INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การคิดสองชั้น

การคิดสองชั้น

การจมของไททานิคมักจะถูกอ้างเป็นตัวอย่างที่ดีมากของการคิดคล้อย

ตามกลุ่ม ตรงที่ความเชื่อร่วมกันภายในความไม่สามารถจมของเรือ นำไป

สู่การตัดสินใจที่ไม่ดี และการป้องกันความปลอดภัยที่ไม่เพียงพอ มันได้

มีส่วนต่อการเสียชีวิตอย่างเศร้าสลด เมื่อเราได้รับรู้การชนภูเขาน้ำเเข็ง

เออร์วิง แจนิส สร้างถ้อยคำ การคิดคล้อยตามกลุ่ม อธิบายปรากฏการณ์ ตรงที่ความต้องการของกลุ่มเพื่อความเห็นพ้องเหนือกว่าแรงจูงใจของมันที่จะประเมินทางเลือกของการกระทำอย่างเป็นจริง

เออร์วิง แจนิส นักจิตวิทยาสังคม มหาวิทายาลัยเยลได้สร้างถ้อยคำ การคิดคล้อยตามกลุ่มเมื่อ 1972 เขาได้คิดค้นความคิดของการคิดคล้อยตาม

กลุ่มระหว่างการสัมนาของมหาวิทยาลัยเยล บนจิตวิทยาของกลุ่มขนาด

เล็ก การอ่านของเขาเกี่ยวกับความล้มเหลวของการบุกอ่าวหมู ได้ทำให้

เขาประหลาดใจบุคคลที่ฉลาดอย่างเช่นจอห์น เคนเนดีและที่ปรึกษาของ

เขาได้ทำอะไรที่โง่เช่นนี้ แผนเย็บปะติดปะต่อกันได้ถูกนำเสนอพวกเขาโดยซีไอเอ ระหว่างการสัมนาของเขา เขาพบตัวเขาเองเสนอเเนะว่าอะไร

ที่เกิดขึ้นภายในทำเนียบขาวอาจจะคล้ายคลึงกับอะไรที่กิดขึ้นท่ามกลางบุคคลธรรมดา

ภายในกลุ่มที่เขาศึกษาเพื่อการวิจัยของเขา ในขณะที่เออร์วิง แจนีส ถูก

ยกย่องด้วยการทำให้มันถูกนิยมแพร่หลาย แนวคิดการคิดคล้อยตามกลุ่ม

ถูกแนะนำเรื่มแรกโดยวิลเลียม ไวท์ ภายในบทความวารสารฟอร์จูน 1952 ของเขา สิบเก้าปีก่อนบทความแรกของเออร์วิง แจนีส เเต่มันได้ถูกทำนิยมแพร่หลายและพัฒนาไปสู่ทฤษฎีจิตวิทยาโดยเออร์วิง แจนีส พิมพ์การวิจัยของเขาเมื่อ 1972 ดังนั้นเออร์วิง จานีส ไม่ใช่ต้นกำเนิดของถ้อยคำภายใน

ผลงานของเขา วิลเลียม ไวท์ได้ถูกอ้างอิงน้อยว่าเป็นผู้บุกเบิกของการคิดคล้อยตามกลุ่มเพราะว่าผลงานของเขามุ่งที่บริบทธุรกิจ และไม่ได้พัฒนาทฤษฎีที่เป็นทางการ

วิลเลียม ไวท์ ได้สร้างถ้อยคำครั้งแรก การคิดคล้อยตามกลุ่ม ก่อนที่เออร์

วิง แจนีส ถูกรับรู้ผลงานบนแนวคิดของเขาอย่างกว้างขวาง วิลเลียม ไวท์

นักข่าวอเมริกัน ได้ใช้ถ้อยคำภายในบทความของวารสารฟอร์จูนและภาย

ในหนังสือ 1956. ของเขา The Organization Man อธิบายปรากฏการณ์ที่เขาได้สังเกตุภายในองค์การโดยเฉพาะภายในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ตรงที่ความคล้อยตาม และความต้องการเพื่อการเห็นพ้องได้บดบังการคิดเชิงวิพากษ์และดุลยพินิจของบุคคล การนำไปสู่การต้ดสินใจที่บกพร่อง

วิลเลียม ไวท์ ได้แสดงความสนใจ การมุ่งเน้นมากขึ้นต่อคุณค่าของกลุ่ม และการยับยั้งความคิดของบุคคลภายในองค์การ เขาได้วิจารณ์อิทธิพลที่ลุกขึ้นของกลุ่มภายในสังคมอเมริกัน เขาได้มองเห็นมันเป็นรูปแบบอย่างหนึ่งของการคล้อยตามอย่างมีเหตุผล ตรงที่คุณค่าของกลุ่มจะถูกมองไม่่เพียงแค่ได้ประโยชน์ แต่ถูกต้องและดีโดยธรรมชาติเขาได้ขยายแนวคิดภายในหนังสือขายดีที่สุด 1956 The Organization Man ได้สำรวจต่อไปหลุมพรางที่เป็นไปได้ของอิทธิพลของกลุ่มมากเกินไป

วิลเลียม ไวท์ ได้แนะนำ การคิดคล้อยตามกลุ่ม เป็นถ้อยคำแฝงนัย การ

ยอมรับมันเป็นไปได้ของความหมายแฝงทางลบการสร้างถ้อยคำของเขา

มันได้ถูกบันดาลใจโดยจอร์จ ออร์เวลล์ เขาได้มันมาจาก การคิดสองชั้น

ของจอร์จ ออร์เวลล์ ภายในนิยาย Nineteen Eighty-Four อ้างถึงการยึดความเชื่อขัดแย้งกันสองอย่างพร้อมกันเป็นถูกต้องในขณะที่รับรู้ลักษณะความขัดเเย้งของมัน มันจะเป็นแนวคิดแกนภายในการหลอกล่อและการควบคุมประชาชนของพรรค โดยเฉพาะผ่านทางนิวสปิค

ภายในนิยาย 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ แนวคิดการคิดสองชั้นจะอ้างถึง

ความสามารถทางความคิดที่จะยึดความเชื่อที่ขัดเเย้งกันสองอย่างพร้อมกันและยอมรับทั้งสองเป็นความจริง ภายในนิยาย คำขวัญของพรรคอย่างเช่น สงครามคือสันติภาพ เสรีภาพคือการเป็นทาส และความไม่รู้คือความเข้มแข็ง ต่างเป็นตัวอย่างของการคิดสองชั้น การคิดสองชั้นได้ถูกใช้โดยพรรค ที่จะควบคุมความคิด และพฤติกรรม ยับยั้งความไม่เห็นด้วย และรักษาอำนาจของมัน การคิดสองชั้นจะเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดต่อนิวสปิค ภาษาที่คิดค้นโดยพรรค มุ่งหมายที่จะจำกัดขอบเขตของความคิด ด้วยการจำกัดคำศัพท์ และทำให้มันยากที่จะเเสดงความคิดที่ไม่เห็นด้วย

แนวคิด 2+2 = 5 เป็นตัวอย่างที่สำคัญของการคิดสองชั้น แนวคิดตรงที่บุคคลถูกกดดัน ที่จะยืดความเชื่อที่ขัดเเย้งกันพร้อมกัน การเเสดงความ

สามารถของพรรคที่จะควบคุมแม้แต่ความจริงพื้นฐานผ่านทางการหลอก

ล่อ และการโฆษณาชวนเชื่อ พรรคภายใน 1984 มุ่งหมายที่จะควบคุมไม่

เพียงแค่การกระทำแต่เป็นความคิดด้วย ด้วยการกดดันบุคคลที่จะยอมรับ

ว่า 2+2 = 5 พวกเขามุ่งหมายที่จะเเสดงว่าพวกเขาสามารถนิยามใหม่ แม้

แต่ความจริงพื้นฐานที่สุด

พรรคภายในนิยาย ได้ใช้สโลแกนแสดงการควบคุมของมันเหนือความ

เป็นจริง และทำลายความคิดของบุคคล มันแสดงอำนาจของพรรคควบ

คุมความจริง และกดดันการคล้อยตามผ่านทางการควบคุมทางจิตวิทยา

2+2 = 5 เป็นความเท็จทางคณิตศาสตร์ถูกใช้แสดงอำนาจของพรรคที่

จะสร้างนิยามใหม่ความเป็นจริง การใช้ 2+2= 5 ของจอร์จ ออร์เวลล์ อยู่บนรากฐานภายในการมองเห็นทางประวัติศาสตร์ของระบบการปกครองแบบเผด็จการ เขามองเห็นการโฆษณาชวนเชื่อและการหลอกล่อสามารถถูกใช้บิดเบือนความเป็นจริงและการควบคุมประชาชนอย่างไร

ตัวอย่างเช่น เเนวคิดได้สะท้อนโจเซฟ สตาลิน ได้ใช้โปสเตอร์โฆษณา

ชวนเชื่อที่ได้รวมทั้งถ้อยคำ 2+2 บวกความกระตือรือร้นของคนงาน = 5 ความคิดนี้ได้ถูกบันดาลใจโดยสโลแกนโลกแห่งความเป็นจริงใช้ภายในรัสเซียภายใต้ลัทธิสตาลิน ระหว่าง ค.ศ 1930 ตรงที่แผนห้าปี ถูกฉลองด้วยการโฆษณาชวนเชื่อประกาศ 2+2 = 5 หมายความว่าคนงานสามารถที่จะทำให้แผนเสร็จสิ้นภายในสี่ปีเพราะว่าความกระตือรือร้นของพวกเขาจอร์จ ออร์เวลล์ได้ใช้แนวคิดนี้แสดง รัฐบาลสามารถควบคุมความเป็นจริงโดยการควบคุมภาษา และกดดันให้บุคคลที่จะยอมรับความเท็จที่โอ้อวดเป็นความจริงอย่างไร

ภายในรัสเซียยุคของโจเซฟ สตาลิน แผนห้าปีแรกได้ถูกประกาศ ที่จะ

สำเร็จเสร็จสิ้นภายในสี่ปี สโลแกน 2+2 = 5 ได้ถูกใช้ภายในการโฆษณา

ชวนเชื่อของรัสเซียส่งเสริมความคิดที่ผ่านทางความพยายามร่วมกันและ

ความผูกพันที่ไม่เปลี่ยนแปลง ต่อเป้าหมายของพรรคคอมมิวนิสต์ ความ

เป็นไปไม่ได้สามารถบรรลุได้ การบรรลุแผนห้าปีภายในสี่ปี สโลแกนได้

กระตุ้นคนงานผลิตเกินกว่าโควต้าการผลิต และเป้าหมายเศรษฐกิจที่ทะ

เยอทะยาน มันได้แสดงการหลอกล่อความเป็นจริงเเละไม่มองข้อเท็จจริง

เพื่อสนับสนุนการเมือง

มันได้เสนอแนะว่าถ้าความเป็นผู้นำได้ประกาศบางสิ่งบางอย่างเป็นความจริง มันต้องถูกยอมรับตามนั้น แม้ว่ามันขัดเเย้งต่อคณิตศาสตร์พื้นฐาน ในขณะที่ไม่ถูกต้องทางคณิตศาสตร์ สโลแกนได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการหลอกล่อการรับรู้ของประชาชน และได้เสริมแรงความสำเร็จของรัสเซีย สโลแกนได้กลายเป็นโดดเด่น ระหว่างแผนห้าปีแรก – ค.ศ 1928 – 1932 – มุ่งหมายที่จะปฏิรูปอุตสาหกรรมของรัสเซียอย่างรวดเร็ว สโลแกนนี้ได้ถูก

นิยมแพร่หลาย โดยโปสเตอร์ของยาคอฟ กูมมิเนียร์ นักศิลปะ เพื่อที่จะบันดาลใจคนงาน

แต่กระนั้นสโลแกน ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการหลอกล่อความจริงและไม่มีเหตุผล ลเเละความเป็นจริงของรัฐบาลรัสเซียด้วย เมื่อ ค.ศ 1931 ยาคอฟ กูมมิเนียร์ ได้สนับสนุนตารางเวลาการผลิต ที่สั้นลงเพื่อเศรษฐกิจ

ของรัสเซียของโจเซฟ สตาลิน ด้วยโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อที่ ประกาศ

คณิตศาสตร์ของแผนทางเลือก 2+2 บวกความกระตือรือร้นของคนงาน

= 5 ภายหลังการประกาศแผนห้าปีแรกของโจเซฟ สตาลิน สโลแกนนี้เป็น

ส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อส่งเสริมความคิด ความพยายามร่วมกัน

และขวัญที่สูงสามารถบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานได้

ต่อมาจอร์จ ออร์เวลล์ ได้รับเอาแนวคิดไว้ภายในนิยายของเขา ตรงที่

2+2 = 5 กลายเป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมแบบเผด็จการและการยับ

ยั้งความจริงของพรรค ผ่านทางการหลอกล่อและการปลูกฝัง มันแสดง

ความสามารถของพรรคที่จะบังคับใช้อุดมการณ์ของมัน แม้ว่ามันขัดแย้ง

เหตุผล และแสดงอันตรายของการควบคุมแบบเผด็จการเหนือความคิด

ของบุคคล เมื่อพรรคยืนหยัดว่า 2+2 = 5 มันได้บังคับบุคคลที่จะยอมรับ

ความเท็จนี้หรือเผชิญการลงโทษ มันได้แสดงการหยุดยั้งความคิดอิสระ

และการคิดเชิงวิพากษ์ภายในสังคมเผด็จการ

การคิดสองชั้นและการคิดคล้อยตามกลุ่มทั้งสองเกี่ยวพันกับการหยุดยั้ง

ความคิดที่ไม่เห็นด้วย แต่มันแตกต่างกันภายในกลไกและขอบเขตของมัน

การคิดสองชั้น เป็นความสามารถทางความคิดที่จะยึดความเชื่อที่ขัดเเย้ง

กันสองอย่างพร้อมกัน เเละยอมรับมันทั้งสองเป็นความจริง ในขณะที่การคิดคล้อยตามกลุ่มเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา ตรงที่กลุ่มพยายามเพื่อ

ความคล้อยตามและการเห็นพ้อง มักจะหยุดยั้งความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วย

หรือการคิดเชิงวิพากษ์

การคิดสองชั้นจะเป็นกระบวนการคิดของบุคคล ในขณะที่การคิดคล้อยตามกลุ่มเป็นสังคมหนึ่ง การคิดสองชั้นมุ่งที่การยอมรับความเชื่อที่ขัดแย้งกัน แต่การคิดคล้อยตามกลุ่มจะมุ่งที่การหยุดยั้งความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยภายในกลุ่ม การคิดสองชั้นจะเป็นกระบวนการรู้คิดภายในบุคคล การคิด

คล้อยตามกลุ่มจะเป็นกระบวนการทางสังคม ตรงที่พลว้ตรของกลุ่มจะมีอิทธิพลต่อความคิด และการตัดสินใจของบุคคล การคิดคล้อยตามกลุ่มสามารถนำไปสู่การคิดสองชั้น เมื่อบุคคลภายในกลุ่มอาจจะรับเอาความเชื่อที่ขัดเเย้งกันที่จะรักษาความสามัคคีของกลุ่ม

แนวคิดของ 2+2 = 5 เป็นสัญลักษณ์ของการโฆษณาชวนเชื่อและการ

หลอกหล่อ ถูกทำให้นิยมแพร่หลายโดยจอร์จ ออร์เวลล์ภายในนิยายของเขา Nighty Eighty-Four แต่ความคิดตัวมันเองกำเนิดม่จากรัสเซียภายใต้โจเซฟ สตาลิน รัฐบาลสตาลินได้ใช้สโลแกน 2+2 = 5 ส่งเสริมความคิดว่าแผนห้าปีแรกของรัสเซียจะบรรลุความสำเร็จเสร็จสิ้นภายในสี่ปีการแสดงระบบการปกครองแบบเผด็จการควบคุมความคิดและความเป็นจริงภายในนิยายของจอร์จ ออร์เวลล์ความสามารถของพรรคทำให้บุคคลเชื่อว่า 2+2 = 5 แสดงอำนาจเด็ดขาดของมัน

เออร์วิง แจนีส ได้สร้างความคิดคล้อยตามกลุ่มบนผลงานแนวคิดของวิลเลียม ไวท์ เเละทำการพัฒนาทฤษฎีการคิดคล้อยตามกลุ่มที่ลึกซึ้งมากขึ้น ภายในหนังสือ 1972. ของเขา Victims of Groupthink เออร์วิง แจนีส ได้ สำรวจปัจจัยทางจิตวิทยาที่นำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ดีภายในกลุ่ม การมุ่งที่กรณีอย่างเช่น การบุกอ่าวหมู เขาระบุอาการและสาเหตุหลายอย่างของการคิดคล้อยตามกลุ่ม การวิจัยของเขา มุ่งที่การวิเคราะห์เหตุการณ์ทาง

ประวัติศาสตร์ เขาได้พัฒนาแนวคิดการคิดคล้อยตามกลุ่ม

ภายหลังการศึกษาความล้มเหลวของนโยบายรัฐบาลยูเอสหลายอย่่าง เพื่อที่จะเช้าใจพลวัตรของการคิดคล้อยตามกลุ่ม เขาได้ประยุกต์ใช้การคิดคล้อยตามกลุ่ม การวิเคราะห์ความล้มเหลวนโยบายต่างประเทศยูเอสหลายอย่าง รวมทั้งการบุกอ่าวหมูของคิวบา การยกระดับสงครามเวียต

นาม และความล้มเหลวป้องกันการโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์ เขาได้พืจารณากรณีตรงที่การคิดคล้อยตามกลุ่มได้ถูกหลีกเลี่ยงด้วย อย่างเช่น วิกฤติจรวดคิวบา

การคิดคล้อยตามกลุ่มเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาตรงที่ความต้อง

การเพื่อความสามัคคีและการคล้อยตามภายในกลุ่มทำให้เกิดการตัดสิน

ใจที่ไม่ดี มันถูกแสดงโดยการยับยั้งความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วย และมุ่งที่การรักษาความยึดเหนี่ยวของกลุ่ม มักจะนำไปสู่การตัดสินใจที่บกพร่อง เออร์วิง แจนีสระบุอาการของการคิดคล้อยตามกลุ่มไว้แปดอย่างปรากฏ

การณ์ ตรงที่ความต้องการของกลุ่มเพื่อความสามัคคีและการคล้อยตามอยู่เหนือ การประเมินทางเลือกของการกระทำที่เป็นจริง ผลงานของเขา

ได้แสดงอาการเหล่านี้ สามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ดีอย่างไรภายในสถานการณ์ที่กดดันสูงตรงที่กลุ่มยึดเหนี่ยวสูงถูกจูงใจที่จะรักษาการเห็นพ้อง

*ภาพลวงตาของความอยู่ยง

สมาชิกมองในเเง่ดีและเชื่อมั่นเกินไปของความสามารถของกลุ่ม การนำไปสู่ความเสี่ยงภัยเกินไป และไม่มองอันตรายที่เป็นไปได้

*การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองร่วมกัน

สมาชิกละเลยการเตือน และหาเหตุผลเข้าข้างตนเองต่อข้อมูลใดก็ตาม

ที่ท้าทายสมมุติฐานหรือการตัดสินใจของพวกเขา

*ความเชื่อต่อความมีศีลธรรมตามธรรมชาติ

สมาชิกเเชื่อภายในความมีศีลธรรมตามธรรมชาติของการตัดสินใจของ

พวกเขา การทำให้พวกเขาละเลยผลตามมาทางจริยธรรมหรือศีลธรรม

*การเหมารวมเกินไป

สมาชิกพัฒนาการเหมารวมทางลบของกลุ่มหรือบุคคลที่ตรงกันข้าม

การเสริมแรงต่อไปความรู้สึกของความเหนือกว่าของพวกเขา

*การกดดันเพื่อการคล้อยตาม

สมาชิกที่แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยหรือสงสัยจะถูกกดดันให้คล้อย

ตามต่่อการเห็นพ้องของกลุ่ม

*การเซ็นเซอร์ตัวเอง

สมาชิกหยุดยั้งความสงสัยและการไม่เห็นด้วยของพวกเขาเองที่จะหลีก

เลี่ยงความขัดเเย้ง หรือการไม่ยอมรับทางสัใคม

*ภาพลวงตาของการเห็นพ้องกัน

สมาชิกรับรู้อย่างเข้าใจผิดว่าบุคคลทุกคนภายในกลุ่มเห็นด้วยกับการ

ตัดสินใจ แม้ว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยโดยส่วนตัว

*การกรองข้อมูล

สมาชิกบางคนภายในกลุ่มอาจจะกระทำเป็นผู้ป้องกันที่แต่งตั้งตัวเองป้องกันกลุ่มจากข้อมูลที่ไม่เห็นด้วย ขัดเเย้งกับมุมมองหรือการตัดสินใจของพวกเขา

การบุกอ่าวหมูของคิวบาเมื่อ ค.ศ 1961 จะเป็นตัวอย่างคลาสสิคการคิดคล้อยตามกลุ่ม การบุกที่หนุนหลังโดยซีไอเอแก่ชาวคิวบาอพยพมุ่งหมายที่จะกระตุ้นการปฏิวัติรัฐบาลของฟิเดล คาสโตร์ แต่มันได้จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างหายนะต่ออเมริกา ความล้มเหลวของการบุก ที่มักจะอ้างถึงปรากฏการณ์ของการคิดคล้อยตามกลุ่ม ตรงที่ความต้องการเพื่อการเห็นพ้องภายในกลุ่มตัดสืนใจนำไปสู่การยับยั้งความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยและการคิดเขิงวิพากษ์ ในที่สุดทำให้เกิดแผนการบุกที่บกพร่องเออร์วิง แจนีส ได้พิจารณาการบุกอ่าวหมูเป็นตัวอย่างที่สำคัญของการคิดคล้อยตามกลุ่ม ความพยายามหนุนหลังโดยอเมริกาได้ล้มเหลวที่จะล้มรัฐบาลคิวบาฟิเดล คาสโตรได้สำเร็จ

เมื่อ ค.ศ 1961 กลุ่มที่ปรึกษารองประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี วางแผนการบุกคิวบา พวกเขาหลายคนต่างเป็นเพื่อนร่วมงานเก่าได้ลังเลที่จะแสดงความห่วงใยของพวกเขาเกี่ยวกับแผน ด้วยความกลัวว่ามันจะรบกวนความสามัคคีของกลุ่ม และทำลายจุดยืนของพวกเขาต่อประธานาธิบดี การขาดความไม่เห็นด้วยได้สร้างภาพลวงตาที่บุคคลทุกคนเห็นด้วยกับแผน กลุ่ม

มีความยึดเหนี่ยวสูงมากการจำกัดข้อมูลจากภายนอกและการประเมินเชิงวิพากษ์ กลุ่มให้ความสำคัญต่อการบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็ว แทนการพิจารณาอย่างรอบคอบผลตามมาที่ป็นไปได้ของการกระทำของพวกเขา

เออร์วิง จานีส ได้ระบุเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่น การโจมตีเพิรล ฮาร์เบอร์ ฐานทัพกองทัพเรือยูเอสที่สำคํญ ภายในบริบทของเพิรล

ฮาร์เบอร์ การคิดคล้อยตามกลุ่มได้เเสดงออกภายในความชะล่าใจ และ

ความเชื่อมั่นสูงเกินไปของผู้นำทหารอเมริกันละทิ้งการเตือนเกี่ยวกับการ

โจมตีของญี่ปุ่นที่เป็นไปได้ และล้มเหลวที่จะตระเตรียมอย่างเหมาะสมเพื่อ

การโจมตี เออร์วิง แจนีส ยืนยันว่าความล้มเหลวของทหารที่จะตระเตรียมอย่างเพียงพอต่อการโจมตี เกิดขึ้นจากการคิดคล้อยตามกลุ่ม ตรงที่กลุ่มของผู้ตัดสินใจไม่ได้สนใจการเตือนเกี่ยวกับการโจมตีที่เป็นไปได้การประ

เมินสูงเกินไปของความอยู่ยงของของพวกเขา และการประเมินต่ำเกินไปของศัตรู

ทหารอเมริกันภายในเพิรล ฮาร์เบอร์ เชื่อว่าพวกเขาจะปลอดภัยจากการโจมตีโดยเฉพาะโดยญี่ปุ่น และไม่พิจารณาการเตือนเกี่ยวกับ การโจมตีที่เป็นไปได้ พวกเขาได้ประเมินต่ำเกินไปความสามารถของญี่ปุ่น ผู้นำทหารภายในฮาวาย เชื่อว่าญี่ปุ่นไม่กล้าจะโจมตีเพิรล ฮาเบอร์ เนื่องจากการรับรู้ความเข้มแข็งกองทัพเรือแปซิฟคยูเอส พวกเขาไม่สนใจหรือหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองข้อมูลใดก็ตามที่ขัดเเย้งกับความเชื่อของพวกเขาที่การโจมตีไม่น่าเป็นไปได้ เช่น การดักฟังข้อมูลญี่ปุ่น มันเป็นแรงกดดันภายในลำดับชั้นทางทหารที่จะรักษาความรู้สึกของเอกภาพ และการหลีกเลียงความหวาดกลัวที่อาจจะเเสดงการขาดความเชื่อมั่นภายในการบังคับบัญชา

เออร์วิง จานีส ศึกษาสงครามเวียตนาม เป็นกรณีศึกษาเพื่อการคิดคล้อยตามกลุม เขายืนยันว่าการคิดคล้อยตามกลุ่มได้นำไปสู่ การยกระดับของสงคราม โดยเฉพาะความผูกพันของกองทหารสู้รบ เป็นตัวอย่างของการคิดคล้อยตามกลุ่มเขาเชื่อว่ากลุ่มที่ปรึกษาแวดล้อมประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ให้ความสำคัญความคล้อยตาม และการรักษาภาพพจน์ที่ดี และ พยายามเพื่อการเห็นพ้องและหยุดยั้งการไม่เห็นด้วย การนำไปสู่การขาดการประเมินเชิงวิพากษ์กาลภายหน้าของสงคราม มันได้ทำให้เกิดความต่อเนื่องของสงคราม ทั้งที่หลักฐาน เสนอแนะว่าการทำสงครามไม่ยั่งยืน และ

ขาดประสิทธิภาพ สร้างลำดับของการตัดสินใจที่บกพร่องนำไปสู่ผลตามมาของความหายนะในที่สุด

ความเชื่อเริ่มแรกที่อเมริกาสามารถยับยั้งคอมมิวนิสต์ภายในเวียตนามคู่กับความต้องการที่จะเเสดงความเข้มแข็ง และหลีกเลี่ยงการแสดงจุดอ่อน สร้างความรู้สึกความยึดเหนี่ยวของกลุ่มและไม่เต็มใจที่จะสงสัยสมมุติฐาน

พื้นฐานของสงคราม เมื่อสงครามได้คืบหน้าไป แรงกดดันที่จะรักษาความผูกพันเริ่มแรกได้นำไปสู่การยกระดับต่อไป แม้ว่าเมื่อหลักฐานได้แสดงว่าสงครามไม่สามารถเอาชนะได้ บุคคลบางคนที่สงสัยการทำสงครามอย่างเช่น จากกระทรวงต่างประเทศที่สนับสนุนการยุติด้วยการเจรจาได้เผชิญกับแรงกดดันที่จะคล้อยตามหรือถูกกีดกัน

เออร์วิง จานีส ได้ใช้วิกฤติจรวดคิวบา เมื่อ ค.ศ 1962 ช่วงเวลา 13 วันของความตึงเครียดที่รุนแรงระหว่างอเมริกา และรัสเซียเป็นตัวอย่่างที่ดีมากของการหลีกเลี่ยงการคิดคล้อยตามกลุ่มเปรียบเทียบกับการบุกอ่าวหมูที่เขาได้อ้างเป็นกรณีศึกษาผลกระทบที่ทำลายของการคิดคล้อยตามกลุ่ม วิกฤติจรวดคิวบาได้ถูกใช้เป็นกรณีศึกษาที่มีคุณค่าของการลดการคิดคล้อยคล้อยตามกลุ่มภายในสถานการณ์ที่เดิมพันสูงมากอย่างไรการแสดงความสำคัญของการสื่อสารที่เปิดกว้าง การคิดเชิงวิพากษ์ มุมมองที่หลากหลาย

เออร์วิง จานีส ยืนยันว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจอห์น เคนเนดี ระหว่าง

วิกฤตินี้ โดยเฉพาะภายในระยะเริ่มแรก ถูกอิทธิพลโดยการคิดคล้อยตาม

กลุ่ม นำไปสู่ความผิดพลาดที่เป็นไปได้และอันตรายของการยกระดับ จุดมุ่งเริ่มแรกอยู่ที่การโจมตีทางอากาศ หรือการบุกคิวบา ทั้งที่มีโอกาสของความเสี่ยงภัย และเเรงกดดันที่จะให้เห็นด้วยอย่างรวดเร็ว บนทางเลือก

ของการกระทำ ตามมาจากความล้มเหลวของการบุกอ่าวหมูภายในคิวบา จอห์น เคนเนดี ดำเนินการเปลี่ยนแปลง กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลของเขาระหวางวิกฤติจรวดคิวบา เขาได้เเสวงหาผู้เชี่ยวชาญภายนอกและกระตุ้นการประเมินเชิงวิพากษ์ของทางเลือกทุกอย่าง รวมทั้งทางเลือกที่อาจจะไม่นิยมแพร่หลาย หรือท้าทายมุมมองที่แพร่หลายอยู่

จุดสำคัญคือเออร์วิง เเจนิส ใช้วิกฤติจรวดคิวบาเป็นตัวอย่างของการลดผลกระทบทางลบของการคิดคล้อยตามกลุ่มอย่างไรโดยการส่งเสริมการ

สื่อสารที่เปิดกว้าง มุมมองที่หลากหลาย และการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ภาย

ในกลุ่มตัดสินใจ ในกรณีการบุกอ่าวหมูที่ล้มเหลว เขาได้ยืนยันว่า กลุ่มที่ปรึกษาของจอห์น เคนเนดี ได้ให้ความสำคัญการเห็นพ้องเหนือการคิดเชิง

วิพากษ์ พวกเขาล้มเหลวที่จะประเมินความเสี่ยงภัยอย่างเพียงพอ ละเลยความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้ว เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤติจรวดคิวบาจะเป็นความขัดเเย้งที่ตึงเครียดระหว่างอเมริกาและรัสเซีย

เราได้มองจอห์น เคนเนดีใช้ขั้นตอนอย่างกระตือรือร้นหลีกเลี่ยงการคิดคล้อยตามกลุ่ม แทนการจัดการประชุมลับ จอห์นเคนเนดี จะสนับสนุนการอภิปรายที่เปิดเผยและไม่เป็นทางการ และเเม้แต่เลือกบางครั้งไม่เข้าการประชุมหลีกเลี่ยง ที่จะมีอิทธิพลต่อการประชุม การกระทำเหล่านี้ได้ช่วย

ให้กลุ่มหลีกเลี่ยงหลุมพรางของการคิดคล้อยตามกลุ่มได้ช่วงเวลา 13 วันจะอ้างถึงระยะเวลาวิกฤติจรวดคิวบาระยะเวลาจากการค้นพบจรวดรัสเซีย

ภายในคิวบาไปจนถึงการเอาออกไปในที่สุดไม่ได้เป็นจำนวนวันที่อเมริกา

ใช้ที่จะบรรลุการตัดสินใจ

ต่อมาเออร์วิง จานีส ได้แสดงว่ารัฐบาลจอห์น เคนเนดี ได้ตัดสินใจดำเนิน

การปิดล้อมของกอวทัพเรือ ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศหรือการบุกระหว่างวิกฤติจรวดคิวบา ประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี ได้ทำงานอย่างเข้มแข็งที่จะหลีกเลี่ยงการคิดคล้อยตามกลุ่มมันเป็นการตอบสนองโดยตรงต่อความล้มเหลวที่ได้ถูกรับรู้ของการบุกอ่าวหมู เกิดขึ้นจากการคิดคล้อยตามกลุ่มจอห์น เคนเนดี ได้ว่าจ้างนักกลยุทธ์หลายคนกระตุ้นมุมมองที่หลากหลาย และการประเมินเชิงวิพากษ์ระหว่างวิกฤติ ในที่สุดได้ช่วยเหลือการป้องกันความขัดเเย้งของนิวเคลียร์ได้สำเร็จ

 

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *