โนวาร์ตีส ต้องการบริษัทที่ “ไม่มีนาย”

โนวาร์ตีส ต้องการบริษัทที่ “ไม่มีนาย”
โรเบิรต กรีนลีฟ ได้กล่าวว่า การตัดสินใจที่สำคัญยากที่จะมีข้อมูล 100% ที่ต้องการเพื่อการตัดสินใจที่ดี ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนหรือรอนานแค่ไหน
และถ้าบุคคลรอนานเกินไป เขาจะมีปัญหาที่แตกต่างกันและจะต้องเริ่มต้น
ทุกที่ นี่คือสภาวะลำบากที่น่ากลัวของผู้ตัดสินใจที่รีรอ
โรเบิรต กรีนลีฟ ได้ก่อตั้งขบวนการความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้สมัยใหม่และศูนย์กรีนลีฟเพื่อความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ กรอบข่ายแนวคิดที่จะช่วยสร้างความเข้าใจความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ของโรเบิรต กรีนลีฟ จะถูกพบได้จาก “คุณลักษณะสิบอย่างของความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้” ที่ได้อธิบายโดยแลร์รี
สเปียร์
การเดินทางของวัฒนธรรมของโนวาร์ตีสที่จะกลายเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ “ไม่มีนาย” มากขึ้นคืออะไร เมื่อเราได้อธิบายแนวคิดของ “ไม่มีนาย” และความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ เราจะใช้ภาพของพีรามิดกลับหัวด้วยจุดสุงสุดชี้ลงล่างและผู้นำจะอยู่ล่างสุด เมื่ออ่านหนังสือ “Unboss” ของลารส์ โคลินด์ ผู้เขียนไม่ได้เสนอแนะพีรามิดกลับหัว แต่ได้ไปไกลและเสนอแนะว่า “การหุงแผนภูมิองค์การ” จนกระทั่งเส้นกลายเป็นสปาร์เก็ตตี้ และองค์การจะเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างกันด้วยผู้นำอยู่ที่ใดที่หนึ่งภายในตรงกลาง แกนของมุมมอง “Unboss” ขององค์การที่ไม่มีขอบเขตได้ถูกอธิบายภายในตารางสีดำ การเปรียบเทียบระหว่างองค์การที่มีขอบเขต และองค์การที่ไม่มีขอบเขต
แม้ว่าแนวคิดของความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้จะย้อนหลังอย่างน้อยที่สุดสองพันปี ขบวนการความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้สมัยใหม่ได้เปิดตัวโดยโรเบิรต กรีนลีฟภายในบทความคลาสสิคของเขาเรื่อง The Servant as Leader พิมพ์เมื่อ ค,ศ 1970 ภายในบทความนี้เขาได้สร้างถ้อยคำ “ผู้นำ – ผู้รับใช้” และ “ความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้” ขึ้นมา
โรเบิรต กรีนลีฟได้อธิบายว่าทำไมและอย่างไรที่เขาได้คิดค้นความคิดความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้และความหมายของความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ โรเบิรต กรีนลืฟได้ยกย่องการอ่านหนังสือ 1932 ของเขาเรื่อง Journey to the East ว่าเป็นแหล่งความบันดาลใจส่วนบุคคลภายในการสร้างถ้อยคำว่าผู้นำแบบผู้รับใช้ภายในบทความ 1970 ของเขา ความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้หมายถึงอะไร
โรเบิรตกรีนลีฟ ได้กล่าวว่า
“ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะถูกมองว่าเป็นผู้รับใช้ก่อน” นั่นคือคำนิยามที่เรียบง่ายของโรเบิรต กรีนลืฟ เขาหมายความว่านั่นคือความต้องการที่จะรับใช้ หัวใจของผู้รับใช้
จะเป็นคุณลักษณะทางรากฐานของผู้นำแบบผู้รับใช้ มันจะไม่เกี่ยวกับเหมือนกับผู้ต้องรับใช้ มันจะเกี่ยวกับความต้องการที่จะช่วยเหลือบุคคลอื่น มันจะเกี่ยวกับการระบุและการตอบสนองความต้องการของเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และชุมชน
หนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มของนักเดินทางและผู้รับใช้ของพวกเขาชื่อลีโอ ลีโอจะทำงานรับใช้แก่กลุ่ม และสร้างจิตวิญญานความร่าเริงแก่กลุ่ม แต่ทันใดนั้นลีโอได้หายไปวันหนึ่ง การทิ้งให้กลุ่มอยู่ภายในความวุ่นวาย
และในที่สุดการเดินทางของพวกเขาต้องหยุดลง ต่อมาสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มได้พบลีโอที่เขารู้จักว่าเป็นผู้รับใช้มาก่อน ที่จริงแล้วคือหัวหน้าของ
ออร์เดอร์ที่ช่วยสนับสนุนการเดินทางเหล่านี้ ลีโอจะเป็นจิตวิญญานของการนำทาง ผู้นำที่ยิ่งใหญ่และสูงส่ง
เราสามารถจินตนาการสิ่งที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กำลังพยายามจะกล่าวเมื่อเขาได้เขียนเรื่องราวนี้ เรื่องราวนี้ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะถูกมองว่าเป็นผู้รับใช้ก่อน และข้อเท็จจริงที่เรียบง่ายนั้นคือจุดสำคัญของความยิ่งใหญ่ของเขา
ที่จริงแล้วลีโอคือผู้นำตลอดกาล แต่เขาคือผู้รับใช้ก่อน เพราะว่านั่นคือสิ่งที่อยู่ลึกลงไปข้างใน นั่นคือคุณลักษณะที่แท้จริงของเขา เขาได้รับตำแหน่งความเป็นผู้นำ แต่โดยลักษณะแล้วเขาคือผู้รับใช้ บุคคลบางคนที่มุ่งการช่วยเหลือบุคคลอื่น ตำแหน่งความเป็นผู้นำของเขาที่ให้แก่เขาสามารถถูกยึดคืนไปได้ ลักษณะผู้รับใช้ของเขา – ความต้องการของเขาที่จะช่วยเหลือบุคคลอื่น จะเป็นส่วนหนึ่งของคุณลักษณะของเขาที่ไม่สามารถยึดคืนไปได้ นั่นคือทำไมเขาเป็นผู้รับใช้ก่อน ผู้รับใช้ด้วยหัวใจ
โรเบิรต กรีนลืฟได้ดึงความสนใจของเราด้วยถ้อยคำสองคำที่วัฒนธรรมอเมริกันระบุว่าตรงกันข้าม “ผู้รับใช้” และ “ผู้นำ” และได้รวมเข้าด้วยกัน
ตามความหมายของโรเบิรต กรีนลืฟ ความเป็นผู้นำแแบบผู้รับใช้จะไม่ถูกจูงใจโดยการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนของอำนาจสมัยเดิม
ผู้นำแบบผู้รับใช้จะเป็นผู้รับใช้ก่อน…….มันจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกตามธรรมชาติที่บุคคลต้องการจะรับใช้ บุคคลนั้นจะแตกต่างอย่างชัดเจน
จากบุคคลที่จะเป็นผู้นำก่อน
ถ้าเราจะมีคุณลักษณะอย่างเดียวของผู้นำแบบผู้รับใช้ที่เด่นชัดภายในบทความของโรเบิรต กรีนลีฟแล้ว มันคือความต้องการที่จะรับใช้ The Servant as Leader จะกล่าวถึงรายการที่ยาวตรงไปตรงมาของคุณลักษณะที่เพิ่มเข้ามา
ที่โรเบิรต กรีนลีฟ มองว่าสำคัญ มันจะมีทั้งการรับฟังและความเข้าใจ
การยอมรับและการเข้าใจบุคคล การมองไกล การตระหนักและการรับรู้
การชักจูง การรักษาด้วยตัวเอง การสร้างกรอบความคิด และการสร้าง
ใหม่ชุมชุน โรเบิรต กรีนลีฟ ได้อธิบายผู้นำแบบผู้รับใช้ จะเป็นบุคคลที่มีการ
ริเริ่มการกระทำ การมุ่งเป้าหมาย ความฝันที่ยิ่งใหญ การสื่อสารที่ดี
พวกเขาสามารถที่จะถอนตัวและมุ่งตัวพวกเขาเองใหม่ พวกเขาจะมีความ
เชื่อถือได้ ความไว้วางใจได้ ความคิดสร้างสรรค์ สัญชาติญาน และตามสถานการณ์
ความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้จะเป็นปรัชญาความเป็นผู้นำที่เป้าหมายที่สำคัญของผู้นำคือการรับใช้ ความแตกต่างจากความผู้นำสมัยเดิมที่จุดมุ่งที่สำคัญของผู้นำคือ ความเจริญรุ่งเรืองของบริษัทของพวกเขา ความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้จะใช้การร่วมอำนาจ การให้ความต้องการของบุคคลมาก่อน และการช่วย
เหลือบุคคลปฎิบัติงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้จะพลิกกลับบรรทัดฐานด้วยการให้บุคคลที่บริการลูกค้ามีลำดับความสำคัญสูง
ไม่ใช่บุคคลทำงานที่จะบริการผู้นำ ผู้นำมีอยู่ที่จะบริการบุคคล

แนวคิดของความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ได้ถูกริเริ่มโดยโรเบิรต กรีนลีฟ นานกว่าห้าสิบปีแล้ว เขาจะเป็นผู้ทำลายภาพพจน์ที่ยืนยันว่าผู้นำควรจะใช้อำนาจตามตำแหน่งของพวกเขาช่วยเหลือบุคคลของพวกเขาให้บรรลุความสำเร็จ ไม่ใช่ผลปรโยชน์ตัวเองและชื่อเสียงส่วนบุคคล ความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้จะเป็นแนวคิดที่มีพลังที่ได้ถูกทดสอบโดยบริษัทหลายบริษัทมาแล้ว เหมือนเช่น สแกนดิเนเวียน แอร์ไลน์ เซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ และเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส
โนวาร์ตีส บริษัทยาข้ามชาติสวิส สำนักงานใหญ่อยู่ที่บาเซล สวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของโลกทั้งมูลค่าทางการตลาดและยอดขาย โนวาร์ตีส ได้ถูกก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1966 จากการรวมบริษัทยาสวิสที่สำคัญสองบริษัทระหว่างซีบ้า – ไกกี้ และแซนดอซ แลบอร์ราทอรี่ย์
โนวาร์ตีสและบริษัทบรรพบุรุษของพวกเขาติดตามรากเหง้าย้อนหลังไปมากกว่า 250 ปี ด้วยประวัติที่มั่งคั่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม
โนวาร์ตีสจะเป็นผู้นำระหว่างประเทศภายในการพัฒนาและการตลาดผลิตภัณฑ์ยาและโภชนาการ
วาสานท์ นาราซิมฮาน เอ็ม.ดึ.ได้เป็นซีอีโอของโนวาร์ตีส ตั้งแต่ ค.ศ 2018 นับตั้งแต่กลายเป็นซีอีโอ วสานท์ นาราซิมฮานได้นำการปฏิรูปทางกลยุทธ์และวัฒนธรรม ณ โนวาร์ตีส
ที่จะสร้างบริษัทยาแนวหน้าที่มีพลังของโลก วาสานท์ นาราซิมฮาน ได้รับปริญญาทางการแพทย์ และปริญาโททางนโยบายสาธารณะ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก
ระหว่างแปดเดือนภายในบทบาทซีอีโอของเขา วาสานท์ นาราซิมฮาน ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับเขาได้วางเอไอที่หัวใจของบริษัทอย่างไร ทำไมเขาคิดว่าความถ่อมตัวและความเมตตาจะเป็นคุณลักษณะของความเป็นผู้นำที่สำคัญ และบริีษัทได้สนับสนุนเขาอย่างต่อเนื่องอย่างไร วสานท์ นาราซิมฮาน อายุ 41 ปี ได้กลายเป็นซีอีโอที่หนุ่มที่สุดคนหนึ่งของ 500 ชีอีโอ ของวารสารฟอร์จูน
วาสานท์ นาราซิมฮาน ได้กล่าวว่า เขาได้มองเห็นอย่างแท้จริงว่าปัญญาประดิษฐ์ จะต้องอยู่ที่หัวใจของบริษัท แต่มันจะต้องใช้เวลา นี่จะเป็นการเดินทางที่ยาวนาน เราได้ว่าจ้างผู้บริหารทางดิจิตอลไม่นานมานี้ และเป้าหมายของเราได้ถูกถ่ายท่อดอย่างมีระบบทั่งทั้งบริษัทที่จะมองว่าเราสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ปฏิรูปงานของเราอย่างไร
ลำดับความสำคัญสูงสุดของเราคือ การปฏิรูปทางวัฒนธรรม ณ บริษัท
การนำเราออกไปจากวัฒนธรรมแบบลำดับชั้นทางการบริหาร ไปสู่วัฒนธรรมแบบ “ไม่มีนาย” บันดาลใจ ให้อำนาจ และอยากรู้อยากเห็น
เราได้ไปเยี่ยมสถานที่ตั้งของโนวาร์ตีสภายใน 15 ประเทศ และสิ่งที่เราได้มองเห็นอย่างสม่ำสเมอคือ เรากำลังมีบุคคปลายเจ็นวายมากยี่งขึ้น
เราจะมีบุคคลที่ฉลาดจำนวนมาก และโอกาสคือ วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดแก่เราเพื่อที่จะนำยาของเราไปจดสิทธบัตรจะมาจากกำลังงานเหล่านี้ คำถามคือ เราจะได้ความคิดที้ดีที่สุดจากพวกเขา
อย่างไร และการมีความคิดไม่ใช่ลำดับชั้นจะได้ชัยชนะใช่ไหม บริษัทอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่เหมือนเรา ด้วยประวัติ 200 ปี นั่นคือการเดินทางที่จะดำรงอยู่อย่างแท้จริง
เราจะมีความกระตือรือร้นอย่างงมากที่จะก้าวไปสูวัฒนธรมที่ไร้นาย เราค่อนข้างจะตื่นเต้นเกี่ยวกับมัน เราคิดว่ามันจะทำให้เราต้องใช้เวลาหลายปีไปสู่ที่นั่นอย่างแท้จริง แต่เดิมพันของเราคือ เราจะทำงานของเราให้ดีที่สุด ถ้าเราได้ปลดปล่อยพลังของบุคคลของเรารายรอบอยู่ทั่วโลก
ผมได้ค้นพบว่าเพื่อความเป็นผู้นำที่บรรลุความสำเร็จ เราจะต้องถูกบันดาลใจด้วยความรู้สึกของความมุ่งหมาย ด้วยความรู้สึกของความมุ่งหมายที่จริงใจ
เราสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ที่บุคคลต้องการทำตาม
ความสำคัญเช่นเดียวกันคือ ความรู้สึกของความถ่อมตัวและความเมตตา
ผมได้พยายามจะมีชีวิตอยู่กับสิ่งนี้ทุกวัน ผมจะถูกยันดาลใจด้วยยายของผมอยู่เสมอที่มีชีวิตอยู่ด้วยอายุ 95 ปี เธอมีการศึกษาระดับประถม แต่เธอ
สามารถออกไปจากหมู่บ้านอินเดียเลี้ยงดูครอบครัวที่ใหญ่มาก ลูกทุกคนมีการศึกษาดีและบรรลุความสำเร็จ ด้วยการเสียสละตัวเองอย่างมากและการถ่อมตัว การถ่อมตัวได้เดินทางอย่างยาวไกลภายในชีวิตและความเป็นผู้นำ
วาสานท์ นาราซิมฮาน ซีอีโอ ของโนวาร์ตีส บริษัทยายักษ์ใหญ่ ได้กล่าวว่า เขาต้องการให้โนวาร์ตีส “ไม่มีนาย” ในขณะที่ผ่อนคลายกฏของบริษัทโดยการยอมให้บุคคลใส่ยีนส์มาทำงานได้ เมื่อเรามองดูที่บริษัทขับเคลื่อนนวัตกรรมที่บรรลุความสำเร็จ
เป้าหมายที่เราได้กำหนดที่จะทำคือ การสร้างวัฒนธรรมที่ไม่มีนาย
บริษัทที่ “ไม่มีนาย” ด้วยการสร้างใหม่ลำดับชั้นการบริหารที่ล้าสมัย จะเป็นหัวใจความสำเร็จของความเป็นผู้นำ วสานท์ นาราซิมฮาน ได้อธิบายตัวเขาเองเป็นซีอีโอโดยบังเอิญ และย้ำว่าความเป็นผู้นำยังคงมีความสำคัญอย่างมาก สิ่งที่มีพลังมากที่สุดของเราที่สามารถปรับปรุงโลกคือความเป็นผู้นำ ความเป็นผู้นำไม่ได้เป็นสิทธิ ความเป็นผู้นำไม่ได้เป็นยศ มันคือบางสิ่งบางอย่างที่เราได้รับทุกวัน
ทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของเราคือ ความเป็นผู้นำ
เหตุผลที่สังคมสามามรถสร้างประโยชน์ที่ผิดธรรมดาหลายอยางเหนือกว่าศตวรรษที่ผ่านมาคือ ความเป็นผู้นำ เขาได้กล่าวว่าทัศนคติสมัยเดิมต่อการบริหารจะมาจากยุคที่ผ่านไปแล้วและต้องการการยกเครื่อง
โลกบริษัทได้เรียนรู้ภูมิปัญญาของสังคมโบราณค่อนข้างช้า บริษัทใหญ่หลายบริษัทได้ถูกสร้างระหว่างช่วงเวลาที่แตกต่างกัน และได้ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของกำลังงานได้ช้า ที่ใดที่หนึ่งภายใน100 ปีที่ผ่านมา เราได้ก้าวไปสู่โลกของบุคคลที่มีความรู้ เราไม่สามารถบริหารบุคคลเหล่านี้เหมือนกับ
ฟันเฟืองภายในโรงงานได้ โนวาร์ตีสได้อยู่บนเส้นทางที่จะไร้นายตัวเองและลำดับชั้นน้อยลง
โนวาร์ตีส ได้เริ่มต้นบางสิ่งบางอย่างเรียกว่า “ประสบการณ์ความเป็นผู้นำที่ไม่มีนาย” ด้วย ที่จะฝึกอบรมผู้บริหาร 12,000 คนของพวกเขา
ทั่วทั้งองค์การ ก่อนหน้านี้มันจะถูกนำเสนอต่อผู้นำสูงสุด 350 คนของบริษัทเท่านั้น แต่ขณะนี้เราได้ขยายไปยังผู้นำทุกคน
“ไม่มีนาย” จะเป็นถ้อยคำที่ถูกใช้ภายในหนังสือ Unboss ของลารส์ โคลินด์ และจาคอป บอตเตอร์ “Unboss” จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับงานและความเป็นผู้นำ ไม่เหมือนกับอะไรก็ตามที่เราได้มองเห็นมาก่อน
พวกเขาได้นำเสนอการขี้นำที่น่าสนใจที่จะช่วยให้องค์การตอบสนองความท้าทายของโลกธุรกิจใหม่ ปัจจุบันนี้ ความมุ่งหมาย ความรู้ และความร่วมมือร่วมใจ ไม่ใช่ลำดับชั้น การแข่งขัน และกำไร จะสร้างความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว
“Unboss” จะเป็นคำกล่าวอำลาต่อลำดับชั้น เคพีไอ คำบรรยายลักษณะงาน และแผนโบนัส ของศตวรรษที่ยี่สิบ “Unboss” จะเป็นความเชื่อใหม่ที่ได้ปลี่ยนแปลงความเข้าใจเดิมของการบริหารภายในหัวของเรา และการปฎิรูปบริษัทที่จำกัดเป็นขบวนการที่ไม่จำกัด เราคิดว่าความมุ่งหมายของธุรกิจคือการทำเงินใช่ไหม ไม่ใช่ ธุรกิจแรกสุดและสำคัญที่สุดจะต้องเป็นประโยชน์ พวกเขาจะต้องกลายเป็นขบวนการที่ท้าทายโลก เราจะไม่ถูกว่าจ้างโดยนายจ้างต่อไปอีกแล้ว เราจะเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งภายในทีม ผู้บริหารของเราจะไม่มีคำตอบทุกอย่าง แต่เขาสามารถถามคำถามที่ถูกต้องได้ บริษัทไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์แก่ลูกค้า บริษัทสร้างคุณค่าแก่ลูกค้า
ภายในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้นำเสนอแนวคิดของไม่มีนาย ตรงกันข้ามกับนายตามธรรมเนียม “ไม่มีนาย” หมายถึงการปฏิรูปองค์การของเราให้เป็นสถาบันทางสังคมที่มีความมุ่งหมาย ไม่มีนาย การใช้ถ้อยคำที่กลับกันของผู้บริหารสมัยเดิม จะเป็นส่วนหนึ่งขององค์การไม่ได้อยู่ข้างบน ไม่มีนายจะบันดาลใจทั้งองค์การด้วยการสนับสนุนความลุ่มหลง ไม่มีนายจะเป็นสมาชิกของทีมคนหนึ่ง และรังเกียจสัญลักษณ์ที่กำหนดให้ผู้นำสมัยเดิม
แยกออกมาจากบุคคลของพวกเขา
วาสานท์ นาราซิมฮาน ได้กล่าวว่า โนวาร์ตีสจะอยู่บนการเดินทางไปสู่ “การไม่มีนาย” และกลายเป็นลำดับชั้นน้อยลง
แหล่งที่มาของอำนาจของผู้นำคือ ความสามารถของเราที่จะสร้างโอกาสแก่บุคคลที่รายรอบเรา บุคคลต้องตามเรา เพราะว่าพวกเขาเชื่อมั่นความคิดของเราและค่านิยมของเรา ถ้าเหตุผลที่เราต้องการจะทำบางสิ่งบางอย่างที่จะเอาใจลำดับชั้น เราได้เสี่ยงภัยที่จะสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป
ขบวนการไม่มีนายของบริษัทมุ่งที่จะพัฒนาผู้นำแบบผู้รับใช้ การวางความสำเร็จของทีมไว้ข้างบนตัวเรา
วาสานท์ นาราซิมฮาน ได้นำตราสินค้าเอกลักษณ์ของความเป็นผู้นำมาใช้กับการเป็นซีอีโอของเขา ณ โนวาร์ตีส
เมื่อผมคืดถึงตัวผมเองในฐานะของผู้นำ ผมคิดถึงตัวผมเองเป็นผู้นำที่บันดาลใจขับเคลื่อนด้วยความมุ่งหมายที่ต้องการจะให้อำนาจทีมทำสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ
เขาเชื่อว่าวิถีทางที่จะได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อเหล่านี้คือ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ณ ผู้ผลิตยาสวิสอายุ 250 ปี ให้เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า วัฒนธรรม
ที่บันดาลใจ อยากรู้อยากเห็น และไม่มีนาย
ผมเชื่อว่าอนาคตของบริษัทกำลังไปสู่เกี่ยวกับความคิดจะมาจากล่างขึ้นบน
เราไม่ต้องการนาย เราต้องการผู้นำแบบผู้รับใช้ เราต้องการบุคคลที่จะรับใช้ทีม และปล่อยให้ทีมคิดค้นความคิดที่ดีที่สุด
ในฐานะที่เป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งภายในโลก ด้วยรายได้ 50 พันล้านเหรียญ และการดำเนินงานอยู่ทั่วโลก โนวาร์ตีสจะชื่นชมกับนวัตกรรมภายในยาของพวกเขา วสานท์ นาราซิมฮาน เชื่อมั่นกำลังงาน 120,000 คนของบริษัท
สามารถบรรลุความสำเร็จได้ ถ้าพวกเขาเพียงแต่ได้เสี่ยงภัยมากขึ้นและ
ก้าวออกไปจากวัฒนธรรมความสมบูรณ์แบบของโนวาร์ตีส
ภายในสวิสเซอร์แลนด์ เราจะมีความภูมิใจที่ยิ่งใหญภายในมรดก วสานท์ นาราซิมฮาน จะต้องเรียนรู้ที่จะย้ำการรับรู้ความสำเร็จที่สำคัญ ณ โนวาร์ตีส นานกว่า 250 ปี ทุกครั้งที่โนวาร์ตีสต้องการจะปรับทิศทางภายในประวัติที่ยาวนาน พวกเขาจะปรับทิศทาง และนี่คือเวลาที่จะปรับทิศทางอีกครั้งหนึ่ง การปรับทิศทางไปสู่นวัตกรรมการปฏิรูป การปรับทิศทางวัฒนธรรม การปรับทิศทางไปสู่เทคโนโลยีข้อมูลและดิจิตอล และเราจะต้องทำมันอย่างรวดเร็ว เพราะว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก
วาสานท์ นาราซิมฮาน ได้กล่าวว่า ทฤษฎีการบริหาร ได้เริ่มต้นด้วยเฮนรี่ื ฟอร์ด 100 ปีที่แล้วเท่านั้น ในขณะที่ทฤษฎีของความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้มีมาอยู่แล้ว 2,500 ปี
วาสานท์ นาราซิมฮาน จะมองตัวเขาเองเป็นนักศึกษาที่ไม่สิ้นสุดภายในสาขาวิชาความเป็นผู้นำ
เขาได้ตระหนักว่านายที่บรรลุความสำเร็จภายในระยะยาวจะต้องถอยกลับ
และความหลงตัวเอง ณ บนสุดจะเป็นยาพิษภายในตาของเขา
หนังสือของจาคอป บอตเตอร และลารส์ โคลินด์ ได้สรุป ณ โนวาร์ตีส เป็นหลักการสิบข้อของการไม่มีนาย
1 การมุ่งที่ความมุ่งหมายไม่ใช่การทำกำไร
2 การยกเลิกลำดับชั้นเดิม และกระตุ้นบุคคลทุกคนทำงานด้วยกัน
3 การปฏิรูปธุรกิจของเราให้เป็นเครือข่ายทางสังคมที่ไม่จำกัด
4 การกลายเป็นสถานที่ยิ่งใหญ่ที่จะทำงานและดึงดูดบุคคลที่ดีที่สุด
5 การก้าวออกมาและปล่อยให้เพื่อนร่วมงานของเราทำการนำ
6 การเปลี่ยนแปลงลูกค้าและซัพพลายเออร์ให้เป็นหุ้นส่วน
7 การกำจัดระดับรายได้ที่ตายตัว โบนัส และบุคคลที่เห็นแก่ตัว
8 การให้บุคคลภายนอกบริษัทของเราเข้ามามีส่วนร่วม
9 การอดทนต่อความผิดพลาดและพูดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับมัน
10 การทำให้การสนทนาทั่วทั้งองค์การเข้มแข็งขึ้นโดยใช้สื่อทางสังคม
บุคคลรุ่นหนุ่มสาวภายในกำลังงานปัจจุบันต้องการความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน พวกเขาไม่ชอบนาย ผู้บริหาร หรือลำดับชั้น พวกเขาต้องการความเป็นผู้นำด้วยความมุ่งหมาย ปัจจุบันเราจะมองเห็นบริษัทวัยหนุ่มสาวมากขึ้นโดยไม่มีนายหรือผู้นำสมัยเดิม เราจะเรียกพวกเขาว่า บริษัทที่ไม่มีนาย พวกเขาจะมุ่งที่ความเป็นผู้นำแบบความร่วมมือร่วมใจ และการพัฒนาความสามารถด้วยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ต่อพวกเขาแล้ว เอกลักษณ์ของบริษัทที่เข้มแข็งจะเป็นหัวใจ ตามแนวคิดของลารส์ โคลินด์ องค์การที่ไม่มีนายจะให้บุคคลทุกคนมีส่วนร่วม องค์การจะทำหน้าที่ผ่านทางกลไกไม่ใช่โครงสร้าง และองค์การจะถูกสร้างบนความมุ่งหมายไม่ใช่กำไร ด้วยการไม่มีนายทั่วทั้งองค์การ
ุ

ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนจะมีแรงจูงใจ ความพอใจ และความผูกพันมากขึ้น มันจะทำให้บริษัทบรรลุความสำเร็จและทำกำไรมากขึ้น ที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีความสุขทำงานไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ความเป็นผู้นำแบบความร่วมมือร่วมใจต้องการความถ่อมตัว ความซื่อสัตย์ และความไว้วางใจ ถ้าไม่มีค่านิยมรากฐานสามอย่างเหล่านี้ ไม่มีบริษัทไหนสามารถอยู่รอดได้
การไม่มีนายจะดูคล้ายกับอะไร เราไม่มีนายด้วยการพลิกกลับพีรามิด และการพัฒนาความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ เราไม่มีทีมที่จะสนับสนุนนายต่อไปอีกแล้ว เราจะมีนายที่จะสนับสนุนทีม
ลารส์ โคลิน ผู้เขียน Unboss ได้กล่าวว่า การคิดแบบไมมีนาย
จะสร้างใหม่บริษัทเป็นเครือข่ายทางสังคมหรือชุมชนด้วยความมุ่งหมาย -ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง ขบวนการ
วาสานท์ นาราซิมฮาน ได้กล่าวว่าประมาณครึ่งหนึ่งของบุคคลของโนวาร์ตีสจะเป็นรุ่นปลายเจ็นวาย พวกเขาได้คาดหวังที่จะทำงานภายในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมาก ดังนั้นเขาได้มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงโนวาร์ตีส วัฒนธรรมแบบลำดับชั้นบนลงล่างที่บุคคลรอคำสั่งจากนายของพวกเขา ไปเป็นวัฒนธรรมที่มุ่งการให้อำนาจแก่บุคคลและบันดาลใจด้วยภารกิจของเรา การเปลี่ยนแปลงทิศทางที่ยิ่งใหญ่ทำนองนี้ได้เริ่มต้นกับสิ่งเล็กน้อยเหมือนเช่นการแต่งกาย เราได้เริ่มต้นที่จะใส่ยีนส์มาที่สำนักงาน เราได้พยายามที่จะเปิดเผยความโปร่งใสภายในบริษัทด้วยการใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคม การผ่อนคลายการแต่งกายจะคล้ายกับแนวโน้มที่แพร่หลายจากซิลิคอน แวลลี่ย์ 40% ของรุ่นปลายเจ็นวายจะดูที่มาร์ค ซัคเกอร์เบิรค ผู้ก่อตั้งเฟดบุค เป็นแรงบันดาลใจทางธุรกิจของพวกเขา เขาจะปรากฏตัวด้วยทีเชิรตสีเทาและยีนส์อยู่เสมอ ดังนั้นเขาจะมุ่งที่ประสิทธิภาพไม่ใช่แฟชั่น
ผู้ผลิตยาจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้วย แทนที่จะจำกัดด้วยเครื่องแต่งกายธุรกิจที่เป็นทางการ การยอมให้บุคคลแต่งกายตามที่พวกเขาชอบ ความรู้สึกเป็นอิสระ ความสบาย และความคิดสร้างสรรค์
เฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรสจะมีความหมายอย่างเดียวกับการจัดส่งข้ามคืน อุตสาหกรรมที่บริษัทได้พัฒนาระหว่าง ค.ศ 1970 และเกือบสามทษวรรษต่อมา บริษัทได้ยึดครองตลาดอย่างต่อเนื่อง จากหัวข้อรายงานประจำภาคของเฟดเดอริค สมิธ ที่ได้กลายเป็นความจริงเมื่อ ค.ศ 1970
เฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส จะเป็นบรรดาบริษัทไม่กี่บริษัทที่ได้ใช้
พีรามิดมุ่งลูกค้าที่จะสื่อสารระดับของความสำคัญ เฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส ได้ใช้พีรามิดกลับหัวกับลูกค้าอยู่บนสุด ตามมาด้วยบุคคลจากบนลงล่างในที่สุด ณ ล่างสุด
จะเป็นซีอีโอ การทำให้เห็นรูปร่างของจุดมุ่งที่ขับเคลื่อนโดยลูกค้าได้ถูกขยายโดยเฟดเดอรัล เฟดเอ็กซ์ว่า “งานของผู้จัดส่งพัสดุคือการทำงานโดยตรงแก่ลูกค้า”
เฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส ได้จินตนาการโครงสร้างของพวกเขาเหมือนกับพีรามิดกลับหัว บริษัทจะมีองค์การค่อนข้างแบนด้วยการมีระดับตามสายการบังคับบัญชาเจ็ดระดับเท่านั้น
ปรัชญาของเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส จะพยายามทำให้ระยะห่างขององค์การระหว่างผู้บริหารและบุคคลแนวหน้าสั้นลง บริษัทจะมีระดับการบริหารระหว่างผู้บริหารสูงสุดและยุคคลแนวหน้าเพียงห้าระดับเท่านั้น สายการบังคับบัญชาที่สั้นจะประหยัดเงิน
ของบริษัทได้อย่างมาก เราอาจจะเรียกพีรามิดกลับหัวของเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส ว่า โครงสร้างแบบผู้นำรับใช้
เฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส ชื่อใหม่คือ เฟดเอ็กซ์ บริษัทจัดส่งพัสดุและเอกสารข้ามคืนลำดับหนึ่งของโลก คำว่าข้ามคืน หมายความว่าพัสดุและเอกสารของลูกค้าต้องถึงจุดหมายปลายทางภายใน 24 ชั่วโมงหรือหนี่งวัน คู่แข่งขันรายสำคัญของเฟดเอ็กซ์คือ ยูไนเต็ด พาร์เซล เซอร์วิส ยักษ์ใหญ่สีน้ำตาล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอคนแรกของเฟดเอ็กซ์คือ เฟดเดอริค สมิธ
เมื่อ ค.ศ 1965 เฟรดเดอริค สมิธ นักศึกษาปริญญาตรี ของมหาวิทยาลัยเยล ได้ทำรายงานแผนธุรกิจของการจัดส่งพัสดุและเอกสารของบริษัท
เพื่อนำเสนอต่ออาจารย์ แผนธุรกิจของเขาได้อธิบายถึงระบบการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพด้วยกำหนดเส้นทางจัดส่งพัสดุและเอกสารผ่านจุดศูนย์กลางแล้วส่งไปตามจุดหมายปลายทาง
เมื่ออาจารย์ได้อ่านรายงานของเขาแล้วไม่ประทับใจและเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นรายงานจะได้รับเพียงเกรดซีเท่านั้น
อาจารย์ได้กล่าวแก่เขาว่า แนวคิดน่าสนใจและรอบรู้ดี แต่ถ้าจะได้เกรดสูงกว่าซี ความคิดต้องเป็นไปได้ด้วย
ไม่กี่ปีต่อมาเฟดเดอริค สมิธ ได้ก่อตั้งเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส ขึ้นมา ด้วยการใช้รายงานฉบับนี้ เงินลงทุน 80 ล้านเหรียญ ชื่อที่รู้จักกันอย่างไม่เป็นทางการคือ เฟดเอ็กซ์ การบริการการจัดส่งได้เริ่มต้นอย่างเรียบง่ายเป็นพัสดุขนาดเล็กและเอกสาร ณ คืนแรกของการปฏิบัติการ
ฝูงเครื่งบินไอพ่น 14 ลำ ได้บินขึ้นด้วยพัสดุ 186 ชิ้น ภายในสองปีแรก เฟดเอ็กซ์ขาดทุน 27 ล้านเหรียญ ภายในช่วงเวลาที่สั้น บริษัทเข้าใกล้จะล้มละลายแล้ว เงินลงทุนของเฟดเดอริคิสมิธเอง
และที่ได้มาจากน้องชายและน้องสาวได้สูญเสียไปหมดแล้ว แต่เขาสามารถเจรจาต่อรองกู้เงินจากธนาคารได้สำเร็จ และทำให้บริษัทสามารถลอยตัวขึ้นมาได้

ปัจจุบันนี้เฟดเอ็กซ์ได้ถูกยอมรับว่าเป็นตราสินค้าหนึ่งที่ถูกชื่นชอบมากที่สุดภายในโลก และเป็นสถานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งที่จะทำงาน เฟดเอ็กซ์ก่อนหน้านี้จะรู้จักกันว่าเป็นเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส จะเป็นบริษัทที่สำคัญรายหนึ่งภายในอุตสาหกรรมการจัดส่งพัสดุ และเป็นคู่แข่งขันโดยตรงต่อยูไนเต็ด พาเซิล เซอร์วิส ไม่เหมือนกับยูพีเอส เรื่องราวของเฟดเอ็กซ์ค่อนข้างจะสั้น เมื่อบริษัทได้ถูกก่อตัวโดยเฟดเดอริค สมิธเมื่อ ค.ศ 1971 แต่กระนั้น 40 ปีต่อมา บริษัทจะมีสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของโลกในแง่ตันของน้ำหนักที่บิน และใหญ่ที่สุดลำดับสี่ของโลกในแง่ของขนาดฝูงเครื่องบิน บริษัทจะมีบุคคลเกือบ 300,000 คน และรายได้มากกว่า 40 พันล้านเหรียญ เฟดเอ็กซ์ ได้ทำให้ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมของบริษัทเข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 40 ปีที่ผ่านมา และได้ถูกยอมรับอย่างกว้างขวางต่อความผูกพันทางคุณภาพของการบริการ เฟด
เอกซ์ จะเป็นบริษัทการบริการแห่งแรกที่ชนะรางวัลมัลคอล์ม บอลริค เมื่อ ค.ศ 1990
ส่วนผสมที่สำคัญภายในความสำเร็จของเฟดเอ็กซ์จะอยู่ที่ปรัชญาของบริษัท ปรัชญาของบริษัทบนพื้นฐานของบุคคลมาก่อน
เฟดเดอริค สมิธ ได้ตัดสินใจที่จะทำให้บุคคลเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการตัดสินใจเนื่อจากความเชื่อของเขาว่า เมื่อบุคคมาก่อน พวกเขาจะให้การบริการดีที่สุดเท่าจะเป็นไปได้ และการทำกำไรจะตามมา ผลลัพธ์จากหลักการนี้คือปรัชญาบริษัทของเฟดเอก : บุคคล – บริการ – กำไร เป้าหมายของบริษัท
สามอย่างเหล่านี้จะสร้างรากฐานต่อการตัดสินใจทางธุรกิจทุกอย่าง
บริษัทจะมุ่งการปฏิบัติต่อบุคคลของพวกเขาอย่างยุติธรรม ผู้บริหารจะถูกฝึกอบรมอย่างรอบคอบที่จะส่งเสริมการเคารพต่อบุคคลทุกคน และการปฏิบัติงานของพวกเขาจะถูกตรวจสอบ เฟดเดอริค สมิธ เชื่อว่าการปฏิบัติอย่างยุติธรรมจะสร้างความจงรักภักดีของบริษัท และความจงรักดีของบริษัทจะคุ้มค่าอยู่เสมอ
บุคคลมาก่อนจะยอมรับความสำคัญของความพอใจของบุคคลและการให้อำนาจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่บุคคลรู้สึกมั่นคงเพียงพอที่จะเสี่ยงภัยและกลายเป็นนวัตกรรมภายในการมุ่งคุณภาพ การบริการ และความพอใจของลูกค้า การบริการจะอ้างถึงเป้าหมายคุณภาพการบริการที่กำหนดไว้ชัดเจนและสม่ำเสมอของความพอใจของลูกค้า 100% 100% ของเวลา
กำไรของบริษัทควรจะเกิดขึ้น ถ้าบริษัทได้บรรลุเป้าหมาบุคคลและการบริการ
เฟดเอกจะมีกระบวนการหลายอย่างที่จะมั่นใจว่า P – S – P ได้กลายเป็นวิถีชีวิตต่อบุคคลทุกคนของบริษัท ตัวอย่างเช่น การสำรวจความพอใจของบุคคลทุกปี เพื่อที่จะปะเมินผลการปฏิบัตงานของผู้บริหาร
เฟดเดอริค สมิธ ผู้ก่อตั้งบริษัท ได้พัฒนาความคิดของบริษัทการขนส่งระดับโลกจากหัวข้อรายงานประจำภาคให้กลายเป็นความจริง ภายหลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยล เฟดเดอริค สมิธได้เริ่มต้นเฟดเอ็กซ์เมื่อ ค.ศ 1971 ด้วยมรดก 4 ล้านเหรียญจากบิดาของเขาและการร่วมลงทุน 91 ล้านเหรียญ
เฟดเอ็กซ์ ได้เริ่มต้นการปฏิบัติการทางอากาศจากสนามบินเมมพลีส เมื่อ ค.ศ 1973 ด้วยเครื่องบินเจ็ต 14 ลำ ที่ได้ถูกใช้จัดส่งพัสดุระหว่าง 25 เมือง เฟด
เดอริค สมิธ ได้เรียกชื่อบริษัทว่าเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส เพราะว่าเขาเชื่อต่อความหมายของการรักชาติที่เกี่ยวพันกับถ้อยคำว่า “เฟดเดอรัล” เสนอแนะผลประโยชน์ภายในกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ เขาได้หวังว่าชื่อจะสะท้อนด้วยเฟดเดอรัล รีเสิรพ แบงค์ ที่อาจจะเป็นลูกค้าในอนาคต แม้ว่าธนาคารได้ปฏิเสธข้อเสนอของเขา เฟดเดอริค สมิธ ไดรักษาชื่อไว้เพราะว่ามันน่าจดจำและช่วยดึงดูดความสนใจของประชาชน
ต่อมาสำนักวานใหญ่ของบริษัทได้ย้ายมาอยู่เมมพลีส เทนเนสซี่ เมมพลีสได้ถูกเลือกเนื่องจากมันจะเป็นทำเลที่ตั้งศูนยกลางภายในอเมริกา
และเนื่องจากสนามบินระหว่างประเทศเมมพลีสไม่ค่อยจะปิดเนื่องจากสภาวะอากาศไม่ดี สนามบินได้เต็มใจที่จะทำการปรับปรุงที่จำเป็นต่อการปฏิบัติการของบริษัทด้วย
เฟดเอ็กซ์ ได้เริ่มต้นการปฏิบัตการอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ 1973 ด้วยสมาชิกของทีม 389 คน คืนนั้นเครื่องบินเล็ก 14 ลำได้บินขึ้นจากสนามบินเมมพลีส และจัดส่งพัสดุ 186 ชิ้นไปยัง 25 เมืองภายในอเมริกา
บริษัทได้ดำเนินกลยุทธ์ไปตามแผนธุรกิจที่วางไว้ภายในรายงาน กลยุทธ์ที่มุ่งหมายของเขาได้บรรลุความสำเร็จสูงมาก
แต่กระนั้นกลยุทธ์ที่ปรากฏขึ้น ได้มีบทบาทภายในเฟด เอ็กซ์ด้วย เมื่อ ค.ศ 1980 เฟดเอ็กซ์ ได้เบี่ยงเบนไปจากกลยุทธ์ทีมุ่งหมาย เพื่อที่จะมุ่งการจัดส่งพัสดุด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เกิดขึ้น : เครื่องแฟกซ์ บริษัทได้พัฒนาการบริการเรียกว่าแซปเมล ขึ้นมา เอกสารได้ถูกจัดส่งทางอีเล็คโทรนิคผ่านเครื่องแฟกซ์ระหว่างสำนักงานของเฟดเอ็กซ์ และสำนักงานของลูกค้า ผู้บริหารของเฟดเอ็กซ์ เชื่อว่าบริษัทจะบรรลุความสำเร็จ เพราะว่าเวลาของการจัดส่งเอกสารได้ลดลงจากข้ามคืนลงเพียงชั่วโมงเดียว
แต่โชคไม่ดีระบบแซบเมลล์มีปัญหาทางเทคนิคหลายอย่าง
ที่ลูกค้าได้ผิดหวัง ยิ่งกว่านั้นเฟดเอ็กซ์ไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าธุรกิจสามารถซื้อเครื่องแฟกซ์ของพวกเขาเองได้ง่าย ไม่นานแซบเมลล์ ได้ถูกปิดลง เฟดเอ็กซ์ได้ขาดทุนหลายร้อยล้านเหรียญตามมาจากความล้มเหลวของกลยุทธ์ที่ปรากฏขึ้น เมื่อมองย้อนกลับเฟดเอ็กซ์ได้มีข้อผิดพลาดที่ราคาแพงด้วยการลงทุนภายนอกขอบเขตทของกลยุทธ์ที่มุ่่งหวังไว้ของพวกเขา : การจัดส่งพัสดุและเอกสารข้ามคืน

เฟดเดอริค สมิธ ได้ระบุเคล็ดลับความสำเร็จของเขา 5 ข้อ
1 การมองหาข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
เฟดเดอริค สมิธได้กล่าวว่า เราจะต้องเป็นรูปธรรมอย่างมากเกี่ยวกับอะไรที่เรากำลังพยายามจะบรรลุ และการมองหาข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน มันจะเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่นักลงทุนที่มีชื่อเสียง วอร์เร็น บัฟเฟตต์ เรียกมันว่า “คูน้ำ” รายรอบปราสาท แน่ใจข้อได้เปรียบนั้นเราสามารถรักษามันให้ยั่งยืนได้
2 การได้บุคคลที่ดี
เฟดเดอริค สมิธ ได้กล่าวว่าธุรกิจต้องการบุคคลที่ดี นั่นคือความลับอย่างแท้จริงต่อเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส คุณลักษณะของความเป็นผู้นำที่ดีจะไหลรินลงมาที่บุคคลปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในนาวิกโยธินอเมริกัน และเรียนรู้ทักษะของความเป็นผู้นำที่นี่ นาวิกโยธินได้สอนเราที่จะจูงใจบุคคลอย่างไร แม้แต่ถึงจุดที่การสละชีวตของพวกเขาภายในการรบ
3 ธุรกิจจะเป็นเพียงแต่เลขคณิต
เฟดเดอริค สมิธ ได้กล่าวว่าธุรกิจจะเป็นเพียงเกี่ยวกับเลขคณิต มันจะเป็นเพียงคณิตศาสตร์ สัญลักษณ์ของนวัตกรรมที่ชอบของเขาคือกล้องคาไลโดสโคปหมุนจนกระทั่งได้ภาพที่ถูกต้องตรงไปที่จุดเล็ง นักนวัตกรรมที่พูดตรงไปตรงมาจะพูดถึงผู้ประกอบการหลายคนที่พลาดต้นไม้แทนด้วยป่า แม้ว่าเราจะมีถ้อยคำทางธุรกิจและกลยุทธ์เป็นร้อย เฟดเดอริค สมิธได้กล่าวว่าธุรกิจจะเกี่ยวกับการเชื่อมโยงตลาดที่กระหายกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ และปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามรสนิยมที่เปลี่ยนแปลง
4 การเตรียมตัวทำงานหนัก แต่รักษาค่านิยมไว้
เฟดเดอริค สมิธ ได้กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรจะจำไว้คือ การทำงานต้องการความพยายามมากน้อยแค่ไหน มันจำเป็นจะต้องทำงานหนัก และใช้ชั่วโมงที่ยาวนานที่จะบรรลุเป้าหมายของเรา ถ้าเราต้องการทำงาน 9.00 ถึง 4.30 เราควรจะหางานทำ
ถ้าเราไม่เต็มใจจะทำงานหนัก และเราไม่เต็มใจจะให้ความผูกพันของเราต่องาน เราไม่น่าจะบรรลุความสำเร็จ
5 การมีอารมณ์ขัน
เฟดเดอริค สมิธ ได้กล่าวถึงเคล็ดลับข้อสุดท้ายของเขาอาจจะสำคัญที่สุด และช่วยรักษาทุกสิ่งทุกอย่างภายในมุมมอง “การมีอารมณ์ขัน” เขาได้กล่าวว่า การมีอารมณ์ขันจะเป็นทุกสิงทุกอย่าง เราจะต้องสนุกสนานและรื่นเริงกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ และสามารถหัวเราะด้วยตัวเราเล็กน้อย เราจะต้องจริงจังกับงานที่ทำ แต่อย่าจริงจังกับตัวเราเองเกินไปที่เราไม่สามารถหัวเราะกับตัวเราเองได้
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







