจุดสุดยอมของการจาริกนั้นคือ การรวมกันเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้สร้างกับผู้ถูกสร้าง
    ลัทธินิยมในความลี้ลับหรือสำนักรหัสยนิยมได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และได้หลั่งไหลสู่ทุกศาสนา จนมีผู้นิยมและนับถือกันอย่างกว้างขวาง เพราะแท้จริงแนวทางของรหัสยะนั้นคือแนวทางของการฝึกฝนจิตวิญญาณได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ของผู้ที่รักสงบทางจิตใจ และผู้นิยมในการจะคัดเคลาจิตใจ เพราะเป็นแนวทางที่ดีเลิศที่สุดและไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าแนวทางอื่นๆ
    แม้ว่าจะมีสำนักทางปรัชญาบางสำนักได้เกิดขึ้น มีแนวคิดและนำเสนอในเชิงปรัชญาของตนว่า แท้จริงความจริงสูงสุดที่เป็นคำสอนของศาสนาต่างๆนั้นเป็นเรื่องมายา ไม่มีอยู่จริง และพวกเขาได้กล่าวว่า แท้จริงสิ่งที่เป็นสิ่งแท้และความถูกต้องต้องเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้โดยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ และทางตรรกะ ดังนั้นคำสอนในเรื่องพระเจ้า หรือการจาริกยังพระเจ้า ความสงบสุขคือการอยู่กับพระเจ้า เป็นเรื่องที่งมงายและเป็นเรื่องที่เหลวใหล  จากการท้าทายนี้ ทำให้สำนักรหัสยนิยมหรือสำนักซูฟี พยายามจะเปิดตนเองสู่สังคมมากยิ่งขึ้น เพื่อประกาศให้โลกรับรู้ว่า แท้จริงแนวทางที่พวกเขาได้ยึดปฎิบัตินั้นมีอยู่จริง และเป็นสิ่งเลอเลิศ และเป็นจุดหมายปลายทางของมนุษย์
    สำนักรหัสยนิยมหรือสำนักอิรฟาน หรือเรียกตามภาษาที่คุ้นเคย สำนักซูฟีถือว่าเป็นสำนักคิดหนึ่งของอิสลามมุ่และเป็นสำนักคิดทางญาณวิทยาที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะว่ามีทั้งพลังผลักใสและพลังดึงดูดมีทั้งคนสนใจ ยอมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อรักษาลัทธินี้ไว้ และอีกมุมหนึ่ง ก็มีนักการศาสนาได้ออกมากล่าวประณามและต่อต้านการมีอยู่ของสำนักรหัสยนิยมอย่างไม่เคยพบมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์ จุดเด่นของสำนักซูฟีมีมากมาย ซึ่งควรแก่การศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อพวกเขาและเรียนรู้ ทำความรู้จักพวกเขาให้มากยิ่งขึ้น แล้วจะพบว่าสำนักซีฟูไม่ได้เลวร้ายเหมือนกับหลายคนได้คิดและเข้าใจ
แท้จริงปัญหาทางด้านจริยธรรมถือว่าเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญทีเดียว ซึ่งปัจจุบันนี้มนุษยชาติที่เกิดวิกฤตและประสบปัญหาต่างๆ เนื่องจากการขาดจริยธรรมและคุณธรรมอันดีงามนั่นเอง  ดังนั้นในนะฮญุลบะลาเฆาะฮมีคำสอนเกี่ยวกับด้านจริยธรรม เกี่ยวกับการขัดเกลาจิตใจไว้อย่างมากมาย แต่ก่อนที่เราจะนำเนื้อหานั้นมานำเสนอต่อท่านผู้อ่าน ข้าพเจ้าใคร่ที่จะนำความสำคัญของจริยธรรมในอิสลามมากล่าวเพื่อเป็นบทนำที่จะเข้าสู่เนื้อหานั้น

          มนุษย์มีทั้งวิญญาณและร่างกาย ซึ่งต่างเป็นสาเหตุของความสุขและควาทุกข์ สิ่งที่เป็นความสุขทางกายได้แก่ การมีสุภาพที่ดีสมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ปว่ย ส่วนความสุขของจิตคือการมีนิสัย มารยาทที่ดี ไม่ได้รับการป่วยไข้ทางจิต การมีจริยธรรมและศิลธรรมอันดีงาม มีความสมบูรณ์ทางปัญญา 
        คำว่า”จริยธรรม” หรือในภาษาอาหรับเรียกว่า อัคล๊าค  เป็นสภาวะหนึ่งทางจิตของมนุษย์ที่มีบ่งบอกถึกความมีสมรรถภาพในการจะพัฒนาจิตจากจิตใฝ่ต่ำสู่จิตคุณธรรม ซึ่งเป็นแหล่งของกิจกรรมทั้งมวลที่มนุษย์จะปฏิบัติและแสดงออกมากับตนเอง หรือกับคนอื่น ซึ่งการมีจริยธรรมนั้นเป็นความสามารถของวิญญาณที่อยู่ตัวของมนุษย์ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติของความเข้มแข็งทางวิญญาณอยู่แล้วหรืออาจจะเกิดจากปัจจัยของการฝึกฝนทางจิต ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งการมีจริยธรรมที่ดีงามได้
       ดังนั้นการมีจริยธรรมเป็นการบ่งบอกว่าผู้นั้นมีความสุขทางจิตวิญญาณ และเมื่อเราได้พิจารณาแล้ว สิ่งที่มารับผิดชอบต่อการมีความสุขและสิ่งที่จะมาทำให้จิตวิญญาณมีความป่วยไข้หรือความทุกข์ และการมีความสมบูรณ์ทางด้านสุขของวิญญาณ ขึ้นอยู่กับการทำให้จิตมีศิลธรรมและขจัดหรือปลดปล่อยวิญญาณให้เป็นอิสระจากการเป็นนักโทษถูกล่ามโซ่ ด้วยราคะ ความละโมบ โกรธ หลง และโซ่ตรวนต่างๆที่ขัดขวางการพัฒนา และการจะนำพามนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ขั้นสูงสุดของมนุษย์ นั่นคือการอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้า ซึ่งต้องชำระล้างตนเ องจากนิสัยที่เลวและสันดานต่างๆ และด้วยกับกระบวนการแห่งการคิด ด้วยวิธีคิดอย่างถูกต้องนั้น จะนำพาไปสู่หลักจรรยาและคุณธรรมนั่นเอง.
      เราสมควรยอมรับว่า การมีจริยธรรมอันดีงามคือสาเหตุมาจากความสามารถทางจิตใจ ได้แก่ สติปัญญา ความจำความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์  และอื่นๆ และอีกด้านหนึ่งมนุษย์มีจิตที่ใฝ่ต่ำสามารถนำพามนุษย์ไปสู่ความเป็นผู้ปฏิเสธและมีฐานะภาพที่ตกต่ำ ได้แก่ความโมโหโทษะ การมีกิเลสธัญหา โมหะ ความอยาก และถ้ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใผ่ต่ำเหล่านั้นได้ เขาก็จะยกระดับตัวของเขาไปสู่ความสมบูรณ์และมีวิทยปัญญา
      เมื่อเราพูดถึงศักยภาพของมนุษย์ ที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่การมีจริยธรรมที่ดี มิได้หมายความว่าเขาจะต้องทำลายสัญชาตญาณดั้งเดิม เพราะว่ามนุษย์ไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือ การหลีกเลี่ยงจะมุ่งสู่จุดต่ำสุดที่ต่ำกว่าระดับสัตว์เดรฉาน 
      มนุษย์สามารถดำเนินและเคลื่อนไหวไปสู่ทางสองทางได้อย่างอิสระ นั่นก็คือเขาอาจจะมุ่งสู่ต่ำสุด ต่ำยิ่งกว่าเดรฉาน ที่ได้เป็นทาสของอารมณ์ใฝ่ต่ำ หรือเขาอาจจะไปสู่จุดสูงสุดที่เหนือกว่าเทวทูต มะลาอิกะฮ  ดังนั้นจริยธรรมจึงปรากฏขึ้นด้วยเหตุผลข้างต้น ทำให้จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่สูงส่งและทรงคุณค่าที่สุด โดยที่คุณค่าของวิชาการใดๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องราวที่ของมัน แต่จริยศาสตร์ได้เกี่ยวข้องกับมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์ และเป็นวิชาสอนให้รู้ถึงหลักการของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และนี่คือเป้าหมายของการสร้างมนุษย์ขึ้นมา
   ในอดีต นักปรัชญามิได้ถือวาการเรียนรู้แขนงอื่นใดว่า เป็นศาสตร์ที่เป็นเอกเทศอย่างแท้จริง และเชื่อว่าความสำเร็จในสาขาวิชาอื่นใด โดยปราศจากจริยศาสตร์และความสมบูรณ์ทางด้านจิตวิญญาณนั้น ไม่มีคุณค่าใดๆเลย.
      คุณธรรมความดีในตัวของมนุษย์ทำให้เขาได้รับความสุขที่ถาวร ขณะที่ความฉ้อฉลทางคุณธรรมนำไปสู่ความเคราะห์ร้ายชั่วนิรันดร์ ดังนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องชำระขัดเกลาตัวเองจากลักษณะนิสัยที่น่ารังเกียจและประดับประดาวิญญาณของตนด้วยคุณธรรมและความดีและจริยธรรมทุกทรูปแบบ ยิ่งไปกว่านั้นหากปราศจากการชำระตนเองให้บริสุทธิ์จากนิสัยที่ต่ำช้า จะทำให้ไม่อาจถนอมและพัฒนาคุณธรรมความดีได้  และเพื่อให้ได้รับความสมบูรณ์สูงสุดและถึงขั้นสุดท้าย จำเป็นต้องเดินทางและจาริกทางด้านจิตวิญญาณและต้องต่อสู้กับจิตใฝ่ต่ำและความระคะ และพฤติกรรมที่ขาดศิลธรรม ซึ่งอาจปรากฏอยู่ในจิตวิญญาณ และเมื่อมนุษย์มีความเตรียมพร้อมก้าวสู่เส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ของตนเอง พระเจ้าก็จะทรงดำเนินมาเพื่อช่วยเหลือและนำทางเขาไปสู่ชัยชนะ ดังโองการที่ว่า

“และบรรดาผู้ที่ได้ต่อสู้ดิ้นรนในหนทางของเรา เราจะชี้แนะนำทางที่ถูกต้องแก่พวกเขาสู่แนวทางของเรา”(ซูเราะฮที่ ๒๙/๖๙)

วิธีคิดทางด้านญาณหยั่งรู้ เป็นวิธีคิดค่อนข้างจะละเอียดอ่อนมาก เพราะเป็นรูปแบบแห่งวิธีคิดใช้ญาณการหยั่งรู้ เพื่อการค้นพบความจริงแท้ และการนำไปสู่ความหยั่งรู้ที่แท้จริงต่อพระองค์อัลลอฮซ.บ. เป็นวิธีคิดแบบรหัสยะนิยมของอิสลาม
      อัลลามะฮฎะบะฎอบาอีย์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า..
       ..”ความน่าสนใจและพลังแห่งการดึงดูดของแนวทางรหัสยะ(ญาณวิทยา) ทำให้คนที่รู้จักในพระเจ้า มีความสนใจต่อโลกแห่งความสูงส่ง และจิตใจของเขาจะบรรจุไว้ซึ่งความรักที่มีต่ออัลลอฮเท่านั้น โดยปล่อยวางจากทุกสิ่ง พวกเขาจะออกห่างจากสิ่งที่เป็นโมฆะธรรม และนำตัวเขาเข้าสู่การภัคดีและการสรรเสริญต่อพระองค์ (แนวทางญาณวิทยา) เป็นวิธีคิดและนำหลักปฏิบัติธรรมสู่การเป็นบ่าวที่แท้จริงต่อพระผู้เป็นเจ้า และทำลายกิเลสธัญหา ความต้องการ และยังได้ยกระดับจิตใจของตนเองให้หลุดพ้นจากโลกแห่งวัตถุ ไม่หลุ่มหลงต่อสิ่งใด ดังนั้นนักรหัสยะ(อาริฟ) หมายถึงบุคคลที่เคารพภัคดีต่อพระเจ้า ผ่านความรู้และเพราะความรักต่อพระองค์ ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อรางวัลตอบแทน หรือหวาดกลัวต่อบทลงโทษ เป็นผู้มีความสัมผัสพิเศษที่เข้าถึงรหัสยภาวะ จิตของพวกเขาเกิดความรู้แจ่มแจ้งชัดเจน โดยไม่ต้องอาศัยการอ้างเหตุผล”(ชีอะฮในอิสลาม หน้า๑๒๐)
       สำนักคิดชีอะฮถือว่าการเข้าถึงรหัสยหรือความเป็นอิรฟานนั้นเป็นสิ่งที่ศาสนาสนับสนุน และการรู้แจ้งเห็นจริงแห่งจิตวิญญาณนั้นเป็นวิธีคิดหนึ่งของโลกทัศน์อิสลาม และแนวทางแห่งอิรฟานเป็นแนวทางของศาสนาอิสลามและยังถือว่าเป็นหัวใจของศาสนา เพราะเป็นที่มาของการภัคดีที่แท้จริงและการเข้าถึงพระเจ้าอย่างถูกต้องและมั่นคง เป็นการเข้าถึงแบบภายในของศาสนาเป็นกรอบในของหลักการทางศาสนา โดยผ่านกระบวนการแห่งการขัดเคลาจิตใจจนที่สุด จึงสามารถบรรลุความเป็นนักรหัสยะที่แท้จริง
      ในโลกอิสลามผู้ที่นำวิถีทางแห่งอิรฟานมาคือ ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ซึ่งท่านนั้นเป็นนักรหัสยที่มีระดับขั้นสูงสุดกว่าใครๆ โดยการปฏิบัติของท่าน(ศ)และวิธีนี้ถูกถ่ายทอดต่อสาวกของท่าน ซึ่งผู้ที่รับมรดกแห่งความเป็นนักระหัสยได้ดีเยี่ยมและสมบูรณ์คือท่านอิมามอะลี บินอะบีตอลิบ ซึ่งในตำราประวัติศาสตร์ได้จารึกและบันทึกถึงเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดว่า ท่านอะลี บินอะบีตอลิบ ได้อธิบายเกี่ยวกับแก่นแท้ของแนวทางรหัสยและระดับขั้นของชีวิตด้านในที่ทรงคุณค่า ต่อมาสานุศิษย์ของท่านอิมาม(อ) ได้ยึดมั่นในแนวทางนี้มา เช่นท่านซัลมาน ฟัรซี  ท่านอบูซัร ฆัฟฟารีย์ ท่านกุเมล บินซิยาด ท่านมัยซัม ตัมมัรและท่านอื่นๆอีกจำนวนมาก ซึ่งนักซูฟีหรือนักรหัสยยุคหลังไม่ว่าในสำนักซุนนีหรือสำนักชีอะฮได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าบรรดานักซูฟีเหล่านั้นเป็นสายโซ่ที่สืบทอดมาจากท่านอิมามอะลี บินอะบีตอลิบ(อ)
      ท่านอัลลามะฮฎะบะฎอบาอีย์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า…

.”บรรดาครูทางจิตวิญญาณของนักรหัสยะ เป็นสายโซ่ที่มีมาอย่างต่อเนื่องสืบทอดมาจากครูคนก่อนของพวกเขา จนสืบไปถึงท่านอิมามอะลี ผลของวิสัยทัศน์และการสถาปณาของพวกเขาที่ได้สืบทอดมาถึงยุคเรา ได้นำเอาความจริงและแนวคิดนั้นและความสูงส่งทางจิตวิญญาณ ที่พบในวจนะของท่านอิมามอะลีและอิมามท่านอื่นๆจากลูกหลานของท่านศาสดา(ศ) ซึ่งเป็นอิมามของสำนักชีอะฮ และนักซูฟีเชื่อว่าความสมบูรณ์ของมนุษย์ ได้รับการกล่าวถึงตามแนวทางชีอะฮ ซึ่งได้มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในตัวของบรรดาอิมาม และรัศมีแห่งความสมบูรณ์นี้ได้ฉายแสง จับต้องอยู่บนตัวของผู้ที่ได้เจริญรอยตามพวกท่าน(อ)”

      ดังนั้นบุคคลที่ได้รับความหยั่งรู้หรืออยู่ในแนวทางของญาณวิทยา พวกเขาจะมิได้มีเจตตนาอื่นใดนอกจากเพื่อรำลึกต่อพระเจ้า ไม่มีความปรารถนาแอบแฝง และพวกเขาจะมีจิตใจที่สะอาด สายตาของพวกเขาจะมองเห็นโลกแห่งรหัสยะที่แท้จริง และมีความใกล้ชิดต่อพระเจ้าอย่างสมบูรณ์  ด้วยเหตุนี้หนทางแห่งซูฟีหรือหนทางแห่งอิรฟานเป็นหนทางที่ดีเลศ และเป็นวิธีคิดหนึ่งของศาสนา โดยที่นำทางมนุษย์ผู้ที่อยู่ในแนวทางนี้ไปสู่”การประจักษ์แจ้งในตนเอง”และนำไปสู่การรู้จักพระเจ้าที่แท้จริง ดังวจนะของท่านศาสดา(ศ)ที่ว่า…

    “ใครก็ตามรู้จักตัวเขาเอง เขาย่อมรู้จักพระเจ้าของเขา”

และท่านศาสดา(ศ)กล่าวอีกว่า 

  “ใครก็ตามที่รักพระเจ้าของเขาอย่างดี เท่ากับเขาได้รู้จักตัวเองดีที่สุด”

   อัลกุรอานและซุนนะฮได้สนับสนุนแนวคิดนี้และยังเรียกร้องให้มนุษย์มุ่งสู่การรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง ดังที่อัลลอฮได้ตรัสไว้ว่า..

  “เจ้าจงรำลึกข้าเถิด เพื่อข้าจะได้รำลึกเจ้า”(บะกอเราะฮ/๑๕๒)

“จงรู้เถิดว่าการรำลึกต่ออัลลอฮ จำให้หัวใจสงบนิ่ง”(อัรเราะดุ/๒๘     )

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *