ขอฝากประเด็นถึงคณะทหารเมียนมา

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ขอฝากประเด็นถึงคณะทหารเมียนมา
หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้วละครับ ที่จะต้องเขียนถึงรัฐประหารในเมียนมาสักหน่อย
แม้ใครต่อใครจะเขียนถึงกันมากแล้ว ในแง่มุมต่างๆ โดยแต่ละท่านที่เขียน ล้วนแสดงความเป็น”ผู้รู้” ซึ่งกระผมได้เฝ้าติดตามอ่าน ด้วยความเคารพและนับถือ ในข้อมูลและทัศนะความเห็นโดยความพินิจพิเคราะห์ยิ่ง
เมื่ออ่านแล้วก็ทำให้ได้เรียนรู้ เหตุผลลึกๆ ว่า ทำไมจึงได้เกิดการยึดอำนาจขึ้นมาอีก คงไม่ใช่แค่เพียงเพราะ เหตุผลตื้นๆ ที่กลุ่มอำนาจทหารกล่าวอ้างว่า มีการโกงเลือกตั้งขนานใหญ่(กรณีพรรครัฐบาลได้คะแนนมากมาย) ทำไมพรรคนิยมทหารจึงได้คะแนนน้อยถึงเพียงนั้น
ปรากฏว่าก่อนรัฐประหาร กลุ่มอำนาจทหารต่อรอง ให้นับคะแนนใหม่ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งยืนกรานว่าไม่มีการโกงเลือกตั้ง ไม่มีการนับคะแนนผิดพลาด กลุ่มอำนาจทหารจึงเข้ายึดอำนาจ โดยอ้างว่ากระทำตามรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจไว้ จับคณะรัฐบาลที่เป็นพลเรือน รวมทั้งนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐกักขังอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลอะไรและอย่างไร ข้อเท็จจริงก็คือ “กลุ่มอำนาจทหาร”ยึดอำนาจคราวนี้ ก็เพราะ”หวงอำนาจ”เท่านั้นเอง
คือหวงที่อำนาจจะไหลไปสู่พลเรือนหมด หลังจากจำเป็นต้องร่วมมือกับกับฝ่ายพลเรือน ปกครองประเทศแบบกึ่งเผด็จการมาระยะหนึ่ง ซึ่งคงจะยาวนานพอที่”กลุ่มอำนาจทหาร”รู้สึกว่าฝ่ายตนจะไปไม่รอด ที่ผลเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายสนับสนุนทหารได้ที่นั่งในสภาน้อยเกินไป หากปล่อยเนิ่นนานเกิน จนที่สุดก็จะหมดที่นั่งในสภาได้ ในการเลือกตั้งคราวหน้า
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าหากปล่อยให้ประชาธิปไตยพลเรือนค่อยๆเบ่งบาน กระทั่งเบ่งบานเต็มที่แล้ว “กลุ่มอำนาจทหาร”ก็จะหมดอำนาจในที่สุด
และหมดสิ้นผลประโยชน์ในที่สุด
เมื่อถึงเวลานั้น “กลุ่มอำนาจทหาร”ก็จะกลายเป็น”มนุษย์เงินเดือน”ธรรมดาๆ ไม่มีอำนาจวาสนาหรือมีอิทธิพลอะไรเป็นพิเศษ ให้ได้มาหล่อเลี้ยงหัวใจให้พองโตเหมือนเช่นที่ผ่านๆมา ทำให้ดูเหมือนจะสิ้นศักดิ์ศรีไปเลย (ซึ่งที่จริงไม่ใช่ เพราะศักดิ์ศรีทหารไม่ได้อยู่ตรง”อำนาจ”เท่านั้น)
ที่สำคัญสถาบันทหาร ก็จะกลายสภาพเป็นเพียงแค่”กลไก”แห่งรัฐ เป็นหน่วยงานธรรมดา เป็นกระทรวง ตกอยู่ภายใต้การบริหารของคณะรัฐบาลพลเรือน(นักการเมือง)
เหมือนดังที่ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศศิวิไลซ์ ที่มีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ เช่น สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา หรือสาธารณรัฐฝรั่งเศส
ทุกชาติดังกล่าว ทหารต้องตกอยู่ภายใต้ระเบียบวินัย หรืออยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อไรทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ
เมื่อนั้น ก็จะกลายเป็นกบฏ
ความรู้สึกหวงอำนาจเช่นนี้นี้คือ”สำนึก” ที่ยังคงมีความอยาก(ตัณหา) มีความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน) ต้องการครอบครองไว้ซึ่งอำนาจ
ทั้งนี้ ตามสำนึกของ”ธรรมดามนุษย์”เป็นมนุษย์ซึ่งยังมีกิเลส คือยังมีโลภ โกรธ หลง
แต่ไร้ซึ่งสำนึกอย่าง”อริยะมนุษย์”ที่พึงสำนึก คือสำนึกด้วยคุณธรรม คือด้วยเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา
หรือด้วยหลักธรรมของพระราชา ที่เรียกว่า”ทศพิธราชธรรม” ซึ่งมิใช่เพียงเพื่อตนเอง หรือเพื่อสมัครพรรคพวก แต่ต้องสำนึกเพื่อทุกๆ คนในสังคม อันจะนำมา ซึ่งความสุขความเจริญของส่วนรวมโดยแท้จริง
แต่กลุ่มทหารผู้กุมอำนาจไม่ยอม
ฉะนั้น ในวันนี้ ”ผู้ไม่รู้”อย่างผม จะลองเขียนถึงเมียนมาดูบ้าง หากไม่ถูกต้องอย่างไร ค่อยมาว่ากัน วิพากษ์วิจารณ์กันได้
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์เมียนมา จะพบว่าชาวเมียนมานั้นเป็นนักสู้โดยแท้ มาแต่แรก โดยค่อยๆอพยพจากพรมแดนจีน-ทิเบตมาตั้งถิ่นฐานในรูปกลุ่ม”นครรัฐ”ในพื้นที่ตอนบนของเมียนมาปัจจุบัน ที่เรียกว่า”ปยู”ตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษราว ๒๐๐ ปีจนถึงช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ ในขณะที่พื้นที่ดังกล่าวมีกลุ่มชนต่างๆ อาศัยอยู่แล้ว โดยเฉพาะชาวมอญ ซึ่งน่าจะเป็นชนกลุ่มแรกสุดที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในแผ่นดินพม่าก่อนใครและก็เคยมีอาณาจักรของตนเองด้วย
จากประวัติศาสตร์การต่อสู้อันสลับซับซ้อนของกลุ่มชนต่างๆ ในที่สุดชนชาวพม่าหรือเมียนมา ก็เข้าครอบครองแผ่นดินนี้ไว้ทั้งหมด หลังจากได้เอกราชกลับคืนมาจากอังกฤษในปี พ.ศ.๒๔๙๑ จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังไม่สามารถรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวได้เพราะกลุ่มเผ่าต่างๆ ไม่ยอมง่ายๆในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
สภาพดังกล่าวนี้ จึงกลายเป็นปัญหาที่คุกคามความมั่นของชาติ ทำให้กลุ่มอำนาจทหารเมียนมา อ้างเป็นเหตุผลที่ต้องทำตัวเป็นเผด็จการมาตลอด จนกระทั่งทุกวันนี้
ถึงแม้ในความเป็นจริงแล้ว หากร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง ระหว่างพลเรือนกับทหาร โดยเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาที่จะรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวได้
จึงน่าเสียดาย ที่ความฝันของนายพล อู อองซาน บิดาของนางออง ซาน ซูจี ที่ต้องการรวมชาติเป็นหนึ่งเดียว ถูกลอบสังหารไปเสียก่อน ที่งานรวมชาติผ่านข้อตกลง”ปางโหลง”จะบรรลุความสำเร็จและก็ยังคงคาราคาซัง มาจนทุกวันนี้และก็คงจะมีการสู้รบกระทบกระทั่งกันต่อ ระหว่างรัฐบาลเมียนมากับชนเผ่าต่างๆ ไม่จบสิ้น
หลังสุดที่มีความเคลื่อนไหวว่าด้วย”ข้อตกลงปางโหลง”ก็คือ ความพยายามสืบต่อเจตนารมณ์ของ”ออง ซาน ซูจี”เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคมปีที่แล้ว โดยการผลักดันแผนสันติภาพกับชนกลุ่มน้อยเป็นครั้งที่ ๔ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา ต่อที่ประชุมปางโหลงในกรุงเนปิดอว์
ความตั้งใจของเธอจึงเป็นที่ประจักษ์ชัด หลังจากที่พรรคเอ็นแอลดี ที่เธอสังกัดประสบชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี ๒๐๑๕ และหลังจากนั้น ก็มีการประชุมหารือกันอย่างจริงจังมาแล้วสามครั้ง
เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงมาด้วยการทำรัฐประหารอย่างนี้ ก็เลยชักจะไม่แน่ว่ารัฐบาลทหารเมียนมา จะดำเนินการต่อไปอย่างไร ต่อการทำให้”ข้อตกงปางโหลง”เกิดความก้าวหน้า หรือว่าจะปล่อยปละละเลยไปก่อน ซึ่งไม่น่าจะใช่ หากกลุ่มอำนาจทหารมีความตั้งใจ ที่จะทำให้เกิดความสามัคคีปรองดองภายในชาติจริงจัง
บทความนี้ คงไม่เรียกร้องให้ทหารเมียนมาคืนประชาธิปไตยในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ เพราะไม่แน่ใจว่าใครผิดใครถูกอย่างไรแน่ชัด มีการโกงเลือกตั้งจริงหรือเปล่า ก็ได้แต่ภาวนาว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปจริงในอีกหนึ่งปี ตามที่คณะทหารยืนยัน
อาการของผมดังกล่าวนี้ ก็เช่นเดียวกัน กับการที่ไม่กล้าเร่งและเรียกร้องให้มีประชาธิปไตยเต็มใบทันที ในเมืองไทยในเวลานี้ ท่ามกลางความสับสนในข้อมูลข่าวสารต่างๆ
เพราะกลุ่มเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในไทยกำลังสำแดงพฤติกรรมแปลกๆ ไม่น่าไว้ใจมากขึ้นทุกวัน จนเป็นที่ระแวงสงสัยว่า จะไม่ทำเพื่อประชาชนทั่วไป แต่กระทำเพื่อตนเองและพวกพ้องมากกว่า
ณ ที่นี้ ก็ได้แต่ขอวิงวอน มายังคณะทหารเมียนมาว่า โปรดอย่าได้ใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านเลย ปล่อยให้พวกเขาประท้วงไปเถิด
อีกหน่อยหมดแรง ก็เงียบไปเอง







