ใครกันแน่ระเบิดสะพานไครเมีย

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
ใครกันแน่ระเบิดสะพานไครเมีย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการระเบิดสะพานไครเมีย หรือมีชื่อเป็นทางการว่าสะพานเคิร์ส ครั้งที่แล้วใช้คนขับรถบรรทุกแล้วแอบพ่วงระเบิดไปด้วย ทำให้สะพานพังไปบางส่วน ต้องปิดชั่วคราวร่วมเดือนจึงซ่อมเสร็จ
คราวนี้ระเบิดที่ใต้สะพานจากใต้น้ำ โดยใช้โดรน ซึ่งรัสเซียกล่าวหาว่าเป็นฝีมือยูเครน แต่ทางการยูเครนไม่เคยออกมายอมรับทั้ง 2 กรณี หรือกรณีอื่นๆที่มีการก่อวินาศกรรม หรือถ้าเรียกอีกอย่างก็ต้องบอกว่าเป็นการก่อการร้าย
ทว่ายูเครนก็มีวิธีปล่อยข่าวออกมาผ่านสื่อตลอดจนสื่อออนไลน์ว่าเป็นฝีมือของตน โดยเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างหน่วยความมั่นคงกับหน่วยทหารเรือ
แต่มีแหล่งข่าวจากยูเครนที่ไม่เปิดเผยที่มา แต่แจงรายละเอียดที่แตกต่างออกไปว่า

“อังกฤษมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการก่อการร้ายในครั้งนี้ นั่นคือ อังกฤษได้จัดส่ง REMUS 600 โดรนใต้น้ำที่ทันสมัยให้ยูเครน และยังมอบระเบิดแรงสูงเพื่อปฏิบัติการในครั้งนี้ ทั้งนี้แหล่งข่าวยังอ้างด้วยว่าโดรนนี้ถูกส่งลงน้ำด้วยเรือขนธัญพืช ที่พึ่งออกเรือเพื่อเดินทางผ่านตุรกี ตามข้อตกลง 3 ฝ่าย ตุรกี รัสเซีย ยูเครน และมี UN เป็นเจ้าภาพ คาดว่าจะเป็นเรือลำสุดท้ายที่จะออกเดินทางจากโอเดสซ่า ก่อนครบกำหนดข้อตกลง และโดรนใต้น้ำนี้น่าจะมีการลักลอบเข้ามาทางโรมาเนีย
โดยเรือขนธัญพืชนี้มีจุดหมายปลายทางที่เนเธอแลนด์เพื่อส่งธัญพืช”
เป็นที่น่าสังเกตว่า สหราชอาณาจักรนั้นมีความเห็นขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่ต้องการแช่แข็งสงครามนี้ เพื่อให้รัสเซียติดหล่ม
แต่สหราชอาณาจักรต้องการให้มีการขยายเขตของสงครามและการเพิ่มความรุนแรง เช่น การส่งขีปนาวุธพิสัยไกล STORM SHADOW ไปให้ยูเครน ทั้งๆที่รู้ว่าไม่อาจควบคุมยูเครนมิให้ยิงขีปนาวุธเข้าไปในดินแดนรัสเซีย
ส่วนสหรัฐฯ นั้น แม้จะส่งอาวุธร้ายแรงให้ เช่น ระเบิดดาวกระจาย (CLUSTER BOMB) และ F-16 ก็มีวิธีการจำกัดขอบเขตอยู่ในพื้นที่ของยูเครน เพราะสหรัฐฯใช้ระบบดาวเทียมคอยควบคุมการปฏิบัติการและต้องการให้เป็นสงครามยืดเยื้อ
แต่การโจมตีสะพานไครเมียในครั้งนี้ เท่ากับเป็นการไปทำลายกล่องดวงใจของประธานาธิบดีปูติน
แม้ว่าจะทำลายได้ทางการขนส่ง โดยรถยนต์แต่สะพานรถไฟยังใช้ได้เป็นปกติ ซึ่งก็จะเป็นการยั่งยุมอสโกให้ทำการตอบโต้อย่างรุนแรง
ดังนั้นถ้ารัสเซียไม่หาทางตอบโต้การปฏิบัติการแบบอสมมาตรของอังกฤษ ก็เท่ากับว่าเครมลินปล่อยปละละเลยให้การก่อวินาศกรรมหรือการก่อการร้ายนี้ของกลุ่มนีโอนาซีในยูเครนเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
ส่วนสหรัฐฯ นั้นมียุทธศาสตร์ในการดึงรัสเซียให้ตกหล่มในสงครามยูเครน และบั่นทอนเศรษฐกิจรัสเซีย ยิ่งถ้ารัสเซียพยายามขยายขอบเขตของสงครามจากการรักษาพื้นที่ด้วยการตั้งรับ ไปสู่การรุกขยายพื้นที่ก็ยิ่งจะต้องใช้กำลังพลและงบประมาณอีกมหาศาล

หากมองย้อนหลัง การก่อการร้ายครั้งที่รุนแรงที่สุดของตะวันตกต่อรัสเซีย ก็คือ การลอบวางระเบิดท่อส่งก๊าซจากรัสเซียไปเยอรมนี โดยเดินท่อไปใต้ทะเลบอลติค
การระเบิดครั้งนั้นต่างไม่มีใครออกมาประกาศความรับผิดชอบแต่ต่อมาก็มีการแฉโดยนักหนังสือพิมพ์ระดับรางวัลพูลลิสเซอร์ของสหรัฐฯ นายซีมอร์ เฮิร์ส ว่ามันเป็นผลงานของหน่วยงานจารกรรมสหรัฐฯ
ซึ่งต่อมาก็มีการปฏิเสธจากทางการสหรัฐฯ และโยนไปให้ว่าเป็นผลงานของกลุ่มผู้นิยมยูเครน ซึ่งตามข้อเท็จจริงการทำงานวินาศกรรมในระดับนั้น ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำลายใต้น้ำ และต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศใกล้เคียง เช่น เดนมาร์ก หรือสวีเดน
และคนที่เสียประโยชน์ก็คือรัสเซีย เยอรมนี และเนเธอแลนด์ ที่ร่วมลงทุนในโครงการ NORD STREAM 1 และ 2 เพื่อส่งก๊าซไปขายในยุโรป โดยเยอรมนีได้รับผลประโยชน์มากจากพลังงานราคาถูก เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาอุตสาหกรรมของตนจนเศรษฐกิจเยอรมันเข้มแข็ง
ทว่าเมื่อมีการแซงก์ชั่นนำโดยสหรัฐฯ เยอรมนีก็ต้องซื้อก๊าซและพลังงานราคาแพงจากสหรัฐฯ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และเศรษฐกิจทรุดโทรม
ยังมีการวินาศกรรมหรือการก่อการร้ายอื่นๆ ที่ตะวันตกน่าจะให้การสนับสนุน เพราะยูเครนไม่มีขีดความสามารถพอ เช่น การส่งโดรนไปโจมตีมอสโก การโจมตีฐานบินยุทธศาสตร์ของรัสเซียที่ตั้งอยู่ห่างชายแดนรัสเซีย-ยูเครน ประมาณ 900 กม. การส่งกองกำลังไปโจมตีพลเรือนที่แคว้นเบลโกรอด ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ข่าวจากฟากตะวันตกอ้างว่าการทำลายสะพานไครเมีย เพื่อตัดการส่งกำลังบำรุงทางทหารของรัสเซีย ที่ส่งผ่านไครเมียไปยังภาคใต้ของยูเครน
แต่ข่าวนี้ก็ขัดแย้งกับข่าวก่อนหน้านี้ เรื่องการก่อกบฏของทหารรับจ้างวากเนอร์ ไปยึดเมืองรอสตอฟ ออนดอน ที่เป็นศูนย์ใหญ่ในการส่งกำลังบำรุงทางทหารให้กับปฏิบัติการของรัสเซียในภาคใต้
และเมืองรอสตอฟนี้ก็อยู่บนชายฝั่งทะเลอาซอฟ ตรงข้ามกับเมืองท่ามาริอูโป ในเขตดอนบาส ไม่ใช่ชายฝั่งทะเลดำ ซึ่งฝ่ายรัสเซียสามารถส่งกำลังบำรุงปฏิบัติการทางทหารในยูเครนได้ 3 ทาง คือ ทางเรือข้ามฝั่งทะเลอาซอฟ ทางบกใช้ถนนเลียบชายฝั่งทะเลอาซอฟไปเข้าเขตดอนบาสแถบโดเนตสก์ หรือขนส่งทางอากาศโดยเครื่องบินลำเลียงทางทหาร โดยไม่ต้องพึ่งพาสะพานไครเมียมากนัก
ดังนั้นการวินาศกรรมสะพานไครเมีย จึงไม่น่ามีผลต่อการส่งกำลังบำรุงทางทหารอย่างเป็นนัยยะสำคัญ แต่อาจเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าพลเรือนไปไครเมียมากกว่า
ประเด็นนี้ก็อาจพิจารณาในรายละเอียดดูว่าจะมีผลมากน้อยเพียงใด ประการแรกแม้เส้นทางโดยรถยนต์ผ่านสะพานไครเมียจะหยุดชะงักลงชั่วคราวเพื่อซ่อมแซมสะพาน แต่สะพานรถไฟยังคงใช้การได้ตามปกติ ประการที่สองรัสเซียยึดไครเมียเมื่อปีค.ศ.2014 ทำให้เส้นทางลำเลียงสินค้าจากแผ่นดินยูเครนถูกตัดขาด

ทว่าสะพานนี้สร้างเสร็จเมื่อปีค.ศ.2018 ดังนั้นคำถามก็คือ 4 ปีที่ผ่านมา ชาวไครเมียอยู่ได้อย่างไรโดยไม่มีปัญหาขาดแคลนสินค้า
เรื่องนี้ต้องเข้าใจว่าไครเมียมีท่าเรือสินค้าและเรือเฟอรี่ ขนส่งทั้งคนทั้งรถ แถมยังมีสนามบินนานาชาติขนส่งคนปีละกว่า 2 ล้าน และขนส่งสินค้าบางประเภทเป็นประจำ
คำถามคือแล้วยูเครนทำลายสะพานทำไม วิเคราะห์โดยเหตุผลยูเครนและสหราชอาณาจักรต้องการยั่วยุรัสเซียให้ขยายสงครามเพื่อให้เกิดการเผชิญหน้ากับนาโต้มากขึ้น
แต่การกระทำดังกล่าวก็เท่ากับเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของยุโรปให้ย่ำแย่ขึ้นและมีผลกระทบกับ EU ซึ่งอังกฤษถอนตัวออกมาแล้ว
ขัดแย้งกับแนวคิดของสหรัฐฯ ที่ต้องการแช่แข็งสงครามเอาไว้ก่อน เพื่อรอเวลาการฟื้นตัวของยุโรปและสหรัฐฯ
อย่างนี้จะเรียกว่าเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆคนยูเครนจะเดือดร้อนมากขึ้น เพราะรัสเซียจะต้องเอาคืนหนักโทษฐานไปแหย่รังแตน ซึ่งก็เป็นจริงเพราะหลังการระเบิด1วัน รัสเซียก็เปิดฉากโจมตืเมืองท่าโอเดสซ่าและเมืองท่านิโคไลอิฟติดกัน2คืนและยังไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไร
นอกจากนี้รัสเซียยังไม่ยอมต่ออายุข้อตกลงส่งธัญพืชในทะเลดำ 3ฝ่ายคือรัสเซีย ยูเครน และตุรเกีย ที่มีUNเป็นเจัาภาพ ทำให้คนอื่นพลอยเดือดร้อนไปด้วย







