ความคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (3)

ความคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (3): เศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21
ความคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ(3) : โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21
ในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ถึง 2000 โลกก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ประเทศต่างๆเชื่อมโยงกันมากขึ้น มีค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การเปิดเสรีทางการค้า และการแบ่งงานระหว่างประเทศมีมากขึ้น สินค้าต่างๆ มีการแบ่งขั้นตอนการผลิตสู่หลายประเทศ
ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ความร่วมมือระหว่างประเทศลักษณะต่างๆลดน้อยลง การค้า การลงทุนที่เสรีในระดับโลกลดลง เปลี่ยนเป็นความร่วมมือในระดับภูมิภาค และทวิภาคี กระแสโลกาภิวัตน์เปลี่ยนเป็นทวนโลกาภิวัตน์ การกีดกันการค้ามีมากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การรวบรวมและเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล ทำได้สะดวกรวดเร็วขึ้น แต่อาชญากรรมเทคโนโลยี ก็มีมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างประเทศ และระหว่างประชาชนในแต่ประเทศ มีมากขึ้น
แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ แต่เวลาผ่านไปหนึ่งในสี่ศตวรรษ ประเทศส่วนใหญ่ในโลก ยังมีสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่เสื่อมถอยลง ไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่เสื่อมถอยลง ในกรณีของประเทศไทย นอกจากสถานการณ์โลกแล้วสาเหตุความเสื่อมเกิดจากการกระทำของคน โดยเฉพาะจากผู้มีอำนาจในรัฐบาล (นโยบายของรัฐบาลชุดต่างๆหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงค.ศ.2022 โครงสร้างเศรษฐกิจ ปัญหา และนโยบายที่พึงมี ได้เขียนไว้ในบทความชุด “ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร” ซึ่งมี 22 ตอน จะไม่กล่าวซ้ำในที่นี้ ถ้าสนใจอ่านบล็อก”เศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน“ พิมพ์คำ somsaktam ใน Google ก็เข้าอ่านบทความในบล็อกนี้ได้ ในบทความนี้ จะสรุปเพียงสาเหตุความเสื่อมเศรษฐกิจไทยโดยสังเขป)
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21
ใน 25 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย ได้พัฒนาไปในทางที่ไม่พึงปรารถนา เศรษฐกิจขยายตัวตํ่า ความสามารถการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจต่างๆลดลง ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สิน ระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆมีมากขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น จริยธรรมเสื่อม การหลอกลวงมีมากขึ้น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ลดน้อยลง ในด้านการเมืองการปกครอง: ในเวลาส่วนใหญ่ ได้รัฐบาลไม่มีคุณภาพ ทุจริตคอรัปชั่นมีมาก นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม
สภาพสังคมและการเมืองการปกครองที่ไม่ดี ทีผลทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเสื่อมลง ในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทย ไม่ได้ประสบกับวิกฤตร้ายแรง แต่เศรษฐกิจเสื่อมถอยลงมาก มีผู้กล่าวว่า เหตุที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ เกิดจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ มีการกีดกันทางการค้า สงคราม และการแพร่ระบาดของโรคโควิด แต่เหตุใดประเทศอื่นๆในอาเซียนที่เผชิญกับสถานการณ์ของโลกเช่นเดียวกับประเทศไทย จึงพัฒนาได้ดีกว่า (ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยขยายตัวอัตราต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียนโดยส่วนใหญ่)
สาเหตุความตกต่ำของเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21
เศรษฐกิจไทยที่เสื่อมลง เกิดจากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาล สรุปได้ตามหัวข้อต่อไปนี้: ก. การยกเลิกนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ข.นโยบายประชานิยม ค.การทุจริตคอรัปชั่น ง. เศรษฐกิจ สังคม ไม่มีเสถียรภาพ จ. ระบบราชการเสื่อมถอย ฉ. การดำเนินนโยบาย ไม่มีประสิทธิภาพ ช .ผลกระทบจากสถานการณ์โลก ซ.เน้นการกระตุ้น แต่ไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สรุปได้ดังนี้:
การยกเลิกนโยบายที่มีผลต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ในปลายปีค.ศ.1997 มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จากพรรคความหวังใหม่เป็นพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลใหม่ มีนโยบายแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติเศรษฐกิจ นอกจากช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนแล้ว ยังมีนโยบายการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม มีการประชุมระดมสมองระหว่างข้าราชการ นักธุรกิจ และนักวิชาการ ใช้เวลานานหลายเดือน จนได้ข้อสรุปเป็นแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ที่มีโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่อุตสาหกรรม จำนวนมาก และได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินการ
แผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เริ่มดำเนินไปได้ไม่นาน ก็มีการเลือกตั้ง รัฐบาลไทยรักไทยได้บริหารประเทศ รัฐบาลใหม่ ไม่สนใจการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกเลิกโครงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม และเปลี่ยนมาเป็นนโยบายเชิงประชานิยม ประเทศไทยจึงไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้าง
อีกครั้งหนึ่งที่มีการยกเลิกนโยยายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เกิดขึ้นในรัฐบาลเพื่อไทย ในปีค.ศ. 2011 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 มีวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ที่เริ่มต้นในอเมริกาแล้วลุกลามไปทั่วโลก ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบมาก ไปปลายปีค.ศ. 2008 มีการเปลี่ยนรัฐบาล จากพรรคพลังประชาชน(เดิมคือพรรคไทยรักไทย แต่เปลี่ยนชื่อพรรค เพราะพรรคเดิมถูกยุบไปด้วยข้อหาทุจริตการเลือกตั้ง) เป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนโยบายแก้ไขเศรษฐกิจที่เสื่อมโทรม มีโครงการ“ไทยเข้มแข็ง” ที่ลงทุนในสิ่งสาธารณูปโภค และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมากในปีค.ศ.2010 แต่โครงการไทยเข้มแข็ง มีการดำเนินงานอยู่ๆด้ไม่นาน ก็ถูกยกเลิกไป (นโยบายและมาตรการต่างๆของโครงการไทยเข้มแข็ง สรุปไว้แล้ว ในบทความ “ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร (6) จะไม่กล่าวซํ้าในที่นี้ )
ในปี 2011 มีเหตุวุ่นวาย ที่เกิดจากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลของกลุ่มคนเสื้อแดง มีการเผาศาลากลางจังหวัด และก่อความรุนแรง จนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย รัฐบาลต้องเข้าปราบปราม ต่อมา มีการยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทย ที่มีนโยบายประชานิยม ได้เป็นรัฐบาล โครงการไทยเข้มแข็งต่างๆ ถูกยกเลิก
ในกลางปีค.ศ. 2015 ประเทศไทยมีการรัฐประหาร โดยฝ่ายทหารที่มีชื่อว่า“คณะรักษาความสงบแห่งชาติ”(คสช.) ล้มรัฐบาลเพื่อไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ในเดือนตุลาคมปี 2015 มีการจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ขึ้น มีสมาชิกคัดเลือกจากตัวแทนจังหวัดต่างๆ จังหวัดละหนึ่งคน และมีผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ อีก 173 คน รวม 250 คน ได้เสนอนโยบายในการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง สปช.ทำงานเป็นเวลาหนึ่งปี ถึงเดือนกัยายน 2015 ได้จัดทำข้อเสนอ นโยบายการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆจำนวนมาก รัฐบาลถือว่า สปช .ได้เสร็จสิ้นภาระกิจ แล้ว จึงได้จัดตั้งสภาการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 2015 เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปที่ สปช. เสนอไว้ สปท. ทำงานอยู่หนึ่งปีเก้าเดือน ถึงเดือนกรกฎาคม ปี 2017 แต่แทนที่จะขับเคลื่อนนโยบายที่ สปช.เสนอไว้ กลับ“คิดใหม่ ทำใหม่” เสนอแนะนโยบายการปฏิรูปอีกจำนวนมาก นโยบายปฏิรูป ทั้งที่เสนอโดยสปช.และสปท. ส่วนใหญ่ ไม่ได้นำสู่การปฏิบัติ แม้ต่อมา นโยบายเหล่านี้ ได้บรรจุในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(ค.ศ. 2018 -2037) เมื่อเดือนตุลาคมปี 2017 ก็ตาม แต่นโยบายการปฏิรูปประเทศส่วนใหญ่ ไม่ได้นำสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง จนถึงทุกวันนี้
นโยบายประชานิยม
นโยบายประชานิยม มีผู้ให้นิยามว่า เป็นนโยบายที่เอาใจประชาชน ที่นำเสนอโดยพรรคการเมืองในช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง บอกว่า พรรคจะมีนโยบายที่ประชาชนได้รับประโยชน์ทันที เมื่อชนะการเลือกตั้ง และได้เป็นรัฐบาล เช่น แจกเงิน ลดค่าครองชีพ เพิ่มค่าจ้าง พยุงราคาผลิตผลเกษตร ผลประโยชน์ที่นำเสนอนี้ เป็นสิ่งเห็นและจับต้องได้ง่าย พรรคการเมืองที่มีนโยบายดังกล่าว จึงมักได้คะแนนนิยมจากประชาชนและชนะการเลือกตั้ง แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาล ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ก็สร้างความเสียหายต่อประเทศได้มาก
นโยบายประชานิยมสร้างความเสียหายต่อประเทศได้อย่างไร?
คำว่า “นโยบายประชานิยม”มีความหมายแตกต่างกัน มีทั้งประชานิยมที่ให้ความสำคัญแก่ประชาชน ช่วยเหลือผู้ยากไร้ และประชานิยมเลวร้ายที่มุ่งคะแนนเสียงเพื่อชนะการเลือกตั้ง ไม่สร้างความเข้มแข็งแก่ประเทศ ไม่ลดความยากจนของประชาชน ทั้งยังมีพฤติกรรมทุจริตที่มุ่งสร้างประโยชน์ และความร่ำรวยให้ตนเองและพรรคพวก ตัวอย่างของนโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหายที่มีคนพูดถึงกันมาก คือกรณีของประเทศอาร์เจนตินา(Agentina) เมื่อประมาณร้อยปีก่อน อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มั่งคั่งในลำดับต้นๆของโลก มีทรัพยากรณ์ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีภาคเกษตรที่ก้าวหน้า ประชาชนส่วนใหญ่มีการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต่อมา มีรัฐบาลที่มีนโยบายประชานิยมเลวร้ายมาบริหารประเทศ เศรษฐกิจและสังคมของอาร์เจนตินา เสื่อมถอยลงมาก: เศรษฐกิจตกตำ่ ความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจต่างๆลดลง สัดส่วนของคนจนพุ่งสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อสูงมาก ปัจจุบัน อาร์เจนตินา แม้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นบ้าง แต่ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมยังมีมาก ประชาชนยากจนมีสัดส่วนสูง ภาวะเงินเฟ้อ แม้ไม่รุนแรงเหมือนในอดีต แต่ก็ยังมีระดับสูง แต่สิ่งน่าแปลกใจคือจนถึงปัจุบัน ในการเลือกตั้งทุกครั้งยังมีพรรคการเมืองที่ชูนโยบายประชานิยมลักษณะต่างๆ และได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนไม่น้อย ในบางครั้ง สามารถเอาชนะการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้ และมีนโยบายประชานิยมเลวร้ายที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศอีก
นโยบายประชานิยม ถูกนำมาใช้ในการหาเสียง หลอกลวงประชาชนได้เสมอ แม้มีผู้ตระหนักถึงความชั่วร้ายของนโยบายประชานิยม รู้ว่าการที่อาร์เจนตินาเปลี่ยนจากประเทศรำ่รวย เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจย่ำแย่ สาเหตุที่สำคัญ คือ มีการใช้นโยบายประชานิยมในการบริหารประเทศ แต่ประชาชนจำนวนมาก ก็ยังคงถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ตระหนักถึงความชั่วร้ายของนโยบายที่เน้นเรื่องการลดแลกแจกแถม ซื้อความนิยมของประชาชน เพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลแล้ว ก็ดำเนินนโยบายที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ในที่นี้ จะไม่พูดถึงนโยบายประชานิยมที่เลวร้ายในอาร์เจนตินา และในประเทศอื่น ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศ แต่จะพูดถึงนโยบายประชานิยมในประเทศไทยในสมัยที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงนโยบายที่ต่อเนื่องในเวลาต่อมา ตัวอย่างของโครงการลักษณะประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย มีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการพักหนี้เกษตรกร โครงการธนาคารประชาชน บ้านเอื้ออาทร และ 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายเหล่านี้ ถูกใจประชาชน ทำให้พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้ง ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น และได้อำนาจในการบริหารประเทศ แต่เมื่อนำนโยบายเหล่านี้สู่การปฏิบัติแล้ว ก็สร้างผลเสียหายแก่ประเทศมาก เนื่องจากนโยบาย เหล่านั่นทำขึ้นเพื่อการหาเสียง แต่ขาดการศึกษาอย่างรอบคอบทั้งที่มาของเงินงบประมาณและข้อกฎหมาย จึงเกิดปัญหา เมื่อนำในไปสู่การปฏิบัติ เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ก็ไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง และทันท่วงที นโยบายประชานิยมเหล่านี้ ไม่มีผลทำให้เศรษฐกิจ และสังคมดีขึ้น แต่ต้องสูญเสียเงินงบประมาณเป็นจำนวนมาก และยังมีการทุจริตคอรัปชั่นในการดำเนินนโยบาย ส่งผลให้นักการเมืองและข้าราชการผู้เกี่ยวข้องถูกฟ้องร้อง ดำเนินคดีหลายราย และถูกตัดสินจำคุกหลายราย
โครงการกองทุนหมู่บ้าน ระบุวัตถุประสงค์ว่า ต้องการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในท้องถิ่น ให้ชุมชนจัดการหมู่บ้านและอนาคตของตนเอง เกื้อกูลประโยชน์แก่ผู้ด้อยโอกาส และส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ในการนี้ รัฐบาลได้จัดสรรเงินงบประมาณ เข้ากองทุนให้หมู่บ้านละหนึ่งล้านบาท โดยให้เจ้าหน้าที่หมู่บ้านและชาวบ้าน เป็นผู้ดำเนินงานและจัดการใช้เงินด้วยตนเอง แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่หมู่บ้าน ชุมชน และชาวบ้าน ส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการ และวิธีการ การเบิกจ่ายงบประมาณ ประกอบกับรัฐบาลมีความเร่งรีบในการดำเนินนโยบาย หมู่บ้านไม่พร้อม แต่ต้องการใช้เงิน จึงทำตามการสั่งการจากส่วนกลาง จัดตั้งกองทุนเพื่อรับการจัดสรรเงินงบประมาณ เมื่อได้รับงบประมาณแล้ว ก็เร่งรัดให้มีการใช้เงิน ด้วยการให้สมาชิกกู้เงิน และใช้ตัวเลขการกู้เงินเป็นตัว ชี้วัดความสำเร็จของกองทุนหมู่บ้าน ทำให้เงินกองทุนถูกใช้ไปในทางที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของหมู่บ้าน ไม่มีการพัฒนาประสิทธิภาพ โครงการนี้จึงกลับทำให้ชาวชนบทจำนวนมาก มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นมาก
อีกนโยบายหนึ่งที่ส่งผลเสีย ทำให้เกษตรกรในชนบทมีหนี้สินเพิ่มขึ้น คือ โครงการพักหนี้เกษตรกร ที่ให้เกษตรกรไม่ต้องชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลาสามปี โครงการนี้ ดำเนินงานโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) โดยนัยยะว่า เพื่อลดภาระหนี้สินของเกษตรกร แต่ในทางปฏิบัติ จากเงื่อนไขของโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร ผู้เข้าร่วมโครงการพักหนี้ ต้องมีหนี้กับธกส.ไม่เกิน 100,000 บาท และระหว่างพักหนี้ ไม่สามารถกู้เงินใหม่ได้ แต่ระหว่างสามปีที่พักชำระหนี้ เกษตรกรยังต้องใช้เงินเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว เมื่อกู้เงินจากธกส.ไม่ได้ จึงต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงมาก แม้ไม่ต้องชำระหนี้ให้ธกส. แต่ก็มีหนี้สินเพิ่มขึ้นมาด จากการกู้เงินนอกระบบ นอกจากนี้ ข้อกำหนดผู้มีสิทธิ์พักหนี้ ต้องมีหนี้กับธกส.ไม่เกิน 100,000 บาท ก็ทำให้เกษตรกรจำนวนมาก ไม่มีสิทธิ์ได้รับการพักชำระหนี้
โครงการธนาคารประชาชน ดำเนินการโดยธนาคารออมสิน มีการระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่า เป็นโครงการที่ส่งเสริมการกระจายโอกาสให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ของธนาคารในระบบการเงินปกติ เพื่อให้มีเงินประกอบอาชีพการงาน มีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ดีขึ้น ผู้มีสิทธิ์กู้ มีทั้งประชาชนทั่วไป ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร และลูกจ้างบริษัทเอกชน วัตถุประสงค์โครงการกล่าวว่า เป็นการช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อย ที่ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารพานิชย์ เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แต่ปรากฏว่า แต่ผู้ที่ได้รับเงินกู้ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย ที่เป็นลูกค้าธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่มีบัญชีธนาคารเข้าร่วมโครงการฯ โครงการธนาคารประชาชนนี้ จึงทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมีหนี้สินเพิ่มขึ้น
โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งทำให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงบริการรักษาโรคในโรงพยาบาลของรัฐ โดยจ่ายเงินเพียง 30 บาท เป็นโยบายที่ประชาชน มีความนิยมมาก และได้รับการชื่นชมจากบุคคลที่ชื่อเสียงในวงการสาธารณสุขหลายคน ก่อนหน้านั้น ในประเทศมีระบบสวัสดิการและหลักประกันสุขภาพหลายรูปแบบ แต่ไม่สามารถครอบคลุมประชาชนทุกคนได้ และยังมีประชาชนส่วนหนึ่ง ที่ไม่ได้รับการรับประกันสุขภาพใดๆ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ แม้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า โครงการนี้สร้างภาระแก่บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมีไม่เพียงพออยู่แล้วให้เพิ่มขึ้นมาก ผู้ใช้สิทธิ์โครงการนี้ อาจไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณทางด้านสาธารณสุขเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ก็ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้มากขึ้น
อีกโครงการหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์จะแก้ไขความเดือดร้อนทางด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนกลุ่มมีรายได้น้อย คือ โครงการบ้านเอื้ออาทร ดำเนินการโดยการเคหะแห่งชาติและธนาคารอาคารสงเคราะห์เพื่อเช่าซื้อบ้านในราคาที่ไม่แพงโดยผ่อนส่งเงินกู้ในเวลายาวนาน การจัดสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยเป็นนโยบายที่น่าสนใจ แต่ในการดำเนินงานตามโครงการ พบว่า รัฐมนตรี ข้าราชการและพรรคพวกของรัฐมนตรี มีการทุจริตคอรัปชั่น เช่น ประเมินราคาที่ดินเกินจริง และเรียกรับสินบนในการอนุมัติโครงการก่อสร้าง เมื่อรัฐบาลไทยรักไทย พ้นอำนาจไปแล้ว มีการสอบสวนโดยคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) และส่งเรื่องถึงศาล ในที่สุด ศาลตัดสินให้รัฐมนตรีและพวกที่มีส่วนในการทุจริต ต้องถูกยึดทรัพย์และถูกจำคุกเป็นเวลานานปี
ในการดำเนินนโยบาย รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ใช้มาตรการนำเงินจากแหล่งต่างๆ ที่นอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดิน มาใช้ในการดำเนินกิจกรรม ที่เรียกกันว่า”นโยบายกึ่งการคลัง“โดยดำเนินนโยบาย ผ่านหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐบาล เช่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ รัฐวิสาหกิจ และเงินกองทุนซึ่งจัดสรรเงินในการโครงการต่างๆ ตามคำสั่งรัฐบาล รัฐบาลสามารถควบคุมและแทรกแซงหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อดำเนินการตามนโยบาย โดยไม่ต้องเสนอนโยบายเพื่ออนุมัติการใช้เงินต่อรัฐสภา
การดำเนินนโยบายกึ่งการคลังนี้ สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ จากกระบวนการจัดทำงบประมาณ ในการหาเสียง พรรคไทยรักไทย มีการให้สัญญากับผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเพื่อสร้างคะแนนนิยม เมื่อชนะการเลือกตั้ง ขึ้นเป็นรัฐบาลแล้ว ก็พยายามผลักดันโครงการต่างๆ ตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ แต่งบประมาณมีไม่พอ จึงหันไปใช้มาตรการนโยบายกึ่งการคลัง ผ่านหน่วยงานต่างๆ ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล และไม่ได้ดำเนินการโดยกระทรวงทบวงกรมในรัฐบาล เงินที่ใช้จ่ายดำเนินงาน ตามนโยบายกึ่งการคลังนี้ ไม่ได้มาจากงบประมาณ แต่การอัดฉีดเงิน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในโครงการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลนี้ เมื่อมีปริมาณมาก ย่อมสร้างภาระการคลังแก่ประเทศมาก นอกจากนี้ การดำเนินงานที่ปราศจากการตรวจสอบจากรัฐสภา อาจไม่โปร่งใส และหมิ่นเหม่ต่อการทุจริตคอรัปชั่น
ในช่วงเวลาเกือบทศวรรษที่พรรคไทยรักไทย และพรรคในใช้ชื่ออื่นแต่ถูกควบคุมโดยนักการเมืองกลุ่มเดียวกัน มีการใช้เงินนอกงบประมาณตามนโยบายกึ่งการคลังเป็นปริมาณมหาศาล ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่เมื่อรัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือก่อหนี้มาก รัฐบาลชุดต่อๆมา ก็ต้องรับภาระ หนี้นั้น และเงินที่ต้องจ่ายคืน ก็คือ รายรับของรัฐบาลที่เป็นเงินภาษีของประชาชนนั่นเอง นโยบายกึ่งการคลังที่หลีกเลี่ยงข้อจำกัดการใช้งบประมาณนี้ เปิดโอกาสให้รัฐบาลที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ บางโครงการ อาจมีผลกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้บ้าง แต่เป็นการปฏิบัติที่ขาดความโปร่งใส ขัดกับหลักธรรมาภิบาล และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศได้มาก
นโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทย ส่วนใหญ่เป็นประชานิยมที่เลวร้าย ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ไม่แก้ปัญหาความยากจน และไม่ช่องว่าฝระหว่างรายได้ของประชาชน ไม่สร้างเสริมประสิทธิภาพของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ประชาชนมีหนี้สินเพิ่มขึ้น และรัฐบาล ก็มีภาระทางการคลังมากขึ้น นโยบายประชานิยมนี้ทำให้ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง แต่ไม่ทำให้ประเทศชาติดีขึ้น ในเวลาที่พรรคไทยรักไทยมีอำนาจปกครองประเทศ เศรษฐกิจไทย มีอัตราการเจริญเติบโตตำ่กว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนหลายประเทศ รายได้เฉลี่ยของประชาชนชาวไทย ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก สรุปได้ว่า นโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทย ไม่ใช่นโยบายประชานิยมที่ดี แต่เป็นประชานิยมเลวร้าย
นโยบายการจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ที่ขัดแย้งกับหลักเศรษฐศาสตร์ระบบตลาด การรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศมาก โครงการจำนำข้าว นอกจากขัดแย้งกับกลไกตลาดแล้ว ยังมีการทุจริตอย่างกว้างขวาง ทำให้รัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องหลายคนถูกศาลตัดสินจำคุกคนละหลายปี แต่คนทำความผิดที่สำคัญที่สุด คือ นายกรัฐมนตรี กลับหลบหนีออกนอกประเทศ
นโยบายการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก่อให้เกิดความเสียหาย
แก่เศรษฐกิจของประเทศมาก ข้อเสียของนโยบายจำนำข้าวมีอยู่หลายประการ สรุปได้ดันนี้
-การรับซื้อข้าวจากชาวนาทุกเม็ด เป็นการรับซื้อข้าวในราคาสูงกว่าราคาตลาดมาก (รับซื้อข้าวเปลือกตันละ 15,000 บาท ในขณะที่ราคาตลาดคือ ตันละ10,000 บาท) เมื่อรับซื้อมาแล้ว ก็มอบหมายให้โรงสีที่รับการคัดเลือกจากรัฐบาล ไปสีเป็นข้าวสาร แล้วเก็บไว้ในยุ้งฉาง ไม่ระบายออกสู่ต่างประเทศทันที โดยหวังว่า เมื่อไทยไม่ขายข้าว อุปทานข้าวในตลาดโลกจะลดลง ราคาข้าวในตลาดโลก ก็จะสูงขึ้น เพราะประเทศไทย ที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ต่อมา เมื่อราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นแล้ว ประเทศไทย จึงระบายข้าวออกสู่ตลาดโลก
แต่ในความเป็นจริง ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก แต่ก็ไม่มีอำนาจในการกำหนดราคา เพราะยังมีหลายประเทศที่เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ปริมาณการผลิตข้าวในไทย ก็น้อยกว่าอีกหลายประเทศ เช่น จีนและอินเดีย ที่ผลิตข้าวมากกว่ามาก ประเทศไทยจึงต้องเสียตลาดข้าวให้กับคู่แข่ง เพราะเมื่อรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดมาก ถ้าจะส่งออกตามราคาที่รับซื้อ ข้าวไทย ก็จะมีราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลกมาก ประเทศผู้นำเข้าทั่วโลก จะหันไปซื้อข้าวจากประเทศอื่นแทน ข้าวไทย ก็ขายไม่ได้
-เมื่อข้าวขายไม่ออก ก็ต้องเก็บข้าวไว้ในโกดัง ข้าวสารที่เก็บในโกดังนานเข้าก็เสื่อมสภาพ เมื่อรัฐบาลมีการรับซื้อข้าวมามาก โกดังเก็บข้าวของรัฐที่มีอยู่เดิมมีไม่เพียงพอ ต้องใช้โกดังของเอกชน ก็เปิดช่องให้มีการทุจริตคอรัปชั่นอีก
-ในด้านผู้ปลูกข้าว เมื่อชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ก็เร่งผลิตข้าวคุณภาพต่ำที่ให้ผลผลิตเร็ว เพื่อขายให้รัฐบาล เมื่อข้าวคุณภาพต่ำมีมากขึ้น ข้าวไทยซึ่งเคยมีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพดี ก็เสียชื่อเสียงไปด้วย
-การรับซื้อข้าวของรัฐบาลไทยในราคาสูงกว่าราคาตลาดมาก ทำให้เกิดการลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำมา”จำนำ”ในประเทศไทย การซื้อข้าวของรัฐบาลในเวลานั้น จึงมีส่วนอุดหนุนชาวนาของประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยภาษีอากรของประชาชนคนไทย ด้วย
-การซื้อข้าวโดยให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ซื้อและขายข้าว เป็นการลดบทบาทของพ่อค้า รัฐบาลยังประโคมข่าวว่า ได้ขายข้าวไปต่างประเทศเป็นจำนวนมากในลักษณะการค้ารัฐบาลต่อรัฐบาล(G to G) แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทั้งราคาและปริมาณการซื้อขายเลย ต่อมาพบว่าที่บอกว่ามีการขายข้าวโดยรัฐบาลนั้น แท้ที่จริงเป็นการขายให้พวกพ้อง โดยเอาข้าวออกจากโกดังมาเวียนเทียนขายในประเทศ
-นอกจากการทุจริตโดยนักการเมืองแล้ว การจำนำข้าว มีการทุจริตในทุกขั้นตอน ทั้งขั้นตอนการขนส่ง การรับซื้อ การตรวจสอบคุณภาพ การเก็บรักษา และการระบายข้าวออกสู่ตลาด ทั้งหมดมีการสมรู้ร่วมคิดทำการทุจริตร่วมกัน โดยนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจในภาคเอกชน ซึ่งในเวลาต่อมา บุคคลเหล่านี้ ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุก เป็นเวลาหลายปี
การรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดมาก ยังสร้างความเสียหาย ทั้งการทำลายตลาดส่งออก และชื่อเสียงประเทศ สูญเสียงบประมาณจำนวนมาก และยังก่อให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่นในรูปแบบต่างๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา ก็ไม่ดีขึ้น ไม่เพียงชาวนาฐานะยากจนที่ผลิตข้าวได้น้อย ผลิตได้เพียงเก็บไว้เพื่อบริโภคเอง แม้ ชาวนาที่นำข้าวไป “จำนำ” ก็ไม่ได้รับเงินตามราคาที่ประกาศไว้ ถูกหักค่าความชื้นและถูกโกงตาชั่ง โครงการจำนำข้าวทำให้รัฐบาล สูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมาก และสร้างภาระทางการคลังที่หนักหน่วงแก่ประเทศ
นอกจากการจำนำข้าวแล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังมีนโยบายประชานิยมอื่นๆ เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ การขึ้นค่าจ้างแก่ผู้เรียนจบชั้นปริญญาตรี และให้เงินอุดหนุนในการซื้อรถยนต์(โครงการรถคันแรก)
การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำในอัตราวันละ 300 บาท เท่ากันทั่วประเทศ สร้างความเสียหายหลายอย่าง ในจังหวัดค่าครองชีพไม่สูง ที่มีค่าแรงขั้นต่ำไม่ถึง 200 บาทต่อวัน เมื่อเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททันที ธุรกิจขนาดเล็ก ก็มีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ขาดทุน และต้องปลดคนงาน อุตสาหกรรมในประเทศไทยจำนวนหนึ่ง ย้ายฐานการผลิต ไปประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีอัตราค่าจ้างแรงงานตำ่กว่าประเทศไทยมาก การขึ้นค่าแรงในเวลานั้น ยังมีผลกระทบต่อราคาสินค้า ทำให้ภาวะเงินเฟ้อในประเทศมีความรุนแรงขึ้นด้วย คนงานจำนวนมาก ที่หลงเชื่อคำโฆษณาหาเสียงว่า ถ้าเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลแล้วชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้น แต่เมื่อขึ้นค่าจ้างแลัว ต้องถูกปลดออกจากงาน ทำให้มีชีวิตที่แย่ลงเพราะถูกเลิกจ้าง ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
การกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำของผู้จบปริญญาตรี ที่เดือนละ15,000 บาท ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเดือนตลาดในเวลานั้น ได้สร้างภาระแก่หน่วยงานของรัฐบาลต่างๆมาก ทำให้ต้องปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการที่ทำงานอยู่ก่อนให้สูงขึ้น บริษัทภาคเอกชน เมื่อต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้สูงขึ้น ในลักษณะก้าวกระโดดตามข้อกำหนดของรัฐบาล ต่างประวิงเวลาการรับคนเข้าทำงาน ผู้จบการศึกษาใหม่ๆ จึงมีโอกาสเข้าทำงานได้น้อยลง
โดยสรุป การกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าอัตราตลาดมาก เช่นเดียวกับการรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด เป็นการขัดแย้งกับกลไกตลาดที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศหด้รับความเสียหาย
นโยบายรถคันแรกโดยลดภาษี หรือคืนภาษีให้ประชาชนซื้อรถคันแรก ทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียเงินงบประมาณ ยังทำให้ผู้ซื้อรถ และอุตสาหกรรมรถยนต์ได้รับความเสียหาย นโยบายรถคันแรกทำให้ผู้ที่ไม่มีรถพากันไปซื้อรถใหม่ บางคนขับรถไม่เป็น แต่อยากได้สิทธิ จากการลดภาษี ก็ไปซื้อรถด้วย อุบัติเหตุการขับรถสูงขึ้นเพียงไรไม่มีสถิติที่แน่ชัด แต่ข้อกำหนดที่ว่า เมื่อซื้อรถมาแล้ว ขายไม่ได้ภายในเวลาห้าปี ทำให้ผู้ซื้อรถที่ไม่สามารถผ่อนส่งได้ตามกำหนด ต้องถูกยึดรถไปเป็นจำนวนมาก นโยบายนี้ ยังมีผลทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ได้รับผลกระทบมาก เมื่อหมดช่วงเวลาการรับสิทธิ์คืนภาษีซื้อรถแล้ว ตลาดซื้อขายรถยนต์ก็ซบเซาลง การผลิตและกาขายรถยนต์ ลดน้อยลงไปมาก
กล่าวโดยสรุป นโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทย ได้ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจไทยมาก และมีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเสื่อมถอยลงในศตวรรษที่21
ในตอนต่อไป จะกล่าวถึงสาเหตุความเสียหาย ที่เกิดจากการทุจริตคอรัปชั่น ความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การบริหารราชการ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์โลก การกระตุ้นแต่ ไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ก่อนกล่าวถึงข้อคิด จากประสบการณ์การเปลี่ยนโครงสร้างในประเทศอเมริกา ญี่ป่น จีน และไทย







