เก้าอี้สนาม สีขาว

เก้าอี้สนาม สีขาว
สวนสาธารณะเป็นสถานที่พักผ่อนที่จำเป็น ต้องมีหลายๆแห่ง ในประเทศหนาว เห็นชาวเมืองชอบไปนั่งพักผ่อน โดยเฉพาะคนแก่ๆ เคยเห็นในภาพจากเมืองนอก ว่ามีเก้าอี้สนามยาวๆ นั่งได้ ๓-๔ คน วางเรียงอยู่ และมีคนแก่ไปนั่งพักผ่อนนานหลายชั่วโมง สมัยที่ผมเรียนที่อังกฤษ สังเกตว่า มีหลายครอบครัว ตา ยาย ไม่เคยมีบ้านของตัวเอง ใช้วิธีเช่าห้องอยู่ตั้งแต่หนุ่มสาวจนแก่เฒ่า แล้วก็คงไม่สนใจจะมีบ้านต่อไป เพราะราคาแพงมาก คนที่อยู่ห้องแบบนี้ ในช่วงที่มีเวลาว่าง อากาศอบอุ่น เขาจะไปนั่งที่สวนสาธารณะกัน และที่นั่น อากาศดีด้วย เพราะมีต้นไม้เยอะ ความจริง ชีวิตคนเราก็แค่นี้ กินอิ่ม มีที่นอน และที่พักผ่อนก็เพียงพอแล้ว
เมื่อเห็นคนแก่นั่งเก้าอี้สนามในต่างประเทศ หวนคิดถึงสวนจตุจักรบ้านเรา ก็มีเก้าอี้สนามเหมือนกัน มีคนไปนั่งเล่นตอนเย็นๆ ได้เห็นเพราะใกล้บ้าน เดินผ่านไปมาเป็นประจำ แต่ที่ประทับใจแต่ก่อนนี้ ย้อนไปสมัยที่ยังเรียนที่เกษตร บางเขน ซึ่งเป็นระหว่างปี ๒๕๐๗-๒๕๑๑ ซึ่งตอนนั้น บริเวณมหาวิทยาลัย ยังเป็นสถานที่ที่มีคนเข้ามาเดินเที่ยวหรือนั่งเล่น คล้ายสวนสาธารณะ โดยเฉพาะในวันหยุดราชการ
ถนนเข้าเกษตรจะผ่านหน้าหอประชุมของมหาวิทยาลัย แล้ว จะมีทางเลี้ยวซ้าย ตรงแถวๆมุมทางเลี้ยวนั้น มีร้านค้าเล็กๆ เป็น booth รูป ๔ เหลี่ยม เปิดด้านหน้า ขายขนมของกินเล่นจิปาถะ และที่นั่น เป็นแหล่งขายนมเกษตรด้วย นมในสมัยนั้นมีนมสดอยู่ ๒ ชนิด คือนมวัว และนมควาย สำหรับนมควายได้จากควายพันธุ์มูร่า ซึ่งมีไขมันสูง ร้านค้านั้น มีชื่อว่า Dairy Hut ซึ่งดังมากสำหรับนิสิต และคนมาเที่ยวพักผ่อนในเกษตร มักจะแวะซื้อนมและของกินเล่นที่นี่
เดินเข้าไปในบริเวณมหาวิทยาลัยอีกนิด จะถึงต้นนนทรีที่ปลูกข้างทางสูงใหญ่ และร่มรื่น มีอยู่หลายต้น กี่ต้นก็จำไม่ได้ ตรงนี้จะอยู่ตรงข้ามกับตึกชีววิทยา และด้านหลัง เยื้องๆหน่อยเป็นหอสมุดกลางซึ่งหอสมุดเพิ่งย้ายจากข้างๆตึกชีววิทยาไปที่ตึกนั้นไม่นาน สถานที่เหล่านี้ ปัจจุบันเป็นที่ทำการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และด้านหน้าของหอสมุดกลางในอดีตที่กล่าวถึงนั้น ขณะนี้ มีอนุสาวรีย์ ๓ บูรพาจารย์ สถิตอยู่ ใต้ร่มนนทรีตรงนี้ จะมีเก้าอี้สนามอยู่ ๒ ตัว แต่ละตัวนั่งเรียงแถวได้ ๓-๔ คน เป็นเก้าอี้เหล็ก ทาสีขาว พวกนิสิตเรียกว่า ม้าขาว
นิสิตที่มานั่งตรงนี้ น่าจะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้อยู่หอประจำ หลังจากปีหนึ่งแล้ว ก็กลับไปอยู่บ้านบ้าง อยู่หอบ้าง หรือ นิสิตที่ขี้เกียจกลับหอ หลังจากมีชั่วโมงว่าง และพักจาการเคร่งเครียดมานาน ก็เลยมานั่งคุยสังสรรค์กัน ในสมัยนั้นคนที่นั่งบ่อยแทบทุกวัน รุ่นเดียวกัน คือยุทธยา และรุ่นพี่( ก่อน ๑ ปี) อีกคนคือ พี่เหงี่ยม หรือเสงี่ยม
คำที่ทักทายกัน คือ ว่างหรือ เรียนกี่โมง เรียนอะไร นอกเหนือจากเรื่องการเรียน ก็คุยหยอกล้อกันสนุกๆ หรือถกเถียงกันเรื่องข่าวสาร ยุทธยาเป็นคนคุยเก่ง ใครมานั่งคุยด้วยจะไม่เหงา สำหรับพี่เหงี่ยม ไม่ค่อยคุย แต่มักจะมีคำพูดที่คม และสนุกสนาน ทั้งพี่เหงี่ยม และยุทธยาในปัจจุบัน เป็นข้าราชการบำนาญของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่สุขภาพยังสมบูรณ์มาก เพราะเป็นชาวสวน ตากแดด ลมทุกวัน
เพื่อนๆที่มานั่งคุยเป็นครั้งคราว มีหลายๆคน ล้วนแต่คุ้นหน้าตา เพื่อนๆเหล่านี้ เมื่อไปทำงาน ก็ได้รับความสำเร็จในชีวิตด้วยดี และหลายๆคนก็จำใจต้องลาจาก ไม่กลับมา เนื่องจากโรคภัย มากกว่าอุบัติเหตุ
เมื่อมีการพบปะสังสรรค์ครั้งใด ถ้ามีใครพูดถึงม้าขาวหน้าตึกชีวะ ทุกคนก็จำได้แม่นยำ ยกเว้นเพื่อนผู้หญิง มีแต่ขี่จักรยานผ่านไปมา ไม่มีใครมานั่งม้าขาวคุยกับพวกเราเลย หนำซ้ำ เพื่อนผู้หญิงบางคนไม่ยอมขี่จักรยานผ่านถนนหน้าม้าขาวโดยตรง แต่พวกเขาอ้อมไปทางตึกชีวะ พอผ่านม้าขาวแล้วก็วกกลับถนนเดิม เมื่อถึงวัยเกษียณแล้ว เพื่อนผู้หญิงบอกว่า ที่ขี่จักรยานหลบ เพราะขี้เกียจฟัง โดนตะโกนแซวเป็นประจำ
ที่กล้าตะโกนแซวมีแต่เพื่อนๆรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่รุ่นน้องไม่กล้าแตะต้อง เพราะมีระบบอาวุโสอยู่ ระลึกถึงว่า เมื่ออยู่ในวัยนั้น ต่างก็มีอารมณ์สนุกสนาน คุยกันไป หยอกล้อ หัวเราะกันไป ถึงเวลาตารางเรียนของใครของมัน ก็แยกย้ายกันไปเข้าห้องเรียน แล้วก็กลับมา วนเวียนกันอยู่หลายๆปี จนปัจจุบัน เหลือแต่ ต้นนนทรี และภาพความหลังที่ประทับใจเป็นอนุสรณ์
ที่จำได้ไม่ลืมอีกเรื่องหนึ่ง คือวันฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ ซึ่งมีนิสิตเกษตรร่วมสนุกสนานด้วย แถวๆม้าขาวตรงนี้เอง เรื่องก็คือ ก่อนที่จะถึงเวลาแข่งขันในตอนบ่าย นิสิตนักศึกษาจากทั้ง ๒ สถาบัน จะนั่งรถกระบะตระเวนไปทั่วกรุง และมีหลายคันที่แวะเข้ามาในเกษตร ผ่านถนนตรงม้าขาว ที่มีกลุ่มนิสิตเกษตรยืน-นั่งกันอยู่ และโห่ร้องต้อนรับ นิสิตปีหนึ่งบางคนถูกคนบนรถโฉบเอาหมวกแก๊ปเขียวไป ต้องวิ่งตามไปเอาคืนให้ได้ เพราะ มีข้อปฏิบัติว่า ปีหนึ่งต้องสรวมหมวกแก๊ปเขียวนอกอาคาร จนถึงพิธีการถอดหมวกในวันปีใหม่
เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวัน home coming day ของพวกเราชาวเกษตร สำหรับรุ่นของเรานอกจากการทำบุญให้เพื่อนๆที่จากไปด้วยความคิดถึงแล้ว ก็ไม่มีการจัดกิจกรรมอะไร เพราะหลีกเลี่ยงการระบาดของเชื้อโควิด ๑๙ แต่ในขณะนั้น มีการจัดงานเกษตร ร้านค้าเริ่มตั้งแต่หน้าหอประชุมเกษตรเข้าไปข้างใน ผม และเพื่อน ( ดร. ธิติ) ร่วมวงการที่เคยนั่งม้าขาวมาด้วยกัน ได้ไปเดินในงาน และถือโอกาสระลึกความหลัง สถานที่ที่ เราเคยนั่ง สนุกสนานเป็นประจำ ทั้งนี้ เห็นแต่ร้านค้า ในงานเกษตร และพวงมาลา ทีคณะบุคคล สถาบันและศิษย์ มาวางหน้าอนุสาวรีย์ ๓ บูรพาจารย์ ซึ่งเป็นความรักและคารวะต่ออาจารย์ ผู้ร่วมกันก่อสร้างงานวิชาการและสถาบันเกษตรมาแต่แรกเริ่ม ในสมัยนี้ ไม่มีนิสิตกลุ่มใหญ่ๆขี่จักรยานไปมา ไม่มีม้าขาว และไม่มีคนนั่งม้าขาวหยอกล้อกันอีกเหมือนก่อน
ว่าแล้ว ก็ชวนกันไปนั่งกินน้ำแข็ง ดูคนผ่านไปมาเล่นๆ สังเกตดูว่ารุ่นลูกหลานเราสมัยนี้ ทำไมมันสูงๆกันทั้งนั้น เราไปเทียบกับเขาไม่ได้เลย เฮ้อ! แยกย้าย กลับบ้าน ของใครของมันดีกว่า (เพื่อนผมบอกว่าจะกลับ แต่เขาเปลี่ยนใจไปเดินต่อคนเดียว ทราบว่า ซื้อของได้หลายชิ้น)
บู๊ คนเคยหนุ่ม
เขียนที่ เชียงใหม่
๑๖ เมษายน ๒๕๖๕


