INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

“คิดใหญ่ เริ่มต้นเล็ก เจริญเติบโตรวดเร็ว” เวทย์มนต์ของลีน สตาร์ทอัพ

“คิดใหญ่ เริ่มต้นเล็ก เจริญเติบโตรวดเร็ว” เวทย์มนต์ของลีน สตาร์ทอัพ

แนวคิดของลีน สตาร์ทอัพได้กำเนิดเมื่อต้น ค.ศ 2000 และได้วิวัฒนาการเป็นวิธีการประมาณ ค.ศ 2010 ลืน สตาร์ทอัพ ได้ถูกพัฒนาโดยผู้ประกอบการแห่งซิลิคอน แวลลี่ย์ สตีฟ แบลงค์ และอีริค รีสหลักการของลีน สตาร์ทอัพรับรองได้ว่าผู้ประกอบการจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง แทนที่จะพยายามสร้างธุรกิจบนพื้นฐานของความคิดที่ไม่ทดสอบ ผู้สนับสนุนได้อธิบายความคิดนี้ว่า “ล้มเหลวเร็ว ล้มเหลวถูก” เพราะว่ากระบวนการลีน สตาร์ทอัพได้ถูกออกแบบที่จะจำกัดเวลาและทรัพยากรลงทุนกับความคิดของผลิตภัณฑ์ ก่อนที่ผู้ประกอบการจะทดสอบและพิสูจน์คุณค่าที่เป็นไปได้ของพวกเขา เราจะมีสิ่งตีพิมพ์จำนวนมากได้ทำให้แนวคิดของสตาร์ทอัพนิยมแพร่หลาย แต่หนังสือ Lean Startup ของอีริค รีส ค.ศ 2011 จะถูกรับรู้มากที่สุด อีริค รีส ได้ศึกษาวิชาการพัฒนาลูกค้าจากสตีฟ แบลงค์ เมื่อต้น ค.ศ 2000 ภายหลังจากที่สตีฟ แบลงค์ ได้ลงทุนภายในสตาร์ทอัพของเขา สตีฟ แบลงค์ จะได้รับแรงบันดาลใจวิถีทางแบบลีนภายในการผลิตของโตโยต้า การผลิตแบบลีนจะเป็นวิธีการผลิตที่ให้คุณค่าต่อความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วLean Startup จะเป็นหนังสือที่เหลือเชื่อ เพราะว่ามันได้เล่าประสบการณ์ของอีริค รีส เขาได้แสดงข้อผิดพลาดของเขาภายในความพยายามที่จะช่วยเราหลีกเลี่ยงการทำข้อผิดพลาดอย่างเดียวกัน เขาได้กล่าวถึงความสำคัญของความเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา การสร้างเอ็มวีพี และการรู้ว่าเมื่อไรจะปรับและทำซ้ำ โดยไม่เสียเวลามากเกินไป คำแนะนำของเขาจะมีคุณค่าอย่างมาก และช่วยให้เราหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของผู้ก่อตั้งโดยทั่วไปได้ลีน สตาร์ทอัพ จะมาจากแนวคิดแบบลีน วิถีทางของการบริหารอย่างหนึ่งที่มีชื่อเสียงจากการประยุกต์ใช้กับระบบการผลิตของโตโยต้า ถ้อยคำว่าลีนได้ถูกสร้างจากนักวิชาการชื่อเจมส์ โวแมค การผลิตแบบลีนจะเป็นต้นกำเนิดของถ้อยคำและปรัชญาของ “ลีน สตาร์ทอัพ”ิ การใชัถ้อยคำลีนที่จะอธิบายระบบการผลิตที่streamlined ของการผลิตแบบลีน ได้ถูกทำให้นิยมแพร่หลายโดยหนังสือ 1990 The Machine That Changed The World ของเจมส์ โวแมค ผู้เขียนร่วมระบบการผลิตของโตโยต้าได้บุกเบิกโดยทาอิอิชิ โอโนะ รวมกับหลักการไหลเวียนของสายพานประกอบรถยนต์ที่ได้ถูกใช้โดยเฮนรี่ ฟอร์ด ทำนองเดียวกับกฏของการผลิตแบบลีน วิธีการของลีน สตาร์ทอัพได้แสวงหาที่จะลดการปฏิบัติที่สิ้นเปลืองและเพิ่มการปฏิบัติที่สร้างคุณค่าระหว่างระยะเริ่มแรกของบริษัท ดังนั้นบริษัทจะมีโอกาสของความสำเร็จที่ดีกว่าโดยไม่ต้องการเงินทุนจากภายนอกจำนวนมาก การทำแผนธุรกิจอย่างละเอียด หรือผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์การป้อนกลับของลูกค้าระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์จะสำคัญต่อกระบวนการสตาร์ทอัพ และการรับรองว่าบริษัทไม่ต้องลงทุนเวลาออกแบบลักษณะผลิตัณฑ์หรือบริการที่ลูกค้าไม่ต้องการ

วิธีการของลีน สตาร์ทอัพจะอยู่บนพื้นฐานที่ทุกสตาร์ทอัพจะเป็นการทดลอง และเพื่อที่จะทำให้สตาร์อัพบรรลุความสำเร็จ ผู้ประกอบการทุกคนต้องมั่นใจ
ที่จะทำงานอย่างฉลาด ไม่ใช่เพียงแต่ทำงานหนัก แทนการค้นหาคำตอบว่า “ผลิตภัณฑ์นี้สามารถสร้างได้หรือไม่” พวกเขาจะต้องพยายามตอบคำถามว่า”ผลิตภัณฑ์นี้ควรจะถูกสร้างหรือไม่” “หรือธุรกิจที่ยั่งยืนสามารถถูกสร้างจากผลิตภัณฑ์นี้หรือไม่”วิธีการของลีน สตาร์ทอัพ ได้กำเนิดภายในซิลิคอน แวลลี่ย์ แต่การใช้ถ้อยคำว่า “ลีน” จะมีรากของมันจากระบบการผลิตแบบโตโยต้า ภายใต้การใช้ถ้อยคำของอีริค รีส์ ลีนสตาร์ทอัพจะให้วิถีทางทางวิทยาศาสตร์ที่จะสร้างและบริหารสตาร์ทอัพ และนำผลิตภัณฑ์ไปสู่มือลูกค้าให้รวดเร็ว วิธีการของลีน สตาร์ทอัพสอนเราจะขับสตาร์ทอัพอย่างไร ถือพวงมาลัยอย่างไร เลี้ยวเมื่อไร และเมื่อไรจะรักษาและเจริญเติบโตธุรกิจด้วยการเร่งความเร็วสูงสุด
เราจะมีหลักการห้าของวิธีการลีน สตาร์ทอัพ
1 ผู้ประกอบการจะอยู่ทุกที่
เราไม่จำเป็นต้องทำงานภายในโรงเก็บรถยนต์ที่จะถูกเรียกว่าสตาร์ทอัพ สมัยก่อนเรารู้ว่าบริษัทใหญ่ส่วนมักจะเริ่มต้นภายในโรงเก็บรถยนต์และถูกเรียกว่าสตารทอัพ แต่ปัจจุบันนี้สตาร์ทอัพไม่เป็นเพียงเกี่ยวกับการทำงานภายในโรงเก็บรถยนต์ สิ่งที่เราควรจะเรียนรู้จากหลักการข้อนี้คือ เราจะไม่เคยอยู่ภายในเวลาที่จะสร้างสรรค์ได้ดีกว่าวันนี้ เราจะต้องคิดใหญ่ เริ่มต้นเล็ก ขยายตัวรวดเร็ว นั่นคือความเชื่อเบื้องหลังหลักการนี้ ถ้าเรามีความคิด เริ่มต้นเล็กภายในห้องนอนของเรา หรือที่ไหนก็ตาม ต่อจากนั้นเดินต่อไป วิธีการของลีน สตาร์ทอัพสามารถถูกใช้โดยบริษัทใหญและบริษัทเล็กภายในทุกภาคของเศรษฐกิจ
แต่ใครคือบุคคลเหล่านี้ พวกเขาคือบุคคลที่เพิ่งจะสูญเสียงาน และยืนกรานเพื่อตัวเอง พวกเขาคือบุคคลที่ได้เริ่มต้นและได้ขายธุรกิจอย่างแรกอย่างที่สองหรืออย่างที่สามไป พวกเขาคือบุคคลที่เราได้อ่านถึงภายในหนังสือและวารสาร
– เรื่องราวความสำเร็จของการสร้างตัวเอง แต่กระนั้นผู้ประกอบการจะถูกพบได้ภายในบริษัทโลก กำลังทำงานกับความคิดที่ยิ่งใหญ่ เราจะอ้างถึงบุคคลเหล่านี้ว่าเป็นผู้ประกอบการภายใน ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง ผู้ประกอบการจะอยู่ทุกหนทุกแห่ง
2 การเป็นผู้ประกอบการคือการบริหาร
สตาร์ทอัพจะเป็นสถาบันอย่างหนึ่งไมใช่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ ดังนั้นสตาร์ทอัพต้องการการบริหารแบบใหม่ โดยเฉพาะการมุ่งไปสู่สภาพแวดล้อมของความไม่แน่นอนสูง สตาร์ทอัพจะเป็นสถาบันที่สอนเราให้บริหารสถาบันอย่างไร ที่จริงแล้วอิริค รีส์ ได้แนะนำว่า “ผู้ประกอบการ” ควรจะถูกพิจารณาว่าเป็นชื่องานอย่างหนึ่งภายในบริษัทสมัยใหม่ทุกบริษัทที่ขึ้นอยู่กับนวัตกรรม เพื่อการเจริญเติบโตในอนาคตของพวกเขา ยิ่งกว่านั้นเขาได้กล่าวว่าเป้าหมายของผู้ประกอบการจะสร้างบริษัทที่ยั่งยืนอย่างไร ไม่ใช่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ใหม่ทันสมัย และนี่คือสิ่งที่วิธีการลีน สตาร์ทอัพได้นิยามว่า : วิธีการใหม่ของการใช้นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องสร้างธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จสูงมาก
อีริค รีส์ ได้เตือนเราถึงสภาวะของความล้มเหลวจะมาจากนวัตกรรมไม่เพียงแต่ภายในสตาร์ทอัพ แต่ภายในบริษัทที่ก่อตั้งแล้วด้วย นวัตกรรมที่ไม่มีการบริหารอย่างมีวินัยจะเป็นความเสี่ยงภัยที่ไม่ยอมรับ โดยเฉพาะภายในยุคของการปฏิรูปดิจิตอลของเรา โดยสรุปบ่อยครั้งเหลือเกินที่การเป็นผู้ประกอบการจะลืมความสำคัญของความสามารถทางการบริหาร
3 การเรียนรู้ทางการตรวจสอบ
สตาร์ทอัพไม่ได้มีอยู่เพียงที่จะสร้างวัตถุ การทำเงินหรือแม้แต่การบริการลูกค้า สตาร์ทอัพมีอยู่ที่จะเรียนรู้การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างไร การเรียนรู้นี้สามารถตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ด้วยการทดลองบ่อยครั้ง ผู้ประกอบการจะทดสอบองค์ประกอบแต่ละอย่างของวิสัยทัศน์ของพวกเขา
เป้าหมายของเราคือการเรียนรู้และการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ดังนั้นเราจะใข้การป้อนกลับ – ข้อเท็จจริง ตรวจสอบการคาดคะเนและแนวคิดของเรา การตรวจสอบสตาร์ทอัพและการตัดสินใจของเราอยู่เสมอ การใช้ตัวเลขที่จะยอมรับสมมุติฐานหรือล้มเลิกมันได้ นั่นคือเราจะเรียนรู้และเจริญเติบโตอย่างไร สมมุติฐานการเจริญเติบโตจะเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการวิทยาศาสตร์นี้ : สตาร์ทอัพของเราจะเจริญเติบโตอย่างไร
4 วงป้อนกลับสร้าง วัด เรียนรู้
กิจกรรมพื้นฐานของสตาร์ทอัพคือ การเปลี่ยนแปลงความคิดให้เป็นผลิตภัณฑ์ การวัดว่าลูกค้าจะตอบสนองอย่างไร
และจากนั้นการเรียนรู้ว่าจะรักษาไว้หรือเปลี่ยนแปลงทิศทาง ความคิดจะกลับมาที่สร้าง ให้รวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ ภายหลังการเรียนรู้จากตลาด อิริค รีส์ ได้กล่าวว่าเราสามารถผ่านวงจรนี้ได้รวดเร็วเท่าไร เราจะเรียนรู้ตลาดให้คุณค่าอะไรได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น และโอกาสที่เราจะอยู่รอดและสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนจะดีขึ้น เราจะต้องจำเวทย์มนต์ข้อนี้เสมอ สร้าง วัด เรียนรู้ สร้าง วัด เรียนรู้ สร้าง วัด เรียนรู้กระบวนการสร้างบริษัทใหญ่จะไม่ง่าย หลักการข้อนี้จะนำทางเราในฐานะของผู้ประกอบการที่จะสร้างเอ็มวีพีของเราต่อจากนั้นสร้างบริษัทใหญ่บนพื้นฐานของเอ็มวีพีนี้ วงจรนี้จะเกียวกับการสร้างเอ็มวีพี การวิเคราะห์การตอบสนองของลูกค้า และการตัดสินใจต่อไปบนพื้นฐานของการตอบสนอง เราจะก้าวไปหรือเราจะเปลี่ยนทิศทางอิริค รีส์ ได้อธิบายว่าทำไมสตาร์ทอัพได้ล้มเหลว ปัญหาข้อแรกคือ ความดึงดูดของแผนที่ดี การวางแผนและการพยากรณ์จะถูกต้องเมื่ออยู่บนพื้นฐานของประวัติที่ยาวนานและมั่นคงและสภาพแวดล้อมที่ไม่เปลี่ยนแปลง ปัญหาข้อสองคือ “เพียงแต่ทำมัน” สำนักนี้เชื่อว่าความยุ่งเหยิงคือคำตอบ สตาร์ทอัพจะต้องถูกบริหาร ดังนั้นบทเรียนที่สำคัญของเขาคือ เนื่องจากสตาร์ทอัพจะเผชิญกับความไม่แน่นอนมาก สตาร์ทอัพควรจะถูกทดสอบ ทดลอง เรียนรู้จากสมมุติฐานฺผิดหรือถูกตั้งแต่เริ่มแรกและบ่อยครั้งเท่าที่จะเป็นไปได้
5 การบัญชีนวัตกรรม การมีระบบบันทึกตรวจสอบบนพื้นฐานของตัวเลขจริง และผลลัพธ์ที่สตาร์ทอัพของเราได้บรรลุ การบัญชีนวัตกรรมจะปรับปรุงผลลัพธ์ของผู้ประกอบการ และสร้างความรับผิดชอบแก่นักนวัตกรรม การวัดความก้าวหน้าอย่างไร การกำหนดหลักบอกระยะทางอย่างไร และการลำดับความสำคัญของงานอย่างไร การกำหนดการออกแบบบัญชีใหม่เพื่อสตาร์ทอัพและบุคตลที่จะต้องรับผิดชอบมัน กระบวนการจะต้องทดสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการใช้เคพีไอ สมมุติฐานคุณค่าและสมมุติฐานการเจริญเติบโตของสตาร์ทอัพ
สมมุติฐานคุณค่า – ทดสอบว่าผลิตภัณฑ์ได้ให้คุณค่าแก่ลูกค้าเมื่อพวกเขาได้ใช้มันหรือไม่
สมมุติฐานการเจริญเติบโต – ทดสอบว่าลูกค้าใหม่จะค้นพบผลิตภัณฑ์หรือไม่

“คิดใหญ่ เริ่มต้นเล็ก เจริญเติบโตเร็ว” นี่คือเวทมนต์ของลีน ทีม โดยอีริค รีส์ภายในหนังลงสือเล่มใหม่ของเขา The Startup Way
อิริค รีส์ ได้กล่าวว่า มันจะเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันอย่างแท้จริง เราต้องการจะคิดใหญ่ แต่เริ่มต้นเล็ก และจากนั้นขยายตัวให้เร็ว ไม่ว่าเรากำลังต่อสู้ภายใน
สตาร์ทอัพจริง หรือพยายามจะสร้างสตาร์ทอัพภายในบริษัทก่อตั้งแล้ว วิถีทางของลีน ทีม สามารถบรรลุประสิทธิภาพและผลลัพธ์สูงสุดภายในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนได้ แซปโป้ส์ได้เริ่มต้นเป็นร้านรองเท้าออนไลน์ภายในยุคก่อนอี คอมเมิรช ย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 1999 โทนี่ เชย์ ได้ลงทุน 500,000 เหรียญจากกระเป๋าของเองที่จะเปิดโครงการ แต่กระนั้นเขาไม่ได้มีนักลงทุนใจบุญหรือสนใจมันเลย ระหว่าง ค.ศ 2000 และ ค.ศ 2002 บริษัทขาดแคลนเงินสดสองครั้ง โทนี่ เชย์ ได้ลงทุนภายในบริษัทของเขาเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาไม่ได้ค้นพบการจัดหาเงินทุนจากภายนอกแต่กระนั้นแม้จะมีความสับสนและความเสี่ยงภัย แซปโป้ส์ได้บริหารจนมียอดขายไม่ต่ำกว่า 32 ล้านเหรียญเมื่อสิ้นปีนั้น แต่มันยังคงเป็นธุรกิจที่ไม่มีกำไรอยู่ แต่ยอดขายจะค่อนข้างสูง การชักจูงให้โทนี่ เชย์ รักษาการผจญภัยของเขาไว้ ตั้งแต่เริ่มต้นโทนี่ เชย์ ได้ตระหนักอย่างดีถีงความสำคัญของการบริการลูกค้าภายในความสำเร็จของบริษัทของเขา เขาได้รับรู้ว่ามันไม่ได้เป็นบริษัทเทคโนโลยี แต่เป็นธุรกิจที่มุ่งลูกค้าและประสบการณ์ของพวกเขา ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ เขาได้ตัดสินใจสิ่งที่ผิดธรรมดา ณ เวลานั้น เขาได้ออกไปจากซิลิคอน แวลลี่ย์ และย้ายไปอยู่ลาสเวกัส ด้วนความเชื่อว่า ณ ที่นี่ เขาจะพบมืออาชีพที่ดีที่สุดของศูนย์บริการลูกค้า
เมื่อสิ้น ค.ศ 2004 แซปโป้ส์ จะมียอดขายสูงถึง 184 ล้านเหรียญ และในที่สุดเขาได้ดึงความสนใจจากซิควอย่า บริษัทลงทุนรายใหญ่แห่งหนึ่งของอเมริกา
ได้ลงทุน 20 ล้านเหรียญกับบริษัท โชคของแซปโป้ส์ได้เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อ ค.ศ 2005 บริษัทจะมียอดขายเป็นสองเท่า และเจฟฟ์ บีซอส ซีอีโอของ
อเมซอน ต้องการจะซื้อแซปโป้ส์ แต่โทนี่ เชย์ ได้ปฏิเสธข้อเสนอ การอ้างว่าเขาไม้ต้องการให้ตราสินค้าของเขาและทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้บรรลุความสำเร็จกับมัน – วัฒนธรรมบริษัท ชื่อเสียง วิถีทางของลูกค้า – ต้องสูญเสียไปภายในโครงสร้างธุรกิจของอเมซอนที่ใหญ่โต
เมื่อสิ้น ค.ศ 2005 ในที่สุดแซปโป้ส์ได้บรรลุจุดคุ้มทุน ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่งครั้งแรกภายในประวัติของพวกเขา บริษัทจะมีกำไร นับตั้งแต่เริ่มต้นมา 6 ปี เมื่อ ค.ศ 2009 เจฟฟ์ บีซอส ได้ติดต่อกับโทนี่ เชย์ อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เขาได้เสนอการซื้อแซปโป้ส์ มูลค่า 1,200 ล้านเหรียญ ในที่สุดโทนี่ เชย์ ตกลงแต่ด้วยเงื่อนไขอย่างหนึ่ง แซปโป้ส์ จะต้องดำเนินงานอยู่ต่อไปในฐานะของตราสินค้าที่เป็นอิสระด้วยวัฒนธรรมของพวกเขาเอง ไม่ได้ถูกกลืนด้วยตราสินค้าอเมซอน
เมื่อ ค.ศ 2000 ลูกค้าคนหนึ่งได้อีเมล เล่าถึงประสบการณการซื้อรองเท้าของแซปโปส์ของเธอ เธอได้สั่งซื้อรองเท้าสองคู่แตกต่างกัน รองเท้าทั้งสองคู่ไม่มี แต่ไม่ใช่ทำไมเธอได้ติดต่อเรา มันจะเป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและสุภาพของแซปโปส์ และการได้รับทั้งบัตรกำนัลและเสื้อยืดคอกลมต่อความไม่สะดวกที่ได้ “ว้าว” เธอ ถ้าบริษัทมุ่งไม่เพียงแต่ขายอะไร แต่บริษัทขายมันอย่างไรถ้าบริษัทมุ่ง “ว้าว” แก่ลูกค้า เราถามตัวเราเองเราต้องการให้บริษัทนี้ยืนหยัดเพื่ออะไร โทนี่ เชย์ ได้กล่าวว่า เราไม่ต้องการขายเพียงแต่รองเท้า แม้แต่ผมไม่ได้ชอบรองเท้ามาก แต่ผมจะลุ่มหลงเกี่ยวกับการบริการลูกค้า ณ แซปโป้ส์ ความมุ่งหมายของเราจะเรียบง่าย : ดำเนินชีวิตและส่ง “ว้าว” ยี่สิบปีที่ผ่านมา เราได้เริ่มต้นเป็นผู้าปลีกออนไลน์รายเล็กที่ขายรองเท้าเท่านั้นปัจจุบันเรายังขายรองเท้า – และเสื้อผ้า กระเป๋าถือ เครื่องประดับ และยิ่งกว่า”ยิ่งกว่า” นั้น คือการให้บริการลูกค้าที่ดีที่สุด ประสบการณ์ของลูกค้า และวัฒนธรรมบริษัท เรามุ่งหมายที่จะบันดาลใจโลกโดยการแสดงว่ามันเป็นไปได้ที่จะส่งความสุขพร้อมกันแก่ลูกค้า ลูกจ้าง ผู้ขาย ผู้ถือหุ้น และชุมชน ด้วยวิถีทางระยะยาวและยั่งยืนผู้แทนบริการลูกค้าของแซปโป้ส์ไม่ได้ถูกกำหนดให้ทำตามต้นฉบับ และไม่ต้องยึดถือข้อจำกัดเวลากับโทรศัพท์ของพวกเขา ภารกิจอย่างเดียวของพวกเขาเท่านั้นคือ “ว้าว” ลูกค้า และการสร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์กับพวกเขา บุคคลทุกคนจะมีไปรษณีย์บัตรวางหน้าโทรศัพท์ พวกเขาได้ถูกกระตุ้นให้สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและเขียนบันทึกด้วยลายมือ เช่น บุคคลหนึ่ง ได้ถามลูกค้าทำไมไม่ซื้อรองเท้าฟิบฟอปส์ ลูกค้าตอบว่าเธอกำลังจะไปฟิจิ บุคคลของแซปโปส์ ได้ส่งบันทึกอ่านว่า “สนุกสนานกับการเดินทางของคุณ” กิริยาที่เรียบง่ายเหล่านี้ที่จะประกันลูกค้าตลอดชีวิต โทนี่ เชย์ จะสั่งการบุคคลทุกคนที่จะ “ว้าว” ลูกค้าเท่านั้น การบริการลูกค้าไม่ได้เป็นการผ่าตัดสมอง มันจะเป็นเพึยงแต่ความสุภาพ สามัญสำนึก และความปราถนาที่จะปฏิบัติต่อบุคคลทุกคน – ลูกค้า หุ้นส่วน และบุคคลของบริษัท – เหมือนกับครอบครัวเมื่อเราได้ถามโทนี เชย์ ว่าเขากำลังขายอะไร ณ แซปโปสฺ เขาได้กล่าวว่า “ความสุข” แม้ว่าแซปโปส์จะอยู่ภายในธุรกิจของการขายรองเท้าออนไลน์ นั่นไม่ได้เป็นสิ่งที่บริษัทยืนหยัดอยู่ ถามตัวเราเองว่า เรากำลังขายอะไรอย่างแท้จริง และผูกพันตัวเราเองที่จะมีชีวิตอยู่กับค่านิยมนั้น และสื่อสารค่านิยมนั้นไปทั่วทั้งองค์การ โทนี่ เชย์ ได้กล่าวว่า นอกเหนือจากจะพยายาม “ว้าว” แก่ลูกค้าของเราแล้ว เราจะพยายาม “ว้าว” กับลูกจ้าง ผู้ขาย และหุ้นส่วนธุรกิจของเราที่เราทำงานด้วย เราเชื่อว่ามันจะสร้างวงจรที่เที่ยงธรรม และภายในวิถีทางของเราเอง เรากำลังทำให้โลกเป็นสถานที่ที่ดีขึ้น และการปรับปรุงชิวิตของบุคคล แซปโป้ส์ ร้านรองเท้าออนไลน์ใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยยอดขายต่อปีสูงกว่า 1 พันล้านเหรียญ บริษัทจะเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นธุรกิจอี คอมเมิรชเป็นมิตรกับลูกค้าที่บรรลุตวามสำร็จมากที่สุดบริษัทหนึ่งภายในโลก แม้ว่าความพยายามเริ่มแรกของแศปโป้ส์จะมีขนาดเล็ก นั่นไม่ได้ทำให้วิสัยทัศน์ของแซปโป้ส์ที่ใหญ่โตได้เลือนหายไป เมื่อ ค.ศ 2009 แซปโป้ส์ได้ถูกซื้อโดยอเมซอน มูลค่า 1.2 พันล้านเหรียญแซปโปส์ได้ถูกก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1999 โดยนิค สวินเมิร์น เขาได้กล่าวว่าแรงบันดาลใจเริ่มแรกของเขาได้เกิดขึ้นเมื่อเขาไม่สามรถค้นพบรองเท้า แอร์วอลคสีน้ำตาล ณ ร้านค้าท้องที่ของเขา ภายในปีเดียวกัน เขาได้เข้าหาโทนี่ เชย์และอัลเฟรด ลิน ด้วยความคิดของการขายรองเท้าออนไลน์ เริ่มแรกโทนี่ เชย์ จะมีข้อสงสัย และเกือบจะลบวอยซ์ เมลล์ ของนิค สวินเมิร์น ภายหลังจากที่นิค สวิมเมิร์นได้กล่าวถึงว่า “รองเท้าภายในอเมริกาจะเป็นตลาด 40 พันล้านเหรียญ และ 5% ได้ถูกขายทางแคตตาล็อกกระดาษไปรษณีย์” ดังนั้นโทนี เชย์ และอัลเฟรด ลิน ได้ตัดสินใจที่จะลงทุน 2 ล้านเหรียญผ่านเวนเจอร์ ฟรอก บริษัทลงทุนของพวกเขา บริษัทได้เปิดตัวออนไลน์เป็นทางการเมื่อ ค.ศ 1999 “ซูไซต์ ดอทคอม”แซปโปส์ ดอทคอม จะเป็นผู้ค้าปลีกรองเท้าและเสื้อผ้าออนไลน์ อยู่ภายในลาสเวกัส เนวาด้า บริษัทก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1999 โดยนิค สวินเมิร์น และเปิดตัวภายใต้ชื่อชูไซต์ ดอทคอม เมื่อ ค.ศ 2009ต่อมาชื่อบริษัทได้ถูกเปลี่ยนแปลงจากชูไซต์เป็น แซปโป้ส์ตั้งแต่ ค.ศ 1999 ถึง 2000 แซปโปส์ จะมียอดขาย 1.6 ล้านเหรียญ เมื่อ ค.ศ 2001 แซปโป้ส์ จะมียอดขาย 8.6 ล้านเหรียญ การเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจากปีที่ผ่านมา เมื่อ ค.ศ 2004 แซปโป้ส์ จะมียอดขายสูงถึง 184 ล้านเหรียญ และได้รับเงินลงทุน 35 ล้านเหรียญจากบริษัทลงทุน สามปีต่อมาแซปโป้ส์ ได้เพิ่มรายได้ต่อปีเป็นสองเท่า การบรรลุยอดขาย 840 ล้านเหรียญ เมื่อ ค.ศ 2007 บริษัทได้ขยายตัวไปสู่กระเป๋าถือ แว่นตา เสื้อผ้า และนาฬิกา เมื่อ ค.ศ 2008 บริษัทจะมียอดขายต่อปีิ 1 พันล้านเหรียญ หนึ่งปีต่อมาพวกเขาได้เปิดตัวครั้งแรก ณ ลำดับที่ 23 ของบริษัทลำดับสูงสุด 100 บริษัทที่น่าจะทำงานด้วย ของวารสารฟอร์จูน เมื่อต้นปี ค.ศ 2000 แซปโป้ส์ ได้ตัดสินใจที่จะก้าวจากโมเดลธุรกิจเริ่มแรกของพวกเขาที่บริษัทไม่ได้บริหารสินค้าคงเหลือใดเลย โทนี่ เชย์ได้กล่าวว่า แม้ว่ามันยากที่จะเดินออกไปจากการขาย ณ เวลาที่ไม่มีบุคคลใดเลยนำเสนอเงินต่อเรา เราไม่สามารถแตกต่างตัวเราเองภายในสายตาลูกค้าของเราได้ ถ้าเราไม่ทำการควบคุมประสบการณ์ทุกอย่าง เราจะต้องหยุดทำเงินที่ได้มาง่าย บริหารสินค้าคงเหลือ และรับความเสี่ยงภัย เมื่อ ค.ศ 1998 นิค สวินเมิร์น ได้เล่าว่า เขากำลังเดินไปรอบห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งภายในซานฟรานซิสโก มองหารองเท้าคู่หนึ่ง ร้านหนึ่งจะมีสไตล์ที่เหมาะสม แต่สีไม่เหมาะสม ร้านอีกแห่งหนึ่งจะมีสีที่เหมาะสม แต่ขนาดไม่เหมาะสม นิค สวิมเมิร์น ได้ใช้ชั่วโมงต่อไปภายในห้างสรรพสินค้า เดินจากร้านหนึ่งไปร้านหนึ่ง ในที่สุดกลับบ้านด้วยมือเปล่าและผิดหวังนิค สวินเมิร์น ไม่ได้มีโชคดีอะไรภายในบ้าน แม้ว่าเราจะมีร้านค้าแบบครอบครัวหลายแห่งขายรองเท้าออนไลน์ ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายสำคัญที่เชี่ยวชาญรองเท้าจะไม่มีเลย การมองเห็นทั้งความต้องการและโอกาส นิค สวินเมิร์น ได้ลาออกจากงานของเขาและเริ่มต้นเป็นผู้ปลีกรองเท้าออนไลน์ ชูไซต์ดอทคอม ไม่ต้องการที่จะจำกัดธุรกิจจากการขยายตัวไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ชูไซต์ดอทคอมต้องการการเปลี่ยนแปลงชื่อ นิค สวินเมิร์น ไดัถามโทนี เชย์ ว่าผมคิดถึง “แซปโป้ส” เป็นชื่อบริษัท แซปโป้ส์จะมาจากแซปปาโทส ภาษาสเปนหมายถึงรองเท้า โทนี่ เชย์ ได้บอกว่าเขาควรจะเพิ่มตัวพีอีกตัวหนึ่ง เพื่อที่บุคคลจะไม่ออกเสียงผิดถ้าโทนี่ เชย์ ดำเนินตามวิธีการมาตรฐาน มันจะทำให้เขาต้องใช้เวลานานที่จะทำให้วิสัยทัศน์ของเขาเป็นจริง – การทดสอบวิสัยทัศน์ที่สมบูรณ์ด้วยคลังสินค้า หุ้นส่วนการจัดจำหน่าย และโอกาสของการขายได้อย่างสำคัญ แต่เขาได้เริ่มต้นโดยการดำเนินการทดลองสมมุติฐานของเขาคือลูกค้าพร้อมและเต็มใจจะซื้อร้องเท้าออนไลน์ เพื่อที่จะทำการทดสอบสมมุติฐาน เขาได้ถามร้านรองเท้าท้องที่ถ้าเขาจะถ่ายรูปสินค้าคงเหลือของพวกเขา ภายในการแลกเปลี่ยนกับการอนุญาติที่จะถ่ายรูป เขาได้เผยแพร่ภาพออนไลน์และสัญญาจะกลับมาและซื้อรองเท้า ณ ราคาเต็มถ้าลูกค้าได้สั่งซื้อรองเท้าออนไลน์แซปโป้ส์ ได้เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่ายและไม่ใหญ่โต มันได้ถูกออกแบบที่จะตอบคำถามเดียว : เราจะมีอุปสงค์ที่เพียงพออยู่แล้วต่อประสบการณ์การซื้อออนไลน์ที่เหนือกว่าแก่รองเท้าหรือไม่ ถ้าการทดลองสตาร์ทอัพที่ได้ออกแบบอย่างดีคล้ายกับแซปโป้ส์จะเริ่มต้นด้วยการทดสอบมากกว่าหนึ่งลักษณะของแผนธรุกิจ สมมุติฐานอื่นหลายอย่าจะตัองถูกทดสอบด้วยภายในการขายรองเท้า แซปโป้ส์ จะต้องเกี่ยวพันกับลูกค้า : รับการชำระเงินดูแลการรับคืน และสนับสนุนลูกค้า นี่จะแตกต่างจากการวิจัยตลาด ถ้าแซปโป้้ส์ได้ใช้การวิจับตลาด หรือดำเนินการสำรวจตลาด พวกเขาจะถามอะไรที่ลูกค้าคิดว่าพวกเขาต้องการ แต่ด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ บริษัทจะเรียนรู้ได้มากกว่า ในขณะนี้เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ลูกค้าเต็มใจซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ แต่มันจะไม่ชัดเจน ณ เวลาของการก่อตั้งแซปโป้ส์ เมื่อ ค.ศ 1999 นิด สวินเมิร์นได้ผิดหวังกับการไม่สามารถที่จะค้นพบร้องเท้าคู่ที่เขาต้องการ ณ ร้านสรรพสินค้าท้องที่ ดังนั้นเขาได้เกิดความคิดของการขายรองเท้าออนไลน์
แต่กระนั้นบริษัทจะต้องใช้เงินหลายพันเหรียญด้วยการซื้อสินค้าคงเหลือ นิคสวินเมิร์น ต้องการจะพิสูจน์ว่าความคิดของการขายร้องเท้าออนไลน์ของเขาจะอยู่รอดได้หรือไม่ แทนการลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก เขาได้มุ่งหน้าไปที่ร้านสรรพสินค้าท้องที่ด้วยกล้องถ่ายรูป เขาได้ถ่ายรูปรองเท้าและส่งภาพออนไลน์ออกไป

ชื่อรองของหนังสือเล่มใหม่ของอิริค รีส์ The Startup Way คือ : How Modern Companies Uses Entrepreneurial Management to Transform Culture and Drive Long -Term Growth จะชี้ว่าการทำความเข้าใจความแตกต่างรากฐานระหว่าง “บริษัทสมัยใหม่” และ “บริษัทสมัยเก่า” จะเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญภายในการเปลี่ยนแปลงการบริหารของบริษัทใหญ่
บริษัทสมัยใหม่ต้องมีทั้งความสามารถที่จะผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพและเชื่อถือได้ และความสามารถที่จะค้นพบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะผลิต พวกเขาจะต้องให้โอกาสแก่บุคคลทุกคนที่จะเป็นผู้ประกอบการ
บริษัทสมัยเก่าจะก่อตั้งบนการเจริญเติบโตอย่างมั่นคงด้วยการบริหารอย่างมีวินัยและการควบคุม และขึ้นอยูกับแรงกดดันที่จะต้องปฏิบัติงานภายในช่วงเวลาสั้นเหมือนเช่นรายงานสามเดือน
บริษัทสมัยใหม่จะก่อตั้งบนผลกระทบที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและมุ่งที่ผลลัพธ์ระยะยาว
บริษัทสมัยเก่าจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญภายในไซโลหน้าที่เฉพาะด้าน การส่งโครงการจากหน้าที่หนึ่งไปหน้าที่หนึ่ง
บริษัทสมัยใหม่จะประกอบด้วยทีมข้ามหน้าที่ทำงานด้วยกันที่จะบริการลูกค้าผ่านการทำซ้ำและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
บริษัทสมัยเก่าจะดำเนินตามแผนที่ใหญ่โตของบริษัท
บริษัทสมัยใหม่จะดำเนินการทดลองอย่างรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้
บริษัทสมัยเก่าจะใช้หน้าที่ภายในเหมือนเช่นกฏหมายและการเงินลดความเสี่ยงภัยด้วยการทำตามระเบียบวิธีการปฏิบัติงาน
บริษัทสมัยใหม่จะใช้หน้าที่ภายในช่วยเหลือบุคคลบรรลุเป้าหมายของการบริการลูกค้า การร่วมความรับผิดชอบที่จะขับเคลื่อนธุรกิจ
บริษัทสมัยเก่าลำดับความสำคัญของโครงการ แม้ว่าเสี่ยงภัยสูงโดยใช้ผลตอบแทนจากการลงทุน การบัญชีสมัยเดิม และส่วนแบ่งตลาด เพื่อที่จะว้ดความสำเร็จ ทีมโครงการจะติดตามและร่วมตัวเลขให้ดูดีเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยความจริงบริษัทสมัยเก่าจะเต็มไปด้วยการประชุมงานหลายอย่าง และการพิจารณาจะมุ่งที่งานใกล้มือเท่านั้น เราจะมีผู้บริหารระดับกลางและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากภายในห้องที่จะให้ข้อมูล แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อการกระทำ และบุคคลส่วนใหญ่จะแยกความคิดสร้างสรรค์และมุ่งข้ามหลายโครงการที่แตกต่างกัน ณ เวลาเดียวกัน พวกเขาจะมุ่งโครงการใหญ่ บุคคลทุกคนจะยุ่งตลอดเวลา อุปสรรคการเข้ามาจะคุ้มครองบริษัทสมัยเก่าจากคู่แข่งขันบริษัทสมัยใหม่จะมีเครื่องมือใหม่ภายในคลังแสง : สตาร์ทอัพภายใน บุคคลที่ลุ่มหลงจำนวนไม่มากทุ่มเทกับโครงการหนึ่ง ณ เวลานั้น คล้ายกับทีมพิซซ่าสองถาดของอเมซอน – ไม่ใหญ่กว่าที่เราสามารถเลี้ยงด้วยพิซซ่าสองถาด – ทีมเล็กเหล่านี้สามารถทดลองได้อย้างรวดเร็วและวัดผละกระทบของพวกเขาบริษัทสมัยใหม่จะพยายามทำให้ความเป็นไปได้สูงสุดและประเมินผลกระทบในอนาคต ทีมโครงการจะรายงานและวัดตัวชี้นำด้วยการบัญชีนวัตกรรม เป้าหมายนี้มักจะดำเนินตามคำแนะนำของเจฟฟ์ บีซอส การมุ่งการเจริญเติบโตระยะยาวภายในกระแสเงินสดอิสระต่อหุ้น ไม่ใช่เครื่องวัดการบัญชีสมัยเดิม

อีริค รีส์ มักจะอ้างถึง “ทีมพิซซ่าสองถาด” ของอเมซอน หมายถึงการเริ่มต้นเล็กด้วยทีมนวัตกรรมใหม่ การมุ่งจำนวนที่เราสามารถเลี้ยงด้วยพิซซ่าเพียงสองถาด ทีมที่ผูกกันแน่นจะผูกพันกันได้รวดเร็วกว่า การนำไปสู่การสื่อสารที่ดีกว่าภายในทีมด้วยผู้ตัดสินใจที่น้อยลง การทดลองสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็ว ความรับผิดชอบจะสูงขึ้นด้วย เพราะว่ามันง่ายที่จะรู้ว่าใครทำอะไรอยู่ เจฟฟ์ บีซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอน เชื่อว่าไม่ว่าบริษัทของเราจะใหญ่แค่ไหน ทีมแต่ละทีมไม่ควรจะใหญ่กว่าที่พิซซ่าสองถาดสามารถเลี้ยงได้ แม้ว่าเจฟฟ์ บีซอส ได้ประกาศกฏพิซซ่าสองถาดภายในวันเริ่มแรกของเมซอน มันได้ถูกสะท้อนอย่างต่อเนี่อง เมื่อการก้าวไปของการร่วมลงทุนได้เร่งตัวขึ้น และบริษัทมากขึ้นได้เข้าไปสู่การเจริญเติบโตแบบข้ามขั้น การค้นหาอย่างไรและเมื่อไรที่จะออกแบบทีมเพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพได้กลายเป็นความสำคัญอีริค รีส์ จำได้จากการสนทนาที่คล้ายกันกับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพหลายคน ด้วยการบอกว่าพวกเขาไม่ชอบทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับบริษัทใหญ่ – ระบบราชการ การเมือง วัฒนธรรมบริษัท – อีริค รีส์ ได้ตอบสนองว่า ถ้าเราไม่ชอบบริษัทใหญ่มาก ทำไมเราไม่พยายามจะสร้างบริษัทใหม่ อิริค รีส์ ได้ช่วยพัฒนาฟาสต์เวิรคที่นำเสนอกรอบข่ายเพื่อทีมเล็กภายในบริษัท เพื่อที่จะกระทำคล้ายกับสตาร์ทอัพแก่เจ็นเนอรัล อิเล็คทริคภายใต้สตาร์ทอัพ เวย์ เขาได้เรียกสตาร์ทอัพภายในนี้ว่า “หน่วยอะตอมของงานเพื่อความไม่แน่นอนที่สูง การทำโครงการด้วยตัวแปรที่ไม่รู้ การสรรหาทีมเล็กและปล่อยให้พวกเขาทดลอง อิริค รีส์ ได้แสดงแนวคิดทีมพิซซ่าสองถาดของอเมซอนเป็นตัวอย่างที่ดีของสตาร์ทอัพภายในทำงานภายในบริษัทใหญ่ บริษัทได้จำกัดขนาดของทีมให้มีบุคคลมากเท่าที่สามารถเลี้ยงได้ด้วยพิซซ่าสองถาด ภายใต้ความพยายามที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพและกระตุ้นนวัตกรรมตั้งแต่ตอนเริ่มแรกของอเมซอน เจฟฟ์ บีซอส ได้สร้างถ้อยคำที่มีชื่อเสียงว่า กฎพิซซ่าสองถาด : ทีมภายในทุกทีมควรจะเล็กเพียงพอที่สามารถเลี้ยงด้วยพิซซ่าสองถาด ถ้าทีมไม่สามารถเลี้ยงด้วยพิซซ่าสองถาดแล้ว ทีมจะใหญ่เกินไปเป้าหมายไม่ใช่การลดค่าอาหาร มันจะคล้ายกับเกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่อเมซอนทำ การมุ่งที่เป้าหมายสองอย่าง : ประสิทธิภาพ และปรับขนาดได้ ทีมที่เล็กลงจะใช้เวลาน้อยลงจัดการตารางเวลา ทำให้บุคคลตามทันเหตุการณ์ และเวลามากขึ้นกับสิ่งที่ต้องทำเจฟฟ์ บีซอส ได้กล่าวว่า การสื่อสารจะเป็นสัญญานของการทำงานที่ผิดปรกติ มันหมายความว่าบุคคลไม่สามารถทำงานด้วยกันด้วยวิถีทางที่ใกล้ชิดกันอย่างธรรมชาติ เราควรจะพยายามคิดวิถีทางแก่ทีมที่จะสื่อสารระหว่างกันไม่ใช่มากขึ้นให้น้อยลงเจฟฟ์ บีซอส ได้ยกตัวอย่างว่า : ณ งานเลี้ยงที่ใหญ่ มันยากที่จะเชื่อมโยงบุคคล เราจะท่วมท้นไปด้วยจำนวนของผู้รับเชิญ เราอาจจะเป็นไปได้ที่จะพบและสนทนากัน เราจะจบลงด้วยการเกี่ยวพันกันอย่างผิวเผิน เมื่อเปรียบเทียบกับงานเลี้ยงที่เล็ก เราอาจจะพูดคุยกับบุคคลนั่งถัดไปได้เป็นชั่วโมง เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และอาจจะได้ความคิดใหม่และแรงบันดาลใจติดมือมา

ภายในหนังสือ 2011 ของเขา The Lean Startup อีริค รีส์ ได้ประยุกต์การคิดการบริหารแบบลีนกับการเป็นผู้ประกอบการ เขาได้กระตุ้นให้ผู้ก่อตั้งใช้เวลาน้อยลงกับการไล่ล่าแหล่งเงินทุนและการสร้างแผนธุรกิจขนาดใหญ่ และใช้เวลามากขึ้นกับการแสวงหาการป้อนกลับและการเก็บเกี่ยวข้อมูล เพื่อที่จะแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่พวกเขากำลังสร้างอยู่จะตอบสนองความต้องการที่แท้จริง และขับเคลื่อนอุปสงค์ของลูกค้า อิริค รีส์ ได้ก้าวต่อไปด้วยการยืนยันว่าบริษัทระบบราชการที่ใหญ่โตจะต้องใช้วิถีทางอย่างเดียวกันที่จะเปลี่ยนแปลงและทำให้การเจริญเติบโตของพวกเขายั่งยืน ด้วยหนังสือเล่มใหม่ขอวเขาชื่อ The Startup Way
สตาร์อัพ เวย์ ไม่เพียงแต่จะสัญญาชีวิตใหม่แก่บริัษัทที่อายุมาก แต่จะเป็นการกระทำต่อไปแก่บริษัทที่อายุน้อยกำเนิดจากหลักการลีน สตาร์ทอัพด้วย อิริครีย์ จะเรียกขั้นตอนนี้ว่า “การก่อตั้งครั้งที่สอง” เมื่ออีริค รีส์ ผู้ประกอบการและผู้เขียน ได้ไปเยี่อมเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 2012 เขาได้คิดถึงความเป็นไปได้ว่าบริษัทสามารถประยุกต์ใช้คู่มือของซิลิคอน แวลลี่ย์กับการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ได้อย่างไร ความคิดคือการทำให้นักออกแบบคิดคล้ายกับพวกเขากำลังทำงานแก่สตาร์ทอัพอยู่ ภายในหนังสือเล่มใหม่สุดของเขา The Startup Way อีริค รีส์ ได้อธิบายว่าเขาได้เริ่มต้นทำงานกับจีอีอย่างไร ด้วยคำพูดของเขา เขาได้เปลี่ยนการสนทนาจาก “ผลิตภัณฑ์นี้สามารถถูกสร้างได้หรือไม่” ไปเป็น “ผลิตภัณฑ์นี้ควรจะถูกสร้างหรือไม” มันจะเป็นการเริ่มต้นของการสร้าง “ฟาสต์เวิร์ค” ของจีอี กระบวนการที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ออกไปอย่างรวดเร็ว เรียนรู้ และทำซ้า และจากนั้นปรับการออกแบบความท้าทายอย่างแรกจะเป็นการทดสอบที่อีริค รีส์ เรียกว่า สมมุติฐาน “ก้าวอย่างเชื่อมั่น” ของทีมของการทดสอบเครื่องยนต์ : ลูกค้ากำลังมองหาร้อยละของประสิทธิภาพเท่าไร บริษัทจะขายหรือเช่าผลิตภัณฑ์วิศวกรของจีอี ได้คิดค้นแผน : พวกเขาได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ที่มีอยู่ ด้งนั้นพวกเขาสามารถทำอะไรได้ที่ต้องการ พวกเขาสามารถสร้างเอ็มพีวีภายในหกเดือนไม่ใช่ห้าปี ผู้บริหารจีอี ได้กล่าวว่า อีริค รีส์ ได้ช่วยเราอย่างแท้จริงคิดเกี่ยวกับเราจะระบุสิ่งที่ลูกค้าต้องการอย่างไร เราได้เรียนรู้จากการทดลองของเราอย่างไร เราได้สร้างความก้าวหน้าอย่างไร อย่าสันนิษฐานว่าเรารู้คำตอบหนังสือ The Startup Way ได้กล่าวถึง เจฟฟ์ อิมเมลท์ ซีอีโอ ผู้สืบทอดจากแจ็ค เวลซ์ อดีตซีอีโอที่เป็นตำนาน ได้เชิญอีริค รีส์ ไปเจ็นเนอรัล อีเล็คทริค อย่างไร เนื่องจากการอ้างอิงเขาภายในหนังสือ The Lean Startup ต้นกำเนิดของหลักการลีนที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับบริษัททุกขนาด เขาได้นั่งคุยกับเจฟฟ์ อิมเมลท์ อธิบายถึงการทำให้จีอีเป็นบริษัทที่ทันสมัยได้อย่างไร – ตรงกันข้ามกับบริษัทสมัยเก่า อีริค รีส์ ได้สรุปว่าบริษัทสมัยใหม่คือ บริษัทที่บุคคลทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นผู้ประกอบการ การเคารพบุคคลและความคิดของพวกเขา ณ ระดับพื้นฐานอีริค รีส์ ได้ถูกแทรกภายในโครงการของจีอี – ทีมที่คุ้นเคยกับการกระทำตามวิถีทางจีอีสมัยเดิม เขาได้สังเกตุเห็นการขาดประสิทธิภาพ ตารางเวลาการดำเนินการโครงการหลายปี และวัฒนธรรมที่ยับยั้งนวัตกรรมและการทำงานร่วมกัน เขาได้ถามคำถามที่ท้าทายฐานะเดิม และชักจูงทีมอย่ามุ่งความใฝ่ฝันสูงสุด เมื่อได้พยายามที่จะกระทำกับเครื่องยนต์ใหม่ เขาได้ชักจูงพวกเขาให้เลือกเอ็มวีพี และร้องขอการป้อนกลับของลูกค้าที่จะปรับปรุงผลิตภัณฑ์ตามวงจรของการพัฒนา

ความเสี่ยงภัยจะเป็นคุณลักษณะที่แยกระหว่างสตาร์ทอัพและธุรกิจอย่างอื่นอะไรก็ตาม นั่นคือทำไมอิริค รีส์ ได้เขียน The Lean Startup – การช่วยบริษัทนำทางและลดความเสี่ยงภัยเหล่านี้ด้วยเอ็มวีพี การทดลองอย่างเคร่งครัด และความผูกพันต่อการเรียนรู้ ณ แกนของมัน การยึดมั่นต่อวิธีการของลีน สตาร์ทอัพ จะเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยความสูญเสียทั้งเวลาและเงินให้น้อยที่สุด แนวคิดนี้จะเกิดขึ้นจากสิ่งสองสิ่ง
1 ธุรกิจที่ล้มเหลวสองอย่างภายในกลุ่มธุรกิจของอิรีค รีส์ เอง
2 กระบวนการที่คล่องตัสของการสร้างรถยนต์ของญี่ปุ่นภายหลัง
สงครามโลกครั้งที่สองภายในกรณีความล้มเหลวของอีริค รีส์ การมองเห็นว่าเขาได้ใช้เวลาและเงินอย่างมากกับการสร้างผลิตภัณฑ์ โดยไม่มีการยืนยันว่าผลิตภัณฑ์จะแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ภายใต้โมเดลการสร้างรถยนต์ของญี่ปุน การลดและการกำจัดความสูญเสียเพื่อที่จะนำรถยนต์ไปสู่ลูกค้าด้วยต้นทุนต่ำสุดและคุณค่าสูงสุด อีริค รีส์ มองว่าระบบนี้สามารถประยุกต์ใช้กับการเป็นผู้ประกอบการได้อีริค รีส์ ได้กล่าวว่า เราจะต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดของเราของบริษัทสมัยใหม่จะดูคล้ายกับอะไร นวัตกรรมแบบลบล้างจะมาจากทีมข้ามหน้าที่ และผูกพันกับการเรียนรู้ บริษัททุกบริษัทใหญ่หรือเล็กสามารถกลายเป็นสตาร์ทอัพได้ การเป็นผู้ประกอบการจะเป็นหน้าที่สำคัญต่อทุกองค์การบทเรียนจากขบวนการลีน สตาร์ทอัพของซิลิคอน แวลลี่ย์จะเป็นรากฐานของ The Startup Way ลำดับของเครื่องมือที่จะปลดปล่อยวิถีทางของผู้ประกอบการภายในองค์การ แกนของถีทางจะเป็นทีมสตาร์ทอัพภายใน ทีมข้ามหน้าที่ที่มุ่งการทดสอบสมมุติฐานการก้าวกระโดดของความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้วยการใช้เอ็มวีพี วงจรทำซ้ำของการทดสอบจะนำไปสู่กระบวนการซ้ำ ความล้มเหลวจะกลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญภายในการเรียรู้ทางการทดสอบ ทีมสตาร์ทอัพจะเรียนรู้ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงทิศทางหรือรักษาแต่ละโครงการไว้ การสร้างหน้าที่ผู้ประกอบการไว้ภายในโครงสร้างอค์การ การสร้างสายงานอาชีพและกระบวนการประเมินที่ให้คุณค่าต่อนวัตกรรม และการใช้การบัญชีนวัตกรรม ในที่สุดจะนำไปสู่องค์การที่แสดงแนวคิดของการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องด้วยถ้อยคำของอีริค รีส์ บริษัทสมัยใหม่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ของบุคคลทุกคนของพวกเขา เขาได้ยินยันว่าการเป็นผู้ประกอบการจะเป็นหน้าที่หายไปภายในบริษัทปัจจุบัน เขามองว่าสตาร์ทอัพจะเป็นหน่วยอะตอมของงาน และกล่าวว่าความรับผิดชอบอย่างแรกของหน้าที่ผู้ประกอบการคือการควบคุม
สตาร์ทอัพภายใน บริษัทสมัยใหม่ได้ใช้หลักการลีน สตาร์ทอัพด้วย ภายในหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ อีริค รีส์ ได้อธิบายแนวคิดที่สำคัญเหมือนเช่น สมมุติฐานของก้าวแห่งศรัทธา – ความเชื่อเกี่ยวกับโครงการของเราที่จะต้องเป็นจริงเพื่อความสำเร็จ เอ็มวีพี – การทดลองที่จะทดสอบสมมุติฐานให้รวดเร็วและถูกเท่าที่จะเป็นไปได้ และการปร้บทิศทาง – การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ The Startup Way จะต่อเนื่องมาจาก The Lean Startup หนังสือทั้งสองเล่มได้เขียนโดยอีริค รีส์ The Startup Way จะเป็นหนังสือเส่มใหม่ ตามชื่อหนังสือเล่มนี้ ความเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานระหว่างบริษัทสมัยใหม่และบริษัทแฟชั่นสมัยเก่า จะเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงการบริหารภายในบริษัทใหญ่ อิริค รีส์ ได้ชี้ความแตกต่างอย่างหนึ่งคือ บริษัทสมัยเก่าจะประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ใต้บังคับบัญชา แต่บริษัทสมัยใหม่จะประกอบด้วยผู้นำและผู้ประกอบการอีริค รีส์ ได้แสดงให้เห็นว่าหลักการผู้ประกอบการสามารถถูกใช้โดยธุรกิจทุกอย่างได้อย่างไร ตั้งแต่บริษัทที่ก่อตั้งแล้วไปถึงสตาร์อัพขั้นตอนเริ่มแรก เพื่อที่จะเจริญเติบโตของรายได้ ขับเคลื่อนนวัตกรรม และปฏิรูปให้เป็นองค์การสมัยใหม่ การพร้อมที่จะหาประโยชน์จากโอกาสมากมายของศตวรรษที่ยิบเอ็ด เขาได้มุ่งความสนใจที่บริษัทสามารถเจริญเติบโตด้วยการเรียนรู้หลักการผู้ประกอบการของสตาร์ทอัพอย่างไรภายในหนังสือเล่มใหม่ของเขาบริษัทสมัยใหม่จะใช้การบริหารผู้ประกอบการที่จะปฏิรูปวัฒนธรรมและขับเคลื่อนการเจริญเติบโตระยะยาวอย่างไรเพื่อการเจริญเติบโตภายในศตวรรษนี้ องค์การต้องการความสามารถที่จะทดลองอย่างรวดเร็วกับผลิตภัณฑ์ใหม่และโมเดลธุรกิจใหม่ การให้อำนาจแก่บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา และการมุ่งกระบวนการของนวัตกรรมอย่่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะค้นพบแหล่งที่มาใหม่ของการเจริญเติบโตบริษัทสมัยใหม่จะต้องให้โอกาสแก่บุคคลทุกคนที่จะเป็นผู้ประกอบการ การีับรู้ว่าการเป็นผู้ประกอบการจะเป็นหลักการแกนภายในลีน สตาร์ทอัพ วิธีการของอีริค รีส์ ส่วนหนึ่งจะอยูบนพื้นฐานหลักการผลิตแบบลีนที่ได้มาจากระบบการผลิตแบบโตโยต้า เขาได้ระบุการปฏิบัติของสตาร์ทอัพที่บรรลุความสำเร็จ – การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเพียงพอที่จะทดสอบ การทดสอบทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีการสร้าง วัด เรียนรู้ และการตัดสินใจว่าเราจะรักษาหรือเปลี่ยนแปลงทิศทาง ภายในสตาร์ทอัพ เวย์ เขาได้เปลี่ยนแปลงความสนใจไปที่บริษัทที่ก่อตั้งแล้ว บริษัทข้ามชาติ เช่น เจ็นเนอรัล อิเล็คทริค และโตโยต้า ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี เช่น อเมซอน และเฟชบุค และรุ่นต่อไปที่เริ่มต้นของซิลิคอน แวลลี่ย์ เช่น แอร์บีเอ็นบี อีริค รีส์ ได้กำหนดระบบของการบริหารแบบผู้ประกอบการ การนำองค์การทุกขนาดจากทุกอุตสากรรมไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนหลักการของการบริหารแบบผู้ประกอบการที่ได้อธิบายภายในลีน สตาร์ทอัพ สามารถประยุกต์ใช้ได้ภายในทุกอุตสาหกรม ทุกขนาดของบริษัท หรือทุกภาคของเศรษฐกิจ ไม่ว่ามันจะเป็นบริษัทใหญ่เหมือนจีอี หรือเทคสตารทอัพที่เผชิญการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัททุกบริษัทสามารถดำเนินตามกลุ่มของหลักการอย่างเดียวกันที่จะค้นหาแหล่งที่มาใหมของการเจริญเติบโตอน่างยั่งยืนได้ สตาร์ทอัพ เวย์จะเป็นระบบการบริหารอย่างหนึ่งบนพื้นฐานของหลักการห้าข้อ
1 นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องที่ค้นหาการคิดค้นที่สำคัญ
2 สตาร์ทอัพจะเป็นหน่วยอะตอมของงานภายในองค์การ
ิ 3 การเป็นผู้ประกอบการจะเป็นหน้าที่หายไปภายในองค์การ
4 การปลดปล่อยการเป็นผู้ประกอบการเป็นการก่อตั้งครั้งที่สอง
5 การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องที่จะปรับปรุงดีเอ็นเอของบริษัท
ิืืื

สตาร์ทอัพ จะต้องมี “ทิศเหนือจริง” จุดหมายปลายทางภายในใจ : การสร้างการเจริญเติบโตและธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงโลก เราจะเรียกว่าวิสัยทัศน์ขสตาร์ทอัพ วิสัยทัศน์จะต้องมีพลังและมั่นคง เพื่อที่จะบรรลุวิสัยทัศน์พวกเขาได้ใช้กลยุทธ์จะมีทั้งโมเดลธุรกิจ แผนผลิตภัณฑ์ มุมมองทางคู่แข่งขัน และความคิดว่าลูกค้าคือใคร – ผลิตภัณฑ์จะเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของกลยุทธ์นี้การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการของการทำให้เหมาะสมที่สุด เราจะเรียกว่าการเดินเครื่องยนต์ แต่กระนั้นวิสัยทัศน์ที่ครอบงำจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการต้องผูกพันที่จะมองเห็นสตาร์ทอัพผ่านไปสู่จุดหมายปลายทาง ความล้มเหลวทุกครั้งจะเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้ว่าเราจะไปสู่ที่ต้องการไปอย่างไรทิศเหนือจริงจะเป็นแนวคิดที่สำคัญภายในกระบวนการปรับปรุงแบบลีน มันจะเป็นสำนวนที่ปรากฏขึ้นจากโตโนต้านานกว่ายี่สิบปีแล้ว แสดงความหมายของเข็มเข็มทิศ เพื่อการปฏิรูปแบบลีน ทิศเหนือแท้จริงจะเป็นเหมือนกับเข็มทิศ การนำทางองค์การจากสภาวะปัจจุบันไปสู่ที่พวกเขาต้องการไป เราอาจจะมองมันเป็นถ้อยแถลงภารกิจ การสะท้อนถึงความมุ่งหมายขององค์การ และรากฐานของกลยุทธ์ภายหลังหกปีของการวิจัยภายในโรงงานโตโยต้า และการทดสอบสมมุติฐาน ไมค์ โรเธอร์ ได้อธิบายโตโยต้าได้บริหารบุคคลของพวกเขาอย่างไร Toyota Kata จะเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งของเขา การเพิ่มบางสิ่งบางอย่าที่ใหม่แก่ลีน สตาร์ทอัพ โตโยต้า คาตะ จะเป็นถ้อยคำที่ไมค์ โรเธอร์ กูรูทางลีนที่ยอมรับกันระหว่างประเทศ ได้สร้างที่จะช่วยให้ผู้ผลิตอเมริกันมองเห็นการปฏิบัตที่บรรลุความสำเร็จของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องที่แท้จริงของโตโยต้า คาตะ จะเป็นภาษาญี่ปุ่นหมายถึง รูปแบบ รูปร่าง แบบแผน หรือกิจวัตร อธิบายถึงลักษณะการเคลื่อนไหวของศาสตร์ป้องกันตัวของญี่ปุ่นโตโยต้า คาตะ : วิถีแห่งโตโยต้า จะเป็นวิธีการที่พิสูจน์แล้วและบรรลุความสำเร็จสูงเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องภายในองค์การ โตโยต้า คาตะ ได้ระบุการบริหารว่าเป็นการแสวงหาอย่างมีระบบของสภาวะที่ต้องการโดยใช้ความสามารถของมนุษย์ด้วยวิถีทางที่ร่วมกัน ไมค์ โรเธอร์ ได้เสนอแนะว่า มันไม่ได้เป็นวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวมันเองที่สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนและความอยู่รอดระยะยาว แต่จะเป็นระดับที่องค์การได้เรียนรู้เป็นประจำเพื่อการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาที่สอดคล้องครั้งแล้วครั้งเล่าตามเส้นทางที่คาดคะเนไม่ได้

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com