เผด็จการเหยียบร่างของเปี๊ยกเป็นบันไดไปสู่อำนาจ

“เผด็จการเหยียบร่างของเปี๊ยกเป็นบันไดไปสู่อำนาจ”
จดหมายจาก สุรชาติ บำรุงสุข
หลังกำพงสูง
มิถุนายน 2520
น้อง,ทุกคน
ที่ห้องเยี่ยมแม้จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยลูกกรงและช่องว่างที่ขวางหน้าแยกเราให้ห่างจากกัน แต่ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ในเมื่อหัวใจของพวกเราทุกคนเอาไว้ แต่นั่นก็เพียงร่างกายหรอก เขากวางกั้นได้ก็แต่เพียงการสัมผัสมือเท่านั้นแต่จิตใจที่อิสระเสรีนั้นไม่มีใครขังได้ เหมือนกับความถูกต้อง…..ความถูกต้องก็จับขังเอาไว้ไม่ได้เช่นดียวกัน ถ้าใครขังความถูกต้องเอาไว้ เขาก็กำลังขังตัวเขาอยู่นั่นเอง ขังตัวเองด้วยการหลอกตัวเอง
วันนี้, ฟังน้องคุยถึงเรื่องการเสียสละของเปี๊ยกในวันที่ 6 ตุลา แล้วรู้สึกหดหู่ใจเหลือเกิน เยกไม่ใช่คนผิดอะไร เขาเป็นนิสิตคนหนึ่งที่มองเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นแล้วทนไม่ได้ เปี๊ยกจึงโดดเข้าร่วมเพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้องและเป็นธรรมในวันที่ 6 ตุลา แล้วเขาก็เป็นคนหนึ่งในบรรดาเพื่อนผู้เสียสละของเราที่ได้ตกเป็น “เหยื่ออธรรม” อันโหดร้ายป่าเถื่อน… เป็นเหยื่อของการฆ่าหมู่อย่าง
ทารุณใจกลางเมืองหลวงของบ้านเรา ประเทศไทยซึ่งเรียกตัวเองเมืองพุทธ….
เผด็จการได้เหยียบร่างของเพื่อนผู้เสียสละจำนวนมากมายและหนึ่งในจำนวนนั้นคือเปี๊ยก เพื่อเป็นบันไดไปสู่การยึดอำนาจ
วันที่ 6 ตุลาคม จึงเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจจะลืมเลือนไปจากความทรงจำได้เลย วันนี้อาจจะมีคนพูดโกหก แต่ไม่มีใครโกหกประวัติศาสตร์ได้ ใครทำอะไร และทำอย่างไรในวันนั้น ความจริงก็ย่อมจะเป็นความจริง จับแขวนไม่ตาย จับเผาไม่ไหม้ คนบางคนอาจจะพยายามทำลายสิ่งเหล่านี้ แต่ก็มีคำเปรียบว่า สัจธรรมนั้นย่อมทนทานต่อการพิสูจน์เหมือนดั่งจันทน์หอม ยิ่งทุบ ยิ่งหอม!
ชีวิตของเปี๊ยกได้ให้อะไรแก่เราบ้าง เปี๊ยกเป็นคำตอบที่ดียิ่งสำหรับชีวิตที่กล่าวว่า มนุษย์นั้นเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะตายได้ เขาตายเพื่อใคร เพื่อให้ความตายนั้นเป็นเช่นขนนกเบาหวิวที่ร่วงหลุดลอยอย่างไร้ค่า หรือจะให้เป็นเช่นภูเขาหินแข็งหนัก…ปานหนัก…
นี้เป็นทางสองแพร่งของชีวิต ว่าเราจะเลือกเดินไปบนเว้นทางของประชาชนหรือจะเลือกเดินไปบนเส้นทางที่ทำลายประชาชน สองแพร่งของชีวิตนี้ เป็นทางที่ต่างกันและให้คำตอบที่ต่างกัน ชีวิตหนึ่งเป็นชีวิตที่มีเกียรติ แต่อีกชีวิตหนึ่งไร้ความหมาย…. คนที่ยืนเคียงข้างประชาชน ย่อมได้ชื่อว่าคนของประชาชน แต่คนที่ยืนอยู่ตรงข้ามประชาชน ย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นประชาชน เพราเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาขน
เปี๊ยกของเราได้เลือกแล้ว เขาได้เดินไปข้างหน้าอย่างวีรอาจหาญด้วยจิตใจที่กล้าต่อสู่ กล้าเสียสละ กล้าเอาชนะ ชีวิตของเขาอาจถูกทำลายย่อยยับลงอย่างป่าเถื่อนด้วยน้ำมือของใครก็ตามที่ แต่ไม่มีใครทำลายเปี๊ยกได้
เปี๊ยกได้เป็นอมตะแล้ว…เปี๊ยกอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนเสมอ
มหนุษย์คือผู้สร้างประวัติษสาตร์
ประวัติศาสตร์ก้าวไปข้างหน้าด้วยการต่อสู้ของมนุษย์ชาติ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ก็คือ พัฒนาการของมนุษย์ชาติ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มหนุษย์ล้วนก้าวเดินจากความไม่รู้ไปสู่ความรู้ ก้าวจากอวิชชาไปสู่สัจธรรม ก้าวจากความไม่ดีสู่ความดี ก้าวจากอยุติธรรมไปสู่ความเป็นธรรม อนาคตของมนุษย์ในวันข้างหน้าจึงเป็นอนาคตแห่งความดีกว่าของมนุษย์อย่างแน่นอน
ขอให้เราทุกคนเชื่อมั่นเถิดว่าไม่มีอะไรอยู่เกินความสามารถที่มนุษย์จะไขว่คว้าหาได้ ขอเพียงแต่เราเข้มแข็งที่จะต่อสู้ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไม่เพียงแต่เยาวชนคนหนุ่มสาวของเราที่ได้เสียสละไปสู่ความดีกว่าเหล่านั้น ประชาชนคนรุ่นก่อนก็ได้เสียสละมาแล้ว ผู้เสียสละเหล่านี้ได้เอาชีวิต และร่างกายปูเป็นทางให้เราเดิน ขอให้พวกเรารำลึกถึงเขาให้มั่น บนเส้นทางไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า แม้จะอุดมด้วยหลุมเหวและขวากหนาม แต่ด้วยความมุมานะ อุปสรรคก็จะกลายเป็นความสะดวกความยากลำบากก็จะเป็นเบ้าหลอมแห่งชีวิต
แด่…เปี๊ยก ขอให้จงหลับอย่างเป็นสุข ขอให้เชื่อมั่นว่าพวกเราทุกคนได้ยึดเอาชีวิตของเปี๊ยกเป็นแบบอย่าง แม้จะเสียใจต่อการจากไปเพียงใดก็ตาม แต่เปี๊ยกคงไม่ต้องการให้พวกเรานั่งกอดเข่าเศร้าสร้อย ขอให้ความอาลัยที่เรามีต่อเปี๊ยก เป็นเครื่องเตือนให้เรารำลึกถึงการต่อสู้ของเขา
เปี๊ยกเป็นลูกที่ดีของประชาชน และเป็นบุตรที่ภาคภูมิใจของสังคม ชีวิตของเขาสมกับคำกล่าวที่ว่า “อยู่อย่างยิ่งใหญ่ ตายอย่างมีเกียรติ”
ขอน้อมคารวะแด่ดวงวิญญาณของเปี๊ยก
ขอน้อมคารวะแด่ดวงวิญญาณของวีรชน 6 ตุลา ผู้กล้าหาญ
รักและเชื่อมั่นทุกคนเสมอ
สุรชาติ บำรุงสุข
หมายเหตุ: เปี๊ยกในที่นี้ คือ วิชิตชัย อมรกุล ผู้ถูกแขวนคอและเผาไฟที่สนามหลวงขณะนั้นเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์ปี 2







