นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(19)

นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(19)
ภาคอุตสาหกรรม(ต่อ)
การประสานงานในการดำเนินนโยบาย
แม้กระทรวงอุตสาหกรรมมีหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ยังมีหน่วยงานอื่นๆจำนวนมากที่มีบทบาทดำเนินนโยบายและมาตรการที่มีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในทางตรงและทางอ้อม เช่น อัตราภาษีในสินค้าและวัตถุดิบอุตสาหกรรมกำหนดโดยกระทรวงการคลัง นโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำกับโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ราคาสินค้าอุตสาหกรรมกำกับโดยกระทรวงพาณิชย์ ภารกิจการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดำเนินการโดยคณะกรรมการและสำนักงานการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ เป็นต้น
การมีหลายหน่วยงานกำกับดูแลเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมนั้น ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของประเทศไทยเท่านั้น ประเทศอื่นก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่ในประเทศอื่น หน่วยงานของรัฐที่ดำเนินนโยบายเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมมีการประสานงานกัน และมีนโยบายที่เป็นเอกภาพ
ปัญหาหนึ่งของนโยบายอุตสาหกรรมไทย คือ ไม่มีทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ชัดเจน ในประเทศอื่น หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมมีการประสานงานกัน นโยบายการอุตสาหกรรมจึงไม่ขัดแย้งกันในประเทศไทย หน่วยงานต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม มักไม่มีการประสานงานกัน
นอกจากนั้น บ่อยครั้ง เมื่อรัฐบาลมีการแถลงนโยบายแล้ว ไม่ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติ การดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมในประเทศไทย มักขาดมาตรการ แผนงาน และโครงการรองรับ และขาดความต่อเนื่อง ในการดำเนินการ นโยบายอุตสาหกรรมที่กำหนดโดยรัฐบาลหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนรัฐมนตรีแล้ว ก็อาจเลิกล้มไป

การขาดความต่อเนื่องในนโยบายอุตสาหกรรม มีให้เห็นเป็นประจำ เช่น นโยบายการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ที่กำหนดขึ้นในช่วงหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ.1997 มีการศึกษาและทำกันอย่างจริงจังในช่วงปี ค.ศ.1998-1999 ยังไม่ทันเกิดผลอะไร ก็ต้องเลิกล้มไป เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล นอกจากนั้น ในกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา มีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยครั้ง รัฐมนตรีอุตสาหกรรมแต่ละคน มักมีโยบายไม่เหมือนกัน และมีเป้าหมายที่เน้นหนักแตกต่างกัน
ในสมัยหนึ่ง รัฐบาลมีการจัดตั้งคณะกรรมการ การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ(คอช.) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้แทนจากกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น กระทรวงการคลัง เกษตร พาณิชย์ แรงงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คมนาคม และตัวแทนภาคเอกชนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้า ตลอดจนมีนักวิชาการที่มีความรู้ทางการพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมเป็นกรรมการ ทำการกำหนดนโยบายและแผนงานการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีเนื้อหาครอบคลุม แต่คอช.มีการประชุมเพียงไม่กี่ครั้งในเวลาสั้นก็ถูกยุบไป จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่
ในประเทศไทย มีหน่วยงานของรัฐบาลบางแห่ง ที่มีภารกิจดูแลหรือส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวาง เช่น คณะกรรมการและสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รับผิดชอบเรื่องการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม คณะกรรมการและสำนักงานส่งเสริมการลงทุน มีหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนโดยการให้สิทธิประโยชน์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีหน้าที่กำหนดนโยบายส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศ แต่ไม่มีคณะกรรมการที่ดูแลการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาพรวม นอกจากมีอยู่เพียงระยะสั้นๆ
การดำเนินนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมของกระทรวงต่างๆ และระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชน จึงไม่ค่อยมีเอกภาพ และขาดการประสานงานกัน แม้แต่หน่วยงานภายในกระทรวงอุตสาหกรรมด้วยกัน ก็ไม่มีการประสานงานกันมากนัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ควรเป็นผู้กำหนดนโยบาย ดูแลให้ทุกหน่วยงานภายในกระทรวงปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนดไว้ แต่ในประเทศไทย ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในกิจการของกระทรวงนั้น แต่เป็นรัฐมนตรีได้ จากที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลส่งมา แม้บางทีอาจมีที่ปรึกษาที่เป็นคนที่มีความรู้ในกิจการของกระทรวงนั้น แต่บ่อยครั้ง รัฐมนตรีมักมีผู้ใกล้ชิดเป็นที่ปรึกษา ส่วนข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้อำนวยการกอง ซึ่งควรเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในภารกิจของกรมหรือกองที่รับผิดชอบ แต่ผู้บริหารเหล่านั้น ก็เปลี่ยนแปลงตำแหน่งอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนรัฐมนตรี สภาพการขาดการประสานงาน และขาดความต่อเนื่องในการทำงาน อาจมีอยู่ในหลายกระทรวง แต่ในที่นี้ จะกล่าวเพียงกระทรวงอุตสาหกรรมเท่านั้น

ภายในกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลภาพรวมของนโยบาย คือ สำนักงานปลัดกระทรวง ซึ่งนอกจากจัดสรรทรัพยากรและบุคลากรภายในกระทรวงแล้ว ยังดูแลสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ตามจังหวัดต่างๆ และมีหน้าที่ดูแลอุตสาหกรรมภายในจังหวัด ซึ่งควรมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมในแต่ละจังหวัด ทั้งประเภท ลักษณะสินค้า ผลดำเนินการ และปัญหาของสถานประกอบการ แล้วนำเสนอข้อมูลเหล่านี้สู่ส่วนกลางเป็นระยะๆ (เช่น ปีละครั้ง และในช่วงที่มีปัญหาเฉพาะหน้า) และเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลการส่งเสริมอุตสาหกรรมในลักษณะต่างๆจากส่วนกลางสู่จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด อาจได้ทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ในเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นเพียงรายงานสภาวะอุตสาหกรรมที่จัดทำโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แต่ยังไม่เห็นรายงานสภาสะหรือสถิติอุตสาหกรรมในจังหวัดต่างๆจากกระทรวงอุตสาหกรรมเลย
กระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ มีบทบาทกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เดิมบทบาทกำหนดนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่โดดเด่นนัก ต่อมาในปีค.ศ.1993 มีการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) ที่มีภารกิจเสนอนโยบายอุตสาหกรรมเป็นองค์รวม กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีบทบาทกำหนดนโยบายมากขึ้น
นอกจากนี้ในกระทรวงอุตสาหกรรม ยังมีหน่วยงานอื่นที่มีบทบาทในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมในลักษณะต่างๆ กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีหน้าที่จดทะเบียนโรงงาน กำหนดข้อปฏิบัติให้โรงงานปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและมลพิษ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีหน้าที่กำหนดและรับรองคุณภาพสินค้าอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ในกระทรวงอุตสาหกรรม ยังมีหน่วยงานที่มีหน้าที่ในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น สำนักงานอ้อยและน้ำตาล ดูแลเรื่องอ้อยและน้ำตาล กรมทรัพยากรธรณี กำกับดูแลให้สัมปทานการทำเหมืองแร่ นำ้บาดาล และเชื้อเพลิงธรรมชาติ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีหน้าที่จัดตั้งและดูแลนิคมอุตสาหกรรมในภูมิภาคต่างๆของประเทศ
สถาบันอิสระในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น สถาบันอาหารและสิ่งทอ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้า ก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม ในประเทศไทย สถาบันอิสระเดิมยังมีอยู่ไม่มาก ที่มีอยู่บ้าง มักก่อตั้งด้วยความร่วมมือของรัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ เช่น สถาบันไทย-เยอรมัน และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งประเทศไทยอ เป็นต้น ต่อมาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (ค.ศ.1992-1996) ทีการตระหนักถึงความสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในการผลิต ส่งออก และจ้างงาน จึงมีการก่อตั้งสถาบันอุตสาหกรรมเฉพาะทางหลายแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีการริเริ่มจัดตั้งโดยรัฐบาล ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของรัฐในระยะแรก หน้าที่สำคัญของสถาบันเหล่านี้ คือ ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่มในด้านต่างๆ เช่น สนับสนุนทางวิชาการ การพัฒนาเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปรับปรุงคุณภาพของสินค้า พัฒนาบุคลากร จัดระบบตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ให้บริการด้านการทดลอง ให้คำปรึกษาทางเทคนิค เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลการผลิตและการตลาด นอกจากนี้ จะจัดทำการวิจัยและสัมมนา เพื่อประเมินสภาพการดำเนินงานของอุตสาหกรรม และสะท้อนปัญหาของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อรัฐบาล
ในกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานที่มีความสำคัญในการกำหนดนโยบายอุตสาหกรรม คือ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) ภารกิจของสศอ.คือ นำเสนอนโยบายและแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม ศึกษาอุตสาหกรรมรายสาขา ศึกษาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของต่างประเทศ สร้างฐานข้อมูล และติดตามประเมินผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ
ในช่วงที่ยังมีคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ(คอช.) สศอ.ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคอช. หน้าที่อย่างหนึ่งของคอช. คือการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ สศอ. จะทำการศึกษาสภาพและปัญหาของอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมเป็นพิเศษ ในช่วงที่ยังมีคอช.อยู่ สศอ.ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการของ คอช. อยู่ในฐานะที่จะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ในปัจจุบัน บทบาทในการประสานงานของ สศอ.ได้ลดลงไปมาก

ข้อจำกัดของสศอ. คือ มีกำลังเจ้าหน้าที่จำกัด และในบางครั้ง ต้องมีภาระงานเฉพาะหน้าบางอย่างที่ผู้บริหารกระทรวงมอบหมาย งานบางส่วนของสศอ. ต้องอาศัยผลการศึกษาวิจัยจากแหล่งภายนอก ถึงแม้ได้ความคิดที่หลากหลายมากขึ้น แต่ก็อาจทำให้ขาดความต่อเนื่อง
การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบายเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป
ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงเวลาห้าทศวรรษที่ผ่านมา ในอดีต อุตสาหกรรมกรรมไทยมีการเจริญเติบโตสูง แต่ในปัจจุบันการขยายตัวของอุตสาหกรรมได้ลดลงไปมาก ปัจจัยหลายอย่างทั้งภายนอกและภายในมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การเจริญเติยโตของอุตสาหกรรมในประเทศไทย ส่วนหนึ่งขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในระดับโลก แต่ในอีกส่วนหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลไทย และการปรับตัวของสถานประกอบการในภาคเอกชน ที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ในปัจจุบัน การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาและข้อจำกัดหลายด้าน: ต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานและทรัพยากรณ์ธรรมชาติเข้มข้นได้ลดลงไปมาก เทียบกับประเทศ ซึ่งมีค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่า แบะมีทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างที่อุดมสมบูรณ์กว่า ในขณะที่การขยับตัวขึ้นสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและแรงงานระดับสูงยังมีข้อจำกัดอยู่มาก
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของเทคโนโลยีและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ผู้กำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเข้าใจ ตระหนักถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มียุทธศาสตร์และดำเนินนโยบายที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์
ในปัจจุบัน แม้มีวัสดุที่ประดิษฐ์ขึ้นไหม่จำนวนมาก แต่อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในภาคการเกษตร เช่น อาหารและผลิตภัณฑ์ยางพารา ยังมีความสำคัญ ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่มีวัตถุดิบการเกษตรอยู่มาก แต่ก็ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดโลก การมีวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์ แม้เป็นข้อได้เปรียบ แต่ยังไม่เพียงพอที่ทำให้อุตสาหกรรมการเกษตรของไทยก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกชั้นนำของโลกได้ ในปัจจุบัน มีหลายประเทศที่นำเข้าวัตถุดิบจากไทย ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจากวัตถุดิบนั้นๆ แล้วส่งออกขายในตลาดโลกได้ ดังนั้น อุตสาหกรรมเกษตร ต้องมีการปรับปรุงวิธีการผลิต และคุณภาพสินค้า มีการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน ก็มีการวิจัยพัฒนานวัตกรรม และรู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่
ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เดิมมีการใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ เครื่องหนัง เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า อัญมณีและเครื่องประดับ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนจากการอาศัยแรงงาน สู่อุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้และทักษะ มีการออกแบบที่ดี มีคุณภาพมาตรฐานสูง นอกจากการผลิตแล้ว การตลาด และการจัดการ ก็ต้องมีการปรับปรุง หน่วยงานของรัฐและเอกชน ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ต้องมีการศึกษา วิจัยฝึกอบรม รวมทั้งมีการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้า เพื่อให้อุตสาหกรรมเหล่านี้รักษาความสามารถในการแข่งขันได้
แม้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก และมีสินค้าอุตสาหกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคสินค้าอุตสาหกรรม เช่น มีความใส่ใจในสินค้าที่ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ยังเป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ อุตสาหกรรมที่มีอยู่ดั้งเดิมและที่เกิดขึ้นใหม่ ล้วนสามารถปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการในสมัยนี้ จากการใช้เทคโนโลยีได้
ในประเทศไทย รัฐบาลชุดที่แล้วได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเน้นหนักในการพัฒนา ที่เรียกว่าอุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟ ทั้งกลุ่มใหม่และเก่า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ ต้องมีการพัฒนาต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรละเลยการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆในกลุ่มอื่น ด้วย
ไม่ว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทางใด การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเป็นนโยบายที่มีความสำคัญ การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่ได้อยู่ที่กำหนดโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ตายตัว แต่อยู่ที่การปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในการนี้ การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคนเป็นสิ่งจำเป็น ประเทศไทยอาจไม่ต้องไปแข่งกับประเทศที่พัฒนาแล้วในเรื่องการสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่ก็ต้องรู้จักนำเทคโนโลยีที่พัฒนามาแล้วมาใช้ประโยชน์ นโยบายอุตสาหกรรม ควรให้ความสำคัญกับการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการส่งเสริมการวิจัยพัฒนา และการสร้างนวัตกรรม
เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทย คือ มีกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมในสัดส่วนสูง สำหรับกิจการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความรู้และเทคโนโลยีใหม่เป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลควรมีมาตรการส่งเสริมสนับสนุนให้กิจการขนาดกลางและขนาดย่อมมีความรู้ความเข้าใจและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้เป็นประโยชน์ต่อการผลิต การจัดการและการจัดจำหน่าย รัฐบาลควรมีมาตรการสนับสนุนให้กิจการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศในลักษณะต่างๆ เช่น การค้นหาข้อมูลข่าวสารการตลาด การซื้อขายสินค้าออนไลน์ การเข้าถึงบริการการส่งเสริมต่างๆของรัฐ
ในยุคที่เทคโนโลยีและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม ต้องปรับปรุงให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ต้องรู้ว่า ประเทศเรามีข้อดีหรือจุดเด่นอะไร และมีข้อบกพร่องอะไรที่ต้องแก้ไข มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไม่แปรเปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง แต่ยืดหยุ่นพอที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลกและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ สิ่งสำคัญคือ เมื่อมีนโยบายแล้วต้องนำสู่การปฏิบัติ โดยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ







