ความคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ(1)
ความคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ(1)
รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ความนำ
ในระยะหลัง มีคนพูดถึงคำว่า“ โครงสร้างเศรษฐกิจ” มากขึ้น รวมทั้งมีความเห็นว่า ประเทศไทยต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ถึงจะอยู่รอดได้ บทความนี้ จะกล่าวถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายๆ โดยจะเริ่มจากอธิบายความหมาย ของ คำว่า โครงสร้างเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และเหตุผลที่ต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และไทย ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาผ่านมาตามด้วยข้อคิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้ และนโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เหมาะสม
โครงสร้างเศรษฐกิจ
โครงสร้าง คือ ส่วนประกอบสำคัญ “โครงสร้างเศรษฐกิจ” หมายถึงส่วนประกอบของเศรษฐกิจสำคัญต่างๆ เช่นในโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ มีภาคเกษตร อุตสาหกรรม บริการ มีภาครัฐบาลและเอกชน มีการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายของรัฐบาล การค้า และการชำระเงินระหว่างประเทศ ในการค้ามีการนำเข้า ส่งออกสินค้าบริการ การลงทุน มีทั้งการลงทุนโดยตรง การเข้าออกของเงินทุนในลักษณะอื่น ตลอดจนส่วนประกอบของรายการเหล่านี้ ประเทศใช้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม ภาครัฐบาลมีสัดส่วนในกิจกรรมเศรษฐกิจสูง ภาคเอกชนที่มีสัดส่วนตํ่า ต่างกับประเทศเศรษฐกิจทุนนิยม ที่กิจกรรมเศรษฐกิจประกอบการโดยภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ ตลาดสินค้าและบริการ จะมีการแข่งขัน หรือผูกขาด ก็เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจของแต่ละประเทศ มีส่วนประกอบหรือโครงสร้างที่แตกต่างกัน บางประเทศผลิตสินค้าเกษตรมาก บางประเทศมีอุตสาหกรรมมาก สินค้าเกษตรแต่ละประเทศ ก็ไม่เหมือนกัน บางประเทศผลิตผัก ผลไม้ มาก บางประเทศปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารมาก ผลิตผลภาคการเกษตรของแต่ละประเทศก็มีส่วนประกอบที่แตกต่างกัน ผักผลไม้มีหลายอย่าง บางประเทศปลูกทุเรียนได้ บางประเทศปลูกทุเรียนไม่ได้แต่ปลูกส้มได้ สินค้าภาคอุตสาหกรรมและบริการ ของแต่ละประเทศ ก็มีส่วนประกอบที่แตกต่างกัน บางประเทศผลิตสินค้าบริการที่ใช้เทคโนโลยีสูง แต่บางประเทศผลิตสินค้าที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงานมากโดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีมาก องค์ประกอบที่แตกต่างกันนี้ ล้วนเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น
การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ หมายถึง โครงสร้าง หรือส่วนประกอบของเศรษฐกิจเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงนี้ อาจใช้เวลานานหลายปี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ เกิดได้จากวิวัฒนาการทางธรรมชาติ จากนโยบายการปรับโครงสร้าง จากปัจจัยภายใน และภายนอก เช่น สภาพทรัพยากรในประเทศ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และนโยบายของรัฐบาลที่เปลี่ยนไป
ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เริ่มพัฒนาเศรษฐกิจจากการผลิตสินค้าเกษตร ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรม สัดส่วนสินค้าอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น สัดส่วนการเกษตรจะลดลง แต่เมื่อพัฒนาอุตสาหกรรมระยะหนึ่งแล้ว สัดส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมอาจลดลง สัดส่วนภาคบริการจะเพิ่มขึ้น โครงสร้างในแต่ละภาคเศรษฐกิจ ก็เปลี่ยนแปลงได้ เช่น บางประเทศ ภาคการเกษตร มีสัดส่วนของพืชพันธุ์ธัญญาหารลดลง ขณะที่ ผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ภาคอุตสาหกรรม สินค้าใช้แรงงานและทรัพยากรธรรมชาติมีสัดส่วนลดลง สินค้าที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีมาก มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น สินค้าที่เคยมีความสามารถในการแข่งขัน และมีส่วนแบ่งในตลาดโลกสูงได้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันลงทำให้มีส่วนแบ่งในตลาดลดลง แทนที่จะส่งออกได้เหมือนแต่ก่อน กลับต้องนำเข้าจากต่างประเทศ บริการที่เคยส่งออกมาก เมื่อเวลาผ่านไป กลับส่งออกได้น้อย แต่มีบริการใหม่ๆเกิดขึ้นแทน ลักษณะต่างๆเหล่านี้ คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ
การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หมายถึงมีนโยบายที่ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ ถ้าเปลี่ยนไปในทางดี ประเทศจะเจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงในทางตรงข้าม จะมีเสียต่อการพัฒนาประเทศ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาจไม่เกิดขึ้นทันทีทันใด และอาจใช้เวลานาน ถ้าโครงสร้างเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี ถ้าไม่มีการปรับโครงสร้าง จะมีผลเสียหายต่อการพัฒนาประเทศได้ วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เกิดจากปัญหาโครงสร้างที่สะสมต่อเนื่องมานานหลายปีโดยไม่ได้รับการแก้ไข เหมือนคนเป็นโรคร้ายแรง ในระยะสั้น ยังไม่มีอาการอะไร แต่เมื่อเป็นถึงขั้นหนึ่งแล้ว อาจมีอันตรายต่อชีวิตได้ ผู้บริหารประเทศ จึงต้องสังเกตุว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางใด ถ้ามีสัญญานว่า เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี ก็ต้องปรับเปลี่ยน
แนวโน้มไม่ดีที่บ่งชี้ว่าจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มีอยู่หลายอย่าง เช่น ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจลดลง ขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงินจำนวนมากเป็นเวลานาน ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆมีมากขึ้น เก็บภาษีได้น้อยลง แต่มีค่าใช้จ่ายสูง ประเทศมีหนี้สินมาก ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง ความสามารถการแข่งขันของสินค้า บริการลดน้อยลง ฯลฯ
โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ดี เกิดได้จากหลายสาเหตุ: จากวิวัฒนาการตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และจากนโยบายของรัฐบาล เช่น เมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน โรงงานต่างแข่งกันจ้างคนงาน ค่าจ้างแรงงานจะสูงขึ้น เมื่อค่าจ้างสูง ทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าที่ต้องใช้แรงงานมากก็จะสูงขึ้น ประเทศอื่นที่มีแรงงานมาก และมีค่าจ้างถูกกว่าที่มีได้เปรียบในเรื่องต้นทุน จะผลิตและส่งออกสินค้าใช้แรงงานสู่ตลาดโลกมากขึ้น ความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานสูง ก็จะลดน้อยลง
โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงได้โดยนโยบาย ประเทศที่สูญเสียข้อได้เปรียบเปรียบเทียบในการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงาน ถ้ามีการสะสมทุน และพัฒนาเทคโนโลยีได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว แทนที่ยังพึ่งพาการผลิตและส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานเหมือนแต่ก่อน จะหันไปผลิตสินค้าที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีมากขึ้นได้ ทำให้รักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ แต่การจะพัฒนาเทคโนโลยีได้ ภาครัฐต้องมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุน นโยบายของรัฐบาล จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก ในปัจจุบันอเมริกายังมีขนาดเศรษฐกิจ ที่วัดโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(GDP)ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา เสื่อมถอยลงมาก แม้จะยังมีขนาดใหญ่กว่าประเทศอื่นแต่โครงสร้างเศรษฐกิจ เปลี่ยนไปมาก ความสามารถกรแข่งขันทางเศรษฐกิจลดตํ่าลง มีหนี้ต่างประเทศสูง คือมีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ อเมริกามีข้อได้เปรียบประเทศอื่น คือใช้ดอลลาร์ซื้อสินค้าบริการจากประเทศอื่นได้ โดยไม่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศ หากเป็นประเทศอื่น ที่มีหนี้ต่างประเทศมากขนาดนี้ คงล้มละลายไปแล้ว แต่อเมริกา ไม่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศซื้อสินค้า และบริการ จากต่างประเทศ เหมือนประเทศอื่นๆทั่วโลก จึงเป็นหนี้ได้มากขนาดนี้ (เรื่องนี้ต้องอธิบายยาว จึงขอไม่กล่าวถึงในที่นี้)
อเมริกาเป็นประเทศที่มีข้อได้เปรียบหลายอย่างเมื่อเทียบกับประเทศอื่นส่วนใหญ่ในโลก คือ มีทำเลที่ตั้งดี มีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่มีประชากรไม่มากเทียบกับประเทศใหญ่อื่นๆ(อเมริกามีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับจีน แต่มีประชากร 340 ล้านคน ขณะที่จีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน) มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกมาก ตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น มีทางออกทะเลยาวทั้งสองฝั่ง ประเทศไม่รับความเสียหายจากสงครามโลกทั้งสองครั้ง คนอเมริกันมีรายได้เฉลี่ยสูง และด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่า จึงดึงดูดคนที่มีความรู้ความสามารถจำนวนมากจากทั่วโลก คนที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจได้
ในทศวรรษ 1970 อุตสาหกรรมอเมริกันหลายอย่าง เช่น เหล็กกล้า รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็คทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ ล้วนอยู่แนวหน้าของโลก แต่ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเหล่านี้เสื่อมถอยลงมาก โครงสร้าง เศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงไป ภาคบริการมีสัดส่วนสูง ในผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP) บริการมีสัดส่วนสูงร้อยละ 80 แต่ภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมรวมกัน มีไม่ถึงร้อยละ 20 การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง มีผลิตภัณฑ์ หรือรายได้ประชาชาติต่ำกว่าการใช้จ่าย จึงต้องขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสูตรการคำนวณรายได้ประชาชาติ หากมีผลผลิตน้อยกว่าการใช้จ่าย จะมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก ย่อมต้องขาดดุลการค้า ถ้าจะลดการขาดดุล ก็ต้องผลิตเพิ่มขึ้น และใช้จ่ายน้อยลง แต่อเมริกาทำไม่ได้ เมื่อขาดดุลการค้า รัฐบาลอเมริกา ก็ใช้นโยบายดารกีดกันทางการค้า ขึ้นภาษีสินค้าเข้า หรือทำการกีดกันการค้าด้วยวิธีอื่นๆ เพื่อนำเข้าลดลง แต่การทำเช่นนี้ มีผลเสียต่อเศรษฐกิจ คือ การขาดดุลไม่ลดลง แต่สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น ผู้ผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ ก็มีต้นทุนที่สูงขึ้น
นอกจากขาดดุลการค้าแล้ว อเมริกายังมีหนี้ต่างประเทศในระดับสูง โดยท้่วไป เมื่อหนี้ประเทศต่างประเทศสูงมาก ประเทศต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจ แต่อเมริกาแม้มีหนี้ต่างประเทศสูงมาก แต่ไม่ประสบกับปัญหาวิกฤติทางการเงิน เพราะประเทศอื่นยังยอมรับและเชื่อถือเงินดอลล่าร์อยู่ เมื่อใดก็ตามที่ประเทศต่างๆ ขาดความเชื่อถือในดอลลาร์ จะยอมรับดอลลาร์น้อยลง จนอาจถึงขั้นเลิกใช้เงินดอลลาร์ไปเลย เมื่อถึงเวลานั้น อเมริกา ก็ต้องประสบภาวะล้มละลาย เช่นเดียวกับประเทศอื่นที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว
เมื่อหลายสิบปีก่อน อเมริกามีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง แต่ในปัจจุบัน โดยรวมแล้ว อุตสาหกรรมอเมริกันอ่อนแอลงมามาก บริษัทจำนวนมาก ย้ายฐานไปลงทุนในต่างประเทศ ในประเทศ มีภาคอุตสาหกรรมกลวง (hollowing) เขตอุตสาหกรรมภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เคยเป็นเขตที่มีความเจริญรุ่งเรือง ปัจจุบัน กลายมาเป็นเขตผุพังหรือขึ้นสนิม (rusted belt)ไปแล้ว แม้อเมริกาจะยังมีอุตสาหกรรมใหญ่เหลืออยู่บ้าง เช่นบริษัทผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่อยู่ได้ด้วยการซื้อจากรัฐบาล เพื่อนำไปก่อสงครามในทุกมุมโลก แต่โดยรวมแล้ว ภาคอุตสาหกรรมในอเมริกาสูญเสียขีดความสามารถการแข่งขันไปมากแล้ว
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างภาคการเกษตรและบริการของอเมริกา ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก การผลิตภาคเกษตรใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น แม้อเมริกาต้องนำเข้าผักและผลไม้จากต่างประเทศ แต่โดยรวมแล้ว ความสามารถแข่งขันของภาคการเกษตรยังดีอยู่ ภาคบริการของอเมริกามีผลิตภัณฑ์หลากหลาย และยังมีความแข็งแกร่งอยู่ บริษัทการสื่อสารและการค้นหาข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น กูลเกิล(Google) เฟซบุค (Facebook) และแอปเปิล(Apple) มีส่วนแบ่งการตลาดสูงในตลาดโลก ธุรกิจบันเทิง เช่น การสร้างภาพยนตร์ ก็มีส่วนแบ่งในตลาดโลกสูง เช่นกัน
สิ่งสาธารณูปโภคในอเมริกา ที่เคยมีเพียบพร้อมและมีคุณภาพสูง ได้เสื่อมถอยลงตามกาลเวลา รัฐบาลทั้งในระดับประเทศ และระดับมลรัฐของแต่ละท้องถิ่นไม่มีการบูรณะซ่อมแซมหรือสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ เพื่อทดแทนสิ่งสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ต่างๆ
ปัญหาสังคมที่เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งในอเมริกา คือ ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ระหว่างประชาชน แม้จะมีชาวอเมริกันที่มีรายได้และทรัพย์สินสูงมากติดอันดับมหาเศรษฐีของโลก แต่คนรวยมีสัดส่วนน้อย มหาเศรษฐีเหล่านี้ มีรายได้และทรัพย์สินมาก แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่มีรายได้ตํ่า คนจนมีจำนวนมาก อเมริกา เป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยสูง แต่ก็มีคนจน คนว่างงาน และคนที่ไม่มีบ้านอยู่เป็นจำนวนมาก
โดยสรุป โครงสร้างเศรษฐกิจอเมริกาเปลี่ยนแปลงไปมาก ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้ภาคเศรษฐกิจต่างๆ ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตและการจำหน่ายดีขึ้น แต่การใช้เครื่องจักรแทนคน ทำให้เกิดการว่างานมากขึ้น คนงานที่มีการศึกษาตํ่าจำนวนมาก ต้องออกจากงาน การว่างงาน ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ คนไร้บ้านมีมาก เป็นทั้งปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมลดลงไปมาก ขาดดุลการค้ามาก หนี้ต่างประเทศมีระดับสูง การทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจดีขึ้น จำเป็นต้องปรับโครงสร้าง แต่จนถึงปัจจุบัน ปัญหาโครงสร้างเหล่านี้ ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด
การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณู ได้รับความเสียหายมาก แต่เศรษฐกิจญี่ปุ่น ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ระหว่าง 1950-1970 ญิ่ปุ่นได้รับอานิสงส์จากระบบอัตราแลกเปลี่ยนของโลก จากที่ตรึงค่าเงินเยนที่ 360 เยน ต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นเวลานานกว่าสองทศวรรษ ทำให้สินค้าส่งออก คิดเป็นเงินตราต่างประเทศมีราคาถูก ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมญี่ปุ่นพัฒนาได้ดี สินค้าญี่ปุ่น จึงส่งออกไปขายได้ทั่วโลก ญี่ปุ่นเกินดุลการค้าต่อเนื่อง รายได้ของประชาชนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การฟื้นตัวของญี่ปุ่นถือเป็นมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจครั้งแรกในเอเชีย ต่อมา ในทศวรรษ 1970- 1980 การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของสี่เสือเอเซีย คือ เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง เป็นมหัศจรรย์เอเซียครั้งที่สอง การผงาดของจีน จากประเทศยากจนล้าหลัง ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก เป็นมหัศจรรย์เอเชียครั้งที่สาม
การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจญี่ปุ่น จากที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก สู่การเสื่อมถอยนานหลายทศวรรษ เป็นเรื่องน่าสนใจ เมื่อปี ค.ศ. 2009 ญี่ปุ่นมีผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP) คิดเป็นดอลลาร์อเมริกา สูงเป็นอันดับสองของโลก ต่อมา ในปี 2010 ถูกจีนแซงหน้า ตกเป็นอันดับสาม ในปี 2024 ถูกเยอรมันแซงหน้า ปัจจุบัน (ปี 2025) ผลิตภัณฑ์มวลรวมของญี่ปุ่นคิดเป็นดอลลาร์ ต่ำกว่าหนึ่งในสามของประเทศจีน
จะเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเสื่อมถอยลงมาก ในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ จะต้องพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่น ปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่มีผลกระทบ และการตอบสนองทางนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งจะสรุปโดยย่อ ดังนี้
ตั้งแต่ ค.ศ.1973 เป็นต้นมา ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของโลก เปลี่ยนจากคงที่มาเป็นลอยตัว แม้เงินเยนญี่ปุ่นจะมีค่าสูงขึ้น แต่อุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ยังคงแข็งแกร่งอยู่ เมื่อเงินเยนมีค่าสูงขึ้น ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) เมื่อคิดเป็นเงินดอลล่าร์จึงสูง จนญี่ปุ่นมีขนาดเศรษฐกิจ ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากอเมริกา สินค้าอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ส่งออกไปขายทั่วโลกได้มาก ค่าเงินเยนที่สูง ทำให้สินทรัพย์ สินค้าและบริการในต่างประเทศมีราคาถูกมากเมื่อคิดเป็นเงินเยน มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่บริษัทและคนญี่ปุ่น กว้านซื้อสินทรัพย์ในประเทศต่างๆมาก เศรษฐกิจภายในประเทศ ก็เจริญรุ่งเรือง หลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์มีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้รับผลตอบแทนที่ดี และเร็วมาก จึงมีผู้ลงทุนจำนวนมาก ธนาคารก็ยินดีปล่อยกู้เพื่อการนี้
เมื่อราคาสินทรัพย์และราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นมากแล้ว รัฐบาลกลัวจะเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ จึงขึ้นอัตราดอกเบี้ย และกำชับให้ธนาคารให้ปล่อยกู้ด้วยความระมัดระวัง แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เร็วเกินไป ทำให้ฟองสบู่เศรษฐกิจแตก ส่งผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจอื่นๆ
ต้นทศวรรษ 1990 เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ ที่ต่อเนื่องกันยาวนาน ที่เรียกกันว่า“ ทศวรรษที่สูญหายไป” (lost decade) ความจริงการตกตํ่า มีมานานกว่านั้น คือ ถดถอยตั้งแต่ปี 1990 จนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่สูญหายเพียงหนึ่งทศวรรษ แต่เป็นหลายทศวรรษ ติดต่อกัน จึงมีคนเรียกเป็น หลายทศวรรษที่สูญหายไป (lost decades)
สาเหตุการตกตํ่าทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องยาวนานของญี่ปุ่น สรุปตามหัวข้อได้ดังนี้ คือ ก. นโยบายการเงินที่ผิดพลาด ข. การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ค. จากผู้นำทางเทคโนโลยีของโลก กลายมาเป็นผู้ตาม ง.สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป จ. ไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที สรุปสั้นๆได้ดังนี้
นโยบายการเงินที่ผิดพลาด
เพื่อยับยั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรง ในปีค.ศ. 1989 และ 1990 ธนาคารกลางของญี่ปุ่น ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้ง ทำให้ อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาสแรกของปี 1989 มาเป็นร้อยละเก้าในปลายปี 1990 การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดร็วและรุนแรงส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก หุ้น บ้าน และที่ดิน มีราคาตกลงอย่างรวดเร็ว บุคคลและนิติบุคคลจำนวนมาก ประสบกับการขาดทุน และล้มละลาย หนี้เสียของธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นมาก ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ลุกลามกลายเป็นปัญหาของภาคการเงิน ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจจริง(real sector)โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบมาก เศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงทรุดลงอย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ในต้นทศวรรษ 1980 รัฐบาลอเมริกันมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดภาษีและลดกฎระเบียบที่รียกกันว่า นโยบายเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน(supply-side economics) คิดว่า เมื่อลดภาษีลงแล้ว การผลิตจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีอุปทานมาก ราคาสินค้าจะลดลง อัตราการว่างงาน ก็จะลดลงตามไปด้วย แม้เก็บภาษีในอัตราที่ตํ่า แต่เมื่อผลิตมาก ซื้อขายกันมาก รายรับภาษีอากรของรัฐ ก็จะไม่ตํ่ากว่าเดิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เก็บภาษีได้น้อย โดยรัฐบาลไม่ลดการใช้จ่าย ( อเมริกาต้องแข่งกับสหภาพโซเวียตในการสร้างแสนยานุภาพของกองทัพ ) จึงเกิดการขาดดุลงบประมาณจำนวนมาก รัฐบาลต้องกู้เงินจากตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ยในอเมริกาสูงขึ้นมาก เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาก ทำให้เงินดอลล่าร์มีค่าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต่อการส่งออก และนำเข้า อเมริกา ต้องประสบการขาดดุลขนาน(twin deficits) คือ ขาดทั้งดุลงบประมาณ และดุลการค้า ควบคู่กัน
อเมริกาขาดดุลการค้าปริมาณมาก ติดต่อกันหลายปี แต่ประเทศอื่น โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น และ เยอรมันเกินดุลมาก อเมริกาเห็นว่า การที่จะแก้ปัญหาดุลการค้าได้ ประเทศต่างๆต้องปรับอัตราแลกเปลี่ยน ในเดือน กันยายน ปี ค.ศ.1986 รัฐมนตรีคลังของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมัน อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เวลานั้น จึงจัดประชุมที่โรงแรมพลาซ่าในนิวยอร์ก และมีข้อตกลงพลาซ่า(Plaza Accord)เห็นพ้องต้องกันว่าญี่ปุ่น เยอรมัน และประเทศที่เกินดุลการค้ากับอเมริกาต้องปรับค่าเงินของตนให้สูงขึ้น และอเมริกา ต้องลดค่าเงินดอลลาร์ลง หลังจากนั้น ค่าเงินเยนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าเงินดอลล่าร์ก็ลดลงมาก สินค้าญี่ปุ่นเมื่อคิดเป็นเงินตราต่างประเทศแล้ว มีราคาสูงขึ้นมาก ในครึ่งหลังของทศวรรษ 1980 บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากจึงออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการขึ้นค่าเงิน
การปรับเปลี่ยนค่าเงิน มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทำให้การส่งออกลดลงมาก อุตสาหกรรมญี่ปุ่น ที่เคยมีความแข็งแกร่ง ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว แม้การออกไปลงทุนในต่างประเทศมีส่วนช่วยได้บ้าง แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินในเวลาต่อมา กลับซ้ำเติมปัญหา ของสถานประกอบการ บริษัทญี่ปุ่น ต้องปรับตัวโดยการลดการลงทุน และลดค่าใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนา ประกอบกับการผงาดขึ้นของเศรษฐกิจจีนและประเทศอื่นๆ ความสามารถในการแข่งขันโดยเปรียบเทียบ ของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น จึงลดลงอย่างรวดเร็ว
การปรับเปลี่ยนค่าเงินอย่างรวดเร็ว ถือได้ว่า เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่น ถดถอยต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน การลดการวิจัยและพัฒนา ในช่วงที่เทคโนโลยีของโลก เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ญี่ปุ่นต้องถดถอยไปนาน
โดยทั่วไป คนญี่ปุ่น มีวินัย และขยันขันแข็ง แต่มักไม่ยอมปรับตัวตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา โลกได้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ สถานการณ์โลกเปลี่ยนไปมาก เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ญี่ปุ่นมีอุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิคส์ ที่แข็งแกร่งใน ช่วงทศวรรษ 1970-1980 แต่สูญเสียความสามารถดารแข่งขันในครึ่งหลังของทศวรรษ 1980 อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์ของประเทศอื่นได้เปลี่ยนไป มีการใช้อุปกรณ์กึ่งตัวนำ(semi-conductor) เป็นกันอย่างกว้างขวาง ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลี มีการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมกึ่งตัวนำ แต่ญี่ปุ่นไม่ได้ทำ
ในทศวรรษ 1970- 1980 อเมริกาขาดดุลการค้าแก่ญี่ปุ่นมาก จึงไปสนับสนุนให้ เกาหลีและไต้หวัน พัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์กึ่งตัวนำเพื่อแข่งขันกับญี่ปุ่น ขณะที่ญี่ปุ่น ที่เคยมีอุตสาหกรรมเครื่องไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง กลับไม่พัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศ และกึ่งตัวนำ หลังจากนั้น โลกมีการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(เอไอ)
( artificial intelligence )และนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ญี่ปุ่นก็ล้าหลังประเทศอื่นในเรื่องเอไอ การที่ฟองสบู่แตก เศรษฐกิจทรุดตัว อุตสาหกรรม ลดการลงทุน และลดการใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนาลงในช่วงที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็วจึงทำให้ญี่ปุ่นตกขบวนเทคโนโลยี
อีกปัญหาหนึ่ง คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังคน และการพัฒนาในภาคเศรษฐกิจต่างๆ การที่สังคมมีคนวัยเกษียณมาก ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง แต่มีค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลคนสูงวัยมาก สร้างภาระทางการคลัง ทำให้งบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา ของรัฐบาลจึงลดลงไปมาก
กล่าวโดยรวมแล้ว เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ของญี่ปุ่น ที่เคยแข็งแกร่งมาก ได้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันลงมาก ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป
ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 จีนพัฒนาอย่างรวดเร็ว สินค้าอุตสาหกรรมของจีนส่งออกไปขายทั่วโลก เริ่มจากสินค้าใช้แรงงานและทรัพยากรธรรมชาต ต่อมา ได้เปลี่ยนเป็นสินค้าที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีมากขึ้น สินค้าของจีนหลายอย่าง เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า(รถอีวี) อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า มีส่วนแบ่งในตลาดโลกมากขึ้น จีนก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีการผลิตและการค้าในสินค้าอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดในโลก เกาหลี และไต้หวัน ก็มีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์ที่ก้าวหน้า แต่ญี่ปุ่นได้กลายเป็นประเทศที่มีภาคอุตสาหกรรมที่ล้าหลังกว่า
ในสี่ห้าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจ สังคม การเมืองโลก มีการเปลี่ยนแปลงมาก ในทางเศรษฐกิจ มีการกีดกันทางการค้า และเทคโนโลยี ในทางสังคม ประชาชนในประเทศต่างๆ มีความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ และทรัพย์สินมากขึ้น คดีอาชญากรรมมีมากขึ้น การระบาดของโรคโควิดมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม ในทางการเมือง ประเทศในภูมิภาคต่างๆของโลกมีความขัดแย้งกันจนเกิดสงคราม ทำให้มีคนต้องบาดเจ็บล้มตายไปมาก สถานการณ์เหล่านี้ กระทบต่อประเทศต่างๆทั่วโลก ญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบ เศรษฐกิจได้รับความเสียหาย ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงมาก การอ่อนตัวของค่าเงินเยน ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของญี่ปุ่นเมื่อคิดเป็นเงินดอลล่าร์แล้วลดลง โดยทั่วไป การลดลงของค่าเงินเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ จะกระตุ้นให้มีการส่งออกมากขึ้น และการนำเข้าลดลง แต่มูลค่าการส่งออกของญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เพราะความสามารถการแข่งขันของสินค้าญี่ปุ่นเสื่อมถอยลง การนำเข้า ก็ลดลงไม่มาก การผลิต การบริโภคในญี่ปุ่นมีระดับตํ่ากว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ แม้รายรับการท่องเที่ยวจะสูงขึ้น จากที่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นมากนัก
ไม่ได้ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจเมื่อประสบกับปัญหา
แม้รัฐบาลญี่ปุ่นสมัยต่างๆ หลังปี 1990 มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการลดอัตราดอกเบี้ย เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐบาล แต่ไม่ได้ช่วยกระตุ้นได้มากนัก มีคนกล่าวว่า ญี่ปุ่นติดกับดักสภาพคล่อง(liquility trap ) คือ ลดดอกเบี้ยลงต่ำมากแล้ว แต่การบริโภคและการลงทุน ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น คนญี่ปุ่นมีความมัธยัสถ์ ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ออมเงินมาก ยิ่งเศรษฐกิจตกต่ำ อนาคตไม่แน่นอน ก็ยิ่งออมเงินมากขึ้น สถานประกอบการ การค้า อุตสาหกรรม เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ขายของได้ไม่มาก ก็ไม่ลงทุนเพิ่ม แม้ดอกเบี้ยจะลดลงมาก ก็ไม่กู้เงิน นโยบายการผ่อนคลายทางการเงิน จึงใช้ไม่ได้ผล การใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ประสบผลได้ไม่มาก
ในเมื่อนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ทั้งนโยบายการเงิน การคลัง และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไม่ทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมา ก็ต้องใช้นโยบายด้านอื่น ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยต่างๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ถึงปัจจุบัน ยังไม่มีนโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพแต่อย่างใด
ในปลายปีค.ศ. 2012 อาเบะ(Shinzo Abe) ได้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เขาตั้งใจทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ซบเซามานานกว่า สองทศวรรษฟื้นตัว จึงมีนโยบายเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า ”เศรษฐศาสตร์ของอาเบะ“(Abenomics) ซึ่งมีลูกศรสามลูก คือ 1. ผ่อนคลายทางการเงิน ลดอัตราดอกเบี้ยลง และอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 2.เพิ่มรายจ่ายของรัฐบาล 3. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดภาษี กระตุ้นการลงทุน ในการทำวิจัยพัฒนาเพิ่มขึ้น
อาเบะตั้งใจทำให้ประชาชนมีการใช้จ่าย ลงทุนและบริโภคเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าหมายว่า จะผลักดันราคาสินค้าบริการ สูงให้ถึงระดับร้อยละสองต่อปี นโยบายลูกศรสามลูกนี้ใช้อยู่หลายปี แต่ประสบผลสำเร็จไม่มาก เศรษฐกิจญี่ปุ่นกระเตื้องขึ้นบ้าง การส่งออกเพิ่มขึ้นบ้าง แต่การบริโภคและการลงทุนเพิ่มไม่มาก แม้อัตราดอกเบี้ย จะลดลงจนถึงระดับติดลบ แต่อนาคตที่ไม่แน่นอน ทำให้ประชาชนไม่กล้าบริโภคเพิ่มขึ้น ธุรกิจไม่เพิ่มการลงทุน การทุ่มเทงบประมาณสร้างสิ่งสาธารณูปโภคของรัฐบาล ก็กระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก ลูกศรตัวที่สาม: การปฏิรูปเศรษฐกิจ หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ถือได้ว่า ประสบความล้มเหลว คือ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่นโยบายการคลังที่ลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่าย ทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณมากขึ้น
ตั้งแต่เริ่มทศวรรษ 2020 ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอ ของเศรษฐกิจโลก การระบาดของโรคโควิด กระแสการกีดกันทางการค้า สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมามาก เศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงยังมีภาวะซบเซา ไม่มีวี่แววที่จะฟื้นตัวขึ้นมาได้
เพื่อแก้ปัญหาการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขัน ญี่ปุ่นจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พัฒนาเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เป็นประโยชน์ แม้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อาจต้องใช้เวลาหลายปี กว่าจะเห็นผลได้ชัดเจน แต่ถ้าไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ก็จะทำได้ยาก







