สูทชาเนลสีชมพูของเเจ็คเกอลีน เคนเนดี้ เป็นความทรงจำที่ปวดร้าว

สูทชาเนลสีชมพูของเเจ็คเกอลีน เคนเนดี้ เป็นความทรงจำที่ปวดร้าว
เรามีหลายเรื่องเกี่ยวกับคำพูดสุดท้ายของจอห์น เคนเนดี บุคคลบางคนกล่าวว่าคำพูดสุดท้ายของเขาคือ โอพระเจ้า ผมถูกยิง จอห์น เคนเนดี นั่่งรถยนต์ข้างหลังกับภรรยาของเขา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส จอห์น คอนเนลลี นั่งข้างหน้าระหว่างรถยนต์วิ่งไป ก่อนเข้าสู่เดล ลี่ย์ พลาซา ตามรีดเดอรส์ ไดเจสท์ คำพูดสุดท้ายของเขาไม่ได้ตรงไปที่แจ็คกี้ แต่เป็นการตอบต่อเนลลี่ คอนเนลลี เธอหันกลับมาที่เคนเนดีและพูดว่า ท่านประธานาธิบดี คุณไม่สามารถพูดว่าด้ลลัสไม่รักคุณ จอห์น เคนเนดี ตอบว่า พวกเขารักผมอย่างแน่นอน จอห์น เคนเนดีพูดเมื่อเขาโบกมือเเละยิ้มให้กับฝูงชน ลี ออสวอลด์ ได้ลั่นกระสุนเพียงไม่กี่นาทีต่อมา ณ วันเเห่งโชคชะตา 22 พฤศจิกายน ค.ศ 1963 เเจ็คกี้ใส่สูทชาเนสีชมพูและหมวกทรงกลมแสดงตัวอย่างสไตล์คลาสสิคของเธอ ณ เวลานั้น มันเลี่ยงไม่ได้ที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งใส่เสื้อผ้าผลิตภายในอเมริกา การถอดแบบที่อนุญาติโดยชาเนล สูทได้ถูกผลิตภายในนิวยอร์ครับรองว่ามันได้ถูกผลิตโดยอเมริกาเมื่อจอห์น เคนเนดี ถูกยิงอย่างน่าสลดภายในดัลลัส เท็กซัส บนเส้นทางของเขาไปให้การปราศัย แจ็คกี้ นั่งเคียงข้างเขาภายในขบวนรถเปิดประทุน เลือดของสามีของเธอได้เปรอะเปื้อนไปทั่วสูทสีชมพูของเธอ ณ โรงพยาบาล และระหว่างการเดินทางกลับวอชิงตัน แจ็คกี้ไม่ยอมทำความสะอาดตัวเธอเอง หรือถอดสูทสีชมพูเปื้อนเลือดออก “ขอให้พวกเขามองเห็นอะไรที่พวกเขาได้ทำ” เธอกล่าวสูทสีชมพูที่เธอใส่กลายเป็นเปื้อนเลือดของสามีของเธอภายหลังการลอบสังหารประธานาธิบดีเธอไม่ยอมเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าของเธอ มันได้สร้างภาพที่มีพลังต่อสาธารณะในขณะที่ได้แสดงบาดแผลส่วนบุคคลด้วย เธอทำความสะอาดเลือดของสามีของเธอออกจากใบหน้าของเธอแต่แจ็คกี้ไม่ยอมเปลี่ยนสูทสีชมพูของเธอ และมันได้สร้างประวัติศาสตร์รองประธานาธิบดีของจอห์น เคนเนดี ลินดอน จอห์นสัน ได้สาบานเป็นประธานาธิบดีคนที่ 36 ของอเมริกาบนเเอร์ ฟอร์ช วัน เพียงไม่กี่ชั่วโมงภายหลังการเสียชีวิตของจอห์น เคนเนดี ยังคงใส่สูทชาเนลสีชมพูเปื้อนเลือดของเธออยู่ แจคกี้ ได้ยืนข้างลินดอน จอห์นสัน เมื่อเขาได้กล่าวคำสัตย์ปฏิญานเป็นประธานาธิบดี เลดีเบิรด จอห์นสัน ได้ถามแจ็คกี เธอต้องการเปลี่ยนสูทเปื้อนเลือดของเธอหรือไม่ แจ็คกี้ ปฏิเสธและกล่าวว่าฉันต้องการให้พวกเขามองเห็นอะไรที่พวกเขาได้ทำกับเเจ็คเธอออกมาภายในสูทเปื้อนเลือดของเธอและยืนข้างลินดอน จอห์นสันแม้ว่าด้วยสถานการณ์ที่น่ากลัวเหล่านี้ เธอเต็มใจยืนเพื่อการถ่ายภาพเพราะว่าเธอเข้าใจมันหมายถึงอะไรต่อชาติที่จะมีความต่อเนื่องภายในรัฐบาล เธอเข้าใจเธอมีบทบาทที่จะเเสดงต่อการช่วยเหลือชาติเปลี่ยนแปลงไปสู่ประธานาธิบดีคนใหม่ พวกเขาต้องการให้ภาพเหล่านี้ออกไปในขณะที่เครื่องบินยังคงบินกลับไปวอชิงตัน ยืนยันชาวอเมริกันที่เรามีประธานาธิบดีคนใหม่สูทสีชมพีของเเจ็คกี้ เคนเนดี เป็นมากกว่าเพียงแค่ชุดเสื้อผ้า มันเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกัน เธอได้ใส่มันเมื่อ 22 พฤศจิกายน 1963 วันแห่งพรหมลิขิตที่สามีของเธอ จอห์น เคนเนดีได้ถูกลอบสังหารในขณะที่นั่งรถขบวนภายในดัลลัส เท็กซัส มันเป็นชุดเสื้อผ้าที่เธอถูกถ่ายรูปเคียงข้างลินดอน จอห์นสันภายหลังทันทีการเสียชีวิตของจอห์น เคนเนดีที่จริงแล้วมันอีกชุดเสื้อผ้าที่วางไว้เเก่เธอที่จะใส่ แต่เธอได้ปฏิเสธ เธอเขียนว่า ขาข้างหนึ่งเต็มไปด้วยเลือด และถุงมือขวาของเธอเกาะเป็นก้อน มันเกาะด้วยเลือด – เลือดของสามีของเธอ มันผ่านมานานแล้วนับตั้งแต่การลอบสังหารจอห์น เคนเนดี และสูทสีชมพูเปื้อนเลือดยังคงเป็นความทรงจำที่ปวดร้าวของวันลอบสังหารจอห์น เคนเนดี ได้ถูกลอบสังหารเมื่อ 22 พฤศจิกายน 1963 ภายในดัลลัส เท็กซัส ตอนอายุ 43 ปี เขาได้เดินทางไปดัลลัสบนการเดินทางการรณรงค์ เขาได้ถูกยิงในขณะที่นั่งภายในขบวนรถยนต์กับภรรยาของเขา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแจ็คกี้ โอนาซิส และผู้ว่าการรัฐเท็กซัส จอห์น คอนแนลลี่ ระหว่างการท่องเที่ยวรัฐเมื่อมันได้เคลื่อนผ่านเดลลีย์ พลาซา เสียงปืนได้ดังขึ้น ผู้ว่าการรัฐถูกยิงจอห์น เคนเนดีถูกยิงสองครั้ง บาดเจ็บสาหัส เขาได้ถูกรีบเร่งนำส่งโรงพยาบาลพาร์คแลนด์ เม็มมอเรียล ตรงที่เขาได้เสียชีวิตในไม่ช้าจอห์น เคนเนดีบาดเจ็บอย่างรุนเเรง และเสียชีวิตระยะเวลาสั้นต่อมาภายในไม่กี่ชั่วโมงของการยิง ตำรวจได้จับลี ฮาร์วีย์ ออสวัลด์ และกล่าวหาว่าเขาเป็นฆาตกร ต่อมาชายคนหนึ่ง แจ็ค รูบี้ ได้ยิงและฆ่าลี ออสวัลด์ คณะกรรมการวอร์เรน นำโดยหัวหน้าผู้พิพากษาของศาลสูง เอิรล วอร์เรน ได้ถูกแต่งตั้งโดยผู้สืบทอดจอห์น เคนเนดี ประธานาธิบดี ลินดอน จอห์นสัน ตรวจสอบการลอบสังหาร และทำให้ข้อสงสัยหลายอย่างที่มีอยู่ชัดเจน และสถานการณ์ล้อมรอบการลอบสังหารยังคงเป็นหัวข้อการเดาอย่างกว้างขวางสิบเดือนต่อมา รายงานของคณะกรรมการวอร์เรนยืนยันลี ออสวอลด์ยิงและฆ่าจอห์น เคนเนดี และไม่มีหลักฐานที่ลี ออสวอลด์ หรือเเจ็ค รูบี เป็นส่วนหนึ่งของการสมรู้ร่วมคิดภายในประเทศ หรือรัฐบาลต่างประเทศอยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร รายงานไม่ได้ระบุทำไมลี ออสวอลด์ยิงจอห์น เคนเนดี ดังที่ไทม์ได้รายงานเมื่อ ค.ศ 1964 คำอธิบายแรงจูงใจของลี ออสวอลด์ต่อการฆ่าประธานาธิบดีเคนเนดี ได้ถูกเผาไปกับเขาการเสียชีวิตของจอห์น เคนเนดีทำให้เกิดความเศร้าโศรกท่ามกลางชาวอเมริกันทุกคน บุคคลส่วนใหญ่ยังคงจดจำได้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนและพวกเขากำลังทำอะไร เมื่อพวกเขาได้ยินข่าว ชาวอเมริกันจำนวนมากได้รวมกันภานในวอชิงตัน เพื่อการฝังศพของประธานาธิบดี และประชาชนทั่วโลกได้ชมกันบนโทรทัศน์

จอห์น เคนเนดี นำประเทศระหว่างจุดสูงสุดของการต่อสู้สิทธิมนุษยชนเขาได้ต่อสู้และลงนามกฏหมายการจ่ายค่าจ้่างอย่างเสมอภาค เป็นรากฐานเพื่อกฏหมายสิทธิมนุษยชนเมื่อ ค.ศ 1964 เพื่อการอธิบายความเชื่อของเขาต่อปัญหา เขาได้ให้การปราศัยทางโทรทัศน์แก่ประเทศ เขากล่าวว่า เราเผชิญกับปัญหาทางศีลธรรม มันเก่าแก่เท่าคัมภีร์ไบเบิล และมันชัดเจนเท่ารัฐธรรมนูญอเมริกัน ประเทศนี้จะไม่เสรีภาพอย่างเต็มที่จนกว่าประชาชนทุกคนมีเสรีภาพ

จอห์น เคนเนดีต้องเผชิญกับปัญหาน่ากลัวหลายอย่าง ปัญหายิ่งใหญ่อย่างหนึ่งคือ การแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาลสูงอเมริกาได้ออกกฏว่าการแบ่งแยกภายในโรงเรียนของรัฐไม่ถูกอนุญาติต่อไป เด็กผิวขาวและผิวดำควรจะไปโรงเรียนด้วยกัน แต่กระนั้นโรงเรียนรัฐหลายแห่งโดยรัฐทางใต้ไม่เชื่อฟังกฏหมายนี้ เรามีการแบ่งแยกเชื้อชาติบนรถโดยสาร ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ และสถานที่สารธารณะด้วย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงของการเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนผู้นำสิทธิมนุษยชนหลายคนไม่ได้คิดว่าจอห์น เคนเนดี สนับสนุนอย่างเพียงพอต่อความพยายามของพวกเขา จอห์น เคนเนดี ได้ตัดสินใจว่าเวลาได้มาถึงที่จะใช้การกระทำที่เข้มแข็งช่วยการต่อสู้สิทธิมนุษยชนเขาได้เสนอแนะพระราชบัญญัติสิทธิมนุษยชนใหม่ต่อรัฐสภา และเขาได้ออกโทรทัศน์ขอให้ชาวอเมริกันสิ้นสุดการเหยียดเชื้อชาติ ” หนึ่งร้อยปีของความล่าช้าได้ผ่านไปนับตั้งแต่ประธานาธิบดีลินคอล์น ปลดปล่อยทาส เเต่การเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งภายในประวัติศาสตร์ของอเมริกาคือ การเดินขบวนของชาวอเมริกันทั้งผิวขาวและผิวดำไปยังกรุงวอชิงตัน เพื่อที่จะเรียกร้องเรื่องงานและเสรีภาพ ผู้นำขบวนคือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง นักต่อสู้สิทธิมนุษยชนเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเหยียดสีผิวของอเมริกา เขาได้ยืนปราศัย อยู่ที่ขั้นบันไดของอนุสาวรีย์อับราฮัม ลินคอล์น วอชิงตัน ท่ามกลางชาวอเมริกันประมาณ 250,000 คน การถ่ายทอดโทรทัศน์ไปทั่วโลกการปราศัยครั้งนี้มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้วยการใช้ถ้อยคำที่สร้างแรงบันดาลใจและกระทบต่อความรู้สึกของชาวอเมริกันมากที่สุด “ผมมีความฝัน” ได้กลายเป็นถ้อยคำอมตะตราบเท่าทุกวันนี้ จนกระทั่ง จอห์น เคนเนดี้ ประธานาธิบดี ได้เชิญเข้าพบ มาร์ติน ลูเธอร์ คิงได้ถูกลอบยิงเสียชีวิตในที่สุด

จอห์น เคนเนดีได้อยู่ ณ จุดสูงสุดของสงครามเย็น และนโยบายต่างประเทศของเขาส่วนใหญ่ห่วงใยที่ความสัมพันธ์กับรัสเซียและคิวบา จอห์น เคนเนดีมีอายุสั้น แต่เขาได้บรรลุความสำเร็จหลายอย่าง เขาเป็นนักศึกษาดีเยี่ยมจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจอห์น เคนเนดี เป็นเครื่องมือของการป้องกันสงครามนิวเคลียร์ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย เขาได้พยายามบุกคิวบาผ่านทางอ่าวหมูที่ล้มเหลว แต่ความพยายามได้ล้มเหลว เขาได้ยอมให้กลุ่มผู้อพยพคิวบาถูกฝึกสอนและติดอาวุธบุกบ้านเกิดของพวกเขา ความพยายามที่จะล้มระบบการปกครองของฟิเดล คาสโตรภายหลังจากนั้นไม่นาน รัสเซียได้เริ่มใหม่การรณรงค์ต่อสู้เบอร์ลินตะวันตก จอห์น เคนเนเดีได้ตอบสนองด้วยการเพิ่มทหารรักษาการณ์และเพิ่มความเข้มแข็งทหารของประเทศ เมี่อเผชิญกับการตอบสนองเหล่านี้ รัสเซียภายหลังจากการก่อสร้างกำแพงเบอร์ลิน ได้ผ่อนคลายแรงกดดันภายในยุโรปกลางนายกรัฐมนตรีรัสเซีย นิกิต้า ครุสชอฟ คิดว่าเขาต้องรับวิถีทางของประธานาธิบดีหนุ่ม เมื่อผู้นำสองคนได้พบกันที่เวียนนาเมื่อ ค.ศ 1961 ครุชชอฟ ได้สั่งการสร้างกำแพงระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตกและคุกคามที่จะลงนามสัญญาสันติภาพแบ่งแยกกับเยอรมันตะวันออก จอห์ เคนเนดีได้กระตุ้นกองกำลังรักษาชาติ และนิกิต้า ครุชชอฟได้ยอมอ่อนข้อต่อการคุกคามสันติภาพแบ่งแยกของเขาต่อมาจอห์น เคนเนดี ได้มีการไปเยี่ยมอย่างน่าทึ่งแก่เบอร์ลินตะวันตก ตรงที่เขาเขาได้บอกฝูงชนที่ร่าเริงว่า วันนี้ภายในโลกของเสรีภาพ การอวดอ้างอย่างภูมิใจที่สุดคือ “Ich bin ein Berliner” อิช บิน ไอน์ แบร์ลีแนร์ ผมเป็นชาวเบอร์ลิน ณ การประชุมพอทส์ดาม ผู้นำของอเมริกา อังกฤษ และรัสเซียมหาอำนาจ ” ผู้ยิ่งใหญ่สามคน” ได้ชัยชนะนาซี เยอรมันพบกันภายในพอทส์ดามใกล้เบอร์ลิน การประชุมของพวกเขาใช้เวลาตั้งแต่ 17 กรกฎาคมถึง 12 สิงหาคม 1945ระหว่างช่วงเวลาที่สำคัญภายในการกำหนดความสมดุลของอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การประชุมได้ให้การพูดเป็นนัยริ่มแรกของความตรึงเครียดที่พัฒนาระห่างอเมริกาและรัสเซีย ในที่สุดได้นำไปสู่การต่อสู้สงครามเย็นยาวนานมากกว่าสี่ทศวรรษการประชุมเข้าร่วมโดยประธานาธิบดีอเมริกา แฮร์รี่ ทรูแมน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย โจเซฟ สตาลิน และนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิน หรือคลีเม้นท์ แอตตลี เพื่อที่จะเจรจาต่อรองเงื่อนไขต่อการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สองภายหลังการประชุมยอลต้าเมื่อ กุมภาพันธ์ ค.ศ 1945 โจเซฟ สตาลินเเฟรงคลิน รูสเวลท์ และวินสตัน เชอร์ชิลได้ตกลงที่จะพบกันภายหลังการยอมแพ้ของเยอรมัน พิจารณาพรมแดนหลังสงครามภายในยุโรป เยอรมันยอมแพ้เมื่อ 8 พฤษภาคม ค.ศ 1945 และผู้นำพันธมิตรได้ตกลงที่จะพบกันตลอดฤดูร้อน ณ พอตส์ดามดำเนินการพิจารณาที่ได้เริ่มต้น ณ ยอลต้าต่อไปเรื่องที่สำคัญ ณ พอตส์ดามคือ คำถามของการจัดการเยอรมันอย่างไร ณ ยอลต้า รัสเซียได้กดดันการชดใช้หลังสงครามอย่างหนักจากเยอรมันครึ่งหนึ่งต้องไปสู่รัสเซียภายหลังการประชุมพอตส์ดาม เยอรมันได้ถูกแบ่งแยกไปสูพื้นที่ยึดครองสี่แห่ง อังกฤษภายในตะวันตกเฉียงเหนือ ฝรั่งเศสภายในตะวันตกเฉียงใต้ อเมริกาภายในใต้ และรัสเซียภายในตะวันออก เบอร์ลิน เมืองหลวงตั้งอยู่ภายในรัสเซีย ได้ถูกเเบ่งแยกเป็นสี่พื้นที่ยึดครองด้วย ส่วนของอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส ได้สร้างเบอร์ลินตะวันตก และส่วนของรัสเซียได้กลายเป็นเบอร์ลินตะวันออกระหว่างสงครามเย็น 60 ปีที่แล้ว จอห์น เคนเนดี ได้จุดประกายความหวังด้วยคำปราศัยตำนานภายในเยอรมันตะวันตก ภายหลังที่กำแพงเบอร์ลินได้เกิดขึ้นอิช บิน ไอร์ แบร์ลีแนร์ ผมเป็นชาวเบอร์ลิน เป็นการปราศัยโดยจอหน์เคนเนดี ให้เมื่อ 26 มิถุนายน ค.ศ 1963 ภายในเบอร์ลินตะวันตก มันเป็นการปราศัยที่มีชื่อเสียงของสงครามเย็น และท่ามกลางการปราศัยต่อต้านคอมมิวนิสต์มีชื่อเสียงมากที่สุด เยอรมันตะวันออกได้สร้างกำแพงเบอร์ลินป้องกันการอพยพไปสู่เบอร์ลินตะวันตก จอห์น เคนเนดี ได้พูดผู้ฟัง120,000 คนบนขั้นบันไดศาลากลางภายในเบอร์ลิน จอห์น เคนเนดี ได้กล่าวว่า”สองพันปีที่แล้า การอวดอ้างภูมิใจที่สุด ผมเป็นพลเมืองโรมัน วันนี้ภายในโลกของเสรี การอวดอ้างภูมิใจที่สุดคือ อิช บิน ไอร์ แบร์ลีแนร์ เสรีชนทุกคน พวกเขาอาจจะอยู่ที่ไหนก็ตาม…เป็นพลเมืองของเบอร์ลินและดังนั้นในฐานะของเสรีชนผมภูมิใจด้วยคำพูดอิช บิน ไอร์ แบร์ลีแนร์”เรามีข้อสงสัยบางอย่างที่จอห์น เคนเนดี ไม่ได้แทรกแซงภายในค.ศ1961 เมื่อรัสเซียได้เริ่มต้นการสร้างกำแพงเบอร์ลินในขณะนี้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าจอห์น เคนเนดีห่วงใยเกี่ยวกับการคุกคามของสงครามนิวเคลียร์และดังนั้นเขามองผู้นำรัสเซีย นิกิต้า ครุชชอฟ ไม่สามารถคาดคะเนได้การบันดาลใจจากโรมโบราณ เมื่อประธานาธิบดีอเมริกันได้พูดถ้อยคำที่ลงไปสู่ประวัติศาสตร์ วันนี้ ภายในโลกของเสรีภาพ การพูดอวดอ้างภูมิใจที่สุดคือ อิช บิน ไอร์ เเบร์ลีเเนร์ ฝูงชนร้องเชียร์ และตอบสนองด้วยการสรรเสริญ
“เคนเนดี เคนเนดี” แผ่นผ้าชูขึ้นอ่านว่า เมื่อไรกำแพงจะล้มลงข้อความตำนานของจอห์น เคนเนดีเป็นการอ้างอิงต่อคำพูดเปรียบเทียบโดยนักปรัชญาโรมัน และนักการเมืองมาร์คัส ซิเซโร ซิวิส โรมานัส ซัมหรือผมเป็นพลเมืองโรมัน ระหว่างยุคของโรมันมุ่งหมายที่จะเเสดงผู้อยู่อาศัยทุกคนของอาณาจักรโรมัน แม้แต่ภายนอกเมืองได้สิทธิพิเศษ ในขณะนี้ได้ถูกแปลความหมายใหม่แสดงความสามัคคีไม่ได้ถูกสงวนไว้กับบุคคลของเบอร์ลินตะวันตกเมื่อ 12 มิถุนายน 1987 นานกว่า 25 ปี ภายหลังกำแพงเบอร์ลินได้แบ่งแยกครั้งแรกเป็นตะวันออกและตะวันตกของเมือง ประธานาธิบดีอเมริกาโรนัลด์ เรแกน ได้ให้การปราศัยที่มีชื่อเสียงข้างหน้าแบรนเดนเบิรก เกตภายในเบอร์ลิน ท้าทายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ด้วยการประกาศว่า ท่านกอร์บาชอฟ พังทลายกำแพงนี้เสียไม่กี่ปีต่อมาเท่านั้น เมื่อ 9 พฤษจิกายน 1989 มันไม่ได้เป็นกอร์บาชอฟ แต่เป็นชาวเยอรมันได้พังทลายกำแพงในที่สุด”Berlin Wall Speech” ได้ถูกให้โดยปรธานาธิบดีอเมริกา โรนัลด์ เรแกนภายในเบอร์ลิน ตะวันตก เมื่อ 12 มิถุนายน 1987 การปราศัยได้รู้จักกันโดยทั่วไป ด้วยบรรทัดที่สำคัญจากส่วนกลาง “ท่านกอร์บาชอฟ พังทลายกำแพงนี้เสีย” โดนัลด์ เรแกน ได้เรียกร้องเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของรัสเซีย เปิดกำแพงเบอร์ลินที่โอบล้อมเบอร์ลินตะวันตก ตั้งแต่ ค.ศ 1961 ต่อนักประวัติศาสตร์บางคน กล่าวว่าการปราศัยของโดนัลด์ เรแกนได้รับการรายงานข่าวของสื่อค่อนข้างน้อย ณ เวลานั้น พยายามลดความสำคัญของมันลง วันต่อมานิวยอร์ค ไทม์ ได้ใส่ภาพบนหน้าเเรกข้างล่างชื่อเรื่อง “Regan Calls on Gorbachev Tear Down the Berlin Wall” ผลกระทบของมันต่อเครมลินได้กลายเป็นรู้กันอย่างกว้างขวางภายหลังการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินเมื่อ ค.ศ 1989 ภายในยุคหลังสงครามเย็น มันมักจะถูกมองเห็นเป็นการกระทำที่ทรงจำมากที่สุดอย่างหนึ่งของประธานาธิบดีอเมริกาภายในเบอร์ลิน ภายหลังคำปราศัย อิช บิน ไอร์ แบร์ลีแนร์ ของจอห์น เคนเนดีเมื่อ ค.ศ 1963 ภายในการมาถึงเบอร์ลินเมื่อ 12 มิถุนายน 1987 โรนัลด์ เรเเกน และภรรยาของเขาได้ถูกนำไปตรงที่พวกเขาได้มองเห็นกำเเพงจากระเบียง เขายืนเพียงแค่ 100 หลาห่างจากกำแพงคอนกรีตแบ่งแยกเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก โดนัลด์ เรแกนได้ให้การปราศัยของเขา ณ แบรนเด็น เบิรก เกต ตอนบ่ายสองโมง ข้างหน้าของกระจกหน้าต่างสองบานกันกระสุนป้องกันจากเบอร์ลิน ตะวันออก ภายในการปราศัย เขาได้กล่าวว่าเราต้อนรับการเปลี่ยนแปลงและการเปิดกว้าง เราเชื่อว่าเสรีภาพและความมั่นคงไปด้วยกัน ความก้าวหน้าของเสรีภาพมนุษย์สามารถทำให้ต้นเหตุของสันติภาพโลกเข้มแข็งชึ้นเท่านั้น สัญญานอย่างหนึ่งที่รัสเซียสามารถทำได้อย่างแน่แท้ก้าวหน้าอย่างน่าทึ่งต้นเหตุของเสรีภาพและสันติภาพ เลขาธิการกอร์บาชอฟ ถ้าคุณเเสวงหาสันติภาพเพื่อรัสเซียและยุโรปตะวันออกถ้าคุณแสวงหาการปล่อยให้เสรีภาพ มาที่ประตูนี้ท่านกอร์บาชอฟ เปิดประตูนี้ ท่านกอร์บาชอฟ พังทลายกำแพงนี้ตอนที่โรนัลด์ เรแกน เดินทางไปเบอร์ลิน เยอรมันรำลึกถึงวันครบรอบปีที่ 750 ของการก่อตั้งเมือง กำเเพงเบอร์ลินได้เเบ่งแยกเป็นครึ่งหนึ่งเกือบ 26 ปี สร้างและปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 12 สิงหาคม ค.ศ 1961ป้องกันการหลบหนี การกีดกันชีวิตภายในประเทศของพวกเขา เพื่อเสรีภาพและโอกาสที่ยิ่งใหญ่ภายในตะวันตก กำแพงเป็นมากกว่าเพียงแค่สิ่งกืดขวางทางกายภาพ มันได้ยืนเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของการต่อสู้ระหว่างคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตยที่แบ่งเเยกเบอร์ลิน เยอรมัน และทวีปยุโรปทั้งหมดระหว่างสงครามเย็น ตามมาสงครามโลกครั้งที่สอง ณ การประชุมยอลต้า และพอตส์ดามมันเป็นการตัดสินใจท่ามกลางผู้ชนะสงครามที่เขตแดนของเยอรมันถูกแบ่งแยกเป็นสี่พื้นที่ยึดครองของพันธมิตร ส่วนทางตะวันออกของประเทศไปสู่รัสเซีย ในขณะที่ส่วนทางตะวันตกไปสู่อเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส เบอร์ลิน เมืองหลวง ได้ถูกแบ่งแยกเป็นสองส่วนด้วยเมื่อ 23 พฤษภาคม ค.ศ 1949 สามพื้นที่ยึดครองของพันธมิตรได้กลายสาธารณรัฐเยอรมัน – เยอรมันตะวันตกในขณะที่พื้นที่ยึดครองของรัสเซียกลายเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน – เยอรมันตะวันออก เมื่อ 7 ตุลาคม ค.ศ 1949 เศรษฐกิจภายในเยอรมันตะวันตกด้วยความช่วยเหลือจากกำลังยึดครองได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ตรงกันข้ามได้เกิดภายในเยอรมันตะวันออก ทรัพย์สินที่มีค่าได้ถูกส่งกลับไปรัสเซียและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้า เนื่องจากชาวเบอร์ลินตะวันออกจำนวนมากได้หลบหนีสถานการณ์นี้ กำแพงระหว่างสองข้างของเบอร์ลินรู้จักกันเป็นกำแพงเบอร์ลินได้ถูกสร้างเมื่อ ค.ศ 1961 มันได้กลายเป็นแผลเป็นที่น่าเกียจบนภูมิทัศน์ของเยอรมัน และสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกของเยอรมันเรามีอย่างน้อยที่สุดบุคคล 171 คนได้ถูกฆ่าจากความพยายามข้ามกำแพง ตามนักประวัติศาสตร์เยอรมันระหว่างค.ศ 1961 และค.ศ 1968 ชาวเยอรมันตะวันออกมากกว่า 5,000 คนสามารถข้ามพรมแดนได้สำเร็จ ด้วยการกระโดดจากหน้าต่างของอาคารข้างกำเเพง หรืการปีนข้ามลวดหนาม บุคคลบางคนเเม้แต่ได้พยายามข้ามด้วยบอลลูนอากาศร้อน หรือการคลานผ่านทางท่อระบายน้ำแต่เมื่อ ค.ศ 1989 เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของรัสเซีย มิคาอิลกอร์บาชอฟ ได้ชักจูงรัสเซียต้องปฏิรูป เขาได้ริเริ่มการลดอาวุธและการลดการเผชิญหน้าสงครามเย็นภายในยุโรปเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการปฏิรูป มิคาอิล กอร์บาชอฟ ได้ผ่อนคลายขการตรวจสอบสื่อและการควบคุมศูนย์กลางของเศรษฐกิจ นโยบายใหม่ของการเปิดกว้างทำให้เกิดการเลือกตั้งเเข่งขันภายในโปแลนด์ และการปฏิรูปภายในฮังการี มันได้กลายเป็นความชัดเจนมากขึ้นที่รัสเซียไม่ได้มุ่งสนับสนุนการไม่อ่อนข้อระบบการปกครองคอมมิวนิสต์ภายในยุโรปตะวันออกสงครามเย็นเป็นถ้อยคำเพื่อการเเช่งขันระหว่างสองกลุ่มของประเทศแข่งขันกันเกิดขึ้นตามมาสงครามโลกครั้งที่สอง มันเป็นลำดับของการเผชิญหน้าระหว่างประเทศไม่เป็นคอมมิวนิสต์นำโดยอเมริกาและประเทศคอมมิวนิสต์นำโดยรัสเซีย ณ จุดหนึ่งมันได้ดึงโลกไปสู่ขอบของสงครามนิวเคลียร์สงครามเย็นเป็นสภาวะของความขัดเเย้งระหว่างประเทศไม่ได้เกี่ยวพันต่อการกระทำทางทหารโดยตรง แต่มันเดินตามผ่านทางการกระทำทางเศรษฐกิจและการเมือง การโฆษณาชวนเชื่อ การทำจารกรรม และสงครามตัวแทน ถ้อยคำนี้ถูกใช้โดยทั่วไปมากที่สุดอ้างถึงสงครามเย็นอเมริกาและรัสเซีย ค.ศ 1947 – 1991 ถ้อยคำ “สงครามเย็น” ได้ถูกสร้างครั้งแรกโดยนักการเงินอเมริกันเบอร์นาร์ด บารูช มันเป็นสงครามของคำพูด และสงครามของอุดมการณ์ระหว่างอเมริกาและรัสเซีย เมื่อ ค.ศ 1947 เบอร์นาร์ด บารูช นักการเงินมหาเศรษฐี และที่ปรึกษาแก่ประธานาธิบดีตั้งแต่วูดโรว์ วินสัน จนถึงแฮร์รี ทรูแมน ได้สร้างถ้อยคำ สงครามเย็น อธิยายความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นมิตรเพิ่มมากขึ้นระหว่างสองพันธมิตรสงครามโลกครั้งที่สอง : อเมริกาและรัสเซีย เบอร์นาร์ด บารูช ได้ใช้ถ้อยคำภายในการปราศัยแก่สภาผู้แทนราษฎรเซ้าธ์ แคลิฟอร์เนียขอให้เราถูกหลอกลวง เราอยู่วันนี้ภายในท่ามกลางของสงครามเย็น ศัตรูของเราถูกพบต่างประทศและบ้านของเรา ขอให้เราไม่เคยลืมสิ่งนี้ ความไม่สงบของเราอยู่ ณ หัวใจของพวกเขา เมื่อ ค.ศ 1947 วอลเตอร์ ลิปแมนเพื่อนของเบอร์นาร์ด บารูช และนักข่าวที่มีชื่อเสียง ได้ใช้ สงครามเย็นภายในคอลัมน์ของเขา ถ้อยคำได้รับความนิยม – อธิบายสองขั้วการเมืองและการทหารเเข่งขันระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ ถ้อยคำได้ยึดติดและตลอด 40 ปี มันเป็นแกนนำภายในภาษาของการฑูตอเมริกัน มันได้ถูกรับเอาทันทีโดยหนังสือพิมพ์และวารสารอเมริกันเป็นการอธิบายอย่างเหมาะสมของสถานการณ์ระหว่างอเมริกาและรัสเซีย สงครามโดยไม่มีการต่อสู้หรือนองเลือด แต่กระนั้นเป็นสงคราม
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







