ปรัชญาการเมืองอิสลาม ตอนที่ 6

ปรัชญาการเมืองอิสลาม ตอนที่ 6
:นักปรัชญามุสลิมกับแนวคิดทางปรัชญาการเมือง
มุลลา ศ๊อดรอ 3
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ วทส.
ทุกสำนักคิดทางการเมืองล้วนมีพื้นฐานของกรอบแนวคิดทางปรัชญาและมีหลักปรัชญาการเมืองที่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองแบบประชาธิปไตย หรือการเมืองแบบสังคมนิยมก็ตาม ดังนั้นสำนักการเมืองแบบอิสลามก็เช่นเดียวกันย่อมมีหลักปรัชญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองการปกครองแบบสำนักปรัชญาฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์ หรือสำนักปรัชญาปรีชาญาณสูงส่ง โดยมีมุลลา ศ๊อดรอ เป็นเจ้าสำนัก มีประเด็นทางปรัชญาการเมืองน่าสนใจอยู่มากทีเดียว
สำนักปรัชญาฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์(Hikmatulmotahaliyah) เป็นสำนักปรัชญาที่เกิดขึ้นดินแดนอิหร่าน หลังยุค อิบนุ สีน่า และต่อมาได้รับการยอมรับทั้งโลกอิสลามและโลกตะวันตก เพราะนั่นคือความสำเร็จและเป็นการบรรลุความสำเร็จระดับสูงสุดในการสังเคราะห์ความรู้ของมนุษย์โดยการเพ่งพินิจและการไตร่ตรองทางการะบวนการทางความคิดปรัชญาโดยสามารถรวมพลังและประสานความกลมกลืนระหว่างความรู้จากวิวรณ์(วะฮ์ยู)และการประจักษ์แจ้งจากการถูกเปิดเผยทางจิตวิญญาณขั้นสูง(อิรฟาน)และได้สร้างทฤษฎีทางปรัชญาและทฤษฎีทางอภิปรัชญาอันล้ำลึกจนปรากฏเป็นหลักปรัชญาแนวฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์หรือปรัชญาสำนักปรีชาญาณสูงส่งที่น่าสนใจมากทีเดียว
ปรัชญาปรีชาญาณสูงส่งหรือสำนักฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์ เป็นสำนักปรัชญาที่ได้เปิดเผยหลักการต่างๆระดับสูงขององค์ความรู้ที่ถูกปกปิดไว้หรือเปิดเผยความลี้ลับต่างๆของความจริงสูงสุด และยังได้แสดงออกถึงการนำเอาเหตุผลและการหยั่งรู้ทางด้านปัญญา และการแสดงออกถึงความสว่างที่เกิดขึ้นจากการเพ่งพินิจการใคร่ครวญและยังได้รวบรวมแนวคิดทางปรัชญาที่เกี่ยวข้องกันและสร้างความสัมพันธภาพเกิดข้นต่อกันและกัน ซึ่งเป็นผลในทางบวกที่สร้างความแจ่มแจ้งส่องสว่างขึ้นในจิตใจอันเป็นเรื่องราวตามหลักการพื้นฐาน ซึ่งเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์และเป็นโครงสร้างของความเป็นจริง จนสามารถเข้าถึงธรรมชาติดั้งเดิมแก่นแท้ของมนุษย์และเข้าถึงพระเจ้าโดยธรรมชาติแห่งความเป็นพระเจ้า ตลอดถึงการเข้าใจต่อจุดหมายปลายทางของการสร้างสรรค์หรือการสังสรรค์ทั้งหลายของพระเจ้าหรือเรื่องการแต่งตั้งศาสดาและประเด็นในเรื่องรัฐและการปกครองในมุมทางปรัชญาการเมืองอย่างแหลมคมทีเดียว
มุลลา ศ็อดรอ คือใคร?
ศ็อดรุดดีน มุฮัมมัด บิน อิบรอฮีม ชีรอซีย์ รู้จักกันในนามของ”มุลลา ศ็อดรอ”(Mulla Sadra) หรือ “ศ็อดรุลมุตะอัลลีฮีน” ได้ถือกำเนิดปี ๙๗๙แห่งฮิจเราะฮ์เมืองชีรอซประเทศอิหร่าน ท่านมุลลาศ็อดรอมาจากตระกูลของขุนนาง เพราะว่าบิดาของท่านนั้นเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสมัยการปกครองราชวงศ์ซอฟาวีย์(อิหร่าน) มุลลาศอ็ดรอได้เรียนรู้วิชาการอิสลามจากปวงปราชญ์จากสำนักคิดชีอะฮ์ และได้อยู่ในเมืองชีรอซจนอายุได้ ๒๑ ปี ต่อมาได้เดินทางมายังเมืองกัซวีน(อยู่ทางตอนเหนือของกรุงเตหราน) และในปี ฮิจเราะฮ์ที่ ๑๐๐๐นั้นได้พำนักอยู่ ณ เมืองกาชานอยู่ระยะหนึ่งและได้เรียนวิชาการทางศาสนากับท่านชาร์ มุรตะฎอ เป็นบิดาของท่านไฟด์ กาชานีย์
มุลลาศ็อดรอ ได้เป็นศิษย์ของปราชญ์ยิ่งใหญ่แห่งยุค คือท่าน เชค บะฮาอุดดีน อามิลี หรือรู้จักในนามของ”เชคบะฮาอีย์”และเป็นศิษย์ของท่าน”มีรดาม๊อด”ซึ่งบุคคลทั้งสองเป็นปราชญ์เรืองนามของสำนักคิดชีอะฮ์ โดยที่มุลลาศอ็ดรอได้รับองค์ความรู้ด้านศาสนวิทยากับเชคบะฮาอีย์ ส่วนวิทยาการด้านปรัชญานั้นได้ร่ำเรียนกับท่านมีรดามอดและต่อมาได้เดินทางมายังเมืองอิศฟาฮานกับทางเชคบะฮาอีและเชคมีรดามอด ต่อมาได้เดินทางไปยังเมืองกุม(อิหร่าน) และได้ปฎิบัติธรรมจาริกทางจิตวิญญาณ เน้นทางด้านรหัสยะเพื่อบรรลุธรรมขั้นสูง และถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่สำคัญที่สุดของมุลลาศ็อดรอก็ว่าได้ เพราะว่าท่านได้เขียนหนังสือ”อัสฟาร อัลอัรบะอะฮ์”(การจาริกสี่ขั้นสู่ความจริงสูงสุด) และต่อมามุลลาศ็อดรอ ได้เดินทางกลับเมืองชีรอซอีกครั้ง และได้เปิดสถาบันการศึกษาขึ้น และเป็นสถาบันที่ลือชื่อและถูกรู้จักไปทั่ว เพราะมีสานุศิษย์มาเรียนกับท่านอย่างมากมาย หนึ่งจากสานุศิษย์ชื่อดังของท่านมุลลาศ็อดรอ คือท่าน ไฟฎ์ กาชานีย์ และท่านมุลลา อับดุลรอซัก ลาฮีญีย์ ซึ่งต่อมาบุคคลทั้งสองเป็นนักปรัชญาที่นำแนวทางปรัชญาฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์มาเผยแพร่ หลังจากนั้นมุลลา ศ็อดรอได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์และในปี๑๐๕๐ฮิจเราะฮ์เดินทางกลับ และได้เสียชีวิต ณ เมืองบัศเราะฮ์ ประเทศอิรัก
มุลลาศ็อดรอกับสำนักปรัชาญาณสูงส่ง
จากบริบททางประวัติปรัชญาอิสลามชี้ให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงต่างๆและการเกิดสำนักปรัชญาอิสลาม บ่งบอกถึงความพัฒนาทางปัญญาและการเข้าถึงความจริงสูงสุดมากขึ้นทุกวินาที นั่นเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าศาสตร์ปรัชญาไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ดังนั้นท่านมุลลาศ็อดรอได้เริ่มบริบทใหม่ทางปรัชญาอีกครั้ง ด้วยการพัฒนาศาสตร์ปรัชญาถึงขั้นสูงสุด นั่นหมายความว่ามุลลาศ็อดรอ พยายามจะนำทฤษฎีและแนวคิดทางปรัชญาทั้งปรัชญาของนักคิดต่างชาติ ไม่ว่าจะมาจากซีกตะวันตกอย่างเช่น ปรัชญาสำนักกรีกโบราณ เช่น แนวคิดทางปรัชญาหรือทางอภิปรัชญาของเพลโต หรือ อริสโตเติล และท่านอื่นๆที่มีอิทธิพลในโลกปรัชญา หรือแม้แต่ในซีกโลกตะวันออก ท่านมุลลาศ็อดรอก็ได้นำมาศึกษาและเปรียบเทียบ หาจุดอ่อนและจุดแข็งของแต่ละสำนัก ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาของศาสนาฮินดู ปรัชญาของศาสนาพุทธ ปรัชญาศาสนาเต๋า
มุลลาศ็อดรอได้ชื่นชมและนิยมในตัวของอริสโตเติลอย่างมาก และได้เขียนคำนิยมในตำราของท่านเองเกี่ยวกับความปรีชาสามารถทางสติปัญญาของอริสโตเติลที่น่าพิศวงที่เดียว เป็นบุคคลที่อัจริยะ มีพรสวรรค์ทางด้านการเสนอความคิดและทฤษฎีทางปรัชญาอย่างล้ำลึก นั่นเป็นการชี้ให้เห็นว่า ปรัชญาสำนักปรีชาญาณสูงส่งของมุลลาศ็อดรอไม่ได้ปฏิเสธหลักคิดเชิงลึกทางอภิปรัชญา และยังสื่อให้เห็นว่า เขานั้นเห็นด้วยกับนักปรัชญามุสลิมในยุคต้นๆ ไม่ว่า อัลกินดีย์ ท่านฟารอบีย์ ท่านอิบนุสีน่า เพราะว่านักปรัชญามุสลิมในยุคต้นๆนั้นได้นิยมปรัชญาแบบฝั่งซึกตะวันตก คือนิยมในอภิปรัชญาของอริสโตเติลหรืออภิปรัชญาของเพลโต
แต่ทว่ามุลลา ศ็อดรอก็ได้วิพากษ์ปรัชญาอิสลามในยุคต้นๆ โดยเฉพาะปรัชญาสำนักมัชชาอียะฮ์ ที่อยู่ในปรัชญาเหตุผลนิยมชัด ว่า แท้จริงแล้วจุดอ่อนของปรัชญาสำนักนี้ยังต้องพึ่งพาและผ่านการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่งอีก ถึงจะสามารถบรรลุขั้นสูงทางอภิปรัชญาที่แท้จริง นั่นคือการ การให้ความสำคัญด้านการจาริกทางจิตวิญญาณและการแสวงหาความจริงด้วยการประจักษ์แจ้งทางจิต โดยผ่านการปฎิบัติธรรมและนั่งสมาธิตามวิถีแห่งสำนักรหัสยนิยม เพราะว่าการเข้าหาด้านรหัสยนิยมนั้นเป็นำการประจักษ์แจ้งที่ไม่มีวันจะผิดพลาด ส่วนการผ่านกระบวนการคิดและการเพ่งพินิจทางปรัชญาอาจจะตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาด และผลสุดท้ายก็จะได้ผลลัพท์ที่ผิดพลาดตามไปด้วย และนั่นคือจุดอ่อนของสำนักปรัชญาอิสลามมัชชาอียะฮ์
มุลลา ศ็อดรอได้กล่าวชื่นชมอิบนุสีน่า ว่าเป็นความภาคภูมิและเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับโลกอิสลามทีมีนักปรัชญาอย่างอิบนุ สีน่า และมุลลา ศ็อดรอชี้ให้เห็นว่า แม้แต่บั้นปลายชีวิตของอิบนุ สีน่า ก็ยังได้กล่าวถึงตำแหน่งและระดับขั้นของนักรหัสยนิยมไว้ในหนังสือ”อัลอิชารอต วัตตัลบีฮาต” อย่างน่าสนใจทีเดียว
ในขณะเดียวกันก็ได้แสดงความชื่นชมต่อสำนักปรัชญาอิชรอกียะฮ์ของเชคอิชรอ็ก และยอมรับว่าเชคอิชร็อกได้พยายามจะสร้างความสมดุลย์ระหว่างปรัชญากับรหัสยวิทยา แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะหลายเหตุผลและหลายปัจจัย มุลลาศ็อดรอได้ชื่นชม อิบนุอารอบีย์เป็นอย่างยิ่งและถือว่าเป็นบิดาแห่งนักซูฟีทั้งหลาย แต่ท่านก็ได้วิพากษ์ว่า สำนักอิชรอกียะฮ์หรือสำนักซูฟีแบบอิบนิอารอบีย์ ยังขาดความเชื่อมั่นต่อนักเทววิทยา เพราะทำให้นักเทววิทยาและนักนิติศาสตร์อิสลามได้ถล่มและต่อต้านเขาอย่างหนัก เนื่องจากเนื้อหาหรือคำสอนนั้นในภาพภายนอกเป็นที่ตั้งข้อสังเกตของนักเทววิทยาและดูจะออกนอกลู่นอกทาง
มุลลา ศ็อดรอได้พยายามจะหาจุดอ่อนและจุดแข็งของแต่สำนักปรัชญา อีกทั้งหาจุดร่วมกันและกัน และในอีกมุมหนึ่งพยายามจะสร้างความเข้าใจระหว่างนักเทววิทยาและนักนิติศาสตร์อิสลาม ด้วยการหยิบยกคำอ้างอิงที่เป็นตัวบทจากคัมภีร์อัลกุรอานและฮะดีษของศาสดา และจุดเด่นหนึ่งของมุลลา ศ็อดรอคือการนำอัลกุรอานและฮะดีษจากบรรดาอิมามแห่งอะลุลบัยต์ศาสดามาตีความปรัชญาแนวปรีชาญาณสูงส่ง จนปรากฏเป็นพยานหลักฐานว่า อัลกุรอานกับปรัชญามิได้ขัดแย้งต่อกัน และทำความเข้าใจว่าอัลกุรอานและปรัชญาต่างเกื้อกุลต่อกันและกัน และนั่นเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงโลกปรัชญาอิสลามครั้งสำคัญและครั้งยิ่งใหญ่ทีเดียว
สำนักปรัชญาฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ ได้สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างวิธีทั้งสามเข้าด้วยกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งประวัติศาสตร์ทางปรัชญาได้จารึกไว้ว่า เป็นเวลานับพันปีที่ไม่สามารถแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้ ถึงกับนักปรัชญาต้องถูกนักนิติศาสตร์ออกคำวินิจฉัยว่าเป็นพวกนอกรีตและถูกจองจำมาตลอด และประวัติปรัชญาเก่าแก่ทั้งปรัชญาตะวันตกและปรัชญาตะวันออก ไม่ว่าในอียิปต์โบราณ หรือในนครรัฐกรีก ก็ไม่สามารถจะสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นเช่นนี้ได้เหมือนกับที่สำนักปรัชญาฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮได้นำเสนอไว้
ปรัชญาการเมืองในมุมมองมุลลา ศ็อดรอ
มุลลา ศ็อดรอ มองว่าแท้จริงหลักศาสนบัญญัติอิสลาม ไม่ว่าด้านภาคอิบาดดะฮ(ศาสนพิธี) หรือด้านภาคการพาณิชย์ การเมือง จำเป็นจะต้องดำรงอยู่จนถึงวันอวสานโลก นั่นหมายความว่าจะต้องดำรงต่อไปที่เป็นหลักปฏิบัติของมุสลิม และเป็นไปไม่ได้ที่คำสอนใดทางศาสนบัญญัติ จะถูกยกเลิกไปในยุคใดยุคหนึ่ง และมีความเชื่อว่าเป็นเหตุ ที่จะต้องมีระบบการบริหารและการปกครองที่สามารถนำหลักศาสนบัญญัติมาถือปฏิบัติและบังคับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย และระบอบการปกครองคือตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ศาสนบัญญัติเข้มแข็ง
มุลลาศ็อดรอ กล่าวถึงหลัก๖ประการของการเมืองแบบรัฐธรรมาธิปไตย คือ
๑. การจะไปถึงความสันติสุขทางปัจเจกบุคคลและทางสังคมได้อย่างยั่งยืน และประชาชนทุกหมู่เหล่ามีความสันติสุข ต้องอยู่ภายใต้การปกครองทรงธรรม
๒.ปรัชญาการมีชีวิต คือการทำให้ชีวิตโลกนี้เป็นทางนำไปสู่สุขนิรันดร์แห่งปรโลก และความสงบสุขแห่งโลกนี้จะไม่บังเกิดสมบูรณ์ นอกจากมนุษย์จะต้องมีสติปัญญาที่สมบูรณ์และการมีชีวิตที่สมบูรณ์ และการจะมีชีวิตที่สมบูรณ์ ย่อมอยู่ภายใต้การปกครองที่สมบูรณ์
๓.รัฐ คืออำนาจแห่งการกำจัดปัญหาและความวุ่นวานทางสังคม
๔. ประชาชนต้องการและมีความจำเป็นต่อผู้นำและผู้ปกครอง
๕.ผู้นำที่ดี ย่อมทำให้รัฐมีคุณธรรม
๖.ผู้นำที่ดี จะปกป้องรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างปลอดภัย
มุลลาศอ็ดรอ มีทัศนะทางปรัชญาการเมืองอีกว่า แท้จริงทุกสังคมต้องการรัฐและผู้นำรัฐ และสังคมใดไร้การปกครองและไม่มีผู้นำรัฐ ไม่สามารถจะขับเคลื่อนไปสู่ความสมบูรณ์ได้ และมุลลาศอ็ดรอ ได้กล่าวอีกว่า แท้จริงผู้นำรัฐนั้นจะต้องมีหลักการปกครอง ที่เป็นกฏหมาย เพื่อสร้างสรรค์สังคม ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า.
“ทุกสังคมต้องการและมีความจำเป็นต่อกฏหมายหนึ่ง ที่มนุษย์จะต้องย้อนกลับไปยังมัน และมนุษย์ไม่สามารถจะดำเนินชีวิตไปได้อย่างสมบูรณ์แบบบนโลกใบนี้ นอกจากจะต้องมีผู้ปกครองหรือผู้นำที่ทรงยุติธรรม และมีกฏหมาย บัญญัติมาจากพระเจ้า”(อ้างจากบทความเรื่อง มุฟักกิรอนอิสลามี ว่าฮัมบัสเตกี ดีน ว่า เดาลัต)
มุลลาศ็อดรอได้อรรถาธิบายเกี่ยวกับบทบัญญัติทางการปกครอง (โดยพระเจ้า) ว่ามันคือวิญญาณของการเมือง ถ้าการเมืองใดไร้กฏหมายที่เป็นบทบัญญัติแห่งพระเจ้า ถือว่าการเมืองนั้นไร้วิญญาณ เป็นการเมืองที่ตายแล้ว ไร้ชีวิต เมื่อการเมืองไร้ชีวิต ก็จะไม่สามารถให้ชีวิตแก่สังคม สังคมก็จะเป็นสังคมที่ตาย มีแต่ความวุ่นวาย







