INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีเรีย​-ปาเลสไตน์​ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณ​แห่งวันสิ้นโลก​ (46)

1751271562779 edit 472228438216681 207x300 1

ซีเรีย​-ปาเลสไตน์​ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณ​แห่งวันสิ้นโลก​ (45)

โดย​ อดุลย์​ มานะจิตต์

ต่อ…

เยซูไม่เคยเทศนาในความเชื่อศรัทธาดังกล่าวนี้ และอัลลอฮ์ทรงสาธยายอยู่เสมอถึงเหตุการณ์ในทำนองที่จะมีมาในอนาคต ประหนึ่งว่ามันได้บังเกิดขึ้นแล้ว

“เขาจะกล่าวว่า ความจำเริญยิ่งจงมีแด่พระองค์ มันมิเป็นการบังควรแก่ข้าเลยที่ว่า ข้าฯ จะกล่าวในสิ่งที่ข้าฯ ไม่มีสิทธิที่จะ (กล่าว) ถ้าหากข้าฯ กล่าวมัน พระองค์ก็จะทรงตระหนักถึงมันอย่างแน่นอน พระองค์ทรงตระหนักอย่างดีที่สุดในสิ่งที่อยู่ในจิตใจของข้าฯ แต่ข้าฯ ไม่รู้เลยในสิ่งที่อยู่ในพระหฤทัยของพระองค์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงตระหนักดียิ่งในสิ่งพ้นญาณวิสัยทั้งหลาย” (5:116)

“ข้าฯ มิได้กล่าวแก่พวกเขา ยกเว้นแก่สิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัยกับข้าฯ ซึ่งเป็นการรับใช้อัลลอฮ์พระผู้อภิบาลของข้าฯ และพระผู้อภิบาลของพวกท่าน และข้าฯ เป็นพยานให้กับพวกเขาตราบเท่าที่ข้าฯ ร่วมอยู่กับพวกเขา แต่เมื่อพระองค์ทรงทำให้ข้าฯ ต้องตายลง พระองค์ทรงเป็นผู้เฝ้ามองพวกเขา และพระองค์ทรงเป็นพยานต่อสิ่งทั้งมวล หากพระองค์ทรงลงโทษพวกเขา แน่แท้พวกเขาล้วนเป็นข้าทาสของพระองค์ และหากพระองค์ทรงอภัยให้กับพวกเขา ดังนั้นโดยแน่นอนยิ่งพระองค์ทรงไว้ซึ่งมหิทธานุภาพ ทรงรอบรู้อย่างยิ่ง” (5:117-118)

ตามข้อพิสูจน์ที่เชื่อถือได้ อิมาม อัศศอดิกกล่าวไว้ว่า อินญีลถูกส่งลงมา (วิวรณ์) ณ วันที่ 13 ของคืนในเดือนรอมะฎอน ในหะดีษอีกบทหนึ่งซึ่งมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน มันเป็นคืนวันที่ 12

ตามรายงานที่น่าเชื่อถือได้ ปรากฏว่า เมื่ออิมาม ริฎอ สอบถามนักวิชาการคริสเตียนที่เป็นชาวคาทอลิก “ท่าน (ไม่) ได้อ่านในคัมภีร์อินญีลใช่ไหม ดังว่า ฉันกำลังจะกลับไปสู่พระผู้อภิบาลของฉันและของท่านและภายหลังจากนั้น บัรมาลิตา จะมา และเขาจะมายืนยันในการเป็นศาสนทูตของฉัน ดังเช่นที่ฉันกำลังจะให้คำปฏิญาณ(และข้อมูล)ของ(ความเป็นศาสนทูต)ของเขา เขาจะอธิบายในทุกสิ่ง มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะมาชี้ถึงหนทางของกลุ่มต่างๆ และเขาเท่านั้นจะมาโค่นล้มเสาหลักของกุฟร์ (การจาบจ้วง การปฏิเสธ การไม่ศรัทธา)”

คาทอลิก จึงกล่าวตอบว่า ฉันขอยืนยันในสิ่งทั้งหมดที่ท่านกล่าวอ้างมาจากอินญีล เขาจึงถามต่อไปว่า “สิ่งใดก็ตามที่ฉันกล่าวถึงนั้นไม่ได้อยู่ในอินญีลดอกหรือ” เขาจึงกล่าวว่า “ก็ทำไมจะไม่ใช่เล่า” (มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ) อิมามจึงกล่าวว่า “โอ้…คาทอลิก ก็พวกท่านเองมิใช่หรือที่บอกกับพวกเราว่า อินญีลนั้นไม่สามารถหาพบได้แล้ว และจากผู้ใดกันเล่าที่มันถูกค้นพบ และใครกันเล่าที่เป็นผู้จัดเตรียมอินญีลไว้ให้กับท่าน” คาทอลิกจึงกล่าวตอบว่า “วันหนึ่งอินญีลจะสูญหายไป และเราก็หามันไม่พบ จากนั้น(สักระยะหนึ่ง) โยฮันนะกับมัททาย จึงนำมันกลับมาให้กับพวกเราในรูปแบบที่เขียนใหม่สดๆ”

อิมามจึงกล่าวว่า ท่านช่างไม่รู้อะไรเสียเลยเกี่ยวกับความลี้ลับของอินญีลและบรรดานักวิชาการของมัน ถ้าหากว่าในสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริงแล้ว ทำไมพวกท่านด้วยกันทั้งหมดจึงมีความแตกต่างกันในอินญีล หากอินญีลที่มีอยู่ในมือของท่านนั้นเป็นเช่นเดียวกันกับที่มันได้ถูกวิวรณ์ลงมาแล้ว พวกท่านก็ไม่ต้องขัดแย้งกัน ฉันตระหนักถึงความลับที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งของพวกท่าน จงสดับฟังจากฉันเถิด เมื่ออินญีลได้สูญหายไป จึงเป็นเหตุให้ชาวคริสเตียน เข้ามารวมตัวกันอยู่รอบบรรดาผู้รู้ของพวกเขาและกล่าวว่า ‘อีซาได้ถูกสังหารแล้ว และอินญีลก็อันตรธานไปด้วย ทั้งนี้เนื่องจากพวกท่านเป็นผู้ทรงความรู้ จงบอกพวกเราเถิดว่ามีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้ ดังนั้นลูกากับมัรคาบูจึงบอกกับพวกเขาว่า อินญีลยังคงได้รับการปกป้องอยู่ในหัวใจของพวกเรา และดังนั้นเราจะอ่านมันให้กับพวกท่านจำนวนหนึ่งบทในทุกๆ วันอาทิตย์ ฉะนั้นจึงอย่าได้วิตกกังวลและจงอย่าละออกจากที่สำหรับการเคารพภักดีของพวกท่าน จนทำให้มันว่างเปล่า ในทุกๆ วันอาทิตย์เราจะได้แสดงอินญีลให้กับพวกท่านหนึ่งซอฟัร (หนึ่งบท) เมื่อพวกท่านมารวมตัวกัน ดังนั้นลูกา มัรกาบู โยฮันนะ และมัททาย จึงจัดเตรียมอินญีลนี้ร่วมกันเมื่ออินญีลที่เป็นคัมภีร์เดิมได้สูญหายไป บุคคลทั้งสี่นี้เป็นสานุศิษย์ของบรรดาสาวกที่มาก่อนหน้า ท่านทราบถึงเรื่องทั้งหมดนี้หรือเปล่า”

เขากล่าว่า “ไม่เคยเลย ฉันก็เพิ่งได้ยินเรื่องนี้มาจากท่านและบัดนี้ความรู้อันกว้างไกลของท่านเกี่ยวกับอินญีลจึงบังเกิดความสว่างกับฉัน ฉันได้ยินบางสิ่งดังกล่าวนี อันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งมันทำให้หัวใจของฉันบอกกับฉันว่าพวกมันล้วนเป็นสัจธรรมความจริง”

อิมาม กล่าวกับบรรดาผู้ฟังและอัล มะอุมุนว่า “จงเป็นพยานเถิดถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาได้กล่าวไว้และยอมรับสารภาพ” ผู้คนทั้งหมดต่างกล่าวตอบว่าพวกเราขอเป็นพยานต่อสิ่งต่างๆ ทั้งหมดนั้น อิมามจึงหันกลับไปยังคาทอลิก และบอกกับเขาว่า “ด้วยกับความสัตย์จริงของอีซาและมัรยัม จงบอกเราเถิดว่า ท่านทราบหรือไม่ว่ามัททายกล่าวไว้ว่า อีซาเป็นบุตรของดาวูด บุตรอิบรอฮีม บุตรของยะกูบบุตรของยะฮูดา บุตรของคัศชูม และที่ว่า มัรคาบูส ได้บรรยายถึงราชอาณาจักรของอีซา โดยกล่าวว่า เขา (อีซา) เป็นบุตรของมัรยัมและเขานั้นเป็นพระดำรัสของอัลลอฮ์ ที่ซึ่งอัลลอฮ์ได้เข้าไปสู่เขาในรูปของมนุษย์ และเขาจึงเป็นชายผู้หนึ่ง และดังที่ว่าลูกากล่าวว่าอีซาบุตรของมัรยัมและมัรยัมมารดาของเขา ผู้ซึ่งทั้งสองท่านเป็นมนุษย์ซึ่งถูกสร้างด้วยกับเนื้อและเลือด และดังนั้นวิญญาณบริสุทธิ์จึงเข้าสู่เขา และดังที่ท่านกล่าวว่า อีซาได้ให้การเป็นพยานต่อตัวของท่านเอง ด้วยการกล่าวว่า ‘ฉันบอกกล่าวด้วยกับความสัตย์จริงว่าไม่มีผู้ใดจะได้เข้าสวรรค์ ยกเว้นผู้หนึ่งที่เขาจะลงมาจากสวรรค์และที่ว่าเขาเป็นผู้ปิดท้ายที่สูงส่งในบรรดาศาสดา ผู้ซึ่งจะถูกเทิดขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้าและจะกลับมายังโลกอีก’ ดังนั้นท่านจะว่าอย่างไรเกี่ยว…กับเรื่องนี้” คาทอลิกจึงกล่าวตอบว่า “ทั้งหมดนี้เป็นวจนะของอีซา และฉันไม่อาจปฏิเสธมันได้” อิมามจึงถามเขาว่า “ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งที่ ลูกากับมัรกาบูและมัททายกล่าวไว้ถึงอีซาและการที่พวกเขากำหนดคุณลักษณะต่างๆ ให้กับเขา” คาทอลิกจึงกล่าวว่า “พวกเขาทั้งหมดล้วนกล่าวถึงคุณสมบัติที่เป็นเท็จต่ออีซา” ดังนั้นอิมาม จึงกล่าวว่า “พวกท่านไม่ได้ยินหรือว่าเขาได้กล่าวเยินยอสรรเสริญพวกเขาทั้งหมด และกล่าวว่าพวกเขาล้วนเป็นผู้ทรงภูมิวิชาในคัมภีร์อินญีลและกล่าวว่าพวกเขาเป็นผู้สัตย์จริง” จากนั้นคาทอลิก จึงกล่าวว่า “โอ้ท่านผู้เป็นผู้ทรงภูมิของชาวมุสลิม อภัยให้กับฉันด้วยเถิด” ภายหลังจากที่มีการอภิปรายกันอย่างยืดยาว อิมามจึงถามเขาว่า “มิได้มีการกล่าวไว้ในอินญีลดอกหรือว่า จะมีบุตรชายคนหนึ่งของสตรีผู้ทรงคุณธรรมนางหนึ่งมาทำงานเพื่อให้พวกท่านสูงส่งขึ้นและจะมายืนยันและจะแบกภาระอย่างหนัก และอธิบายทุกสิ่งเพื่อท่าน ดังเช่นที่ฉันกำลังยืนยันถึงการเป็นศาสนทูตของเขา ดังเช่นที่ฉันได้นำเอาข้อเปรียบเทียบบางอย่างมาให้กับท่านและที่ว่า เขา(ผู้ที่จะมาภายหลังจากฉัน)จะได้อธิบายความหมายของมันให้กับท่าน โอ้คาทอลิก ท่านจะให้การเป็นพยานไหมว่า สิ่งทั้งหมดเหล่านี้ล้วนอยู่ในอินญีล” คาทอลิก จึงกล่าวว่า “ทำไมจะไม่เป็นเช่นนั้นเล่า (แน่แท้ฉันให้การเป็นพยาน)”

มีหะดีษที่จริงแท้และน่าเชื่อถือได้บทหนึ่ง กล่าวว่า อิมามอัศศอดิก กล่าวว่า มีคำแนะนำสั่งสอนบางประการที่อัลลอฮ์ทรงวิวรณ์มายังอีซา ดังต่อไปนี้ :

โอ้ อีซา ข้าเป็นพระผู้อภิบาลของเจ้า และพระผู้อภิบาลของบรรพบุรุษของเจ้า ข้ามีนามว่า อะฮัด (ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียว) ข้าเป็นเพียงผู้เดียวผู้ซึ่งทรงสร้างทุกสรรพสิ่งด้วยอาตมันของข้าเอง ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งถูกสร้างของข้า และจากการทำของข้า สิ่งทั้งหมดจะต้องกลับคืนสู่ข้าในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ

โอ้ อีซา เจ้าเป็นมะซีฮะฮ์ ผู้ได้รับความจำเริญโดยผ่านทางพระบัญญัติของข้า เจ้าได้ปั้นรูปนกขึ้นหนึ่งตัวด้วยกับดิน และทำให้มันมีชีวิต เจ้าทำคนตายให้ฟื้นคืนชีพด้วยกับพระบัญชาของข้า จงรักษาความรักของเจ้าไว้ให้กับข้า จะไม่มีผู้ใดปลอดภัยจากการลงโทษของข้าได้นอกจากผู้ที่เขาหันมาสู่ข้า

โอ้ อีซา ข้าตักเตือนเจ้าดังผู้ที่กรุณาปราณีและทรงเมตตากับเจ้า ความเมตตาและความรักของข้าที่ให้กับเจ้านั้นถือเป็นความจำเป็นนับตั้งแต่เจ้าขอความบางสิ่งจากข้า ซึ่งทำให้ข้าพึงพอใจ ดังนั้นข้าจึงทำให้เจ้าเป็นผู้มีความเมตตากรุณาอันไพศาล ณ ที่ใดก็ตามที่เจ้าปรากฏตัวอยู่ ข้าขอเป็นพยานให้ว่า เจ้าเป็นข้าทาสของข้า (สิ่งถูกสร้าง) และเป็นบุตรชายของคนรับใช้ของข้า (มัรยัม)

โอ้ อีซา จงจินตนาการถึงข้า ให้อยู่กับตัวเจ้าตลอดเวลา เสมือนกับทุกๆ สิ่งที่เข้ามาในหัวใจของเจ้า จงรำลึกนึกถึงข้าอยู่เสมอเพื่อทำให้เจ้าอิ่มเอิบในวันปรภพ จงแสวงหาความใกล้ชิดกับข้าด้วยกับการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ทั้งในภาคบังคับและในภาคสมัครใจต่างๆ ของเจ้าสัมฤทธิ์ผล จงอย่าได้วางใจต่อผู้ใดนอกเหนือไปจากข้า ทั้งนี้เพราะ (หากเป็นเช่นนั้น) เจ้าก็ได้มอบหมายกิจการต่างๆ ของเจ้าให้กับเขา และข้าก็จะไม่ช่วยเหลือเจ้า

โอ้ อีซา จงอดทนต่อสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับเจ้า ซึ่งมีไปจากข้า และดำรงความยินดีและพึงใจต่อการตัดสินต่างๆ ของข้า จงเป็นดังที่ข้าประสงค์จะให้เจ้าเป็น แน่แท้ข้าพึงพอใจที่ว่าผู้คนควรต้องเชื่อฟังข้า และมิใช่ฝ่าฝืนต่อพระบัญญัติต่างๆ ของข้า

โอ้ อีซา จงรำลึกถึงข้าด้วยกับลิ้นของเจ้า และรักษาหัวใจของเจ้าให้เต็มไปด้วยความรักในตัวข้าอยู่ตลอดเวลา

โอ้ อีซา จงเตรียมตัวให้พร้อมสรรพและตื่นอยู่เมื่อผู้คนไม่ใส่ใจและหลับใหล จงเล่าเรื่องราวต่างๆ ถึงวิทยญาณของข้าต่อผู้คน

โอ้ อีซา จงถวิลหาอาหารต่อรางวัลของข้าและจงตระหนัก

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *