INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เริ่มต้นด้วยเรื่องขยะ

เริ่มต้นด้วยเรื่องขยะ

เห็นรูปภาพหมู่บ้าน เมืองต่างๆ ในประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น และมีฐานะทางเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว เช่นประเทศในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือญี่ปุ่น ดูบ้านเมืองเขาสะอาด เป็นระเบียบ และสวยงาม มีวิวทิวทัศน์ สายน้ำ ภูเขา หรือความเวิ้งว้างของพื้นที่ทางการเกษตร บางเมือง มีตึก อาคารที่สร้างมาแล้ว กว่า ๕๐๐ หรือเป็น พันปี แม้จะดูเก่าแต่ยิ่งใหญ่ และแข็งแรง เหมือนธรรมชาติสร้างมา ภายในตึกเก่าๆ นั้น ก็มีการตบแต่ง ทันสมัย สวยงาม ผู้คนในประเทศเหล่านั้น เป็นคนมีวัฒนธรรมที่เป็นระเบียบวินัย และคิดว่า เขาชอบการก่อสร้าง ตบแต่ง เลี้ยงต้นไม้ ทำในสิ่งที่สวยงาม

สำหรับในประเทศที่มีพลเมืองหนาแน่น แต่อยู่ในเขตหนาว เช่น จีน ไต้หวัน เกาหลี ฯลฯ และประเทศเศรษฐกิจดีเช่นสิงคโปร์ ก็เช่นเดียวกัน ในส่วนของประเทศไทย ถ้าดูผ่านๆ เห็นมีระเบียบเรียบร้อยดี แต่ คิดว่าเรามีปัญหาเรื่องขยะมูลฝอย ไม่ว่าในชุมชนหรือตามท้องถนนหลวงในชนบท กองขยะ หรือเศษขยะจะเป็น เครื่องประดับให้ชุมชนหลายๆแห่ง โดยเฉพาะ ในหมู่บ้าน ตลาดสด ศูนย์การค้าต่างๆ ก็จะมีกอง หรือสถานที่ทิ้งขยะ ที่เป็นกองใหญ่ๆ กระจัดกระจาย และส่งกลิ่นเหม็น บางครั้งวันไหนรถเก็บขยะมา จะเห็นกองขยะอยู่ริมถนนเพื่อคอยรถขยะต่อไป

ที่หน้าบ้านที่ผมพักอยู่ที่เชียงใหม่ ตรงนั้นเป็น สามแยกถนนในหมู่บ้าน รถขนขยะเอาถังขยะมาวางไว้ ๒ ถัง ให้ชาวบ้านแถวนั้น เอาขยะมาทิ้ง แล้วรถขยะมาขนที่นั่นไป จุดเดียว สะดวกต่อการทำงานมาก แต่มีปัญหากับเราที่ถังขยะ ๒ ถังและบางครั้งกองล้นออกมาเป็นกองใหญ่ หรือชาวบ้านเอาเศษไม้ วัสดุก่อสร้างมาทิ้ง ซึ่งรถขยะไม่ขนไป ก็กองอยู่ จนทนไม่ไหว ต้องไปจัดการเอง สำหรับขยะที่เอาทิ้งที่หน้าบ้านผม เคยทำป้าย ขอร้องให้ใส่ถุงและปิดปากถุงให้มิดชิด ป้องกันกลิ่น และแมลงวัน เพราะมันตอมขยะแล้ว ก็บินไปทั่ว ไปตอมอาหารภายในบ้านด้วย หลายๆบ้านให้ความร่วมมือด้วยดี แต่บางบ้านไม่สนใจ เอาขยะเปียกเปล่าๆ ไปทิ้งในถังเลย คนที่ทำแบบนั้น ดูบุคลิกแล้ว เป็นคนมีบุคลิกดี แต่งตัวดี น่าจะทำงานดี สงสัยว่า เขารู้จัก ดูแลรักษาบ้าน และตัวเองได้ ทำไมไม่ช่วยรักษาความสะอาดเรียบร้อยให้กับเราเพื่อนบ้านบ้าง เมื่อเห็นเขาเอาขยะมาทิ้งที่หน้าบ้านเรา ก็ได้แต่ภาวนา ขอให้แมลงวัน แมลงหวี่ที่มาตอมขยะตรงนั้น บินไปตอมอาหารที่เขากิน เหมือนกับที่บ้านเราเหมือนกัน

ในขณะที่เดินทางไปต่างจังหวัด ไม่ว่าในทิศทางไหน แต่ก็คุ้นเส้นทาง ระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ หลายๆครั้ง ต้องจอดแวะระหว่างทาง ตรงที่เขาทำทางเว้าเข้าไปข้างทาง เพื่อให้จอดพักรถ ไม่ว่าที่จุดไหน คิดว่าน่าจะทั่วไปหมดในระหว่างทาง จะมีเศษอาหาร กล่องโฟม ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก ฯลฯ ทิ้งเกลื่อนเลอะเทอะ เป็นที่สะอิดสะเอียนไม่อยากเหยียบที่ตรงนั้น (ถ้าไม่จำเป็น) น่าจะเป็นฝีมือของคนที่จอดพักรถ ทิ้งไปให้พ้นๆตัวเอง ไม่ได้คิดว่า ทิ้งไปแล้ว จะมีใครมาเก็บหรือไม่ ถ้าไม่มีคนมาเก็บ ฝนก็ไม่สามารถจะชะให้สลายไปได้ สงสัยมากๆ ว่าที่บ้านพำนักของคนเหล่านี้ เขาทำอย่างไรกับขยะที่บ้านของเขา ถ้าคิดว่าเรื่องนี้ เป็นปัญหา น่าจะประกาศรณรงค์อาสาเก็บขยะตามท้องถนนทางไกลทั่วประเทศ แล้วประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนที่ขับรถใช้ถนนมีถุงขยะประจำรถ ใส่ขยะไปทิ้งในที่อันควรเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

ถ้าเรามีลานเทขยะ ที่รถขยะขนไปทิ้ง น่าจะยกเลิกลานเทขยะ เพราะดูจะเป็นปัญหากับบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียง อาจจะ ออกแบบเป็นสวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้ เดินขึ้นลงเนินสูงๆ ออกกำลังกาย เป็นปอดให้กับชุมชนต่อไป สำหรับขยะ ถ้าสามารถคัดแยก เอาส่วนที่ recycle ได้ออกไป ที่เหลือเอาไปเผาทิ้ง แล้วเอาขี้เถ้าไปถมสวนสาธารณะดังกล่าว เคยเห็นบางแห่ง สร้างเตาเผาขยะอุณหภูมิสูงได้ผลดีมากๆ สำหรับสถานที่ สร้างเตาเผาขยะ อาจจะไปหาแถวที่อยู่ห่างไกลชุมชน เสียแรงงานหน่อย แต่ก็น่าจะปลอดภัยดี

เมื่อสมัยก่อน หลายปีมาแล้ว เคยเห็นเขาทำปุ๋ยหมักจากเศษขยะที่เทศบาลเก็บไป ปุ๋ยหมักนั้นขายดี ใช้ได้ทั้งไม้ยืนต้น ไม้ประดับ และไม้กระถาง ตอนนี้ เห็นหายไป มีแต่ดินผสมที่เอกชนทำออกขาย น่าจะรื้อฟื้น ทำออกมา แล้วให้ชาวเมืองช่วยกันซื้อ สำหรับอินทรีย์วัตถุเมื่อสลายตัวแล้ว ก็สามารถจะใส่ดินไปได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดจำนวน ทำให้ช่องว่างระหว่างเม็ดดินมีความชื้น อุดมไปด้วยธาตุอาหาร เหมาะสำหรับรากพืชจะชอนไชเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่สนใจเรื่องขยะ ประเทศของเรามีสิ่งที่ดีๆน่าอยู่หลายประการ ได้แก่ สภาพดินฟ้าอากาศที่ดี ไม่หนาวมาก บางครั้งถ้าร้อนเกินไป ก็มีวิธีการสร้างความเย็นขึ้นมาแทนที่ บ้านเรามีแดดจัด ทำให้อากาศลอยตัวเร็ว เมื่อมีอากาศพัดเข้ามาทดแทนเกิดเป็นลมแรง ลดความร้อนลงไปได้บ้าง บางแห่งฝนตกหนักเย็นสบาย แม้จะเจอน้ำท่วมบ้าง แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ถือว่าไม่รุนแรง มากนัก

ส่วนใหญ่พายุที่เข้าทางฝั่งเวียตนาม กว่าจะถึงประเทศไทย ก็ลดความรุนแรงลง เหลือเป็นดีเปรสชั่น หรือหย่อมความกดอากาศต่ำ ซึ่งความจริงเราต้องการน้ำฝนจากพายุสะสมไว้สำหรับการทำนา หรือน้ำกินน้ำใช้ประจำปี นอกจากนั้น เรายังได้น้ำจาก มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในฤดูฝน และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาวที่ลงไปทางใต้ของไทย สำหรับพายุที่พัดมาเข้าทางใต้ของไทย มักจะรุนแรง เพราะจากทะเลเคลื่อนขึ้นบกที่ภาคใต้ได้โดยตรง แต่ที่ผ่านมา ก็ถือว่านานๆมาครั้ง ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ของเราไม่รุนแรงมาก ข้อสำคัญที่ต้องทำใจ คือน้ำท่วมทุกปี ยิ่งในขณะนี้ มีการทำถนนในเมือง และทางหลวงแผ่นดิน ซึ่งถมดินสูงขึ้นมาจากระดับปกติ ประกอบกับ บ้านเรือนเพิ่มขึ้น เคยเป็นพื้นราบ ป่า ที่สาธารณะ ตอนนี้ลดลง ยิ่งมีธุรกิจโครงการบ้านจัดสรร ผู้คนก็ยิ่งเพิ่มจำนวนเร็วขึ้น สภาพแบบนี้ ฝนตกลงมาก็ดี หรือน้ำหลากมาจากที่สูงก็ดี มวลน้ำเหล่านี้ ก้ต้องมาถูกขังบนพื้นที่ใช้ประโยชน์ของเรา

ความน่าอยู่ของเมืองไทย เกี่ยวข้องกับระบบสังคม ที่ ระดับเศรษฐกิจไม่สูงมาก ผู้คนส่วนใหญ่เป็นมิตรชอบสนุกสนาน ( fun loving people) ชอบชาวต่างประเทศ มีโอกาสได้พูดคุย รู้สึก ทำให้มีคนต่างประเทศมาอยู่กันเยอะ ทั้ง แบบถาวร และไปๆมาๆ กันเรื่อยๆ เหตุนี้ ทำให้บ้านเรือน คอนโดมิเนียม ร้านค้า เพิ่มจำนวนหรือขยายใหญ่ขึ้น เพราะขายให้กับชาวต่างประเทศทั้งหลาย สิ่งที่น่าพะวง คือความหนาแน่นของประชากร ที่เราเคยเห็นในต่างประเทศบางแห่ง อยู่อย่างเบียดเสียด ไปไหนไม่สะดวก กำลังจะเกิดขึ้นที่นี่เหมือนกัน ลองไปเดินห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็จะเห็นว่าปริมาณคนมาเที่ยวเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน และพวกเขาไม่ได้พูดภาษาไทย สำหรับสิงคโปร์ มาเลเซีย คงมีชาวต่างชาติไปอยู่ถาวรน้อย เพราะค่าครองชีพสูง และสิ่งจำเป็นในความเป็นอยู่ เช่น ที่ดิน บ้าน รถยนต์ ที่ประเทศเหล่านั้นมีจำกัด คงจะแพงมากๆ ผู้คนแถวๆนั้น ก็ปากกัดตีนถีบ ไม่สนุกสนานแบบคนไทย ที่เที่ยวเล่น เฮฮากัน พวกเราเลยต้องรับแขกกันประจำทุกวัน

ตามประสบการณ์ที่ผมเคยผ่านประสบการณ์ในต่างประเทศมา พบว่าคนไทย ถ้ามีเกิน ๓ คน หรือ ๔-๕ คนขึ้นไป เมื่ออยู่ด้วยกัน ไม่ว่า ณ ที่แห่งใด คนไทยไม่เคยเงียบ อยู่ที่ว่าจะดังแค่ไหนเท่านั้น เดินทางไปไหน ได้ยินเสียงหัวเราะดังๆ ไม่เป็นระเบียบละก้อ นั่นแหละ พวกเขา ไทยแลนเดอร์ นั่นเอง
เมื่อเราเริ่มทำงานแล้วไม่กี่ปี ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศกัน เราคนไทย ๓ คน เช่าห้องใต้ดินอยู่กัน ที่ประเทศอังกฤษ มักจะมีเพื่อนคนไทยมาเยี่ยมเยียน พักค้างอยู่เสมอ ทำให้เสียงดัง จน คนแก่ที่เช่าห้องอยู่ข้างบนต้องลงมาเตือนให้เงียบๆหน่อย แต่พอมาวันหนึ่ง เรานั่งๆนอนๆ อยู่กันเงียบๆ เขาก็ลงมาเคาะประตู ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เห็นเงียบๆผิดสังเกต เลยเป็นห่วง
บู๊ คนเคยหนุ่ม
กรุงเทพฯ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *