กิติมา อมรทัต ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (3)

กิติมา อมรทัต ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (3)
จรัญ มะลูลีม
งานแปลวรรณกรรมที่เกี่ยวกับอินเดีย (ต่อ)
แม่เฒ่าโนรี
เป็นหนังสือ รวมเรื่องสั้นของอินเดียที่บันทึกถึงผู้หญิงภายใต้วัฒนธรรมอินเดียเอาไว้อย่างน่าสนใจ นับเป็นรวมเรื่องสั้นชั้นยอดเยี่ยมของอินเดียอย่างแท้จริง กิติมา อมรทัตมอบหนังสือเล่มนี้ให้โดยเขียนเอาไว้ว่าให้มะฮ์ (ดร.จรัญ) 14 ธ.ค. 92 สำนักพิมพ์เจนเดอร์เพรส จัดพิมพ์ในปี 2535 เป็นงานชุดรวมเรื่องสั้นที่มูลนิธิเพื่อนหญิงสนับสนุนการจัดพิมพ์ เป็นหนังสือที่มีความยาว 194 หน้า ราคา 85 บาท ในเล่มนี้ กิติมา อมรทัตได้เล่าถึงชีวิตของผู้คนในอินเดียเอาไว้ว่า ยุคสมัยแห่งการกดขี่สตรีในอดีตกาลนั้น นักวิชาการบางท่านได้แบ่งไว้เป็น 2 ยุคสมัย คือยุคแห่งความป่าเถื่อน ในยุคนี้ผู้หญิงไม่ได้รับการถือว่าเป็นมนุษย์ พวกเธอมีสถานภาพเท่ากับทาสหรือสัตว์ที่ต้องทำงานหนักเท่านั้น ผู้ชายสามารถ ซื้อขายผู้หญิงได้ สามีสามารถยกภรรยาให้ผู้อื่นเป็นการชดใช้หนี้สินได้ กับยุคแห่งอารยธรรมกรีก โรมัน อียิปต์ และเปอร์เซีย (ก่อนอิสลามเกิด) สถานภาพของผู้หญิงสูงขึ้นบ้างในด้านวัตถุ แต่ในด้านจิตใจและสังคมนั้นยังไม่ถือว่าผู้หญิงเป็นมนุษย์และยังไม่มีสิทธิอันใดตามกฎหมาย ผู้หญิงยังคงเป็นสินค้าที่ถูกซื้อขายได้ และเมื่อจำเป็นก็ต้องยอมสละชีวิตได้ด้วย สำหรับผู้ชายนั้นเธอมิได้เป็นอะไรมากไปกว่าของเล่น เป็นเหมือนตุ๊กตาที่ได้รับการพะเน้าพะนอเอาใจในยามรัก แต่เมื่อหมดเสน่ห์เธอก็จะถูกทิ้งขว้าง เธอไม่มีสิทธิ์ทำตามความดีของตนเอง เพราะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับของพ่อ ของผัว หรือลูกชาย ในออสเตรเลีย ผู้หญิงถูกถือว่าเป็นวัวงาน ในยามข้าวยากหมากแพงผู้หญิงจะถูกฆ่าเอาเนื้อมากินเป็นอาหารในกรุงบาเบลหญิงที่มีวัยย่างเช้าเขตมีเหย้ามีเรือนได้จะถูกพ่อแม่ขายไปในราคาแพง ๆ ทั้งๆ ที่เธอไม่เต็มใจ ในอินเดีย เมื่อสามีตายไป ภรรยาจะต้องเผาตัวตายตามไปด้วย ในหมู่ชาวยิว บิดาสามารถยกลูกผู้หญิงให้ใครก็ได้ ในแหลมอาระเบีย ลูกผู้หญิงถูกฝังทั้งเป็น ในประเทศกรีซ ผู้หญิงถูกซุกซ่อนไว้ในบ้าน ไม่มีบทบาทอันใดในสังคม เดมอสคัน นักพูดผู้มีชื่อของกรีกเคยกล่าวว่า “เราต้องการผู้หญิงขี้เล่นไว้หาความสำราญ ส่วนเมียนั้นเอาไว้ทำลูก” มนูผู้ตรากฎหมายของชาวฮินดูกล่าวว่า “สตรีนั้นโสโครกเหมือนดังความเท็จ”
ในสมัยแห่งจักรวรรดินิยม สตรีก็ถูกกดขี่อีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้การกดขี่มีมาในนามแห่งเสรีภาพ ผู้หญิงกลายเป็นตุ๊กตาคอยโฆษณาสินค้าของนายทุน ศักดิ์ศรีของผู้หญิงถูกลดลงแค่เท่ากับขนาดของความสวยงามของเรือนร่าง ซึ่งมีไว้บำเรอกาม ทัศนะของศาสนาและปรัชญาตะวันตกถือว่า ผู้หญิงคือกาฝาก ไม่มีสิทธิได้รับพรของพระเจ้า ผู้หญิงคือสัตว์ต่ำต้อย สกปรกโสมม ในขณะที่ผู้ชายคือสัตว์ที่สูงส่ง ผู้หญิงเป็นเชื้อแห่งความบาป ผู้หญิงถูกสร้างมาเพื่อผู้ชาย แต่ผู้ชายไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อผู้หญิง
ยุคสมัยดังกล่าวได้ผ่านไปแล้ว แต่กระนั้นผู้หญิงก็ยังคงตกอยู่ในสภาพที่ไม่ดีขึ้นนัก ผู้หญิงยังถูกกดขี่ทั้งในด้านความเป็นอยู่ส่วนตัว ได้รับความบีบคั้นทางจิตใจ ทางสังคม การเงิน จากขนบประเพณีและค่านิยมที่เอาเปรียบผู้หญิง จากความเห็นแก่ตัวของผู้ชายบางคน และจากการยอมจำนน การช่วยตนเองไม่ได้ของผู้หญิงเอง ดังปรากฏอยู่ในบรรดาเรื่องสั้นๆ ต่างๆ เหล่านี้ที่มีผู้เขียนไว้แล้ว และที่ยังไม่มีผู้เขียนก็อีกมากมาย
การที่ผู้แปลได้รวบรวมเรื่องสั้นส่วนใหญ่มาจากนักเขียนอินเดียและอื่นๆ ในทวีปเอเชียนั้น มิได้หมายความว่าจะมีแด่ผู้หญิงในเอเชียหรือในตะวันออกเท่านั้นที่ถูกกดขี่ แม้สตรีในตะวันตกก็ยังมิพ้นจากการกดขี่ในอีกรูปแบบหนึ่ง คือรูปแบบที่มีคำว่า ความเสมอภาค และเสรีภาพ เป็นคำขวัญ และใช้กามารมณ์ และลัทธิทุนนิยมกับวัตถุนิยมเป็นเครื่องมือ ดังนั้นเหตุผลที่ผู้แปลได้นำเอาเรื่องราวที่มีนักเขียนชาวอินเดียเป็นผู้เสนอเป็นส่วนใหญ่จึงเป็นเพราะว่าผู้แปลเห็นว่านักเขียนอินเดียนั้นมีความชำนาญและมีศิลปะในการเสนอเรื่องแบบนี้อย่างดียิ่ง มีความลึกซึ้งและจริงจัง ผู้แปลได้พยายามเลือกสรรเรื่องราวในด้านต่างๆ มาเสนอเพื่อชี้ให้เห็นภาพการกดขี่ทางเพศที่ผู้หญิงได้รับอยู่อย่างรอบด้าน
อีกประการหนึ่ง นักเขียนที่ผู้แปลรวบรวมมาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นนักเขียนกลุ่มสังคมนิยมที่มีชื่อเสียงของอินเดีย ผู้ล้วนแต่ไม่พอใจกับสภาพสังคมอันแข็งกร้าวของชาวฮินดู เช่นสภาพของผู้หญิงหม้ายและผู้หญิงยากจน ซึ่งถือว่าเป็นกากเดนของสังคม การกีดกันการแต่งงานต่างวรรณะ การเรียกร้องเงินสินสอดสูงๆ ประเพณีที่ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นผู้ไร้สิทธิไร้เสียง การทำร้ายและข่มขืนสตรีในยามสงคราม การแต่งงานตั้งแต่อายุน้อยเกินไป ปัญหาโสเภณี ความไร้สุขของผู้หญิงที่มิอาจเลือกคู่ของตนเองได้ การทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวใหญ่แบบอินเดีย ฯลฯ เป็นต้น
ตามประวัติวรรณกรรมของอินเดียนั้น การแหวกทางจากขนบธรรมเนียมโบราณอย่างจริงจังเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1934 เมื่อนักเขียนชื่อ พ.ย. เทศบัณเท ได้เขียนเรื่อง พันพันธะ ส่งเสริมการแต่งงานด้วยความรักระหว่างหนุ่มพราหมณ์ ตระกูลสูงกับหญิงโสเภณีตระกูลต่ำ งานวรรณกรรมภาษาฮินดีในระยะนี้เป็นสมัยของเปรมจันท์ โกชิค ประทาปนารายณ์ ศรีวัสตาวะ ผกาวาดี จรัญวรมา สุดาจันทร์และนักเขียนอื่นๆ ผู้เดินตามรอยเท้าของเปรมจันท์ นักเขียนเหล่านี้ได้ใช้การเขียนนวนิยายสังคมเป็นเครื่องมือปฏิรูปสังคม และโฆษณาปลุกเร้ามนุษยธรรม นักเขียนดีๆ ส่วนใหญ่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมที่เขาได้เห็นอยู่ การเขียนของพวกเขาคือการต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคม สำหรับเปรมจันท์และนักเขียนที่ถืออุดมคติเดียวกับท่านนั้น การเขียนเรื่องคือกิจกรรมที่มีความมุ่งหมาย ดังที่เปรมจันท์เองได้กล่าวว่า “… เราจะต้องแน่ใจว่างานวรรณกรรมของเรามีคุณภาพที่จำเป็นเหล่านี้คือ มีความคิดที่สูงส่ง มีลมหายใจของอิสรภาพ มีความงามและวิธีเขียนที่กระจ่างชัด และสะท้อนภาพความสงบหรือความวุ่นวายของชีวิตได้อย่างชัดเจน มันต้องให้จุดหมายแก่เรา ต้องทำให้เรามีชีวิตอยู่ ต้องทำให้เราคิด….” บทบาทของนักเขียนกลุ่มก้าวหน้าเหล่านี้ก็คือ นำเรื่องที่เขาเขียนให้มาใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่น่าขนลุกขนพอง สกปรกโสมมและเปล่าเปลือยให้มากขึ้น คือเข้ามาใกล้ชีวิตที่เปล่าเปลือยไร้เครื่องตกแต่ง ชีวิตที่ไหวระริกอยู่ภายใต้ตะไคร่แห่งระบบศักดินาและใต้กองเศษเหล็กขี้สนิมเกรอะกรัง พวกเขาถือว่าการปฏิวัตินั้นต้องเป็นจองจริง มิใช่เป็นเพียงความฝัน ดังนั้นสตรีแบบใหม่ก็ผุดขึ้นมาในเรื่องราวที่พวกเขาเขียน เป็นผู้หญิงที่มีสิทธิอิสระ มีความรับผิดชอบทั้งในครอบครัวและในสังคมส่วนร่วม แทนที่จะเป็นแต่ผู้หญิงอ่อนแอ เบื้อใบ้ ไร้การศึกษาและถูกลิดรอนอิสระเสรีในทางที่ถูกต้อง

งานแปลวรรณกรรมที่เกี่ยวกับรัสเซีย
ผลงานการแปลของกิติมา อมรทัต ที่เกี่ยวกับรัสเซียมีอยู่หลายเล่มที่มอบให้ผมไว้อ่านได้แก่ อีเดียด (The Idiot) ของฟีโอดอร์ ดอสโตยเยียฟกี้ โดยกิติมา อมรทัต ใช้นามแปลว่ารติกร กีรติ กล่าวกันว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในยอดวรรณกรรมคลาสสิกของดอสโตเยียฟสกี้
โดยกิติมา อมรทัต ได้มอบหนังสือเล่มนี้ให้ผมเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2541 โดยเขียนว่า สำหรับมะห์ และยังเขียนไว้ใกล้ๆ ข้อความที่มอบให้ด้วยว่าต้องใช้เวลาอ่านหน่อยนะ ซึ่งก็น่าจะต้องใช้เวลาอ่านอยู่หรอกเพราะเมื่อแปลเป็นไทย รวมทั้งคำนำจากสำนักพิมพ์ก็จะมีความยาวถึง 824 หน้า จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สมิต ชุดวรรณกรรมคลาสสิก ในปี 2541
เป็นผลงานก่อนนวนิยายอันยิ่งใหญ่ของดอสโตเยียฟสกีเรื่องพี่น้องคารามาซอฟ และเป็นผลงานในช่วงท้ายๆ ในชีวิตของเขา เป็นเรื่องราวของชีวิตมนุษย์ที่เคารพตัวตนของตนเองเป็นด้านหลัก อีเดียด ราคา 597 ความยาว 824 หน้า

นางในฝัน
เป็นงานรวมเรื่องสั้นของดอสโตเยียฟสกี้ โดยกิติมา อมรทัต เขียนคำมอบหนังสือเล่มนี้เอาไว้ว่าขอมอบให้จรัญ-นิง ด้วยัรักตามมาด้วยลายเซ็น และวันที่มอบหนังสือนี้ให้คือ 18 กรกฎาคม 2542 จัดพิมพ์จำหน่ายโดยสำนักพิมพ์สมิต ความยาว 180 หน้า ราคา 140 บาท โดยนางในฝันมีอยู่ 2 ภาคตามมาด้วย เรื่องสั้น ฝันของคนบ้า แม้จะเป็นเรื่องสั้นแต่คุณค่าทางวรรณกรรมยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะท้อนชีวิตมนุษย์สามัญธรรมดาในสังคมที่เต็มไปด้วยฉากชีวิตอันหลากหลาย

มาการ คนยากไร้
เป็นผลงานของสำนักพิมพ์เดียวกัน และนักเขียนคนเดียวกันที่เน้นถึงวรรณกรรมของผู้ยากไร้ เป็นหนังสือที่มีความยาว 152 หน้า ราคา 145 บาท

ปริศนาชีวิต
สำหรับหนังสือเล่มนี้ กิติมา อมรทัต เขียนคำมอบให้ผมว่าให้มะห์ที่รัก -นิงที่รัก และตามมาด้วยลายเซ็น เป็นชุดวรรณกรรมคลาสสิก โดยคนเขียนคนเดียวกัน คนแปลคนเดียวกัน และจัดจำหน่าย โดยสำนักพิมพ์เดียวกัน ความยาว 127 หน้า ปริศนาชีวิตเป็นงานว่าด้วยปรัชญาชีวิตที่เต็มไปด้วยแง่คิดและความงามของชีวิตมนุษย์

ความตายของฮัจญีมุร็อต
อาจเป็นงานเล่มเดียวของลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) ที่ได้กล่าวถึงชีวิตการต่อสู้และชะตากรรมของชาวมุสลิมรัสเซีย อย่างฮัจญี มุร็อด โดยหนังสือเล่มนี้ โปรยหน้าปกเอาไว้ว่าเพียงคำว่าชนะ มนุษย์ก็ทำลายล้างกันสุดคณานับ มีบ้างไม่ยอมแพ้ แม้ต้องแลกกับความตายสำนักพิมพ์สมิตนำเสนอ เป็นผลงานชุดวรรณกรรมคลาสสิก ของสำนักพิมพ์สมิต ราคา 118 บาท ความยาว 184 หน้า
วรรณกรรมจีน
แม้กิติมา อมรทัต จะมีงานแปลวรรณกรรมจีนไม่มากนักแต่ก็ให้ความสนใจวรรณกรรมจีนเช่นกัน งานที่กิติมาแปลเอาไว้ก็เช่น

ไฟแค้น
ไฟแค้นเป็นรวมเรื่องสิ้นแปลจากจีนจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์การเวกในปี 2521 ความยาว 515 หน้า ราคา 68 บาท เรื่องสั้นที่โดดเด่นในเล่มคือบันทึกของคนบ้าของหลูซุ่น นอกจากบันทึกของคนบ้าแล้วความน่าสนใจในเล่มนี้อยู่ที่การนำเสนอความเคลื่อนไหวทางวรรณกรรมของจีนใหม่ที่กล่าวถึงแวดวงวรรณกรรมจีนประเทศที่กำลังทวีความสำคัญขึ้นมาในโลกปัจจุบันได้อย่างเห็นภาพ








AssalamuAlaikumwaRahmatullahiwaBarakatuh
May Peace, mercy and blessings of Allah (SA) be upon you
والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته
ขอให้ทุกท่านมีความสงบสุขความเมตตาและพรจาก Allah (SA)